Se connecterหนึ่งเดือนผ่านไป...
บรรยากาศที่ร้านสปาดูจะคึกคักเป็นพิเศษทุกครั้งที่มีรถหรูคุ้นตามาจอดที่หน้าร้าน พนักงานสาว ๆ ในร้านต่างพากันสะกิดไหล่พลอยชมพูพลางส่งสายตาล้อเลียน เพราะรู้ดีว่าลูกค้า VIP คนสำคัญอย่างปรินทร์ มักจะมานวดกับพลอยชมพูทุกครั้ง ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้ตารางงานของนักธุรกิจหมื่นล้านจะแน่นขนัดเพียงใด แต่เขาก็ยังหาเวลาว่างแทรกคิวงานที่ยุ่งเหยิงมาหาเธอจนได้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มาทุกวัน แต่ในสัปดาห์นั้นเขาต้องมาหาเธอให้ได้สองถึงสามครั้ง แววตาของปรินทร์จะเป็นประกายทุกครั้งเมื่อเห็นใบหน้าหวานที่ส่งยิ้มรอต้อนรับเขาอยู่ "วันนี้เหนื่อยไหมคะคุณน่าน" พลอยชมพูถามเสียงนุ่มขณะบรรจงกดนวดไหล่ที่ตึงของเขา "เหนื่อยครับ... แต่พอเห็นหน้าคุณ ความเหนื่อยมันก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว" คำหยอดตรงไปตรงมาที่ชายหนุ่มหมั่นเติมให้เธอทุกครั้งที่เจอกัน ทำเอาพลอยชมพูหน้าร้อนผ่าว เธอพยายามทำเป็นใจแข็งและนวดต่อไปตามหน้าที่ ทั้งที่หัวใจข้างในมันเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอก เธอรู้ตัวดีว่าตอนนี้เธอหลงรักผู้ชายคนนี้เข้าเต็มเปี่ยม แต่กำแพงของคำว่าความเหมาะสมมันคอยย้ำเตือนเธออยู่เสมอว่าเธอเป็นเพียงพนักงานนวด ส่วนเขาอยู่สูงเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึง และก่อนกลับทุกครั้ง ปรินทร์ก็มักจะให้ทิปหนัก ๆ ใส่มือเธอเสมอ แม้เธอจะปฏิเสธแต่เขาก็ไม่ยอม พอส่งปรินทร์ขึ้นรถลับสายตาไป พลอยชมพูที่กำลังจะเดินกลับเข้าเคาน์เตอร์ก็ต้องชะงัก เมื่อเจอเข้ากับ หน่วยสอดแนมประจำร้านอย่างพนิดาและเพื่อนพนักงานอีกสองสามคนที่ยืนกอดอกยิ้มกริ่มรออยู่ "แหม... พลอยจ๊ะ ทิปหนักขนาดนี้ พี่ว่าไม่ใช่แค่ติดใจในฝีมือแล้วมั้ง" พนิดาเอ่ยแซวพร้อมกับทำท่าล้อเลียน "ดูสายตาคุณน่านที่มองพลอยสิ หวานขนาดนั้น" "พี่นิก็ เขาแค่ใจดีน่ะค่ะ พลอยดูแลเขามาเป็นเดือนแล้ว เขาก็แค่เอ็นดูพนักงาน" พลอยชมพูพยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด ทั้งที่แก้มนวลแดงปลั่งจนปิดไม่มิด "เอ็นดูอะไรกันจ๊ะ! ลูกค้าคนอื่นใจดีแค่ไหนก็ไม่มาบ่อยขนาดนี้หรอก" เพื่อนพนักงานอีกคนเสริมขึ้นมาพลางสะกิดไหล่เธอเบา ๆ "คนระดับคุณน่านน่ะ งานเขายุ่งจะตาย แต่เขาก็ยังอุตส่าห์เจียดเวลามาที่นี่ แถมเจาะจงต้องเป็นพลอยคนเดียวด้วย แบบนี้เขาเรียกว่า จีบจ้ะพลอย! ดูออกกันทั้งร้านแล้วเนี่ย" "ใช่ ๆ พี่ว่าเขาชอบพลอยจริงจังนะเนี่ย แล้วคุณน่านเขาขอพลอยเป็นแฟนหรือยัง" พนิดาถามพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ทำตาโตอย่างอยากรู้อยากเห็นจนเพื่อนพนักงานคนอื่น ๆ พลอยลุ้นตามไปด้วย "พี่นิพูดอะไรคะ!" พลอยชมพูอุทานออกมาเสียงหลง ใบหน้าหวานที่แดงอยู่แล้วกลับยิ่งซับสีเลือดจนร้อนผ่าวไปถึงใบหู "แฟนเฟินอะไรกันคะ... คุณน่านเขาเป็นลูกค้าระดับ VIP นะพี่นิ เขาจะมาขอพนักงานนวดอย่างพลอยเป็นแฟนได้ยังไง พูดไปเรื่อยแล้วค่ะ" เธอพยายามแก้ตัวพัลวันพลางหลบสายตาล้อเลียนของบรรดาพี่ ๆ ในร้านที่รุมล้อมอยู่ "อ้าว! ก็เห็นมานวดบ่อยขนาดนี้ แถมคุยกันหนุงหนิงอยู่ในห้องนวดตั้งนานสองนาน พี่ก็นึกว่ามีข่าวดีแล้วซะอีก" พนิดายังไม่ยอมลดละ "ดูสิ... เขินจนหน้าจะไหม้อยู่แล้วนะเนี่ย ถ้าไม่ได้คิดอะไรจริง ๆ จะเขินทำไมจ๊ะพลอยชมพู" "ก็...ก็พลอยตกใจนี่คะ จู่ ๆ พี่นิก็ถามอะไรแบบนั้น" พลอยชมพูรีบหันหลังกลับทำเป็นจัดข้าวของบนเคาน์เตอร์เพื่อกลบเกลื่อนอาการประหม่า แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก คำว่าแฟนที่พนิดาพูดออกมา มันช่างดูห่างไกลจากความเป็นจริงเหลือเกินในความคิดของเธอ แต่ลึก ๆ ในใจ... คำถามนั้นกลับทำให้ความรู้สึกที่เธอพยายามสะกดกลั้นไว้สั่นคลอนอย่างรุนแรง เย็นวันนั้น หลังจากที่ร้านสปาปิดลง พลอยชมพูเดินออกมาจากร้านเป็นคนสุดท้ายพร้อมกับล็อคกุญแจประตู เธอถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพื่อระบายความเหนื่อยล้าจากงานที่ทำมาทั้งวัน ทว่าเมื่อหันหลังกลับมาเพื่อจะเดินไปทางป้ายรถเมล์ เธอก็ต้องชะงักกึก ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าข้างทาง ร่างสูงสง่าในชุดสูทที่ปลดกระดุมคอเสื้อออกอย่างหลวม ๆ กำลังยืนพิงรถสปอร์ตคันหรูอยู่ สายตาของเขาจ้องมองมาที่เธอราวกับรอคอยอยู่นานแล้ว "คุณน่าน..." พลอยชมพูอุทานแผ่วเบาด้วยความตกใจ "ยังไม่กลับอีกเหรอคะ" เธอจำได้ว่าเขาเข้ามารับบริการนวดตั้งแต่ช่วงเย็น และเธอก็เป็นคนเดินออกมาส่งเขาที่หน้าห้องนวดเมื่อชั่วโมงก่อนแล้วด้วยซ้ำ ไม่คิดเลยว่าเขาจะรอเธออยู่แถวนี้ "ผมรอคุณอยู่นะ" ปรินทร์เอ่ยขึ้นพร้อมกับยืดตัวตรงแล้วเดินเข้ามาหาเหญิงสาวช้า ๆ "รอพลอย... มีธุระอะไรด่วนหรือเปล่าคะ" พลอยชมพูถามพลางกำสายสะพายกระเป๋าแน่น หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นรัวแรงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขาเพียงลำพังนอกเหนือเวลางาน "ไม่มีธุระด่วนอะไรหรอกครับ..." เขาเว้นจังหวะพลางก้าวเข้ามาใกล้เธออีกหนึ่งก้าว "ผมแค่อยากจะชวนคุณไปทานข้าวเย็นด้วยกันสักมื้อ เห็นคุณทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว คงจะหิวแย่" "ไปทานข้าว กับคุณน่านเหรอคะ" หญิงสาวทวนคำอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ความตื่นเต้นแล่นพล่านไปทั่วร่างจนเธอแทบจะลืมหายใจ "ครับ..." "เอ่อ... คือว่าพลอย..." หญิงสาวพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงเพื่อหาทางปฏิเสธ "นะครับ..." คำอ้อนสั้น ๆ ทว่าทรงพลังที่หลุดออกมาจากปากชายหนุ่ม ทำเอาหัวใจที่เต้นรัวอยู่แล้วกลับยิ่งกระหน่ำรุนแรงขึ้นไปอีก เธอแพ้พ่ายให้กับน้ำเสียงนุ่มนวลและสายตาเว้าวอนคู่นั้นอย่างราบคาบ ความเห็นใจที่เห็นเขาอุตส่าห์มารอจนดึกดื่นบวกกับความเกรงใจทำให้กำแพงที่เธอพยายามสร้างไว้พังทลายลง "ก็ได้ค่ะ..." สิ้นคำตอบตกลง ปรินทร์ก็จุดยิ้มกว้างที่ดูสว่างไสวที่สุดเท่าที่พลอยชมพูเคยเห็นมาตลอดหนึ่งเดือน เขาไม่ได้พูดอะไรต่อแต่กลับเดินตรงไปเปิดประตูรถให้เธออย่างให้เกียรติ "เชิญครับ..." พลอยชมพูมองประตูรถที่เปิดกว้างสลับกับใบหน้าหล่อเหลาของเขาด้วยความประหม่า ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าความมืดค่ำขนาดนี้อาจทำให้คนที่บ้านเป็นห่วง "เอ่อ คือพลอยขออนุญาตโทรหาน้องสาวสักครู่นะคะ กลัวว่าน้องจะรอทานข้าวที่บ้านน่ะค่ะ" หญิงสาวเอ่ยบอกอย่างเกรงใจพลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า "ครับ" พลอยชมพูพยักหน้าเบา ๆ แล้วกดโทรออกหาน้องสาวทันที ท่ามกลางสายตาคมกริบของชายหนุ่มที่ยังคงจับจ้องเธอด้วยความเอ็นดูไม่วางตา "ค่ะพี่พลอย" เสียงใส ๆ ของมุกดังมาจากปลายสาย "มุกทานข้าวหรือยังจ๊ะ" พลอยชมพูถามพลางลอบมองคนตัวสูงที่ยืนรออยู่ใกล้ ๆ "ทานแล้วค่ะ" "คือ...วันนี้พี่จะกลับค่ำหน่อยนะมุก พอดีมีธุระต่ออีกนิดนึง มุกอยู่บ้านคนเดียวอย่าลืมล็อกประตูหน้าบ้านให้เรียบร้อยล่ะ แล้วไม่ต้องรอพี่นะ นอนก่อนได้เลย อ๋อแล้วอย่าลืมกินยาก่อนนอนด้วยนะ" พลอยชมพูกำชับน้องสาวด้วยความห่วงใย "ได้ค่ะพี่พลอย ไม่ต้องห่วงนะ มุกดูแลตัวเองได้ พี่พลอยทำธุระให้เสร็จเถอะค่ะ" เมื่อวางสาย พลอยชมพูถอนหายใจออกมาเบา ๆ พยายามสงบสติอารมณ์ที่ยังคงเต้นระทึกอยู่ภายในอก เธอหันไปหาชายหนุ่มที่ยังคงเปิดประตูรถค้างไว้ให้ "เรียบร้อยแล้วค่ะคุณน่าน ขอโทษที่ให้รอนะคะ" "ไม่เป็นไรครับ ผมรอคุณได้เสมอ" ปรินทร์ตอบสั้น ๆ แต่ความหมายลึกซึ้งทำเอาคนฟังหน้าร้อนผ่าว "เชิญครับ" พลอยชมพูก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะ กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาอบอวลไปทั่วรถ ทันทีที่ปรินทร์ก้าวขึ้นมานั่งประจำที่คนขับและปิดประตูลง บรรยากาศในรถที่เงียบสงัดก็เหลือเพียงแค่เขากับเธอสองคน ปรินทร์สังเกตเห็นว่าคนข้างกายเอาแต่นั่งตัวเกร็ง เขาจึงยื่นมือไปกดปุ่มเครื่องเสียงรถยนต์เบา ๆ ทันใดนั้น เสียงคลอขึ้นมาช่วยทำลายความเงียบที่แสนอึดอัด "ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ครับผมไม่ใช่ยักษ์ใช่มารสักหน่อย" เสียงทุ้มเปรยขึ้นอย่างอารมณ์ดี "ปกติคุณชอบทานอาหารประเภทไหนครับ ไทย จีน หรือว่าญี่ปุ่น" "อ๋อ...พลอยทานได้หมดเลยค่ะคุณน่าน ร้านตามสั่งริมทางหรือร้านก๋วยเตี๋ยวพลอยก็ทานได้ค่ะ" พลอยชมพูตอบตามความจริง เพราะปกติเธอก็ประหยัดทุกบาททุกสตางค์เพื่อเก็บไว้เป็นค่ารักษาของน้องสาว "ถ้าอย่างนั้น..." ปรินทร์ชะลอรถเมื่อถึงทางแยก "ผมรู้จักร้านอาหารไทยริมน้ำร้านหนึ่ง บรรยากาศสงบดี คุณโอเคไหมครับถ้าเราจะไปที่นั่น" "พลอยแล้วแต่คุณน่านเลยค่ะ" "ขอบคุณที่ตามใจผมนะครับ" เขาหันมาสบตาเธอครู่หนึ่งก่อนจะหักพวงมาลัยไปตามเส้นทาง เมื่อรถจอดสนิทและเดินเข้ามาภายในร้าน พลอยชมพูถึงกับตกตะลึงในความสวยงาม แสงไฟสีวอร์มไวท์ดวงเล็ก ๆ ระยิบระยับล้อกับผิวน้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน ลมพัดโชยมาเอื่อย ๆ หอบเอาความเย็นสบายมาปะทะใบหน้า จนเธอเผลอสูดอากาศเข้าปอดลึก ๆ อย่างลืมตัว "บรรยากาศดีไหมครับ" ปรินทร์ถามพลางเลื่อนเก้าอี้ให้เธอ "ดีมากเลยค่ะ พลอยไม่เคยมาที่แบบนี้มาก่อนเลย" หญิงสาวตอบเสียงแผ่ว เมื่อเห็นแขกคนอื่น ๆ ในร้านที่แต่งตัวดูดีมีฐานะ ทว่าความประหม่าพุ่งปรี๊ดขึ้นถึงขีดสุด เมื่อพนักงานเสิร์ฟยื่นเมนูมาตรงหน้า พลอยชมพูค่อย ๆ เปิดดูทีละหน้าแต่แล้วเธอก็ต้องชะงักจนเกือบจะทำเมนูหลุดมือ เมื่อสายตาปะทะกับตัวเลขราคาอาหารแต่ละจาน ‘กุ้งแม่น้ำเผา... ตัวละเป็นพันเลยเหรอ!’ นิ้วเรียวสวยค้างอยู่ที่หน้าเมนู ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอย่างปิดไม่มิด หญิงสาวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าที่กำลังนั่งจิบน้ำด้วยท่าทางสบาย ๆ ชายหนุ่มเห็นอาการของเธอแล้วก็หลุดขำออกมาเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู "มีอะไรหรือเปล่า หรือว่าไม่มีของชอบ" "เอ่อ คุณน่านคะ" พลอยชมพูขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเสียงเบาหวิว "เราเปลี่ยนร้านทันไหมคะ คือราคามัน เอ่อพลอยว่ามันแพงเกินไป" ใบหน้าหวานที่ดูตื่นตระหนกและจ้องมองเขาตาแป๋วเหมือนลูกแมวหลงทาง ทำเอาหัวใจของปรินทร์กระตุกวูบ เขาไม่ได้รู้สึกแย่ที่เธอทักเรื่องราคา แต่เขากลับรู้สึกว่าความซื่อตรงและแววตาใสซื่อของเธอนั้นมันน่ารักจนเขาแทบจะทนไม่ไหว "ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาหรอกครับ วันนี้ผมเป็นคนชวนคุณมา ผมอยากให้คุณได้ทานของอร่อย ๆ ในที่บรรยากาศดี ๆ เท่านั้นเอง" เขาเอื้อมมือไปแตะหลังมือเธอเบา ๆ เพื่อให้คลายกังวล "สั่งเลยครับ หรือจะให้ผมสั่งเมนูแนะนำให้ดี" พลอยชมพูหน้าร้อนผ่าวเมื่อถูกสัมผัสที่หลังมือ เธอรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเสียมารยาท จึงทำได้เพียงส่งยิ้มเจื่อน ๆ ให้เขา "ถ้าอย่างนั้น คุณน่านสั่งเถอะค่ะ พลอยเลือกไม่ถูกจริง ๆ" "ได้ครับ" ปรินทร์พยักหน้า ก่อนจะหันไปสั่งอาหารชุดใหญ่โดยไม่ลืมกำชับพนักงานว่า "ขอแบบรสชาติไม่จัดมากนะครับ พอดีน้องเขาชอบทานรสกลาง ๆ" ความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นทำให้พลอยชมพูที่กำลังนั่งเกร็งอยู่แอบใจฟูขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ผู้ชายคนนี้จะทำให้เธอตกหลุมรักซ้ำ ๆ ไปถึงเมื่อไหร่กันนะ ตลอดมื้ออาหารนั้น ปรินทร์คอยตักนั่นหยิบนี่ให้พลอยชมพูอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกุ้งแม่น้ำที่เขาแกะเปลือกให้แล้ววางลงบนจานของเธอ พลอยชมพูที่ตอนแรกเอาแต่เกรงใจจนนั่งตัวเกร็งก็เริ่มผ่อนคลายลงเพราะมุกตลกหน้าตายของคนตรงหน้าและการชวนคุยเรื่องสัพเพเหระที่ไม่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด "ทานเยอะ ๆ นะครับพลอย เดี๋ยวจะไม่มีแรงนวดให้ผมอาทิตย์หน้า" เขาพูดปนขำขณะมองใบหน้าหวานที่เคี้ยวอาหารจนแก้มตุ่ย "คุณน่านก็...พลอยอิ่มจนจะเดินไม่ไหวแล้วค่ะ" เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุดเท่าที่ชายหนุ่มเคยเห็นมาตลอดหนึ่งเดือน และนั่นทำให้เขารู้สึกว่ามื้ออาหารนี้คุ้มค่ากว่าการเซ็นสัญญาพันล้านเสียอีกพลอยชมพูมองชายหนุ่มที่ยอมลดทิฐิลงมาคุกเข่าอ้อนวอนเธอตรงหน้า หัวใจที่เคยปิดตายและเต็มไปด้วยรอยแผลเริ่มสั่นคลอนด้วยความอบอุ่นที่ค่อย ๆ ซึมลึกเข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด เธอมองเห็นเงาของผู้ชายคนเดิมที่เธอเคยหลงรักอยู่ในดวงตาคู่นั้น คนที่พร้อมจะปกป้องและอยู่เคียงข้างเธอจริง ๆ"คุณน่าน..." เสียงหวานครางแผ่ว หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไหลอาบแก้มเนียนจนชุ่มโชก ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างเป็นกำแพงสูงชันทลายลงไม่มีชิ้นดี เมื่อได้เห็นผู้ชายที่แสนทระนงคนนี้ยอมลดตัวลงมาคุกเข่าอ้อนวอนเธออย่างไม่เหลือคราบชายหนุ่มผู้เอาแต่ใจ"ลุกขึ้นเถอะค่ะ..."พลอยชมพูเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงที่ยังสั่นเครือ มือบางทั้งสองข้างเอื้อมไปประคองไหล่แกร่งให้ลุกขึ้น ปรินทร์ยอมลุกขึ้นตามแรงประคองของเธอ ทว่าเขากลับรวบมือเล็กทั้งสองข้างนั้นมาเกาะกุมไว้ที่อกซ้ายของตน เพื่อให้เธอสัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงไม่แพ้กัน"แปลว่า...คุณยอมยกโทษให้ผมแล้วใช่ไหมพลอย" เขาถามย้ำด้วยแววตาที่มีประกายความหวังจุดประกายขึ้นมาหญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ผ่านม่านน้ำตา "พล
เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังเล็กปลุกให้ มุกดาที่กำลังนั่งเอนกายอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องเงยหน้าขึ้นมอง เธอชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นร่างสูงที่คุ้นเคยในชุดลำลองก้าวเข้ามาภายในบ้าน พร้อมกับถุงผลไม้หลากชนิด"พี่น่าน! สวัสดีค่ะ ไม่เจอกันนานเลย สบายดีมั้ยคะ" มุกดาร้องทักด้วยน้ำเสียงสดใสพลางขยับตัวลุกขึ้นต้อนรับ"สวัสดีมุก..." ปรินทร์คลี่ยิ้มบางที่อ่อนโยนกว่าทุกครั้ง "พี่เอาผลไม้มาฝากน่ะ แล้วอาการเราเป็นยังไงบ้างหายดีหรือยัง""ก็ดีขึ้นมากแล้วค่ะ" มุกดาตอบพลางรับถุงผลไม้มาวางไว้บนโต๊ะ เธอแอบสังเกตเห็นว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่เธอเลย แต่มันกลับกวาดมองไปรอบ ๆ บริเวณบ้านอย่างใช้ความคิด คล้ายจะมองหาเงาของใครบางคน ท่าทางชะเง้อชะแง้ที่ดูไม่เป็นตัวของตัวเองนั้นทำให้มุกดาหลุดยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน"หาพี่พลอยอยู่เหรอคะ"ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยที่โดนอ่านใจออก ก่อนจะยอมรับออกมาตรง ๆ"อืม... พี่สาวเราอยู่ไหนเหรอ"มุกดาลอบยิ้มอย่างมีเลศนัย เธอพอจะเดาออกว่าพายุในใจของชายหนุ่มตรงหน้าคงจะสงบลงแล้ว และที่เหลืออยู่ก็คือความโหยหาที
เมื่อเสียงรถของปฏิพัทธ์เคลื่อนตัวออกไป ความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าจู่โจมห้องรับแขกทันที พลอยชมพูไม่ได้หันไปมองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาแม้แต่น้อย เธอกำลังจะก้าวเดินหนีขึ้นไปข้างบน แต่เสียงทุ้มของคนข้างหลังก็รั้งเธอไว้เสียก่อน"พลอยอย่าเพิ่งขึ้นไป ผมซื้อกับข้าวมาด้วย มากินข้าวก่อน" ปรินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าตอนที่คุยกับน้องชาย แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความเผด็จการที่หยั่งรากลึกพลอยชมพูชะงักฝีเท้าอยู่ตรงบันไดขั้นแรก เธอไม่ได้หันกลับมามอง แต่ไหล่บางที่ลู่ลงเล็กน้อยแสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายใจอย่างชัดเจน"พลอยไม่หิวค่ะ" เธอตอบกลับเสียงเรียบ โดยไม่เสียเวลาคิด"ไม่หิวก็ต้องกิน ไอ้เหนือมันก็บอกอยู่ว่าคุณดูผอมลงไปมาก" ปรินทร์ลุกขึ้นจากโซฟาแล้วก้าวเดินตรงมาหาเธอ ร่างสูงใหญ่หยุดยืนอยู่เบื้องหลังในระยะที่เธอสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน "ถ้าคุณไม่ดูแลตัวเอง แล้วจะเอาแรงที่ไหนมาดูแลมุกดา...หรือต้องรอให้ไอ้เหนือมันมาสั่งคุณถึงจะยอมกิน"พลอยชมพูเม้มปากแน่นก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม แววตาของเธอวาวระยับด้วยความขุ่นเคือง "คุณน่านเลิกเอาคนอื่นมาอ้างเ
สามวันต่อมา...ปรินทร์ขับรถเข้ามาจอดในที่จอดรถของคอนโดของเขา เขาดับเครื่องยนต์แล้วหันไปมองหญิงสาวที่นั่งนิ่งเงียบมาตลอดทาง พลอยชมพูในวันนี้ดูซูบเซียวและเปราะบางเหลือเกิน ร่องรอยของความโศกเศร้าที่ยังฝังลึกอยู่ในดวงตาทำให้เขาใจหายเขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหมายจะคว้ามือบางมากุมไว้ แต่พลอยชมพูกลับชักมือหนีอย่างนิ่งเฉย แววตาของเธอว่างเปล่าจนน่าใจหาย"พลอยจะกลับบ้านค่ะ..." เธอเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ นิ่งสนิทไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ "กรุณาไปส่งพลอยที่บ้านด้วย"เธอไม่แม้แต่จะหันมาสบตาเขา เป็นความเฉยชาที่กรีดหัวใจปรินทร์ยิ่งกว่าการถูกต่อว่าหรือทุบตีเสียอีก"ที่บ้านคุณไม่มีใคร" ปรินทร์พยายามใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ "มุกดาก็ยังอยู่โรงพยาบาล พักที่คอนโดของผมนี่ล่ะ""พลอยอยู่คนเดียวได้ค่ะ ที่ผ่านมาพลอยก็อยู่ของพลอยมาได้...คุณน่านส่งพลอยลงที่สถานีรถไฟฟ้าข้างหน้าก็ได้ค่ะ ถ้าคุณไม่สะดวกไปส่งที่บ้าน""ตอนนี้ผมไม่สะดวกไปส่งคุณที่ไหนทั้งนั้น" ปรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจ "จะลงเดินเอง...หรือจะให้ผมอุ้มขึ้นห้อง""คุณ..." "งั้นเลือกอย่างหลัง" ปรินทร์เอ่ยเสียงเรียบ เขาไม่รอ
คฤหาสน์ตระกูล ภานุวัฒน์ปรินทร์ก้าวเข้ามาในบ้านด้วยสภาพที่หนวดเคราเริ่มขึ้นเขียวครึ้ม ดวงตาที่เคยเฉียบคมบัดนี้โรยแรงจากการอดนอนติดต่อกันหลายวัน สิ่งเดียวที่เขาต้องการในตอนนี้คือการอาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้า ก่อนจะกลับไปหาพลอยชมพูที่โรงพยาบาลแต่ทว่า ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องโถงเขาก็เจอมารดาที่นั่งรออยู่บนโซฟา ท่านลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าของท่านเต็มไปด้วยความไม่พอใจและกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด"ตาน่าน! นี่แกหายไปไหนมา!" เสียงทรงอำนาจของคุณหญิงมณฑาตวาดถามขึ้น "แม่โทรหาแกเป็นร้อยสาย แกก็ไม่รับโทรศัพท์แม่ รู้ไหมว่าคนเขาเป็นห่วงกันแค่ไหน"ปรินทร์ชะงักเท้า เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย "ผมขอโทษครับพอดีผมยุ่ง ๆ""ยุ่งบ้าอะไรของแก!" คุณหญิงมณฑาสวนกลับทันควัน "คนที่บริษัทบอกว่าแกไม่เข้าออฟฟิศมา สามถึงสี่วันแล้วนะตาน่าน งานการไม่ทำ มือถือก็ติดต่อไม่ได้ แกหายหัวไปไหนมา! รู้ไหมว่ามันเสียการเสียงานขนาดไหน"ปรินทร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทำให้เขาไม่อยากอธิบายอะไรยาว ๆ ในตอนนี้ แต่สายตาคาดคั้นของผู้เป็นแม่ทำให้เขาจำต้องพูดออกมา"ผมไปเฝ้าพลอยที่โรงพยาบาลมาครับ" เขากล่าวเสียงเ
ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ปรินทร์เดินวนไปวนมาอย่างคนเสียสติ สองมือหนาบีบเข้าหากัน สายตาจับจ้องไปที่บานประตูสลับกับมองเลือดที่เปื้อนอยู่บนมือตัวเอง น้ำตาของลูกผู้ชายที่แทบไม่เคยไหลให้ใครเห็น บัดนี้อาบแก้มจนดูไม่จืด"พี่น่าน! พี่มาทำอะไรที่นี่"เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้น ปฏิพัทธ์เดินตรงเข้ามา วันนี้เป็นเวรห้องฉุกเฉินของเขา และเขาเพิ่งได้รับรายงานด่วนว่ามีเคสอุบัติเหตุรถชนอาการสาหัสกำลังรอการผ่าตัด แต่กลับต้องมาชะงักเมื่อเห็นพี่ชายตัวเองยืนอยู่หน้าห้องในสภาพที่ดูแทบไม่ได้ปรินทร์เงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยหยิ่งยโสบัดนี้แตกสลายไม่มีชิ้นดี เขาถลาเข้าไปคว้าแขนน้องชายไว้แน่นเหมือนเป็นที่พึ่งสุดท้าย"เหนือ... เหนือช่วยพลอยด้วย ช่วยพลอยชมพูที!" ปรินทร์ละล่ำละลักบอก เสียงสั่นเครือจนคนฟังสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวมหาศาล"ข้างในคือคุณพลอยชมพูเหรอ!"ปฏิพัทธ์เบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด หัวใจของเขาชาวาบไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าเคสฉุกเฉินที่ได้รับรายงานจะเป็นผู้หญิงที่เขาเฝ้าดูแลมาตลอด เขาหันไปมองบานประตูห้องฉุกเฉินด้วยแววตาที่วูบไหว ก่อนจะกลับมาเคร่งขรึมตามสัญชาตญาณหมอ"พี่ตั้งสติไว้ แล้วรออยู่ข้างนอกนะ"ปฏิพัทธ์ทิ้
เมื่อบทลงโทษที่แสนป่าเถื่อนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนที่เผาไหม้จนแทบมอดไหม้ ร่างกายที่เคยแข็งขืนก็เริ่มอ่อนระทวย พลอยชมพูรู้สึกเข่าอ่อนจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ หากไม่ได้แผ่นอกแกร่งและวงแขนของเขาที่บดเบียดเอาไว้ เธอคงทรุดลงไปกองกับพื้นตั้งแต่นาทีแรก ปรินทร์ค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างช้า ๆ ทิ้งไว้เพ
ภายใต้แสงไฟสลัวที่ถูกหรี่ลงจนเกือบมืดสนิท พลอยชมพูที่ทนต่อความเหนื่อยล้าสะสมมาทั้งวันไม่ไหว เปลือกตาคู่สวยค่อย ๆ ปิดลงพร้อมกับลมหายใจที่เข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ร่างบางนอนขดตัวอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์ฝั่งหนึ่ง เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้...ในห้วงนิทราอันแสนหวาน พลอยชมพูเริ่มรู้สึกถึงแรงยุบตัวของฟูก
คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองรถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดในอาคารที่จอดรถของคอนโด พลอยชมพูลงจากรถพลางมองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกประหม่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอก้าวเข้ามาในสถานที่ที่ดูหรูหราจนกว่าจะจินตนาการถึงปรินทร์พาเธอขึ้นลิฟต์มาจนถึงชั้นที่เขาพัก ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก พลอยชมพูก็ถึงกับอึ้งไปกับความก
รถยนต์ของปรินทร์เลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ ปรินทร์ไม่ยอมให้พลอยชมพูถือของพะรุงพะรังคนเดียว เขาแย่งถุงวัตถุดิบสารพัดอย่างจากมือเธอมาถือไว้เองทั้งหมด แม้เจ้าตัวจะพยายามปฏิเสธเพราะเกรงใจที่เห็นท่านประธานในชุดสูทเนี๊ยบต้องมาหิ้วถุงพลาสติกที่มีทั้งผักสดและเนื้อสัตว์"คุณน่านคะ พลอยถือเอง