“ไม่ต้องเลย ยัยอีกา” รินลณีเหยียดมุมปากขึ้น
“ณิกาย่ะ เรียกให้มันถูกหน่อย” ภัคณิกายู่หน้าโมโหใส่เพื่อน ทั้งสองโตมาด้วยกันตั้งแต่อายุสิบขวบ สนิทกันตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ภัคณิกานั้นมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงละครเวที ส่วนรินลณีใฝ่ฝันอยากมีบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เธออยากสร้างถนนดี ๆ ที่ไม่ต้องซ่อมแล้วซ่อมอีกเหมือนทุกวันนี้
“นี่แกมอมเหล้าเพื่อเคลมพี่ฉันเหรอ” ภัคณิกาต่อว่า แต่เสียงเย้าแหย่ชัดเจน
“เปล่า” รินลณีรีบปฏิเสธ
“อย่ามาเนียน” ภัคณิกาชี้นิ้วใส่หน้าเพื่อน
“มันเป็นอุบัติเหตุ” รินลณีลากเสียงย้ำ
“อุบัติเหตุมาก ห้องเฮียอยู่ชั้นสอง แกเมาจนเข้าห้องเขาเลยนะ”
“ยุ่ง”
“จ้า อาซ้อ ไม่ยุ่งก็ได้ แต่ก็ดีเหมือนกัน แกจะได้ลืมไอ้พี่วินเร็ว ๆ”
“หึ” ฉันทำได้แค่ส่งเสียงในลำคอ คงจะลืมหรอกนะ ไม่รู้เหรอว่าทุกครั้งที่มองหน้าระพีพัฒน์ เธอก็เหมือนเห็นหน้านาวินและภาพที่พวกเขาจูบกัน
“ตกลงแกจะบอกฉันได้หรือยังว่าคู่ขาไอ้พี่วินคือใคร”
รินลณีจะบอกได้อย่างไรว่าคู่ขาแฟนเก่าของเธอก็คือสามีตีทะเบียนคนปัจจุบันของเธอนี่ไง
“ช่างมันเถอะ แกไม่ต้องรู้หรอก ฉันไม่อยากพูดถึงมันอีก”
“อือ ตามใจแกก็แล้วกัน” ภัคณิกาก็ไม่ได้รบเร้า เพราะถ้าเพื่อนอยากบอกก็คงจะบอกเอง
“เฮียพัฒน์ไปโรงพยาบาลทุกวันเลยเหรอ”
“อุ๊ย...อุ๊ย...พอได้กันแล้วสรรพนามเปลี่ยนเลยนะ ก็เกือบทุกวัน เขามีตารางงานสัปดาห์หนึ่งหยุดสองวัน”
รินลณีค้อนเพื่อนด้วยหางตา ได้เด้ยอะไรกัน ยังไม่ทันจะได้อะไรเลย
“ไม่ต้องมาแซวได้ไหม เฮียเขาอยากให้เรียกอะ แล้วเข้ามามีอะไร อย่าบอกนะว่ามาแซวอย่างเดียว”
“เปล่า จะบอกว่าปิดเทอมฉันจะไปบ้านย่าที่เชียงใหม่ ส่วนแกอยู่นี่ดูแลผัวแกด้วย นี่คือรายการอาหารที่พี่พัฒน์ชอบ แล้วแกก็ห้ามใส่ผงชูรส เพราะพี่พัฒน์ไม่กินชูรส เขาไม่ชอบกินข้าวนอกบ้านด้วยนะ เพราะงั้นแกไม่ต้องสั่งจากข้างนอกมา ต้องทำเอง” ภัคณิกายื่นแผ่นกระดาษใบเล็กให้รินลณี
“หา! อะไรนะ ฉันไม่ชอบทำกับข้าว แกก็รู้”
“แต่แกทำอร่อย” ภัคณิการู้ดีกว่ารินลณีไม่ชอบทำอาหาร แต่น่าแปลกที่กลับทำกับข้าวอร่อย ถึงขั้นอร่อยมาก อย่างนี้ละมั้งที่เรียกว่าพรสวรรค์
“แต่ฉันไม่ชอบทำ ทำไมแกไม่อยู่นี่แล้วทำให้พี่ชายกิน” รินลณีเบ้หน้า
“ใช่พี่ชายฉัน แต่ตอนนี้เป็นผัวแก เมียก็ควรดูแลผัว”
“ไม่รู้แล้ว ฉันไปละ” ภัคณิกาเดินออกจากห้องไปไม่แยแส ทิ้งคนที่เพิ่งมีผัวและต้องดูแลผัวยืนงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนเธอก็อยากเอาเวลาไปหาผัวของตัวเองบ้าง
รินลณีเริ่มอึ้งกับการต้องอยู่กันสองต่อสอง แถมยังต้องทำกับข้าวให้สามีตีทะเบียนของเธออีก อะไรเนี่ย...ปิดเทอมแทนที่จะได้ไปเที่ยวพักผ่อน เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียว แล้วทริปเที่ยวทะเลของเธอล่ะ
ติ๊ง!...เสียงข้อความเข้า ทำให้หญิงสาวหันไปมองมือถือ
‘มาหาเฮียที่โรงพยาบาลตอนบ่ายโมง’
“นี่คือคำสั่งใช่ไหม หมั่นไส้!” เธอบ่นกับโทรศัพท์ แต่สติกเกอร์ที่ส่งกลับไปเป็นรูปคนชูสัญลักษณ์ว่า ‘โอเค’
โรงพยาบาล
หลังจากเดินเข้ามาในโรงพยาบาลและโทร.บอกเขาว่ามาถึงแล้ว เธอยืนรอไม่นาน เขาก็พาเธอเดินไปเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ตรงแผนกที่ทำให้เธอหน้าร้อนหนักมาก ไม่สิ ไม่ได้ร้อนแค่หน้า ตอนนี้เธอร้อนไปทั้งตัวแล้ว
“แผนกวางแผนครอบครัว” บ้าน่า มาทำไม รินลณีหันไปมองหน้าชายหนุ่มทันที
“เอ่อ...เฮีย...จะพาน้องมาแผนกนี้ทำไม” มือเธอยังจับแขนเขาแน่น ขาไม่ยอมก้าวต่อ
“ป้ายก็บอก จะถามทำไม” ระพีพัฒน์ตอบเสียงเรียบ
“ค่ะ” เธอก้มหน้างุด
ถามแค่นี้ ทำไมต้องดุด้วย ใครบอกว่าเขาใจดี เขาไม่เคยใจดีกับเธอสักครั้ง ชอบทำหน้าดุ
ทั้งสองคนนั่งรอคิวอยู่หน้าห้องไม่นาน เสียงเรียกคิวของเธอและเขาก็ดังขึ้น ในห้องเป็นคุณหมอสาววัยกลางคน ถึงจะดูมีอายุ แต่ก็ยังสวยอยู่มาก คุณหมอสาวส่งรอยยิ้มและรับไหว้เมื่อเธอและเขายกมือไหว้
“ว่าไงหมอพัฒน์” คุณหมอสาวเอ่ยทักชายหนุ่มตรงหน้า
“ผมยังเป็นแค่เอกซ์เทิร์น อย่าเพิ่งเรียกว่าหมอเลยครับ” คนถูกเรียกรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“เดี๋ยวก็เป็นหมอแล้ว อีกเทอมเดียว ว่าแต่วันนี้ทำไมมาแผนกนี้ได้ อย่าบอกนะว่า...” คุณหมอวัยกลางคนย่นคิ้วอย่างอดสงสัยไม่ได้
“ครับ ผมกับน้องแต่งงานกันแล้ว เลยอยากพาน้องมาวางแผนคุมกำเนิด น้องยังเรียนอยู่ครับ” ระพีพัฒน์เหลือบตามองภรรยาคนใหม่
“หา!...อะไรนะเฮีย” รินลณีหน้าร้อนผ่าว เมื่อได้ยินคำว่าวางแผนคุมกำเนิด
“ต๊าย...สาว ๆ คงอกหักกันทั้งเมือง ถ้ารู้ว่าหมอพัฒน์สุดหล่อแต่งงานแล้ว ฉีดยาคุมแล้วกัน ถ้าใช้แบบกินแล้วกลัวจะลืม หรือจะฝังยาคุมดี”
“ขอบคุณนะครับ ที่ยอมเป็นเมียเฮีย ถึงจะได้มาแบบบังเอิญ ๆ แต่ก็รักจนหมดใจนะครับ” คำพูดที่ฉันฟังทุกครั้งและรู้สึกขอบคุณเขาเสมอ เขาคือผู้ชายแสนดี ชีวิตนี้จะหาใครดีเท่าเขาได้ “เฮีย น้องก็ขอบคุณที่เฮียรักน้อง น้องเป็นคนโชคดีมาก โชคดีที่เฮียรักน้อง” ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริง เพราะตั้งแต่จดทะเบียนสมรสกับเขา ทุกอย่างก็ดีมาก “แล้วน้องรักเฮียไหมคะ” คำถามที่เขาชอบถาม แล้วฉันก็อายทุกครั้งที่จะตอบ ทำไมการบอกรักนี่เราต้องเขินทุกครั้งด้วย ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน “รักค่ะ น้องรักเฮียที่สุด” ว่าแล้วฉันก็ขึ้นไปนั่งบนตักของเขา กินข้าวกันไปเยอะแล้ว ต้องออกกำลังกายตอนเข้าหอหน่อยดีไหม นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ฉันอยากบอกทุกคน ว่าสามีฉันงานดีมาก กล้ามท้องแน่นมาก ไม่รู้เอาเวลาไหนไปออกกำลังกาย อ๋อ คงเวลาที่ฉันนอนอยู่สินะ นอกจากกล้ามท้องแน่นแล้ว อย่างอื่นเฮียพัฒน์ก็แน่นนะเออ “คิดอะไรลามกอยู่ละสิ”ฉันโดนคนรู้ทันทักเข้า ที่คิดลามกนี่ก็ใครล่ะ มาจากเขาทั้งนั้น “แล้วคิดได้ไหมล่ะคะ” ฉันใช้น้ำเสียงที่คิดว่ายั่วยวนที่สุด แหม คืนเข้าหอก็อยากจัดอะไรเด็ด ๆ ให้เ
ตอนพิเศษ 4 ฉันคือรินลณี หรือรินณีทั้งสองบ้านกำลังดีใจกันยกใหญ่ เพราะพี่พัฒน์ หรือระพีพัฒน์สอบติดแพทยศาสตรบัณฑิตตามที่เขาตั้งใจ ฉันก็ดีใจกับพี่พัฒน์เหมือนกัน คนอะไรทั้งหล่อทั้งเก่ง แต่คงเพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ถ้าถามความรู้สึกฉัน เขาก็เหมือนพี่ชายนะ ไม่ได้มีความรู้สึกอื่นใดเจือปน วันนี้ฉันต้องมาเดินซื้อของขวัญให้เขา ของขวัญที่เขาสอบติด แอบดีใจนะที่เขาจะได้เป็นคุณหมอในอนาคต แค่คิดว่าพี่ชายข้างบ้านต้องใส่เสื้อกาวน์ ใจฉันก็เต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ซื้ออะไรให้เขาดีนะ ฉันอยากรู้ว่าแต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง เรียนหนักไหม เรียนอะไรบ้าง ซื้อสมุดไดอารี่ให้เขาก็แล้วกัน น่าจะพอได้ ไว้ให้เขาเขียน อีกหน่อยจะได้แอบไปอ่าน แล้วพอเขาเรียนมหาวิทยาลัย เราก็เจอกันแค่วันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น แต่ส่วนมากก็ไม่ได้พูดคุยกันมากมาย เขาเหมือนพวกคุณชายผู้สูงส่ง แต่ฉันยังเป็นเด็กกะโปโลเท่านั้น เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แล้วฉันก็เข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งตามที่ตัวเองอยากเรียน เข้ามาเรียนก็สนุกดี ถึงคณะนี้จะมีผู้หญิงน้อย แต่ก็มีคู่แฝดคนสวยเรียนสาขาเดียวกับฉัน “สวัสดี เราชื่อเอกพ
แล้ววันที่เธอเป็นสาวเต็มตัวก็มาถึง วันที่เธอเรียนปีหนึ่งระดับอุดมศึกษา ผมอยากหาโอกาสบอกเธอ แต่เนื่องด้วยผมขึ้นปีห้าและเรียนหนักมาก ต้องเข้าไปทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลกับอาจารย์ตลอด ทำให้ช่วงเทอมแรกแทบไม่มีเวลากลับบ้าน “กลับมาแล้วเหรอคะ” เสียงหวานที่ผมไม่คิดว่าจะเจออยู่ที่คอนโดของผม...ไม่สิ มันเป็นของน้องสาวผมด้วย “พี่พัฒน์ วันนี้หนูกับรินณีทำข้าวผัดกิมจิ พี่มาชิมเร็ว” เพราะอย่างนี้นี่เองที่ทำให้ทั้งสองมาอยู่ที่นี่ “แล้วก็มีหมูสามชั้นย่างด้วยนะ น้ำจิ้มน้องก็ทำเองนะคะ” รินณีรีบเสนอตัวบอกผมทันที ผมยิ้มด้วยความดีใจ ไม่คิดว่าความเหนื่อยมันจะหายไปทันทีที่มองหน้าเธอ “พี่ไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวลงมากินนะ” ผมบอกทั้งสองสาว จากนั้นอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วก็ลงมาจากห้องชั้นสอง “ทำอะไร...” ผมเดินเข้าไปข้างหลังคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาถ่ายรูปอาหารที่ตัวเองทำ “ว้าย!” ไม่คิดว่าเธอจะตกใจขนาดนี้ ทั้งสะดุดขาตัวเองและกำลังจะล้ม...ตอนนั้นเองที่ผมรีบคว้าตัวเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ตาของเราประสานกันอยู่นาน ใจของผมแทบจะเต้นออกมาจากร่าง ความนุ่มนิ่มของเธอทำให้ผมคิดดีไม่ได้เ
เมื่อผมได้ยินบทสนทนาของทั้งณิกาและรินณีเกี่ยวกับเพื่อนใหม่ที่อยู่ชั้นมอสี่ด้วยกัน “แก ว่าไหม ยูโคตรหล่ออะ” น้องสาวตัวดีของผมพูดขึ้น ส่วนผมก็เหมือนโรคจิตที่แอบฟังเสียงทั้งสองคุยกันอยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้าน “เออ...หล่อจริง คนนี้แหละจะเป็นแฟนคนแรกของฉัน” รินณีที่ตอนนี้เป็นสาวเกือบเต็มตัวแล้ว ผมไม่เคยรู้เลยว่าเธอไปโตตอนไหน เพราะผมเจอเธอทุกวัน พอเห็นสายตาเป็นประกายนั้น ผมรู้สึกหวงตำแหน่งแฟนคนแรกนั่นทันที “ซัน...แกรู้จักคนชื่อยูเพื่อนน้องกูไหม” ผมยกมือถือโทร.หารุ่นน้องที่ตอนนี้น่าจะเรียนอยู่มอหก ซึ่งไอ้ซันนี่แหละที่คอยส่งข่าวให้ผมตลอดมาเรื่องของรินณีและณิกา “รู้ ๆ พี่พัฒน์ ไอ้นี่มันโคตรหล่อ เพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนอื่น สาวติดมันตรึม” ผมฟังแค่นั้น ลมก็ออกหูแล้ว “มันมีแฟนรึยัง” ผมถามออกไป เพราะถ้ามันมีแฟนแล้วก็ไม่น่าห่วงอะไร แต่คำตอบที่ได้กลับมายิ่งทำให้ผมเครียดหนักกว่าเดิม “ยังไม่มีพี่...แต่เด็กผมบอกว่ามันน่าจะชอบรินณี เด็กข้างบ้านพี่น่ะ เพราะมันชอบหาเรื่องคุยกับน้องเขาบ่อย ๆ” “พี่พัฒน์...พี่พัฒน์ยังอยู่ไหม” “เออ ยังอยู่ เท่
“พี่พัฒน์ จะไปเรียนต่ออะไรคะ” หนึ่งในเพื่อนของน้องสาวผมถามขึ้น ซึ่งผมก็อดทน เพราะสิ่งที่เธอถามไม่ได้เกี่ยวกับการติวเลย ผมละเบื่อจริง ๆ พวกผู้หญิงพูดมาก เรื่องเยอะ แต่ก็ต้องยิ้มออกไปเพราะไม่อยากให้สาวน้อยพวกนี้ย้ายไปติวบ้านไอ้ชิน “พี่ตั้งใจจะเรียนหมอ” “ว้าว...เรียนหมอ อย่างนี้อีกหน่อยต้องเรียกพี่หมอพัฒน์ใช่ไหมคะ”ผมยิ้มออกไป ตาก็มองยัยเด็กข้างบ้านที่ตั้งหน้าตั้งตากิน ไม่ได้สนใจในสิ่งที่พวกเขาพูดกันเลย...เฮ้อ หลังจากติวหนังสือเสร็จ ผมก็ต้องสั่งอาหารมาเลี้ยงยัยเด็กพวกนี้อีก...มีแต่เสียกับเสีย แต่เมื่อมองไปยังยัยเด็กข้างบ้านแล้วก็พอเบาใจ เพราะเห็นกินและคุยกับเพื่อนอย่างมีความสุข เพียงไม่นานเพื่อน ๆ ของณิกาก็ขอตัวกลับบ้าน เหลือเพียงน้องสาวผมกับยัยเด็กข้างบ้าน “ทำอะไรกัน” ผมเอ่ยถามทั้งสองคนที่นั่งสุมหัวกันอยู่ “เปล่าค่ะ น้องไม่ได้ทำอะไรนะคะ” รินณีรีบตอบอย่างมีพิรุธ หน้าแบบนี้บอกไม่มีอะไร ไม่สงสัยก็บ้าแล้ว อย่าบอกนะว่าแอบดูคลิปโป๊ “เอามาให้พี่ดู” ผมขอดูมือถือของยัยเด็กดื้อทันที “ไม่เอา ไม่ให้” “รินณี!” “พี่พัฒน์
ผมยืนมองเด็กหญิงข้างบ้านที่เข้ามาเล่นกับน้องสาวตัวเอง ตอนนี้เธออยู่ในวัยสิบขวบ ห่างจากผมถึงสี่ปี ผมยาวถักเปียสองข้าง หน้าขาว ๆ ตัวสูงเท่าอกของผม ตาโต ขนตาและคิ้วดกดำ“รินณี นี่พี่เราเอง พี่พัฒน์ นี่เพื่อนหนู”“สวัสดีค่ะ พี่พัฒน์” เธอยิ้มให้ผม ดูจากแววตาแล้วคงแสบน่าดู เรื่องราวในชีวิตของผมก็ดำเนินไปเรื่อยเปื่อย ตอนนี้การเรียนระดับมัธยมของผมก็ยังถือว่าหนักอยู่เหมือนกัน เพราะความตั้งใจที่อยากจะเป็นหมอเหมือนพ่อทำให้ต้องพยายามมากกว่าปกติ ครอบครัวของเราทั้งสองคนสนิทกันเร็วมาก ด้วยเหตุที่ทั้งแม่ผมและแม่ของน้องสาวข้างบ้านชอบอะไรเหมือน ๆ กัน เลยกลายเป็นเหมือนพี่น้องกัน อย่างเช่นวันนี้เป็นวันเกิดของรณภพ น้องชายของริณลณี และเป็นครั้งแรกที่เราได้ถ่ายรูปคู่ด้วยกันสี่คน เราทั้งสี่คนยิ้มให้กล้อง นั่นก็เป็นภาพถ่ายที่ผมเก็บไว้ที่หัวเตียงในห้องนอนตลอดมา...ส่วนยัยเด็กขี้เซาบ้านโน้นก็มาหลับที่บ้านผมบ่อย ๆ ส่วนมากก็มาเล่นกันกับน้องสาวของผมและหลับทั้งพี่ทั้งน้อง ทั้งรินลณีและรณภพหลับเป็นตายทุกครั้ง สุดท้ายภาระก็ตกมาที่ผม เพราะผมต้องแบกทั้งสองคนพี่น้องไปส่งที่บ้าน รณภพน่ะพออุ้มไหวไม่หนักเลย แต่ยัย