LOGIN“ช่วยคนเจ็บให้ได้นะคะ” เธอยิ้มให้เขา รอยยิ้มที่ใครเห็นต่างก็ต้องหวั่นไหวพลางจารึกไว้ในใจ
“ครับ” หมอหนุ่มยิ้มรับ ไม่ทันที่จะได้เอื้อนเอ่ยอะไรกับหญิงสาวตรงหน้า “คุณหมอคะ ทางนี้” เสียงเร่งร้อนใจของพยาบาลเรียกจนเขาต้องตัดใจวิ่งไปทางต้นเสียง คนไข้เขารอไม่ได้ ทุกวินาทีมีค่า เขาต้องรีบไป การยื้อชีวิตคนไข้คือหน้าที่ของหมอ “เชื่อไหมว่าผู้ชายคนนั้นไม่รอด” คนที่เธอคิดว่าไปแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ “รู้ได้ยังไงคะ” ดวงตากลมโตมองภาพหมอวิ่งไปยังอีกตึกที่อยู่ไม่ไกลอย่างชื่นชมแล้วเดินจากไปเงียบๆ แม้จะรู้ว่าคนไข้คงไม่รอดเพราะคำบอกกล่าวของคนที่ไม่ปรากฏตัวเมื่อครู่ “ก็มีคนมารับวิญญาณผู้ชายคนนั้นไป” น้ำเสียงเรียบเอ่ยอย่างราวกับเป็นเรื่องปกติ “ไปไหนหรือคะ” “ก็ไปรับกรรมที่เขาก่อ ไม่ใช่แค่มนุษย์ผู้นั้น แต่เป็นมนุษย์ทุกคนที่จะต้องกลับไปชดใช้กรรมของตนได้กระทำไว้ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่” พูดจบประโยคเสียงนั้นก็เงียบหาย มาแบบไหนก็ไปแบบนั้นจนดารัณญาชินเสียแล้ว “ไปห้างxxxค่ะ” เธอก้าวขึ้นมานั่งภายในรถยนต์ที่ติดเครื่องแอร์เย็นฉ่ำพร้อมบอกลุงเดชซึ่งตอนนี้กลายเป็นคนขับรถประจำตัวเธอไปโดยปริยายตั้งแต่วันที่เธอบาดเจ็บ “ครับ คุณหนู” “บอกแล้วให้เรียกคุณรัณ ต่อไปห้ามเรียกคุณหนูอีกนะคะ” เธอบ่นอุบเมื่อลุงเดชยังเรียกเธอคุณหนู ซึ่งดารัณญาไม่ชอบใจนักกับคำนี้มันทำให้เธอรู้สึกตัวบอบบาง อ่อนแอ ดูเหยาะแหยะอะไรเทือกนั้น “เอ่อ ลุงขอโทษครับ พอดีเรียกติดปากไปหน่อย” ดีไซเนอร์สาวเพียงแค่ยิ้มนิดๆ ผ่านกระจกมองหลังก่อนเอนกายพิงกับเบาะนุ่มแล้วปิดเปลือกตาลงช้าๆ ไม่นานรถก็เคลื่อนที่มาจอดยังหน้าห้างxxx ดารัณญาก้าวลงจากรถหลังจากนั้นลุงเดชก็เคลื่อนรถไปจอดยังที่จอดรถของห้างเพื่อคอยเจ้านายสาวทำธุระ ดารัณญาหยิบแว่นสีดำออกจากกระเป๋าขึ้นมาสวมเพื่อปกปิดรอยช้ำรอบดวงตา พร้อมออกเดินเข้าในห้างที่เปิดต้อนรับเวลาผู้คนเดินเข้าใกล้อัตโนมัติ แอร์เย็นกับกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเครื่องปรับอากาศลอยปะทะตัวหญิงสาวเมื่อก้าวเข้าผ่านยังภายใน เธอเดินตรงดิ่งไปยังร้านเครือข่ายมือถือดังพร้อมกับบอกจุดประสงค์ของเธอกับพนักงาน “ฉันอยากเปลี่ยนเบอร์ใหม่ค่ะ” “คุณลูกค้าเลือกเบอร์ตรงหน้าได้เลยนะคะ” ลูกค้ามองตามมือที่ผายลงเบื้องหน้าของพนักงานสาว เธอกวาดสายตาอยู่ครู่แล้วตัดสินใจเลือกเบอร์ที่ใกล้มือที่สุดยื่นให้พนักงานขายพร้อมกับล้วงบัตรประชาชนให้เพื่อเปิดเบอร์ใหม่อย่างรู้งาน “รอสักครูนะคะ” รอสักพักพนักงานก็จัดการลงทะเบียนซิมให้เธอเสร็จสรรพ ดารัณญาชำระเงินก่อนจะเดินจากจนมาหยุดตรงร้านขายกระเป๋าเดินทาง หนึ่งอาทิตย์ก่อน ก็อกๆ “ใครคะ” ดารัณญาตะโกนถามเมื่อมีเสียงคนเคาะประตูขึ้นที่หน้าห้องเธอกลางดึก “พี่วีเองค่ะ” แม่เลี้ยงเธอตะโกนตอบทันที ดารัณญาจึงเดินไปปลดล็อกกลอนประตูเพื่อให้แขกผู้มาเยือนได้ก้าวล่วงเข้ามายังภายในห้อง “พี่วีมีอะไรหรือคะ” เธอเดินนำผู้เป็นแม่เลี้ยงที่อายุไม่ห่างจากเธอเท่าไหร่นักไปยังโซฟาขนาดกลางหน้าทีวีที่อยู่อีกฟากหนึ่งของห้องนอนเธอ “พี่ จะมาขอโทษแทนเจ้าดินแดนที่เล่นซนจนทำให้ของคุณรัณเสียหายแล้วก็บาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาลค่ะ” “อ้อ เรื่องนั้น รัณไม่เป็นหรอกค่ะ” เธอบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจนัก เธอกับแม่เลี้ยงไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกันอย่างในละครหลังข่าวแม้ดารัณญาจะเคยอคติกับแม่เลี้ยงสาวแต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ช่วงแรกๆ ที่เธอย้ายเข้าบ้าน แต่ความอคติก็ค่อยๆ หายไปเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจมาหลอกบิดาเธออย่างที่คิด “แต่รูปคุณกรรณญาวีเปียก…” มาธวีหลบสายตาวูบรู้สึกผิดเมื่อนึกถึงภาพวาดคุณกรรณญาวีผู้เป็นมารดาของลูกเลี้ยงเธอ “มันก็เป็นเพียงแค่รูปวาดนี่คะ รัณวาดรูปแม่ขึ้นมาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ พี่วีอย่าคิดมากเลยค่ะ” เธอระบายยิ้มให้แม่เลี้ยงอย่างไม่นึกโกรธกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน มันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เธอเข้าใจดี อีกอย่างเธอไม่ได้ห่วงภาพวาดแต่ห่วงผู้เป็นน้องชายมากกว่า “ได้ฟังอย่างนี้พี่ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย พี่ละกังวลกลัวว่าคุณรัณจะโกรธดินแดนกว่าจะกล้ามาคุยกับคุณรัณได้ก็ใช้เวลาทำใจอยู่ตั้งนานแนะ” “ดินแดนก็เป็นน้องชายรัณคนนึงนะคะ จริงสิตอนนี้น้องเป็นไงบ้างคะ” อยู่บ้านเดียวกันก็จริงอยู่หรอกแต่ไม่ค่อยได้เจอน้องเลยเพราะตั้งแต่นั้นมาเธอก็เอาแต่วาดภาพอยู่ในห้องหรือนั่งเหม่ออยู่คนเดียวจะออกบ้านทีก็แค่ช่วงที่ต้องไปล้างแผลเท่านั้น “ไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ โชคดีที่แผลไม่ลึกมาก” “ค่อยยังชั่ว” “พี่ดีใจนะที่เห็นคุณรัณกับคุณพ่อปรับความเข้าใจกันได้” “นั่นสิคะ รัณเองก็ไม่คิดว่าจะมีวันนี้เหมือนกัน” เพราะความสัมพันธ์เธอกับบิดาค่อยๆ ห่างเหินไปเรื่อยๆ เมื่อเธอก้าวสู่วัยทำงานเต็มตัวหรือบางทีก็คงตั้งแต่รู้ว่ามีน้องชายนั่นแหละ “พี่รู้ข่าวจากคุณดนัยเรื่องการถอนหมั้น พี่เสียใจด้วยนะคะ” “ค่ะ” เธอตอบรับเสียงเบา เรื่องถอนหมั้นพูดเบาๆ มันก็สะเทือนไปทั้งหัวใจ แต่เมื่อนึกถึงอนาคตที่เธอวางแผนอยู่ในใจเงียบๆ ก็พลอยนึกขึ้นได้ว่าคนข้างกายต้องช่วยเธอได้แน่ “พี่วีเป็นคนเชียงใหม่ใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ จะไปเที่ยวหรือคะ” มาธวีเลิกคิ้วเป็นเชิงสงสัยเมื่ออยู่ๆ ลูกเลี้ยงก็ถามบ้านเกิดภูมิลำเนาตน “เปล่าค่ะ รัณคิดว่าจะย้ายไปเปิดร้านที่นั่น เลยอยากถามพี่วีว่าพอจะรู้จักตึกว่างที่ประกาศขายบ้างหรือเปล่า” เพราะแม่เลี้ยงเธอกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวบ่อยๆ บางทีเธออาจจะช่วยเรื่องนี้ได้หรือไม่ก็รู้จักกับนายหน้าขายที่ดิน “คุณรัณอยากได้แถวไหนหรือคะ” “ใกล้ห้างหน่อยค่ะ คนเยอะดี” “งั้นวางใจเถอะค่ะ เดี๋ยวพี่จัดการให้ ถ้ายังไงพี่จะมาบอกอีกที” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าผู้มากวัยกว่าอย่างมั่นใจ “ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มให้แม่เลี้ยงสาวอย่างจริงใจ คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ปรึกษาเธอเรื่องนี้ เพราะเจ้าตัวก็เป็นคนกว้างขวางในพื้นที่อยู่พอตัว “พี่รัณ” เสียงทุ้มคุ้นหูดึงให้เธอหยุดความคิดลง คนถูกเรียกชื่อหันไปมองตามเสียงเรียกเมื่อครู่จึงรู้ว่าใคร ดารัณญาหันหลังเตรียมจะเดินจากทันที ๙ โปสการ์ด “พี่รัณ” เสียงทุ้มคุ้นหูดึงให้เธอหยุดความคิดลง คนถูกเรียกชื่อหันไปมองตามเสียงเรียกเมื่อครู่จึงรู้ว่าใคร ดารัณญาหันหลังเตรียมจะเดินจากทันที “เดี๋ยวคุยกันก่อนสิครับ” ชายหนุ่มร่างสูงหุ่นดีตามฉบับนายแบบยืนจ้องเธอทำสีหน้าจริงจัง “ฉันไม่มีอะไรจะคุย” ดารัณญายังคงหันหลังให้คู่สนทนาแล้วรีบเดินเลี่ยงแต่อีกฝ่ายก็ยังเดินตามมาติดๆ อย่างไม่ยอมแพ้ “แต่ผมมี” “ทำไม จะมาเยาะเย้ยฉันเหรอ” แค่นเสียงหัวเราะถามขณะก้าวเดินเร็วๆ หวังไปให้พ้นจากตรงนี้ “ผมเปล่า เราหยุดคุยกันเถอะพี่รัณ” คนเดินตามชักเหนื่อยจึงถือวิสาสะรั้งแขนหญิงสาวที่เดินลิ่วอยู่ตรงหน้าไม่ไกลนักให้หยุดเดินแล้วหันหน้ามาเผชิญ “อย่ามาแตะต้องตัวฉัน” คนถูกรั้งหันมาพูดเสียงลอดไรฟันพร้อมบิดแขนออกจากการเกาะกุมมือใหญ่ของคนตรงหน้าอย่างรังเกียจ ภาพเหตุการณ์นี้คนภายนอกที่เดินผ่านจึงเข้าใจได้ว่าเป็นคู่รักทะเลาะกันโดยที่มีฝ่ายชายตามง้อ “ผมขอโทษ ผมรู้ตัวว่าผมทำผิดต่อพี่” บอลเอ่ยเสียงอ่อนแต่หนักแน่นจริงจัง เขารู้สึกผิดที่ทำร้ายรุ่นพี่ที่เขานับถือเสมือนพี่สาวคนนึง “รู้ตัวแต่ก็ยังทำ เลวสิ้นดี” เธอแทบอยากจะหัวเราะกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อนึกไปถึงน้ำเสียงกระเง้ากระงอดให้ผู้ชายอีกคนรีบถอนหมั้นเธอ“ใช่ สิ่งที่พวกผมทำมันเลวแต่พวกเราก็รักกันด้วยความจริงใจ” เขาตอกกลับจนเธอสะอึกกับประโยคนั้นแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้คิดอะไรมากแต่ก็ทำเอาหญิงสาวแทบกระอัก รักกันด้วยความจริงใจงั้นหรือ ประโยคนั้นราวกับตอกย้ำความรู้สึกของดารัณญาที่ดำดิ่งลงก้นบึ้งทะเลลึก เพราะตลอดเวลาที่แทนไทคบกับเธอ เขาไม่เคยรักเธอแบบคู่รักเลยน่ะสิ สักนิดเดียวก็ไม่เคยมี กระบอกตาแสบร้อนผ่าวๆ เริ่มกลั่นเอาหยาดน้ำอุ่นๆ ขึ้นมาคลอเบ้าภายใต้กรอบแว่นดำ“ถ้าจะมาพูดแค่นี้ก็พอเถอะ ฉันไม่ได้ว่างมานั่งฟังเรื่องบรรยายรักของพวกนาย” เธอหันหลังหนีคนตรงหน้าเมื่อน้ำตาที่เอ่อล้นเตรียมจะร่วงหยดเผาะให้คนตรงหน้าหัวเราะเยาะ“แต่พวกเราไม่ได้มีความสุข พี่แทนเองก็เจ็บปวดกับสิ่งที่เขาทำ งานการไม่เอา เอาแต่เมา เอาแต่โทษตัวเอง สภาพแทบดูไม่ได้ เขาไปหาพี่ที่บ้านทุกวันเพื่อขอให้พี่ยกโทษให้” บอลพูดเสียงสั่นเมื่อนึกถึงชายที่เขารัก ใช่ แทนไทไปหาเธอที่บ้านทุกวันหลังจากเกิดเรื่องสามวันให้หลัง เขาเล่าให้พ่อเธอฟังทั้งหมดทั้งที่รู้จากปากเธออยู่ก่อนแล้วจากนั้นแทนไทก็ไม่เคยได้รับอนุญาตได้เข้ามายังบ้านเชาว์บดินทร์อีกเลย ดารัณญาได้แต่มองอดีตคู่หมั้นจากตัวบ้านไปยังรั้วเห็น
“ช่วยคนเจ็บให้ได้นะคะ” เธอยิ้มให้เขา รอยยิ้มที่ใครเห็นต่างก็ต้องหวั่นไหวพลางจารึกไว้ในใจ“ครับ” หมอหนุ่มยิ้มรับ ไม่ทันที่จะได้เอื้อนเอ่ยอะไรกับหญิงสาวตรงหน้า“คุณหมอคะ ทางนี้” เสียงเร่งร้อนใจของพยาบาลเรียกจนเขาต้องตัดใจวิ่งไปทางต้นเสียง คนไข้เขารอไม่ได้ ทุกวินาทีมีค่า เขาต้องรีบไป การยื้อชีวิตคนไข้คือหน้าที่ของหมอ“เชื่อไหมว่าผู้ชายคนนั้นไม่รอด” คนที่เธอคิดว่าไปแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ“รู้ได้ยังไงคะ” ดวงตากลมโตมองภาพหมอวิ่งไปยังอีกตึกที่อยู่ไม่ไกลอย่างชื่นชมแล้วเดินจากไปเงียบๆ แม้จะรู้ว่าคนไข้คงไม่รอดเพราะคำบอกกล่าวของคนที่ไม่ปรากฏตัวเมื่อครู่“ก็มีคนมารับวิญญาณผู้ชายคนนั้นไป” น้ำเสียงเรียบเอ่ยอย่างราวกับเป็นเรื่องปกติ“ไปไหนหรือคะ”“ก็ไปรับกรรมที่เขาก่อ ไม่ใช่แค่มนุษย์ผู้นั้น แต่เป็นมนุษย์ทุกคนที่จะต้องกลับไปชดใช้กรรมของตนได้กระทำไว้ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่” พูดจบประโยคเสียงนั้นก็เงียบหาย มาแบบไหนก็ไปแบบนั้นจนดารัณญาชินเสียแล้ว“ไปห้างxxxค่ะ” เธอก้าวขึ้นมานั่งภายในรถยนต์ที่ติดเครื่องแอร์เย็นฉ่ำพร้อมบอกลุงเดชซึ่งตอนนี้กลายเป็นคนขับรถประจำตัวเธอไปโดยปริยายตั้งแต่วันที่เธอบาดเจ็บ“ครับ คุณหนู”“
“มีอะไร” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างไม่ค่อยพอใจนักกับการมาของเพื่อนโดยที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าก่อน เจ้าของร่างสูงหนึ่งร้อยแปดสิบสามเซนติเมตร ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ดวงตาเรียวคม จมูกโด่งเป็นสันรับกับปากหยักสีสด และไว้ผมทรงแมนบันคือตัดสั้นเตียนด้านข้างทั้งสองและไว้ผมยาวตรงกลางศีรษะแล้วมัดจุกเรียบไปทางด้านหลัง“ก็แกไม่ยอมรับสายฉันนี่หว่า” คนเป็นแขกบ่นแล้วทรุดตัวลงนั่งโซฟามุมหนึ่งของห้อง แม้จะไม่ค่อยชอบใจที่เพื่อนยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองแถมยังพูดจาไม่ต้อนรับเขาอีก แต่วันนี้ภาคินอารมณ์ดีจึงไม่นึกถือสากับความนิ่งเฉยของผู้เป็นเพื่อน“ก็แกไร้สาระ” เสียงทุ้มนุ่มละมุนเอ่ยอย่างไม่แยแสผู้เป็นทั้งเพื่อนและแขก“ใครมันจะไปจ้องแต่คอมทำงานงกๆ ทั้งวันเหมือนแกวะ”“ถ้าไม่มีไรก็กลับไปซะ ฉันต้องรีบเคลียร์งาน”“แกจะไปไหนอีกละคราวนี้” เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าเจ้าตัวเร่งเคลียร์งานเมื่อไหร่นั่นแปลว่าเพื่อนเขาจะหนีเที่ยวอีกแล้ว“เลย”“กี่วัน”“เดือนนึง ถ้าจะมาถามฉันแค่นี้ก็กลับไป”“แกนี่มันไร้หัวใจ”“ถ้าจะมาพูดแค่นี้ก็เชิญ นั่นประตู ฉันจะทำงาน” ชายหนุ่มเจ้าของห้องกว้างนั่งอยู่หลังคอมพิวเตอร์อยู่ในเสื้อยืดแขนสั้นสีดำกับกางเก
๗แค่หน้าที่“พูดจากวนเราแบบนี้ได้คงไม่เจ็บแล้วสินะ” จบประโยค แสงสว่างค่อยๆ ม้วนตัวจนเผยร่างโปร่งแสงสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมสันสง่างามท่าทางวางอำนาจทอดพระเนตรมองร่างเล็กที่ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์“รัณนึกว่าท่านอยู่ข้างบนเสียอีกค่ะ” เธอย่อตัวแสดงความเคารพบุรุษชายตรงหน้าอย่างนอบน้อมเมื่อเห็นว่าแถวนี้ร้างผู้คน ข้างบนที่เธอหมายถึงนั่นก็คือสรวงสวรรค์“เรามาเพราะจะเกิดเรื่องอันตรายกับเจ้า แต่ไม่ทัน” ปลายประโยคแผ่วเบาก้มทอดพระเนตรมองแผลใหม่ที่ถูกพันด้วยผ้าก๊อซอย่างประณีต“แค่พระองค์เป็นห่วงรัณก็มากพอแล้วค่ะ ที่ผ่านมาท่านก็ช่วยรัณมาตลอด” ตั้งแต่เล็กจนโตก็มีเพียงบุรุษท่านนี้ที่คอยปัดเป่าเภทภัยให้หญิงสาวมาเสมอคงมีเพียงแต่เหตุการณ์ตกน้ำครั้งนั้นที่เขาช่วยเธอไม่ทัน“เป็นหน้าที่เราที่ต้องคอยดูแลเจ้า หากมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นกับเจ้าเราย่อมบกพร่องในหน้าที่”“แค่หน้าที่หรือคะ” ถามพลางเอียงคอมองอย่างสงสัย“ใช่ แค่หน้าที่” หน้าที่ของหัวใจ พระสุรเสียงแผ่วเบาไม่หนักแน่นเหมือนเคยและต่อประโยคสุดท้ายในใจ เขาจะคอยตามดูแลหญิงสาวเพียงแค่ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายเท่านั้น เพราะต่อไปนี้เขาไม่ยอมปล่อยเธอล่องลอยไปไหนไกลอี
๖ความอัดอั้นในใจ“หลักฐานก็บอกอยู่ตรงหน้า ทำไมฉันจะต้องถามอะไรอีก”“แล้วคุณพ่อรู้หรือคะว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง อะไรก็โทษแต่รัณ คุณพ่อเคยถามรัณเหมือนที่ถามน้องไหมคะว่ารัณเป็นอะไร เจ็บตรงไหน แผลเย็บกี่เข็ม เจ็บมากหรือเปล่า กินยาหรือยัง หนูโดนรถเฉี่ยวคุณพ่อคิดจะถามรัณบ้างหรือเปล่า วันนี้เจออะไรมาบ้าง กินข้าวยัง วันเกิดรัณวันไหน คุณพ่อเคยสนใจบ้างไหม ทำไมคะ เพราะรัณเกิดมาเป็นผู้หญิงคุณพ่อเลยไม่คิดว่ารัณเป็นลูก หรือสิ่งที่หนูต้องการมันมากไปหรือคะ…..พ่อถึงไม่เห็นค่า” เสียงตะโกนถามดนัยผู้เป็นบิดาอย่างอัดอั้นกับสิ่งที่เก็บไว้ข้างใน คำพูดต่างๆ ทะลักพรั่งพรูขึ้นมาจากอกจนเธอห้ามอารมณ์ไม่อยู่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีต่อบิดา ตั้งแต่เธอมีน้องชาย ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ถามว่าเธออิจฉาน้องชายตัวเองไหม ดารัณญาตอบได้เลยว่าอิจฉา อิจฉาที่คุณพ่อทุ่มเทความรักความใส่ใจที่มีต่อดินแดนซึ่งต่างกับเธอมากนัก พ่อที่ไม่เคยแม้แต่จะถามเธอว่ากินข้าวหรือยัง ครั้งเดียว……ก็ไม่เคยมี“นี่แกพูดอะไร แกโตแล้วนะไม่ใช่เด็กๆ ที่ฉันต้องคอยเอาใจ” แม้จะอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินแต่ดนัยก็ยังอดต่อว่าบุตรสาวไม่ได้เมื่อนึกถึงแผลล
๕แตกหักเช้าวันใหม่แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลอดผ่านกระจกใสทำให้เจ้าห้องห้องต้องซุกใบหน้าลงกับหมอนเพื่อหลีกเลี่ยงแสงที่แยงตา แม้เปลือกตาจะปิดสนิทแต่ก็รับรู้ถึงความสว่างจ้าของความร้อนแรง วันนี้ร่างบางตื่นสายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะเธอไม่ต้องรีบไปเข้าร้านอย่างเมื่อก่อน หลังจากที่นอนทบทวนความคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วเธอตัดสินใจที่จะถอนหุ้นออกจากร้านเสื้อผ้าที่ร่วมลงทุนทำร่วมกันกับแทนไทและปรารีณา ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ไม่สามารถทำงานร่วมกันกับแทนไทได้อีก ถึงจะถูกกล่าวหาว่าเธอไม่มีความเป็นมืออาชีพก็เถอะ ก็ใครจะไปทนได้กันละก๊อกๆ“คุณรัณ คุณปลามารอพบคุณรัณค่ะ”“รัณอาบน้ำเสร็จเดี๋ยวลงไป”“ค่ะ”ไม่ถึงสิบห้านาทีดารัณญาอยู่ในชุดอยู่บ้านสบายๆ ก่อนจะเดินลงมายังห้องรับแขกที่ปรากฏร่างหญิงสาวสูงโปร่งสวมชุดทันสมัยราวกับนางแบบหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นก็มิปาน แน่ละก็หล่อนเป็นดีไซเนอร์มีห้องเสื้อผ้าแบรนด์หรูที่เธอร่วมลงทุนอยู่นั่นเอง“รัณ แกไปทำไรมา ทำไมมีแต่แผล” เสียงร้องทักแสดงความตกใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวเดินตรงเข้ามาหาหลังจากที่มานั่งรอผู้เป็นเจ้าของบ้านแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นบาดแผลที่มีปลาสเตอร์ติดตามฝ่ามือรวมไ







