LOGINมันลากฉันไปยังห้องน้ำ ใช้น้ำราด พยายามห้ามไม่ให้ฉันแก้ผ้า แต่มันก็ห้ามไม่ได้ นอกจากห้ามไม่ได้ มันยังถูกฉันแก้ผ้าด้วย
จากนั้นฉันก็ปลุกปล้ำมัน ทั้งกอดจูบ ลูบคลำ แม้มันจะพยายามขัดขืน แต่ไอ้ตรีก็พ่ายแพ้แก่อารมณ์ที่ถูกฉันปลุกเร้าอยู่ดี
มันจึงกอด จูบ ลูบไล้ และตอบรับการสัมผัสของฉันอย่างเร่าร้อน
เร่าร้อนจนฉันกรีดร้องอย่างเสียวซ่านไปก้องห้องน้ำ จากนั้นก็โรมรันกันต่อที่เตียงนอน
ในเวลานั้นเราไม่มีคำว่าเพื่อน ไม่มีไอ้ตรี ไม่มีไอ้เก้า มีแต่หนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยความร่านร้อน ตอบสนองสัมผัสกันอย่างถึงพริกถึงขิง ฉันสุขซ่านจนหัวขาวโพลนไปหมด โดยเฉพาะตอนที่มันจูบไปยังกึ่งกลางร่างกายของฉัน พลางชมว่าสวย และกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ ลิ้นและริมฝีปากที่ลากไล้และดูดดึงตุ่มไตนั้น ทำฉันเกือบหายใจไม่ทัน ได้แต่กรีดร้องอย่างซ่านเสียว เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ฉันโดนสัมผัส ไม่ใช่แค่จากผู้ชาย เพราะแม้แต่ผู้หญิงที่ฉันคบด้วย ฉันก็ยังไม่ได้ปล่อยให้ถูกกระทำแบบนั้น
รู้สึกผิดกับน้องรินจนอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ แต่ทำได้แค่กลั้นสะอื้นพร้อมกับสะบัดหัวเพื่อให้หลุดออกจากภาพเมื่อคืน แม้จะพร่าเบลอ เพราะทั้งเมาและมึนเพราะฤทธิ์ยา แต่ภาพพวกนั้นเด่นชัดเจนในหัว เนื้อตัวฉันเต็มไปด้วยรอยสัมผัส และตรงนั้นก็เจ็บระบม
ก็หวังว่าเรื่องนี้มันจะเป็นแค่ฝันร้ายระหว่างฉันกับไอ้ตรีจริงๆ เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฉันกับมันก็ยังเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่ดี
แต่ฉันยอมรับว่าตอนนี้ไม่อยากเห็นหน้ามัน ซึ่งมันเองก็คงเหมือนกัน ป่านนี้ไม่รู้หายจากอาการขวัญผวาที่ได้นอนกับผู้หญิงอย่างฉันหรือยัง
เพราะฉะนั้นเมื่อกลับมาถึงที่พักของตัวเอง ที่เดินจากหอพักของไอ้ตรีแค่สิบนาที โดยไม่ลืมซื้อยาคุมฉุกเฉินมากินด้วย เมื่อคืนแม้จะเห็นว่าไอ้ตรีใช้ถุงยาง แต่ฉันก็ไม่อยากพลาด
อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก็นอนยาว เพราะไม่อยากตื่นขึ้นมาคิดฟุ้งซ่านเรื่องเดิมๆ
ฉันหลับใหลไปไม่รู้กี่ชั่วโมง ตื่นขึ้นมาในห้องนอนก็มืดสนิท เพราะนอนมากไปหรือคิดมากไปก่อนนอน ตื่นขึ้นมาปวดหัวมาก แถมก็ยังหิวมากด้วย ดึกขนาดนี้แล้ว แถวหอพักคงไม่มีอะไรให้ซื้อกิน คงต้องกินมาม่ารองท้อง เพราะสั่งไรเดอร์ก็คงทนหิวไม่ทัน
ฉันลุกจากที่นอนอย่างเกียจคร้าน เปิดประตูออกจากห้องนอนก็ต้องสะดุ้งโหยง เพราะมีใครบางคนนอนหลับอยู่บนโซฟาเบดในห้องนั่งเล่น แถมมีกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่พร้อมเป้อีกใบหนึ่ง และกระเป๋ากีตาร์โปร่ง
“เฮ้ย ไอ้ตรี มึงมาทำอะไรดึกดื่นป่านนี้” ฉันหยิบหมอนอิงฟาดที่ลำตัวมันเต็มแรง
“โอ๊ย ไอ้บ้า กูเจ็บนะโว้ย” มันสะดุ้งตื่นพร้อมกับโวยวายหน้าตางัวเงีย
“แล้วมึงมาทำไรห้องกูล่ะ” จริงๆ มันมีคีย์การ์ดห้องฉัน และฉันก็มีคีย์การ์ดห้องมันเช่นกัน แต่ไม่เข้าใจว่าเพิ่งเกิดเรื่องแท้ๆ มันโผล่หน้ามาให้เห็นทำไม จิตใจมันทำด้วยอะไร
“กูซื้อก๋วยจั๊บกับเครปมาให้มึง นู่นบนโต๊ะกินข้าว” มันชี้มือไปยังห้องโต๊ะกินข้าว จากนั้นมันก็ทำท่าจะล้มตัวลงนอนต่อ แต่ฉันดึงแขนมันไว้
“แล้วกระเป๋าอะไรของมึงเนี่ย เยอะแยะ”
“มึงลืมอะไรไปหรือเปล่า มะรืนนี้เราต้องไปเที่ยวกันแล้วไง”
“แล้วไง ตั้งมะรืนนี้นู่น เราถึงเดินทางกัน แล้วมึงหอบกระเป๋ามาทำไมตั้งแต่วันนี้”
ฉัน ไอ้ตรีและเพื่อนสนิทอีกสามคนจะไปเที่ยวชะอำ ตามด้วยหัวหิน และปราณบุรี ตามที่แพลนกันไว้ว่าเรียนจบ เราจะเที่ยวให้ฉ่ำ ก่อนเริ่มทำงาน ซึ่งฉันกับไอ้ตรีนั้นตัดสินใจจะทำงานที่คาเฟ่ของป้าดา ป้าแท้ๆ ของฉัน ซึ่งกำลังวางแผนไปใช้ชีวิตอยู่อเมริกากับแม่ฉันในเดือนหน้า เพราะไปเยี่ยมแม่ครั้งหนึ่ง แม่แนะนำให้ป้าดารู้จักผู้ชายคนหนึ่ง ป้าดาก็คุยกับผู้ชายคนนั้นมาหลายมาหลายปี จนตกลงปลงใจจะไปใช้ชีวิตด้วยกันที่อเมริกา หลังจากโสดมาจนอายุสี่สิบตอนปลาย
ป้าดาเลยยกคาเฟ่ให้ฉันดูแลต่อไป รวมทั้งคอนโดฯ ที่ฉันต้องย้ายไปอยู่ นอกจากอยู่ใกล้คาเฟ่แล้ว มันจะทำให้ฉันประหยัดเงินค่าหอพัก เพราะเรียนจบแล้วฉันก็ไม่อยากขอเงินแม่ใช้ เพราะเงินที่แม่ให้ฉันก็เป็นเงินของพ่อเลี้ยงอีก แม้ลุงคริสจะใจดี แต่เรื่องเงิน มันเป็นความรับผิดชอบที่ฉันจะต้องดูแลตัวเองต่อไป
“ป้าสอนไล่กูออกจากหอแล้ว เพราะกูติดค่าห้องมาสามเดือนแล้ว”
“ไอ้ห่านี่ ทำไมมึงไม่จ่ายป้าเขาว่ะ”
“ก็กูไม่มี”
“มึงแดกเบียร์ทุกวัน แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าห้องนี่นะ!”
“เออ หมุนไม่ทันว่ะ มึงก็รู้หลายเดือนมานี้ก็ทุ่มเทกับการฝึกงาน กูก็ไม่ได้ไปร้องเพลงที่ผับเลยไง”
“มึงมายืมกู กับเพื่อนๆ ก็ได้ รวมๆ กันคงมีพอค่าหอ”
“กูไม่อยากรบกวนไง”
“ไม่อยากรบกวนเหี้ยไรล่ะ นี่มึงหอบกระเป๋ามาห้องกูเลยนะ!”
“เอาน่า ยังไงเราจะไปตะลอนเที่ยวกันอยู่แล้ว และจากนั้นก็ทำงานที่คาเฟ่ด้วยกันอีก ยังไงมึงให้ค่าจ้างกูแล้ว ค่อยหาที่อยู่ใหม่ไง”
“มึง ตอนนี้เราควรอยู่ด้วยกันมั้ย มึงคิดให้ดีสิ” ฉันทำเสียงซีเรียส แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ซีเรียสในเรื่องเดียวกัน
“ทำไมล่ะ มึงรังเกียจกูเหรอ” มันถามเสียงเศร้าๆ ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่ความผิดของมัน ถ้าจะผิด ก็ที่มันชวนอีหมวยมาปาร์ตี้เมื่อคืนนั่นแหละ
“ถ้ามึงไม่สบายใจ กูไปหาไอ้พัทก็ได้” มันพูดด้วยท่าทีน้อยใจ แล้วลุกจากโซฟา มันทำให้ฉันจำเป็นต้องหยุดมันไว้ก่อน เพราะไม่ว่ายังไง มันก็ยังคือเพื่อนสนิทของฉันอยู่ดี
“มึงนอนเหอะ ดึกป่านนี้แล้ว ไอ้พัทมันคงหลับ เกรงใจที่บ้านมันด้วย” เพราะไอ้พัท มันย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวหลังเรียนจบ และบ้านมันก็ไกลจากที่นี่มาก ส่วนไอ้ปีก็พักอยู่กับแฟน และเพื่อนสนิทอีกคนนั้นเป็นผู้หญิง ไม่เหมาะที่จะไปค้างคืนด้วย
“งั้นกูนอนต่อนะ” มันพูดแค่นั้นก็ทิ้งตัวนอนตามเดิม เพิ่มเสียงกรนเบาๆ ให้ได้ยิน
จริงๆ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ไอ้ตรีมาค้างที่ห้องฉัน มันมาค้างกับฉันทุกอาทิตย์นั่นแหละ ส่วนใหญ่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่พวกเราชอบมานั่งจับกลุ่มทำรายงาน อ่านหนังสือ หรือแม้จะจับกลุ่มเม้าท์มอย นั่งดื่มตามประสาเพื่อน
แต่เมื่อคืนย้ายไปปาร์ตี้ที่ห้องไอ้ตรี เพราะฉันไม่อยากให้คนที่ไม่สนิทมาที่ห้อง
พอคิดถึงอีหมวยแล้วฉันก็นึกโมโหขึ้นมาอีกครั้ง
“ต่อไปนี้มึงห้ามยุ่งกับอีหมวยนะ!”
“อือ” คนหลับครางรับเบาๆ ฉันจึงเดินไปยังโต๊ะกินข้าว หยิบถุงก๋วยจั๊บไปอุ่นในไมโครเวฟ ส่วนเครปอุ่นในหม้อทอดไร้น้ำมัน
ฉันกินของโปรดที่ไอ้ตรีซื้อมาฝากด้วยความเอร็ดอร่อย ข้อดีที่สุดของมันก็คือชอบซื้อของกินมาให้ตลอด ไม่ว่าจะตอนเป็นเด็กหรือตอนนี้
มันไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นเหมือนคนในครอบครัวมากกว่า
จำได้ตอนเจอมันครั้งแรกที่บ้านเกิด แม่ของไอ้ตรีเป็นคนบ้านเดียวกับครอบครัวฉัน แต่แม่ของไอ้ตรีใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ เสียส่วนใหญ่ เพราะพ่อแม่เสียชีวิตนานแล้ว มีเพียงญาติๆ อยู่คนหนึ่งที่อยู่บ้านเกิด
"""""""""""""""""""
Special: ฉลองเปิดร้าน ฉันยิ้มอย่างพอใจหลังเดินสำรวจร้าน ซึ่งฉันตัดสินใจที่จะย้ายมาอยู่ที่เขาใหญ่อย่างถาวร ทำร้านอยู่หกเดือน ทุกอย่างก็พร้อมจะเปิดบริการในวันพรุ่งนี้แล้ว ในระหว่างหกเดือนนั้นฉันกับยัยนุ่นถูกพี่โทส่งไปเรียนทำเครื่องดื่ม และเรียนรู้การบริหารร้านจนจบหลักสูตรจากสถาบันอาหารและเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ส่วนตัวพี่โทนั้น บอกว่าเขาจะให้ฉันกับยัยนุ่นดูแลคาเฟ่ แต่ตัวเขานั้นตัดสินใจเข้าไปร่วมลงทุนในรีสอร์ตแห่งหนึ่งที่เป็นเครือญาติทางฝ่ายแม่ มีศักดิ์เป็นคุณลุงเขา แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้รู้ว่าเขาคือหลานแท้ๆ ยังคิดว่าเป็นตรี น้องชายต่างแม่ของพี่โท แต่คุณลุงเขาก็ดูเหมือนจะชอบหลานนอกไส้อย่างตรีอยู่มาก อาจเพราะตรีไม่ได้สานต่อธุรกิจจากครอบครัว หรือเพราะเขาก็อยู่ในช่วงลำบากในทางการเงิน แต่เอาเป็นว่าพี่โทมีความสุขที่จะร่วมลงทุนด้วย ฉันก็ยินดีกับเขาแค่นั้นเอง “ชอบห้องนี้ที่สุดเลย” ฉันพูดแล้วเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟามุมห้องทำงานส่วนตัวของฉันเองที่อยู่ชั้นสอง หน้าต่างรอบห้องนั้นกรุด้วยกระจกตั้งพื้นยันเพดาน ทำให้มองเห็นวิวด้านนอก ทั้งภูเขาและทะเลสาบท
Epilogue กลับจากโรงพยาบาลแล้ว แผลเขาหายดี ร่างกายก็ปกติทุกอย่าง ท่าทางเขาก็ดูร่าเริงกว่าทุกวัน กระทั่งโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เจ้าตัวออกไปคุยที่ระเบียงห้อง สีหน้าเคร่งเครียด คุยอยู่ราวครึ่งชั่วโมงก็กลับเข้ามาในห้องนั่งเล่น พอเห็นว่าฉันมองอยู่ เขาก็ส่งยิ้มให้ “ตอนคุยโทรศัพท์เห็นหน้าเครียดๆ นะ มีอะไรหรือเปล่า” “ก็มีบ้าง แต่ไม่เป็นไรหรอก มันไม่ใช่ปัญหาของพี่แล้ว” “หมายความว่า” “คุณพ่ออยากให้พี่กลับไปดูแลธุรกิจต่อ แต่พี่ไม่ไปหรอก เพราะทางครอบครัวแม่เลี้ยง เขาก็มีหุ้นกันอยู่เยอะ ก็คงไม่ยอมรับพี่ง่ายๆ ถ้าพี่ไปเท่ากับไปลงสนามแข่ง ต่อสู้ ทำร้ายกันเพื่อแย่งชิง พี่ไม่ต้องการแบบนั้น อยากอยู่เงียบๆ กับเมียและเพื่อนๆ ดีกว่า” เขาบอกแล้วดึงตัวฉันเข้าไปกอด ฉันได้ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ เชื่อมั่นในตัวเขามากขึ้น เพราะฉันเองก็ไม่ได้ชอบให้เขาออกไปใช้ชีวิตเพื่อต่อสู้ แย่งชิงอะไรแบบนั้น มันสุ่มเสี่ยง และชีวิตคงหาความสุขสงบได้ยาก ฉันเองก็อยากอยู่กับเขาแบบที่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาคิดร้ายกับเขาอีก พอคิดแบบนั้น เมื่อเขาจูบที่แก้ม แล้วลามมายังมุมปาก น
“มึงมาที่นี่บ่อยเปล่าตรี” ไอ้ปีถามขึ้น “ไม่บ่อยหรอก แต่ตอนกลับมาเมืองนอกใหม่ๆ ตอนนั้นมหา’ ลัยยังไม่เปิด กูก็มาพักอยู่ที่นี่บ้าง จากนั้นก็นานๆ มาที” “แล้วพ่อพี่ หรือคนในครอบครัวเคยมาพักหรือเปล่า” ฉันถาม การเรียกเขาว่า ‘พี่’ ไม่ได้ถูกเพื่อนๆ แซว อีกต่อไปแล้ว แต่ฉันก็ไม่กล้าเรียกชื่อจริงๆ ของเขาอยู่ดี “ไม่มาหรอก เพราะที่นี่เป็นบ้านของแม่พี่คนเดียว พวกนั้นไม่มายุ่งที่นี่หรอก ไม่มีสิทธิ์ แม้แต่พ่อก็เถอะ” เพราะเหตุนี้สินะ หลังกลับจากเมืองนอก เขาคงซ่อนตัวอยู่ที่นี่ “บ้านน่าอยู่มากมึง ถ้ากูมีบ้านแบบนี้นะ กูไม่อยู่กรุงเทพฯ สูดควันพิษไปวันๆ หรอก กูจะอยู่ที่นี่แหละ” ยัยนุ่นว่า “กูก็แล้วแต่เก้า ถ้าเก้าอยู่ที่นี่ต่อไป กูก็อยู่ได้” “โห คลั่งรักเมียมากเลยนะมึง” ไอ้พัทแซว “รอให้มึงมีก่อนเหอะ แล้วจะเข้าใจ” “จ้า กูโคตรรอเลย รอจนเหงือกแห้งแล้วเนี้ย” “งั้นก็รอต่อไป” “อ้าว ไม่เวร แล้วไอ้ปีว่าไงมึง ที่พนันกันไว้ นี่ครบเดือนแล้วนะ” ท้ายประโยคนั้นไอ้พัทหันไปทางไอ้ปี “พนันอะไร” ไอ้ปีทำหน้างงๆ “
“เรื่องที่พักไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่มีบ้านอยู่ที่นั้น อ๋อ จริงๆ แล้วเป็นบ้านที่คุณแม่ซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานกับคุณพ่อน่ะ แม่พี่เขาชอบอยู่ที่นั่นมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ อีกนะ” พอพูดถึงแม่ ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าดูเศร้ามาก จนฉันรู้สึกสงสาร เพราะตอนนี้เขาเหมือนตัวคนเดียวจริงๆ เพราะถึงจะเหลือพ่อ แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองก็ยังไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ “ถ้าพี่อยากอยู่ที่นั่นก็อยู่ได้นะ” “พี่อยู่ที่ไหนก็ได้ ขอให้มีเก้าอยู่ด้วย” พอพูดแบบนี้ ฉันก็ถึงกับพูดไม่ออกเลย “ถ้าเก้าชอบเขาใหญ่ เราก็สามารถทำคาเฟ่ที่นั่นได้นะ” ฉันพยักหน้ารับ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรอีก ตอนนี้ก็อยากให้เขาหายดีเสียก่อน ค่อยคิดเรื่องอื่น “ว่าแต่เรื่องแม่เลี้ยงกับไอ้แทนไท สองคนนั่นจะไม่กลับมาเล่นงานพี่อีกนะ” “ไม่รู้เหมือนกัน เพราะถึงสองคนนั่นจะไม่ได้อยู่เมืองไทย แต่พวกเขาก็มีเงิน แต่พี่ไม่อยากคิดเรื่องสองคนนั่นแล้ว แต่ถ้าเก้ากลัวก็...” “ไม่ได้กลัว แต่ต่อไปนี้ พี่ก็ไม่ควรทำอะไรเสี่ยงๆ อีก หรือมีอะไรก็ควรปรึกษากันบ้าง” ก็ในเมื่อเขาบอกว่ารักฉัน และเลือกจะใช้
ทิ้งตัวบนเตียง ทิ้งระยะห่าง กำลังจะเอาหมอนข้างมากางกั้น แต่ไอ้ตรีดันหยิบไปวางข้างตัวอีกด้านหนึ่ง ฉันมองหน้ามันอย่างหวาดระแวง มันกลับยิ้มขำ “ถามจริงเหอะ มึงอยากอยู่กับกูจริงเปล่าเนี่ย” “ทำไมถามแบบนั้น” “ก็ท่าทางมึงแปลกๆ ไม่เห็นจะดูดีใจอะไรเลยที่เจอกู” “ก็ดีใจสิ” ฉันพยายามยิ้ม แต่มันคงไม่ถึงดวงตา เพราะไอ้ตรีมันยิ้มมุมปาก แต่เดี๋ยวนะ ยิ้มร้ายๆ แบบนี้ มันคล้าย...อีกคนมากๆ เลย “มึงเกลียดพี่โทจริงเหรอ” “กูไม่ได้เกลียด แต่กูแค่...ไม่คุ้นน่ะ” “มึงมีพี่โทในชีวิตมาสี่ปีเลยนะ” “ก็กูคิดว่าเป็นมึงไง” “แต่พอรู้ว่าไม่ใช่ มึงก็เกลียดพี่โทเลยเหรอวะ” “กูไม่ได้เกลียด แค่เหมือน...คนที่เพิ่งรู้จัก มันไม่คุ้นแค่นั้น” “แล้วมึงรักพี่โทมั้ย” ไม่คิดว่ามันจะถามออกมาตรงๆ แบบนี้ แต่ฉันก็ตอบไม่ได้ แถมยังหลบตามันอีก “ถ้าให้เลือกอีกครั้ง ระหว่างกูกับพี่โท มึงจะเลือกใครให้กลับมาหามึง” “แต่มันก็เลือกไม่ได้แล้วไม่ใช่เหรอ” คำพูดนั้นมาพร้อมกับดวงตาที่ร้อนผ่าวของตัวเอง เ
Chapter 16 ขอรักกลับคืน “หิวหรือยัง” ฉันถาม มันก็ส่ายหน้า ก่อนเอนตัวลงนอนบนโซฟาในมุมนั่งเล่น เรากลับมาถึงห้องพัก หลังจากไอ้ตรีพักรักษาตัวอยู่นานนับสัปดาห์ แผลยังไม่หายดีนัก แต่อยู่ในระยะที่ปลอดภัย ซึ่งเจ้าตัวไม่อยากอยู่โรงพยาบาลต่อ แม้พ่อของมันจะคัดค้าน เพิ่งรู้ว่าไอ้ตรีกล้าดื้อกับพ่อได้ขนาดนี้ เห็นตอนทุ่มเถียงกันแล้ว มันไม่เหมือนไอ้ตรี คนที่ฉันรู้จักมาตั้งแต่เด็กเลย แต่ก็นั่นแหละ โตแล้ว นิสัยก็คงเปลี่ยนไปบ้างตามวันเวลาและประสบการณ์ชีวิต ส่วนเรื่องคดีความนั้น คนร้ายที่เป็นลูกน้องของไอ้แทนไท ยอมรับว่าตัวเองทำร้ายไอ้ตรี แต่ไม่ได้ทำตามรับสั่งใคร ทำเอง เพราะรู้ว่าไอ้ตรีจะเป็นมาแย่งทุกอย่างจากเจ้านายตน ส่วนไอ้แทนไทกับแม่ของมันนั้นได้หลบหนีออกนอกประเทศก่อนวันที่ไอ้ตรีจะโดนทำร้ายเสียอีก คำสั่งศาลห้ามเดินทางออกนอกประเทศนั้นก็ไม่มีความหมายกับคนที่มีเงินอยู่ดี เพราะยังไงก็หาทางออกนอกประเทศจนได้ แต่การหลบหนีออกนอกประเทศของทั้งสอง มันก็เหมือนยอมรับทางอ้อมว่าเป็นคนสั่งลูกน้องทำร้ายไอ้ตรี ถึงไอ้สองคนนั้นจะไม่ยอมซัดทอดก็เถอะ ไอ้ตรีบอก







![friend zone รักร้ายนายเพื่อนสนิท [ 3P ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)