Masukรถสปอร์ตของปรินทร์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าบ้านไม้กึ่งปูนหลังเล็ก บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟสลัวจากหน้าบ้านที่เปิดทิ้งไว้ พลอยชมพูหันไปมองคนขับพลางกำสายสะพายกระเป๋าแน่น ความรู้สึกวูบไหวแล่นปราดเข้ามาในอกเมื่อรู้ว่าเวลาแห่งความสุขกำลังจะจบลง
"ขอบคุณมากนะคะคุณน่าน สำหรับอาหารมื้อนี้ แล้วก็ขอบคุณที่มาส่งพลอยด้วยค่ะ" พลอยชมพูเอ่ยเสียงแผ่วพลางยกมือไหว้ขอบคุณเขา "ไม่ต้องขอบคุณผมขนาดนั้นหรอกครับพลอย" ปรินทร์อมยิ้มพลางมองสบตาเธอ "ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณ ที่ยอมสละเวลาไปทานข้าวเป็นเพื่อนผม" คำพูดให้เกียรติของชายหนุ่มทำเอาพลอยชมพูหน้าแดงระเรื่อ ความร้อนผ่าวลามไปถึงใบหู เธอทำตัวไม่ถูกได้แต่ยิ้มนิด ๆ เพื่อซ่อนอาการเขินอาย "ค่ะ เอ่อ... คุณน่านขับรถกลับดี ๆ นะคะ" เธอกล่าวลาเสร็จก็รีบเปิดประตูลงจากรถทันที พลอยชมพูเดินตรงไปยังประตูรั้วบ้านด้วยหัวใจที่ยังเต้นผิดจังหวะ มือบางรีบกวาดหาลูกกุญแจในกระเป๋าสะพายอย่างลนลานเพราะอยากจะรีบเข้าบ้านไปสงบสติอารมณ์ ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วสัมผัสเจอพวงกุญแจ ร่างของเธอก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงทุ้มคุ้นหูที่ดังขึ้นจากด้านหลัง "พลอยครับ" หญิงสาวรีบหันกลับไปหาต้นเสียงทันที และต้องเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เมื่อเห็นร่างสูงของชายหนุ่มเดินตามลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แถมในมือของเขายังมีช่อดอกกุหลาบสีขาวช่อโตที่ถือลงมาด้วย "คุณน่าน..." พลอยชมพูครางชื่อเขาแผ่วเบา ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก หัวใจที่ยังไม่ทันสงบดีกลับพุ่งทะยานขึ้นมาอีกครั้ง "มี...มีอะไรหรือเปล่าคะคุณน่าน" "เอ่อ ผมเอาดอกไม้มาให้คุณครับ" ปรินทร์ยื่นช่อกุหลาบขาวมาตรงหน้าเธอ "ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คุณรู้ไหมว่าคุณทำให้ผมเปลี่ยนไปมากแค่ไหน" เขาเว้นจังหวะพลางก้าวเข้ามาใกล้จนพลอยชมพูสัมผัสได้ถึงไออุ่น "คุณทำให้ผมยิ้มได้ หัวเราะได้อย่างเป็นกันเองแบบที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน เวลาที่ผมเหนื่อยจากงาน แค่ได้มาเจอคุณ ความเหนื่อยพวกนั้นก็หายไปหมด" "คุณน่าน..." "ผมรักคุณนะพลอย" คำบอกรักที่หนักแน่นและจริงจังหลุดออกมาจากปากชายหนุ่มที่ดูสูงส่งคนนี้ ทำเอาพลอยชมพูแทบหยุดหายใจ "ถ้าคุณไม่รังเกียจ ผมอยากขอให้คุณมาเป็นแฟนกับผมได้ไหมครับ" ท่ามกลางความเงียบ มีเพียงเสียงหัวใจของพลอยชมพูที่เต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอก เธอจ้องมองช่อดอกกุหลาบขาวในมือสลับกับนัยน์ตาเว้าวอนของชายหนุ่ม ความรู้สึกอิ่มเอมใจปนเปไปกับความประหม่าจนทำตัวไม่ถูก "คุณน่าน... ไม่รังเกียจพลอยเหรอคะ" พลอยชมพูถามเสียงแผ่วหวิว นัยน์ตาสวยสั่นระริกด้วยความไม่มั่นใจ "พลอยเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง เป็นแค่พนักงานนวด พลอยไม่มีอะไรคู่ควรกับคุณน่านเลยนะคะ ทั้งฐานะ ทั้งสังคม เรามันต่างกันมาก..." ปรินทร์ขยับก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ เขาถือวิสาสะเชยคางมนของเธอขึ้นเบา ๆ เพื่อให้สบตากับเขาตรง ๆ "ผมจะรังเกียจคุณทำไม" น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่จริงจัง "ผมรักที่คุณเป็นคุณ รักความเรียบง่าย ความซื่อตรง และหัวใจที่งดงามของคุณ สำหรับผม สิ่งเหล่านี้มันมีค่ามากกว่าเงินทองที่ผมมีเสียอีก" มือหนาเลื่อนลงมากุมมือบางที่สั่นเทาของเธอไว้เบา ๆ "อย่าดูถูกตัวเองแบบนั้นเลยนะครับ เพราะในสายตาของผม คุณคือผู้หญิงที่วิเศษที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา ให้โอกาสผมได้ดูแลคุณในฐานะแฟนนะครับ" ปรินทร์เน้นย้ำทุกคำพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าก้องกังวานไปถึงก้นบึ้งของหัวใจคนฟัง พลอยชมพูตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าว ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมมือเธอไว้ซึมซาบเข้าสู่หัวใจที่เคยโดดเดี่ยวและต้องแบกรับภาระหนักอึ้งมาตลอดเพียงลำพัง เธอสบตาคมกริบคู่นั้นเนิ่นนาน ราวกับจะค้นหาคำตอบว่าเธอไม่ได้กำลังฝันไป ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าตอบรับออกมาเบา ๆ "ค่ะ...คุณน่าน" สิ้นคำขานรับ พลอยชมพูก็เอื้อมมือที่สั่นเทาไปรับช่อดอกกุหลาบมาไว้ในอ้อมกอด กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ยิ่งทำให้หัวใจของเธอพองโต วินาทีนั้นเอง ปรินทร์ที่รอคอยคำนี้มาตลอดก็ขยับกายเข้ามาชิด ร่างสูงสง่ารวบตัวหญิงสาวเข้าสู่อ้อมกอดเขาซบหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่มของเธอเบา ๆ อย่างรักใคร่ ขณะที่พลอยชมพูเองก็ซุกใบหน้าแดงซ่านลงกับอกแกร่งของเขา มือหนึ่งกอดช่อดอกไม้แน่น อีกมือหนึ่งเผลอขยุ้มเสื้อสูทของเขาไว้ "ขอบคุณนะครับ ขอบคุณที่คุณยอมเป็นแฟนกับผม" ปรินทร์กระซิบชิดใบหูด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความทะนุถนอม สัมผัสได้ถึงหัวใจของหญิงสาวที่เต้นรัวแรงไม่แพ้กัน พลอยชมพูค่อย ๆ ผละตัวออกจากอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นนั้นอย่างขัดเขิน เธอช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มที่บัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยน "พลอยก็ขอบคุณคุณน่านเหมือนกันนะคะ" เธอเอ่ยเสียงสั่นพร่าแต่ทว่ากังวานไปด้วยความจริงใจ "ขอบคุณที่ให้เกียรติคนธรรมดาอย่างพลอย และขอบคุณที่รักพลอยนะคะ" ปรินทร์ยิ้มกว้างจนตาหยี เขาจ้องมองใบหน้าหวานที่อาบไปด้วยแสงไฟสลัวด้วยแววตาคลั่งรักอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะนึกขึ้นได้บางอย่างจึงเอ่ยขอนุ่มนวล "จริงสิพลอย... ผมขอโทรศัพท์คุณหน่อยได้ไหม" "คะ? โทรศัพท์พลอยเหรอคะ?" พลอยชมพูทำหน้าฉงนพลางหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า "คุณน่านจะเอาไปทำไมเหรอคะ?" "ก็เราเป็นแฟนกันแล้วนี่ครับ" เขาเน้นคำว่าแฟนจนคนฟังหน้าร้อนฉ่า "ต้องมีไลน์ไว้คุยกันสิครับ เวลาผมคิดถึง ผมจะได้ทักไปหาคุณได้ตลอดเวลาไง" พลอยชมพูอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ยื่นโทรศัพท์ให้เขาด้วยอาการเกร็ง ๆ ปรินทร์รับมาแล้วกดแอดไลน์ของเขาเข้าเครื่องเธอทันที พร้อมกับตั้งชื่อไลน์ของเขาในเครื่องเธอว่า "แฟน" แถมยังกดส่งสติกเกอร์หัวใจรัว ๆ เข้าเครื่องตัวเองเพื่อเช็กว่าใช้งานได้จริง "เรียบร้อยครับ อ้อ อีกอย่างหนึ่ง" เขายังไม่คืนเครื่องให้ แต่กลับขยับตัวเข้ามาใกล้ชิดเธอมากขึ้นจนไหล่เบียดกัน "ในฐานะแฟนวันแรก ผมขอเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกหน่อยนะครับ" "เอ๊ะ! ถ่ายรูปเหรอคะ? แต่พลอย..." ไม่ทันที่เธอจะทักท้วง ปรินทร์ก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาในระดับสายตา เขาเอียงศีรษะเข้ามาใกล้จนแก้มเกือบจะชนกัน พลอยชมพูตกใจจนตาโตแต่ก็เผลอยิ้มออกมาตามสัญชาตญาณเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ดูมีความสุขสุด ๆ ในหน้าจอ แชะ! รูปที่ออกมาคือภาพของท่านประธานหนุ่มผู้เคร่งขรึมที่บัดนี้ยิ้มกว้างจนเห็นฟันแทบทุกซี่ กอดไหล่หญิงสาวตัวเล็กที่ถือช่อกุหลาบขาวไว้อย่างหวงแหน ปรินทร์กดดูรูปแล้วอมยิ้มอย่างพอใจ "รูปนี้สวยมากครับ ผมขอส่งเข้าเครื่องผมด้วยนะ จะเอาไปตั้งเป็นรูปหน้าจอ" "คุณน่าน! อย่าทำแบบนั้นเลยค่ะ เดี๋ยวใครเห็นเข้าจะดูไม่ดี" พลอยชมพูท้วงด้วยความเขินอาย "ใครจะเห็นก็ให้เขาเห็นไปสิครับ ผมอยากอวดจะตายว่าแฟนผมสวยขนาดนี้" คำพูดตรงไปตรงมาของปรินทร์ทำเอาพลอยชมพูหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู เธอรีบรับโทรศัพท์คืนมาด้วยมือที่สั่นเทา "คะ...คุณน่านกลับดี ๆ นะคะ พลอยเข้าบ้านก่อนค่ะ" เธอเอ่ยลาตะกุกตะกัก ก่อนจะรีบหันหลังไขกุญแจรั้วแล้ววิ่งเข้าบ้านไปโดยไม่กล้าหันกลับมามองอีก เพราะกลัวว่าถ้าสบตาเขาอีกวินาทีเดียว เธออาจจะเขินจนเดินเข้าบ้านไม่ถูก ปรินทร์ยืนยิ้มมองตามแผ่นหลังบางจนหายลับเข้าไปในบ้าน เขาหัวเราะในลำคออย่างมีความสุขก่อนจะก้าวขึ้นรถแล้วขับออกไป ทว่ามือหนาก็ยังมิวายคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูรูปคู่ที่เพิ่งถ่ายด้วยกัน แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มทอแสงสีส้มรำไร เป็นสัญญาณว่าหมดเวลาล่วงเวลาของวันนี้ พลอยชมพูเดินออกมาจากร้าน แต่แล้วดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นรถสปอร์ตคันคุ้นตาจอดอยู่ริมฟุตบาท และที่สำคัญ... ร่างสูงสง่าในชุดสูทของปรินทร์กำลังยืนพิงประตูรถ กอดอกส่งยิ้มละมุนมาให้เธอ "คุณน่าน!" พลอยชมพูอุทานเบา ๆ ก่อนจะรีบเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาเขา "คุณน่านมาทำอะไรแถวนี้คะ มีธุระแถวนี้เหรอ" ชายหนุ่มหลุดขำออกมาเบา ๆ กับท่าทางลนลานที่แสนน่ารักของหญิงสาว เขาขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวเธอ "ธุระสำคัญของผมอยู่นี่ไงครับ" ปรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มหวาน "ผมมารอรับแฟนของผมกลับบ้าน หรือว่าคุณลืมไปแล้วว่ามีแฟนชื่อน่าน" คำว่าแฟนที่หลุดออกมาจากปากเขาต่อหน้าพนักงานคนอื่นที่กำลังทยอยเดินออกจากร้าน ทำเอาพลอยชมพูหน้าร้อนผ่าว เธอรีบมองซ้ายมองขวาอย่างรวดเร็ว "คุณน่านเบา ๆ สิคะ เดี๋ยวคนอื่นได้ยินหมด" เธอประท้วงเสียงอ้อมแอ้ม "ไม่เห็นต้องกังวลเลยนี่ครับ" ปรินทร์เอ่ยกลั้วหัวเราะ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองใบหน้าหวานที่พยายามซ่อนความเขินด้วยการก้มหน้าจนคางชิดอก "ก็ในเมื่อเราเป็นแฟนกันจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องน่าอายสักหน่อย ไม่วันไหนวันหนึ่งทุกคนเขาก็ต้องรู้อยู่ดีว่าคุณเป็นผู้หญิงของผม" คำว่าผู้หญิงของผม ยิ่งทำให้หัวใจของพลอยชมพูเต้นระรัวจนแทบผิดจังหวะ เธอรีบขยับตัวก้าวขึ้นไปนั่งบนรถทันทีเพราะทนแรงกดดันจากสายตาเพื่อนร่วมงานที่เริ่มหันมาซุบซิบกันไม่ไหว "คุณน่านรีบออกรถเถอะค่ะ พลอยอายจะแย่แล้ว" เธอประท้วงเสียงอู้อี้อยู่ข้างประตู ปรินทร์ยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ เขาเดินอ้อมมานั่งประจำที่คนขับพลางหันไปมองคนข้างกาย ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือบางของเธอไว้บีบเบาๆ ราวกับจะให้ความมั่นใจ "อายอะไรครับ มีแฟนหล่อขนาดนี้ต้องยืดอกสิ" เขาแกล้งแหย่จนพลอยชมพูเผลอค้อนขวับให้หนึ่งวงใหญ่ แต่นั่นกลับยิ่งทำให้ชายหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี "วันนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมครับ เดี๋ยวผมพาไป" เขาถามพลางลอบมองใบหน้าหวานที่ดูจะยังปรับตัวกับความใจดีของเขาไม่ทัน "คือ คุณน่านคะ" พลอยชมพูอึกอักด้วยความเกรงใจ "วันนี้พลอยตั้งใจว่าจะกลับไปทานข้าวที่บ้านค่ะ พลอยทิ้งให้มุกทานข้าวคนเดียวมาหลายวันแล้ว พลอยเป็นห่วงน้องค่ะ" ปรินทร์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะจุดยิ้มที่มุมปาก "ถ้าอย่างนั้น วันนี้ผมขอไปทานข้าวที่บ้านของคุณด้วยคนได้ไหมครับ ผมอยากไปทำความรู้จักกับน้องสาวของคุณด้วย" "พลอยกำลังจะชวนคุณอยู่พอดีเลยค่ะ แต่ว่าคุณน่านช่วยจอดรถที่ตลาดข้างหน้าแป๊บนึงได้ไหมคะ เดี๋ยวพลอยจะลงไปซื้อของสดมาทำกับข้าว" เธอบอกเส้นทางพลางกำชับเสียงแข็งเมื่อเห็นเขาทำท่าจะดับเครื่อง "แล้วคุณน่านรออยู่บนรถนะคะ ตลาดมันร้อนมาก คนก็เยอะ ทางก็แฉะ พลอยกลัวคุณน่านจะเดินลำบาก รอนี่นะคะ พลอยไปแป๊บเดียวค่ะ" ปรินทร์มองตามร่างบางที่รีบก้าวลงจากรถแล้วกลืนหายไปในฝูงชนที่วุ่นวายของตลาดสดด้วยความเอ็นดู เขาขยับยิ้มกริ่มพลางคิดในใจว่า ผู้หญิงคนนี้ช่างน่าทะนุถนอมจริง ๆ ขนาดจะไปซื้อของยังห่วงว่าเขาจะร้อน"ไม่ได้เด็ดขาดค่ะ! เดี๋ยวยัยมุกมาเห็นเข้าจะทำยังไงคะ" พลอยชมพูบอกเสียงหลง ใบหน้าหวานตื่นตระหนกจนลืมความเขินอายไปชั่วขณะ "ถ้ามุกตื่นมาเจอพี่น่านในห้องนอนพลอยตอนนี้...พลอยจะอธิบายกับน้องว่ายังไงคะ!""ก็ไม่เห็นต้องอธิบายอะไรเลยนี่..." ปรินทร์ตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบพลางยักไหล่อย่างไม่ทุกข์ร้อน แววตาคมกริบจ้องมองปฏิกิริยาของคนตัวเล็กอย่างนึกสนุก "มุกเขาโตแล้วนะพลอย... พี่ว่าเขาน่าจะรู้และเข้าใจอยู่แล้วล่ะว่า ว่าที่พี่เขยมานอนเฝ้าพี่สาวตัวเองมันหมายความว่ายังไง""พี่น่าน!" พลอยชมพูค้อนขวับเข้าให้ พลางยกกำปั้นทุบลงบนอกแกร่งเบา ๆ "นะครับ ขอกอดอีกห้านาทีนะ"แทนที่จะปล่อย ร่างสูงกลับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นกว่าเดิม เขาซุกใบหน้าคมสันลงกับลาดไหล่เนียน สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นจากกายสาวอย่างโหยหา น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ออดอ้อนอยู่ข้างหูทำให้ใจที่เคยแข็งกระด้างของพลอยชมพูอ่อนยวบลงทันตาเห็น"ห้านาทีจริง ๆ นะคะ...ห้ามเกินกว่านี้เด็ดขาด" เธอพึมพำตอบเสียงแผ่ว ยอมอยู่นิ่ง ๆ "ครับ ห้านาทีของพี่ อาจจะยาวไปถึงหกโมงเช้าก็ได้นะ""พี่น่าน!" พลอยชมพูค้อนขวับพร้อมกับพยายามดันอกแกร่งออกอีกครั้ง แต่คนตัวโตกลับไม่สะทกสะท้าน ชา
ปรินทร์ก้าวออกจากห้องครัวตามคำสั่งแต่โดยดี เขาเดินกลับมาที่โต๊ะไม้ตัวยาวที่มุกดานั่งทำการบ้านอยู่ ชายหนุ่มขยับเก้าอี้ลงนั่งฝั่งตรงข้ามพลางลอบมองแผ่นหลังของคนในครัวผ่านช่องประตูด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับกองสมุดของเด็กสาวตรงหน้าเพื่อฆ่าเวลาเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ก็โชยมาชวนให้ท้องร้อง "มุก! มาช่วยพี่ยกแกงออกไปหน่อย เสร็จหมดแล้วจ้า""ค่ะพี่พลอย!" มุกดารีบกุลีกุจอวางปากกาแล้ววิ่งเข้าครัวไปช่วยพี่สาวทันทีไม่กี่อึดใจ ทั้งสองพี่น้องก็ช่วยกันลำเลียงกับข้าวหน้าตาน่าทานออกมาวางเรียงรายบนโต๊ะ มีทั้งแกงส้มชะอมกุ้ง ไข่เจียว และผัดผักรวมมิตร พลอยชมพูเดินถือโถข้าวตามออกมาเป็นคนสุดท้าย เธอชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นปรินทร์นั่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยท่าทางสงบนิ่งผิดกับคนขี้แกล้งในครัวเมื่อครู่ลิบลับ"เดี๋ยวพี่ช่วยตักข้าวให้" ปรินทร์หยิบทัพพีมาจัดการตักข้าวสวยใส่จานให้ทุกคนอย่างคล่องแคล่วบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอบอุ่น มุกดาเล่าเรื่องเพื่อนที่โรงเรียนให้ฟังอย่างออกรส ขณะที่ปรินทร์ก็คอยตักกับข้าวให้พลอยชมพูเป็นระยะโดยที่เธอไม่ทันตั้งต
ปรินทร์ก้าวออกจากห้องครัวตามคำสั่งแต่โดยดี เขาเดินกลับมาที่โต๊ะไม้ตัวยาวที่มุกดานั่งทำการบ้านอยู่ ชายหนุ่มขยับเก้าอี้ลงนั่งฝั่งตรงข้ามพลางลอบมองแผ่นหลังของคนในครัวผ่านช่องประตูด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับกองสมุดของเด็กสาวตรงหน้าเพื่อฆ่าเวลาเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ก็โชยมาชวนให้ท้องร้อง "มุก! มาช่วยพี่ยกแกงออกไปหน่อย เสร็จหมดแล้วจ้า""ค่ะพี่พลอย!" มุกดารีบกุลีกุจอวางปากกาแล้ววิ่งเข้าครัวไปช่วยพี่สาวทันทีไม่กี่อึดใจ ทั้งสองพี่น้องก็ช่วยกันลำเลียงกับข้าวหน้าตาน่าทานออกมาวางเรียงรายบนโต๊ะ มีทั้งแกงส้มชะอมกุ้ง ไข่เจียว และผัดผักรวมมิตร พลอยชมพูเดินถือโถข้าวตามออกมาเป็นคนสุดท้าย เธอชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นปรินทร์นั่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยท่าทางสงบนิ่งผิดกับคนขี้แกล้งในครัวเมื่อครู่ลิบลับ"เดี๋ยวพี่ช่วยตักข้าวให้" ปรินทร์หยิบทัพพีมาจัดการตักข้าวสวยใส่จานให้ทุกคนอย่างคล่องแคล่วบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอบอุ่น มุกดาเล่าเรื่องเพื่อนที่โรงเรียนให้ฟังอย่างออกรส ขณะที่ปรินทร์ก็คอยตักกับข้าวให้พลอยชมพูเป็นระยะโดยที่เธอไม่ทันตั้งต
ณ โรงพยาบาลรัฐบาลขนาดใหญ่ใจกลางเมือง บรรยากาศยามเช้าเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ เสียงประกาศเรียกหมายเลขคิวสลับกับเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กดังระงมไปทั่วโถงทางเดินพลอยชมพูในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ นั่งอยู่ข้างมุกดาวันนี้หญิงสาวลางานเพื่อพาน้องสาวมาตรวจตามที่หมอนัดและติดตามอาการโรคหัวใจและหอบหืด พลอยชมพูถอนหายใจแผ่วเบาพลางก้มลงมองใบนัดในมือ ตัวเลขคิวของมุกดายังอีกไกลนักเมื่อเทียบกับจำนวนผู้คนที่นั่งเบียดเสียดกันจนแทบไม่มีอากาศหายใจ แม้วันนี้น้องสาวจะไม่มีอาการกำเริบและมาเพียงเพื่อตรวจตามรอบปกติ แต่สภาพแวดล้อมที่แออัดแบบนี้ก็ทำให้คนเป็นพี่สาวอดกังวลไม่ได้"รอนานหน่อยนะมุก...ถ้าพี่มีเงินเยอะ ๆ ก็คงจะดีกว่านี้" พลอยชมพูพึมพำ น้ำเสียงเจือความเศร้าที่ซ่อนไว้ไม่มิด "ถ้าเรามีเงิน พี่คงพามุกไปโรงพยาบาลเอกชนดี ๆ ไม่ต้องมานั่งเบียดกับคนเยอะ ๆ แบบนี้ มุกจะได้ไม่ต้องเหนื่อย"มุกดาเงยหน้าขึ้นมองพี่สาว ด้วยความเข้าใจ เธอเอื้อมมือบางไปกุมมือของพี่สาวไว้แล้วบีบเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ"พี่พลอยพูดอะไรแบบนั้นคะ โรงพยาบาลรัฐก็ดีแล้วค่ะ หมอก็เก่งเหมือนกัน" มุกดายิ้มกว้างเพื่อยืน
"พะ...พี่น่าน... อื้อออ" พลอยชมพูไร้คำพูดจะโต้ตอบ ความเสียวซ่านที่ได้รับจากการปรนเปรอทั้งบนและล่างทำให้สมองของเธอขาวโพลนไปหมด เธอได้แต่บิดกายเร้าเมื่อนิ้วเรียวแกร่งขยับวนอยู่กับความฉ่ำชื้นเบื้องล่างร่างสูงไม่รอช้า เขาใช้มืออีกข้างจัดการเกี่ยวรั้งแพนตี้ให้หลุดพ้นจากเรียวขาอย่างรวดเร็ว จนบัดนี้ร่างกายของพลอยชมพูไร้ซึ่งอาภรณ์ใด ๆ มาขวางกั้นสายตาคมกริบที่จ้องมองมาด้วยความคลั่งรักชายหนุ่มขยับกายลงไปอยู่ที่ระหว่างขาเรียวสวยที่สั่นระริก เขาใช้มือหนาทั้งสองข้างจับเรียวขานวลเนียนให้แยกออกกว้างขึ้น จนความงดงามเบื้องล่างปรากฏแก่สายตาอย่างเต็มตา พลอยชมพูอายจนต้องยกมือขึ้นปิดหน้า แต่อารมณ์รักที่พุ่งพล่านกลับทำให้เธอไม่อาจขัดขืนสัมผัสของเขาได้"สวยเหลือเกินครับพลอย... สวยจนพี่ทนไม่ไหวแล้ว"ปรินทร์ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เขาโน้มใบหน้าคมสันลงไปหาความหอมหวานตรงหน้าที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำรัก ลิ้นร้อนเริ่มทำหน้าที่ปลอบประโลมและหยอกเย้ากับจุดอ่อนไหวที่สุดของเธออย่างช่ำชอง เขาลิ้มลองความหวานล้ำราวกับน้ำผึ้งอย่างตะกรุมตะกราม "อ๊ะ! อื้อออ... พี่น่าน!"ร่างบางบิดเร้ากระสับกระส่ายด้วยความรัญจวนใจ มือบางทั้งสอ
ภายใต้แสงไฟสลัวที่ถูกหรี่ลงจนเกือบมืดสนิท พลอยชมพูที่ทนต่อความเหนื่อยล้าสะสมมาทั้งวันไม่ไหว เปลือกตาคู่สวยค่อย ๆ ปิดลงพร้อมกับลมหายใจที่เข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ร่างบางนอนขดตัวอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์ฝั่งหนึ่ง เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้...ในห้วงนิทราอันแสนหวาน พลอยชมพูเริ่มรู้สึกถึงแรงยุบตัวของฟูกหนานุ่มที่อยู่ข้างกาย ครู่ต่อมา สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือหนาก็สอดประสานเข้ามาที่เอวบางก่อนจะค่อย ๆ รั้งร่างของเธอให้จมดิ่งลงสู่อ้อมอกแกร่งที่คุ้นเคย กลิ่นสบู่หอมสะอาดผสมกับกลิ่นกายชายหนุ่มอันเป็นเอกลักษณ์ของปรินทร์ลอยมาแตะจมูก ปลุกให้สติที่พร่าเลือนของเธอเริ่มกลับมาอีกครั้งหญิงสาวสะดุ้งตัวด้วยความตกใจ สัญชาตญาณทำให้เธอรีบพลิกกายกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของอ้อมกอดนั้นทันที แต่กลายเป็นว่าการหันกลับมาอย่างรวดเร็วทำให้ปลายจมูกของเธอชนเข้ากับปลายจมูกโด่งของปรินทร์อย่างจัง "พะ...พี่น่าน! พี่จะทำอะไรคะ!" พลอยชมพูอุทานเสียงสั่น พยายามจะดันอกแกร่งให้ออกห่าง แต่ทว่าอ้อมแขนหนากลับล็อกเอวเธอไว้แน่นไม่ยอมให้ขยับหนีไปไหนได้เลย"พี่ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อยครับ พลอยคิดมากไปหรือเปล่า" ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงเร







