เข้าสู่ระบบ
ปรับตัวกลับใจ
เท้าเรียวงาม ภายใต้รองเท้าผ้าใบราคาไม่กี่ร้อย เมรี ปรียส หรือเมย์ วัยยี่สิบสี่ปี ในชุดยาวกรอมเท้าลายดอกเนื้อผ้าบางเบา กำลังก้าวไปตามถนนลูกรัง ที่เชื่อมกับเส้นทางหลัก ใช้สัญจรในฟาร์มเลี้ยงม้าของผู้เป็นสามีที่ทุกคนมักเรียกว่านายหัว แค่กระนั้นเจ้าของฟาร์มม้า ก็ไม่อยากให้ใครเรียกนัก เพราะรู้สึกกระดากอาย
ร่างบางสมส่วน เดินทอดน่องรับลม สูดอากาศในยามเช้าอย่างเป็นสุข สายตาอิ่มเอิบรื่นรมย์ ไปกับธรรมชาติที่ร่มรื่น ภายในพื้นที่หลายร้อยไร่อย่างคุ้นชิน เหมือนเธอกำลัง เดินผ่านความฝัน ที่พลิกผันไปสู้ชีวิตอีกมุมหนึ่ง จิตใจส่วนหนึ่งได้เข้าสู่ธรรมชาติไปกว่าครึ่งและทุกอย่างในตัวเย็นลงโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์และความรู้สึกเอาแต่ใจ โวยวายไร้สติ ซึ่งผิดจากเมื่อก่อนไปมาก จะคิดถูกคิดผิด เธอก็สุดจะรู้ได้ แต่เธอก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว ชีวิตติดดิน...
“ลูกคิดดีแล้วหรือ... กลับมาบ้านเราเถอะลูก มีผู้ชายที่ดีพร้อมรอลูกอยู่นะ ไอ้ที่เสียไปแล้วก็ถือเสียว่าถึงคราวซวยนะลูกนะ กลับมาเถอะ...” น้ำเสียงตกใจของบิดาเมื่อไม่นานมานี้ ดังแทรกเข้ามาในความคิด เมื่อครั้งเธอโทร. ไปบอกเล่าสิ่งที่ได้พลาดพลั้งไปแล้ว แต่ผู้เป็นพ่อก็พยายามหว่านล้อมทุกวิถีทาง เธอก็ยังตัดสินใจอยู่เมืองไทยพร้อมกับสามีสายฟ้าแลบ
“ไม่ค่ะ เมย์ขอซื่อสัตย์กับตัวเอง และอีกอย่างเมย์อยากจะมีโอกาสเลือกในสิ่งที่คิดว่าน่าจะใช่ ให้กับตัวเอง” คำตอบนั้นหนักแน่น ทำให้ผู้รับฟัง ถอนหายใจออกมาให้อีกฝ่ายได้ยิน
“ทางนี้ละลูก ‘เขา’ รอลูกอยู่นะ ไม่เปิดโอกาสให้ ‘เขา’ หรือ” ‘ขา’ เขาที่ว่าคือชายหนุ่มที่ตามลูกสาวแจและหลายปีที่คบกัน แต่สำหรับลูกสาว ‘เขา’ คือเพื่อน แต่ฝ่ายชายไม่คิดเช่นนั้น ผู้สูงวัยอ่านออกมานานแล้ว
ตอนนี้พ่อเดาใจลูกสาวไม่ได้เลย เพราะไม่คิดว่า การที่หล่อนดิ้นรนตามชายที่ตนเองรักไป แต่กลับกลายเป็นว่าได้สามี เป็นหนุ่ม คนงาน
สาวสวยไฮโซ ที่มีเงินให้ใช้จ่ายอย่างคล่องมือ ตอนนี้คิดจะเลือกหนุ่มโลโซให้มาเป็นหลักของชีวิต ดูผิดไปถนัด...!
“ไม่ค่ะ... เมย์บอกไปแล้วว่าเมย์จะซื่อสัตย์ต่อตัวเอง...” เธอยืนยันความคิดเดิม ไม่คิดโกหกใครๆ ว่าเป็นสาวบริสุทธิ์ ได้อีก “ทาง คุณพ่อของ เอ่อ พี่รุจ จะจัดงานแต่งให้ในฟาร์ม แค่งานเล็กๆ เป็นการภายใน...”
เมรีพยายามเค้นเสียงให้เป็นปกติเพื่อบอกเล่าผ่านสายให้บิดาที่โทรข้ามทวีปมาได้รับรู้ แม้งานแต่งงานจะไม่ใหญ่โตอย่างที่เธอหวังเอาไว้ แต่ก็สมควรแล้วที่คนอย่างเธอจะได้รับ ตอนนี้เธอหวังแค่มีใครสักคนรักและเห็นคุณค่าความสำคัญในตัวเธอ เธอก็พร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเขาคนนั้น
“พ่อเชื่อว่าลูกเป็นคนฉลาด แต่พ่อคงไม่ได้ไปร่วมงานแต่งของลูก ลูกคงไม่ว่าพ่อนะ ช่วงนี้งานยุ่ง คุณใหญ่ก็ยุ่งงานแต่ง...” ชายสูงวัยเอ่ยบอก ถึงหุ้นส่วนหนุ่มที่ตัดสินใจแต่งงานแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยกับเด็กในปกครอง ทั้งๆ ที่เขาหวังจะให้ลูกสาวได้เป็นผู้หญิงที่หุ้นส่วนหนุ่มเลือก แต่ทุกอย่างคงเป็นพรหมลิขิตไม่มีใครฝืนกันได้
เมื่อเห็นว่าลูกสาวเงียบไป คนเป็นพ่อจึงเอ่ยต่อ “ตอนนี้ พ่อปลีกตัวไปไหนไม่ได้ พ่อขอให้ลูกมีความสุขในการตัดสินใจครั้งนี้ ไว้พ่อว่างเมื่อไหร่พ่อจะลงไปหาลูก... ลูกเขยทันที” ตอนท้ายน้ำเสียงของคนเป็นพ่อแผ่วลง
“ค่ะ..” เมรีรับคำเบาๆ รู้สึกผิดอยู่ในใจที่ทำตัวให้พ่อต้องหนักใจ ความรู้สึกทุกอย่างอัดแน่นอยู่ในอกเมื่อความฝันที่เคยสวยหรูไม่เหลือให้เธออีกแล้ว
น้ำตาเอ่อคลอแต่เธอก็พยายามกลืนก้อนแข็งๆ ลงท้องและแหงนหน้ามองฟ้าส่งน้ำตาให้กลับไปที่เดิม ในเมื่อเธอเลือกแล้ว จะมามัวคิดมากไม่ได้!
“พ่อต้องทำงานแล้วนะ ดูแลตัวเองด้วยละ...พ่อรักลูกนะ” เมื่อทำหน้าที่พ่อดีที่สุด จะดึงรั้งไปก็คงไม่มีประโยชน์ เรื่องของคู่ชีวิตคนสองคนจะต้องใช้เวลาตัดสินใจและเลือกเส้นทางเดินเอง ทำได้แค่มองดูอยู่ห่างๆ
ทางฝั่งบิดาวางสายไปแล้ว เมรีไม่รู้หรอกว่าหลังจากที่ท่านวางสายจากเธอไปจะอยู่ในสภาพเช่นไร แต่สำหรับเธอแล้วหัวใจรู้สึกปวดชาสมองแน่นตื้อไปหมด แต่ก็รีบทำใจปรับสภาพของตัวเองให้รับกับสิ่งที่เกิดขึ้น...
‘ขอโทษ นะคะ...’ ริมฝีปากบางเอ่ย ฝากไปกับลม ถึงใครบางคน ที่คิดว่ายังคงรอคอยเธอเสมอ
ณ เวลานี้เธอจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าเห็นแก่ตัว ทิ้งให้พ่ออยู่ตามลำพัง แต่เธอหวังไว้ว่าคนไร้ประโยชน์อย่างเธอจะทำให้คนอื่นเห็นค่า และนั่นก็ทำให้มีผลต่อคนเป็นพ่อ จะวางใจให้เธอเดินไปตามเส้นทางที่เธอเลือกเองอย่างเบาใจมากว่า...
เมรีตั้งมั่นปณิธานกับตัวเอง ทุกอย่างต้องเดินไปในทางที่ดี
แม้เรื่องนี้จะไม่มีใครรู้ว่าเธอได้ทำอะไรไว้ที่เมืองไทยบ้าง แต่ถ้าจะให้กลับไปทำตัวเหมือนสาวบริสุทธิ์เพื่อใครอีกคน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ
ตอนนี้...ผู้ชายคนแรกต่างหากที่เธอต้องคิดถึง...คิดได้ดังนั้น ริมฝีปากบางก็คลี่ออก อดยิ้มกับตัวเองเหมือนคนเพ้อไม่ได้
แม้จะยังมึนๆ กับความคิดตัวเอง แต่เวลาที่ผ่านมาทุกอย่างก็ไปได้ดี “บ้าที่สุด ทำไปได้ไงนะเรา...” ใบหน้าแดงเรื่อขึ้นอย่างอดไม่ได้เมื่อคิดไปถึงบทที่เธอทำอะไรก่อนหน้านั้นไป แล้วภาพทุกอย่างก็เดินสายเข้ามาในความทรงจำได้ทุกช็อตเหมือนมันกำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง...
ความรักที่ตามหา สุดท้ายก็เจอนนท์คนทำเรื่องจริงๆ หันซ้ายหันขวา ทำหน้าเหยจมูกย่นเป็นนัย ให้ทุกคนช่วยเงียบๆ เพราะหากขืนความแตก มีหวังตนเองได้โดนไล่เตะจากคนเป็นนายแน่ๆ แต่เหมือนมันจะจริง อย่างที่เจ้าตัวคิด เมื่อหันกลับมา พบว่าสายตาคาดโทษของคนเป็นนายกำลังบังคับตนทางสายตา“หือเปล่านะครับ...ผมไม่ได้ทำอะไร หรือกล่าวหานินทาว่านาย แค่บอกว่านายกำลังจะมีน้องแข่งกับพี่ชัยเลยยังไม่ออกมาเท่านั้นเอง!”“หือ...!” คนถูกเอ่ยถึงลับหลัง ลากเสียงยานคาง “เห็นอะไรบ้างนนท์” เสียงทุ้มเอ่ยถามหน้าเรียบตึงตาคมเข้มยกแขนกอดอก เพ่งมองคนหน้าเจื่อนเหลือสองนิ้วไม่กระพริบ นนท์หลบตาต่ำรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ทุกคนต่างพากันเงียบเหมือนกลัวว่าหากหายใจดังหรือขยับจะโดนหางเลข “ผมไม่เห็นครับ แค่...” ซ่อนสายตาไม่ต้องการเอ่ยอะไรอีก มันเขิน!“แค่อะไรนนท์ มองหน้าฉันสิ พื้นดินมันหล่อ กว่าฉันตรงไหน ถึงได้มองมันแบบนั้น”“หือนาย ไหนกันเล่า...” บอกปัด ส่ายหน้า สบตาคนที่ทำให้อาการเต้นของหัวใจกระตุก แล้วหันมองไปยังคนเป็นพ่อ ที่ทำหน้าบ่งบอกให้รู้ว่า ‘กูไม่เกี่ยว!’ ไอ้นนท์รับเละ!“นายต้องไปด่าพี่ชัยโน้น บังคับให้ผมไปเรียกนายอะ” คนหาทางเอาตัวร
เสือขย้ำเหยื่อ“หือเบาๆ...หึ หะ!” โทนเสียงต่างกัน ดังออกมาเกือบพร้อมๆ กันวิรุจผละห่างคิ้วหนาขมวดมองแผ่นหลังที่ตนเองหมายจะเผด็จศึกค้างนิ่ง เขากำลังทบทวนประโยคที่คนในอ้อมแขนเอ่ยออกมา โดยไม่ลืมที่จะดึงภรรยากลับขึ้นมายืนอยู่ในท่าปกติด้วย“ที่รัก มะ หมายความว่าไง” เขากลืนน้ำลายที่มีอยู่น้อยนิด เพราะความร้อนในกายที่ถ่ายทอดเป็นบทพิศวาสไปก่อนหน้าดูดน้ำเลี้ยงไปเกือบหมด เหลือไว้แค่น้อยนิดกลืนลงคอช้าๆ พร้อมกับคำพูดติดๆ ขัดๆ เปล่งออกมา“ตามนั้นเลยคะ” สายตาหวานช้อนมองยั่วในอารมณ์อีกฝ่ายอย่างจงใจ“ที่รัก นี่คุณกำลังทำให้ผมช๊อคนะ” วิรุจว่าที่คุณพ่อเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก“นี่พูดให้ดี การที่เมย์มีลูกให้พี่ พี่ถึงกับช๊อคเพราะไม่ต้องการแกหรือไง” ว่าที่คุณแม่ทำหน้าดุพร้อมกับเสียงแข็งขึ้นในทันที หากแต่ภายในกลับกดอาการขำเอาไว้“โว้ๆ ที่รักมันไม่ใช่อย่างนั้น โอ๊ยที่ช๊อคเพราะเรื่องมันน่ายินดีต่างหาก นี่ใครรู้กันบ้างแล้ว ผมไม่ยอมนะหากคนอื่นรู้ก่อนผมน่ะ” ใบหน้าคมทำท่าครุ่นคิดสองมือหนาถูไถไปมา บ่งบอกว่าเขาเริ่มทำอะไรไม่ถูก ความดีใจมันแล่นปราดเข้าทำเอาสมองอีกด้าน ทำงานผิดระบบ คนเป็นภรรยาได้แต่อมยิ้ม ไม่คิดว่
ผ่านมาให้จดจำ“นนท์ ไปตามนายหัวกับคุณเมย์มาได้แล้ว ทุกคนพร้อมแล้วนะ แล้วนี่จะแข่งกันโตหรือไงเนี่ย” คนที่ผันตัวเอง โดยการเปิดโอกาสให้ร่วมหุ้นของเจ้านายเก่า เอ่ยบอกน้องชาย ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินบาร์บีคิว โดยมีพี่สะใภ้อย่างรังรองป้อนให้อร่อยปาก“หือที่ไหน ผมกินน้อยนะ เมียพี่นั่นแหละกินจุ ดูสิป้าแก้วย่างเกือบไม่ทัน ใส่มาเท่าไหร่ก็หมด” โบ้ยไปให้พี่สะใภ้ที่ยื่นช้อนคาปากตนเองอยู่“หือได้ไง พี่กินสองคนต้องเยอะหน่อยสิ” เอี้ยวหน้าหวานใสที่บัดนี้เหลือไว้แค่ความจริงใจและความคิดที่เป็นมิตรกับทุกคน“อ้าว...” นนท์ร้องขึ้นเพื่อจะเถียง แต่ถูกคำพูดของพี่ชายดักไว้“พอๆ ไม่ต้องเถียงไปตามเจ้าของไร่มาได้แล้ว เรื่องกินไว้ทีหลัง” ตัดสินใจสยบการกินของคนเป็นน้อง“คร๊าบ ไปก็ได้” คนถูกใช้ให้ไปตาม ผุดลุกขึ้นเดินแกมวิ่งออกไปยังจุดหมายที่เห็นแสงไฟสว่างจ้ารอบตัวบ้านพักทรงปั้นหยา เท้าหนาภายใต้รองเท้าผ้าใบสีเข้ม ไม่ได้เดินไปต่อ เมื่อเสียงที่ดังผ่านออกมามันบ่งบอกว่าอย่าไปขัด!“พี่รุจบ้า...จักจี้นะ” นนท์ที่ได้ยินเสียงแว่วหวาน ดังลอยลม อดยิ้มกริ่มไม่ได้ มีหรือหนุ่มน้อยจะไม่เข้าใจ ว่าอะไรควรหรือไม่ควร...ร่างหนาที่เหมา
ต่อให้เจ็บปวดแค่ไหน หัวใจก็เป็นของเธอเมื่อกล่าวลากันเป็นที่เรียบร้อย สองสามียืนมองรถสปอร์ต สีแดงสดขับเคลื่อนออกไปบนเส้นทางสายหลักและหายไปจากสายตาในเวลาต่อมาเมรีรู้สึกหัวใจไหววูบเล็กน้อยแต่ก็ช่วงระยะสั้นๆ เพราะนั่นมันไม่ใช่ความห่วงหาอย่างคนรัก แต่เป็นเพราะความห่วงหาของคนเคยรู้จักกันมาแรมปี“เขาจะเจอคนที่ใช่ อีกไม่ช้าเชื่อผม...” มือหนากอบกุมมือเรียวไว้แล้วบีบกระชับเบาๆ เหมือนจะส่งสายใยความผูกพัน พันใยรักเข้าด้วยกันของคนสองคนถนนที่มนุษย์สร้างขึ้น เราจะเบี่ยงเบนไปในทางทิศทางใด ตามแต่ใจตัวเองก็ได้ เหมือนกับทิศทางการเดินของหัวใจและการกระทำ ไม่มีกฎเกณฑ์บังคับ จากใครผู้ใด เส้นทางที่ราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความมุ่งหวังและมานะ ความสำเร็จจะต้องก่อตัว ด้วยหัวใจศรัทธาและจะเติบโต เมื่อสุดปลายทางที่เราต้องการ...“ไปไหนมา...” ทันทีที่เห็นพ่อของลูกเดินเข้ามารังรองก็ถามขึ้นเสียงขุ่น จังหวะนั้น พลันสายตาของเธอ เหลือบเห็นถุงในมือพลาชัย“นั้นอะไร”“จะกินไหมละจะเอาให้” พลาชัยรีบถาม และจัดการหยิบของในถุงจัดเตรียมให้อย่างไม่รอคำตอบ“หือ... นี่หากไม่เห็นกับตา ฉันไม่คิดว่านายจะซื้อมาให้นะเนี่ย” พลาชัยส่ายหน้า
พอให้ได้รักหรือยังเมื่อพูดคุยได้รับความเข้าใจกันเรียบร้อยวิรุจก็ประคองเมียรักออกจากที่รกร้าง โดยระหว่างนั้นสายตาเมรี เหลือบไปเห็นสภาพศพของสิน ที่สภาพศพนอนหงายเลือดท่วมตัวตาเบิกโพลง จึงทำให้เหมือนกับว่า ศพนั้นจ้องถลนมายังเธอ ทำให้ต้องอุทานออกมาอย่างตกใจ จนสามีต้องตะคองกอดร่างบางเอาไว้แน่นขึ้น อย่างปลอบขวัญ“ไม่เป็นไรนะ ผลกรรมมันตามกันทันชาตินี่แหละ ตายไปก็ไม่หมดห่วง มีความอาฆาตไม่มีสิ้นสุด” วิรุจอธิบาย แล้วมองดูสภาพศพ ก็ได้แต่เวทนา เขาว่ากันว่า คนตายนอนตาไม่หลับ เพราะยังมีกิเลศตัณหา…เมื่อทั้งสองเดินออกมาตรงเป็นเส้นทางเดินโล่ง เดร์ที่นั่งอยู่ท้ายรถกระบะตำรวจก็ดีดตัวลุกขึ้น“เมย์...คุณวิรุจ” เมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีใครเดินเคียงคู่มาด้วยเดร์จึงหยุดรออยู่ตรงที่เดิน แม้ได้ยินจากปากตำรวจมาบ้างแล้วว่า วิรุจได้ให้คำที่เป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือพวกเขาในครั้งนี้มาก แต่ใจลึกก็แอบอิจฉาชายหนุ่ม ที่ได้ใจ ผู้หญิงที่ตนเองเฝ้าหวังไปอยู่ไม่น้อยอีก ครอบครัวมีสายใยผูกพันต่อกัน ซึ่งนั้นเขาไม่มีให้เธอ...“เจ็บตรงไหนบ้าง”“ก็แค่ปวดระบบตามตัวน่ะ”“เมย์เป็นห่วงเดร์แทบแย่” เธอกล่าวน้ำเสียงสั่นเครือ วิรุจจึงโอบไห
ไม่เจ็บไม่หยุดเปรี้ยง!กรี๊ดด! ร่างของวิรุจและเมรีผวากอดกันด้วยความตกใจ โดยร่างหนาใช้ตัวเองกำบังโอบกอดร่างบางเอาไว้“ไอ้บ้าเอ้ย!” วิรุจคำรามก้อง โมโหตัวเองรีบจนลืมหยิบของคู่กายที่มีติดรถไว้เสมอ จนทำให้กลายเป็นคนขี้ขลาด ไม่กล้าเผชิญหน้าอีกฝ่ายที่โต้กลับมาอย่างคนบ้าคลั่ง“ไอ้สินมึงจะมากไปแล้วนะ” วิรุจว่าเสียงเดือดดาล“ทำเป็นเก่งดีแต่หลบอยู่กับผู้หญิงเท่านั้นละว้า” สินเอ่ยกลับอย่างยียวน และทำให้คนอย่างวิรุจหมดความอดทน เขาผุดลุกขึ้น แต่เมรีดึงแขนเอาไว้ ส่ายหน้าส่งสายตาเว้าวอนร้องห้ามแต่ตอนนี้ ลูกผู้ชายคนหนึ่งลุกขึ้นเพื่อปกป้องศักดิ์ศรี และเพื่อความปลอดภัยของผู้หญิงที่ตนเองรัก ตรงนี้“รอผมอยู่ตรงนี่นะครับ”“ไม่นะ ไม่ไปไม่ได้หรอ” เธอห้ามสายตาเว้าวอน“ผมอยากให้เรื่องทุกอย่างจบ ผมรักคุณ”“เมย์ก็รักพี่รุจนะคะ” เมื่อห้ามไม่ได้ สถานการณ์ตอนนี้ จึงกลายเป็นเธอ ต้องจำยอมฟังเขาเมรีกระชับร่างหนาเอาไว้แน่น เขากอดตอบก่อนจะค่อยๆแยกห่างจากกันและหันหลังเดินจากไป โดยมีสายตาห่วงหามองตามไป เธอรักเขาหมดใจ รักเหลือเกิน...“ออกมาได้แล้วหรือ สั่งเสียกันดีหรือยัง” น้ำเสียงบอกถึงความสะใจ วิรุจกำหมัดจนแน่น รู้สึก







