ログインแฟนจำเป็น“ระวัง” ผมร้องเตือนหญิงสาวร่างเล็กสวมจั้มยีนสีเข้มสั้นพอดีตัวที่อยู่ไม่ไกลจากผมนักที่กำลังเพลินหามุมถ่ายภาพอยู่โดยไม่ได้สนใจว่ามีคนกำลังขับจักรยานมาทางด้านหลัง“โครม” สิ้นเสียงของผมจักรยานก็ชนเข้าด้านหลังเธอทันที เธอล้มลงกับพื้นกล้องที่ถือในมือก็ร่วงหล่นจนตกแตก ส่วนชายคนขับจักรยานก็ล้มไปอีกทาง“เป็นอะไรมากหรือเปล่าคุณ” ณภัทรวิ่งเข้าไปช่วยประคองหญิงสาวตรงหน้าทันทีเมื่อเธอล้มลงไป หญิงสาวตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาชั่วครู่ จึงมีเสียงเรียกชื่อเธอดูเหมือนพวกเขาจะรู้จักกันชายหนุ่มคิดในใจ“รัณ แทนอยากคุยกับรัณ”“คนไม่รู้จักกันไม่เห็นมีเรื่องต้องคุยกันนี่คะ”เมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทีจะลุกเขาจึงช่วยประคองเธออย่างมีน้ำใจแล้วหันหลังเดินมาจุดเดิมที่เขายืนถ่ายรูปอยู่ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะตกลงกันไม่ได้ซึ่งเขาที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักจึงได้ยินบทสนทนาทุกประโยคที่สองฝ่ายพูดคุยกัน ทว่าประโยคของหญิงสาวที่เขาช่วยเธอเมื่อครู่กับชี้มาทางเขาแล้วเอ่ยกับคู่สนทนาจนเขาต้องหันมามองเธออย่างตกใจ“เรื่องนั้นปล่อยให้แฟนฉันจัดการเองดีกว่า อ้อลืมแนะนำเลยนี่แฟนใหม่ฉันเอง”“เขาเป็นแฟนใหม่รัณเหรอ”“ใช่” เขามองเธอใบ
ดารัณญาเลือกจักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นคันสีขาวมาคันนึงก่อนจะปั่นไปตามถนนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านไม้สีเข้มเก่าแก่ บางหลังดูใหม่เพราะมีการปรับเปลี่ยนทำเป็นโฮมสเตย์รีโนเวทให้ทันสมัยมากขึ้นแต่ยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้เพื่ออนุรักษ์สภาพแวดล้อม บางบ้านถูกดัดแปลงเป็นร้านขายของและร้านอาหารที่ทอดยาวไกลสุดสายตาเสมือนหลงเข้ามาอยู่ในยุคโบราณ เมื่อเจอทางแยกเธอจึงเลี้ยวลงไปยังซอกซอยแคบๆ ซึ่งปลายทางคือริมแม่น้ำโขงอันเป็นเสน่ห์ของเมืองเชียงคานร่างเล็กพยายามวางเรื่องโศกเศร้าในใจทิ้งแล้วปลดปล่อยอารมณ์ให้ซึมซับกับธรรมชาติและบรรยากาศความเรียบง่ายละความสงบในยามเย็นของคนที่นี่ แสงสีส้มของดวงตะวันทอแสงเหนือน่านนที สายน้ำพริ้วไหวระลอกลิ้วสะท้อนประกายแดดวิบวับ สายลมเอื่อยๆ ลอยกระทบผิวกาย เส้นผมนุ่มปลิวสยายตามแรงลม ภาพเบื้องหน้างดงามสวยสบายตาจนคนบนจักรยานต้องสูดลมหายใจเข้าปอดด้วยความสดชื่นเพราะอากาศปลอดโปร่งเช่นนี้หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ ว่าแต่ทำไมกลิ่นนี้เธอถึงรู้สึกคุ้นเคยจัง กลิ่นอะไรนะ แต่ช่างเถอะ สนใจวิวตรงหน้าก็พอตลอดริมฝั่งแม่น้ำโขงที่ปูด้วยกระเบื้องคอนกรีตปูเป็นทางยางไกลสุดลูกหูลูกตา นักท่องเที่ยวหลายคนต่างก็ปั่
หลงรักเลยดีไซเนอร์สาวเดินลากกระเป๋าลงมายังชั้นล่างหลังจากที่เมื่อคืนเธอตัดสินใจที่จะไปเที่ยวด้วยตัวเองคนเดียวเป็นครั้งแรกอย่างตื่นเต้น“พี่หวานคะ ดินแดนอยู่ไหมคะ”“เอ สงสัยอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดค่ะ เห็นป้าจวงแกเอาน้ำกับขนมไปเสิร์ฟเมื่อครู่นี่เอง” แม่บ้านสาวทำท่านึกก่อนจะตอบเธอ“อ่านแต่เช้าเชียว พึ่งกินข้าวเช้าเสร็จเอง”“แกคงอ่านเตรียมตัวไปแข่งมั้งคะ ว่าแต่คุณรัณจะไปไหนหรือคะ” เธอชำเลืองตามองกระเป๋าเดินทางขนาดกลางที่อยู่ด้านหลังหญิงสาวอย่างนึกสงสัย“เที่ยวค่ะ งั้นรัณไปหาดินแดนก่อนนะคะ” เธอรีบขอตัวและเดินตรงไปยังห้องสมุดที่อยู่ทางปีกซ้ายของตัวบ้าน“ค่ะ” แม่บ้านสาวมองตามเจ้านายอย่างนึกสงสารตลอดทั้งสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องออกจากบ้านเฉพาะไปล้างแผลเท่านั้น ใบหน้าหมองเศร้าดวงตาแดงก่ำเหมือนคนร้องไห้อยู่ตลอดเวลาไหนจะบาดแผลตามร่างกายนั่นอีก“ดินแดน” ดารัณญาเรียกผู้เป็นน้องชายเมื่อเข้ามายังภายในห้องสมุดที่แออัดไปด้วยหนังสือวิชาการต่างๆ ที่บิดาเธอสรรหามาให้ลูกชายอ่าน“พี่รัณ”“อืม พี่เอง”“เป็นไง แผลหายยัง”“หายแล้วครับ”“เอ้า พี่วาดให้” เธอยื่นม้วนกระดาษขนาดเอสามในมือให
"เหรอ มีที่ไหนสวยกว่านี้อีกเหรอคะ” น้ำเสียงถามตื้นเต้นพลอยทำให้คนที่โตกว่ารู้สึกเอ็นดู “มีสิ หลายที่เลยแหละ” “ทำไมมีหลายที่จัง” เด็กหญิงสงสัยเงยหน้าถามคนตัวสูงข้างกาย “ก็มันสวยทุกที่” เขาพูดขณะนิ้วมือกดชัดเตอร์ภาพท้องฟ้าทอแสงสีส้มเหลืองไล่ระดับสีโดยมีพระอาทิตย์กลมโตอยู่ตรงกลางที่กำลังลับหายไปหลังภูเขาตั้งเด่นตระหง่านตรงหน้า “แล้วไปมากี่ที่ล่ะคะ” เธอยังคงซักไซ้ไม่หยุด “เยอะ พี่ก็นับไม่ถูกเหมือนกัน” เขาทำหน้าครุ่นคิด “อิจฉาจังเลยค่ะ ได้เห็นพระอาทิตย์ตกที่สวยๆ” “ไม่ต้องอิจฉาหรอก เดี๋ยวพี่ถ่ายรูปมาฝากเอาไหม” “เอาๆ ถ่ายมาเยอะๆ เลยนะคะ หนูชอบ” “ไม่ใช่รูปพระอาทิตย์ตกจะเอาไหม” เขาถามหยั่งเชิง “เอาค่ะ พี่ภัทรถ่ายรูปอะไรหนูก็ชอบ” “หือ ขนาดนั้นเชียว” เขาเลิกคิ้วถามแล้วเอื้อมมือไปโยกศีรษะคนตัวเล็กเบาๆ “ก็พี่ภัทรถ่ายรูปสวย ขนาดถ่ายรูปหนู หนูยังสวยกว่าตัวจริงเลยนี่นา” เสียงเล็กๆ ของเด็กสาวเล่าจนเด็กหนุ่มหลุดขำ “แล้วจะให้ส่งให้ทางไหนละ” “เดี๋ยวกลับเต็นท์ไปหนูจดที่อยู่ให้พี่ภัทร” “ได้ พี่จะส่งให้น้องรัณทุกเดือน” “เย้” ผ่านมาสิบกว่าปีดารัณญายังได้รับโปสการ์ดจากพี่ภัทรอยู่เสมอแม้หลังจา
“ใช่ สิ่งที่พวกผมทำมันเลวแต่พวกเราก็รักกันด้วยความจริงใจ” เขาตอกกลับจนเธอสะอึกกับประโยคนั้นแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้คิดอะไรมากแต่ก็ทำเอาหญิงสาวแทบกระอัก รักกันด้วยความจริงใจงั้นหรือ ประโยคนั้นราวกับตอกย้ำความรู้สึกของดารัณญาที่ดำดิ่งลงก้นบึ้งทะเลลึก เพราะตลอดเวลาที่แทนไทคบกับเธอ เขาไม่เคยรักเธอแบบคู่รักเลยน่ะสิ สักนิดเดียวก็ไม่เคยมี กระบอกตาแสบร้อนผ่าวๆ เริ่มกลั่นเอาหยาดน้ำอุ่นๆ ขึ้นมาคลอเบ้าภายใต้กรอบแว่นดำ“ถ้าจะมาพูดแค่นี้ก็พอเถอะ ฉันไม่ได้ว่างมานั่งฟังเรื่องบรรยายรักของพวกนาย” เธอหันหลังหนีคนตรงหน้าเมื่อน้ำตาที่เอ่อล้นเตรียมจะร่วงหยดเผาะให้คนตรงหน้าหัวเราะเยาะ“แต่พวกเราไม่ได้มีความสุข พี่แทนเองก็เจ็บปวดกับสิ่งที่เขาทำ งานการไม่เอา เอาแต่เมา เอาแต่โทษตัวเอง สภาพแทบดูไม่ได้ เขาไปหาพี่ที่บ้านทุกวันเพื่อขอให้พี่ยกโทษให้” บอลพูดเสียงสั่นเมื่อนึกถึงชายที่เขารัก ใช่ แทนไทไปหาเธอที่บ้านทุกวันหลังจากเกิดเรื่องสามวันให้หลัง เขาเล่าให้พ่อเธอฟังทั้งหมดทั้งที่รู้จากปากเธออยู่ก่อนแล้วจากนั้นแทนไทก็ไม่เคยได้รับอนุญาตได้เข้ามายังบ้านเชาว์บดินทร์อีกเลย ดารัณญาได้แต่มองอดีตคู่หมั้นจากตัวบ้านไปยังรั้วเห็น
“ช่วยคนเจ็บให้ได้นะคะ” เธอยิ้มให้เขา รอยยิ้มที่ใครเห็นต่างก็ต้องหวั่นไหวพลางจารึกไว้ในใจ“ครับ” หมอหนุ่มยิ้มรับ ไม่ทันที่จะได้เอื้อนเอ่ยอะไรกับหญิงสาวตรงหน้า“คุณหมอคะ ทางนี้” เสียงเร่งร้อนใจของพยาบาลเรียกจนเขาต้องตัดใจวิ่งไปทางต้นเสียง คนไข้เขารอไม่ได้ ทุกวินาทีมีค่า เขาต้องรีบไป การยื้อชีวิตคนไข้คือหน้าที่ของหมอ“เชื่อไหมว่าผู้ชายคนนั้นไม่รอด” คนที่เธอคิดว่าไปแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ“รู้ได้ยังไงคะ” ดวงตากลมโตมองภาพหมอวิ่งไปยังอีกตึกที่อยู่ไม่ไกลอย่างชื่นชมแล้วเดินจากไปเงียบๆ แม้จะรู้ว่าคนไข้คงไม่รอดเพราะคำบอกกล่าวของคนที่ไม่ปรากฏตัวเมื่อครู่“ก็มีคนมารับวิญญาณผู้ชายคนนั้นไป” น้ำเสียงเรียบเอ่ยอย่างราวกับเป็นเรื่องปกติ“ไปไหนหรือคะ”“ก็ไปรับกรรมที่เขาก่อ ไม่ใช่แค่มนุษย์ผู้นั้น แต่เป็นมนุษย์ทุกคนที่จะต้องกลับไปชดใช้กรรมของตนได้กระทำไว้ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่” พูดจบประโยคเสียงนั้นก็เงียบหาย มาแบบไหนก็ไปแบบนั้นจนดารัณญาชินเสียแล้ว“ไปห้างxxxค่ะ” เธอก้าวขึ้นมานั่งภายในรถยนต์ที่ติดเครื่องแอร์เย็นฉ่ำพร้อมบอกลุงเดชซึ่งตอนนี้กลายเป็นคนขับรถประจำตัวเธอไปโดยปริยายตั้งแต่วันที่เธอบาดเจ็บ“ครับ คุณหนู”“







