Masuk@สนามบินสุวรรณภูมิ
ช่วงเย็นของวัน
เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ที่แสนวุ่นวาย ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างเดินทางกลับจากการทำงานกันอย่างหนาแน่นทำให้การสัญจรบนท้องถนนนั้นติดขัดเล็กน้อย ร่างบางกำลังเดินลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่พร้อมกับกระเป๋าขนาดกลางอีกหนึ่งใบไปตามทางเดินของสนามบินเมื่อมาถึงได้ทันเวลาพอดิบพอดี
สองขาเรียวเดินไปยังจุดเช็กอินก่อนจะดำเนินการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยพร้อมกับเพื่อนอีกสี่คนที่กำลังรอเวลาขึ้นเครื่องไปยังเชียงราย บ้านเกิดของหนูอัยย์นั่นเอง ทั้งจิน ซีแล้วก็แอมนั้นได้ตัดสินใจมาทำงานด้วยกันที่เชียงราย
"ตื่นเต้น ๆ จะได้เจอพ่อเลี้ยงของหนูอัยย์แล้ว" ซีพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้นทำให้หนูอัยย์ที่ได้ยินนั้นหูแดงหน้าแดงด้วยความเขินอาย
"ไม่ใช่ของหนูอัยย์สักหน่อย" ใบหน้าสวยหน้ายู่เล็กน้อยเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนได้เป็นอย่างดี
"หน้าแดงหมดแล้วหนูอัยย์ เขินเหรอ" จินแซวเพื่อนสาวตัวเล็ก
"ไม่ใช่นะ! จินอย่าแกล้งหนูอัยย์สิ ไม่งั้นจะโกรธจริง ๆ ด้วย จะไม่คุยกับจินเลยสิบวัน"
"โอเค ไม่แกล้งแล้ว ๆ"
"เราเข้าไปกันเถอะ ได้เวลาแล้ว" แอมพูดขึ้นก่อนจะควงแขนหนูอัยย์กับเพลงพิณเดินเข้าเกทไป พร้อมด้วยจินและซีที่เดินตามหลังมา
เครื่องบินลำใหญ่กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้าไปยังจังหวัดเชียงราย ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
นัยน์ตากลมสวยมองออกไปยังนอกหน้าต่าง ก้อนเมฆหลายก้อนลอยอยู่บนท้องฟ้าเป็นภาพที่สวยงาม หนูอัยย์กำลังจะกลับไปยังไร่หิรัญโชคทรัพย์ที่ห่างหายไปนานถึงเจ็ดปี
ไม่รู้ว่าป่านนี้ที่ไร่จะเป็นอย่างไงบ้าง ภาพของไร่ผลไม้มากมายหลายชนิดลอยเข้ามาในหัวรวมถึงเจ้าของไร่อย่างพันแสง ป่านนี้คงจะมีลูกกับคนรักไปแล้วหรือเปล่านะ ก่อนที่ดวงตากลมจะเผลอวูบไหวเล็กน้อยแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดเครื่องบินลำใหญ่ก็มาถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย ผู้โดยสารต่างทยอยเดินออกจากเกทอย่างหนาแน่น ก่อนที่ร่างบางของหนูอัยย์จะเดินออกมาพร้อมกระเป๋าเดินทางไปยังประตูทางออกที่ได้นัดกับพ่อปราบและแม่ฟ้าเอาไว้ ดวงตากลมกวาดตามองหาท่านทั้งสองด้วยความคิดถึง และแล้วก็พบ
"แม่ฟ้า พ่อปราบ!!" หนูอัยย์ตะโกนเรียกออกมาด้วยความดีใจก่อนจะรีบสาวเท้าเร็วตรงไปหาท่านทั้งสองแล้วโผเข้ากอดแน่นทันที
"ยินดีต้อนรับนะลูก" ฟ้าใสสวมกอดลูกสาวแน่น ในตอนนี้เติบโตขึ้นเป็นกอง จากเด็กสาวตัวเล็กในวันวานบัดนี้กลายเป็นหญิงสาวสวยสะพรั่ง
"หนูอัยย์ของพ่อกลับมาแล้ว ยินดีต้อนรับนะลูก" ปราบพิภพกอดสองแม่ลูกด้วยความรักและคิดถึงลูกสาวคนเดียวของเขา สามคนพ่อแม่ลูกยืนกอดกันพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา
ทางด้านเพลงพิณนั้น พ่อกับแม่ก็เดินทางมารับกลับบ้านเช่นเดียวกัน จนเพื่อนๆ อีกสามคนที่ยืนมองต้องน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง ก่อนที่หนูอัยย์จะแนะนำเพื่อนๆ ให้พ่อปราบกับแม่ฟ้าได้รู้จัก
"ยินดีต้อนรับทุกคนนะลูก ขอบคุณที่ช่วยดูแลและเป็นเพื่อนกับหนูอัยย์ของน้านะจ๊ะ" ฟ้าใสเอ่ยกับเพื่อน ๆ ของลูกสาวด้วยรอยยิ้ม
"ขอบคุณเหมือนกันนะลูก" แม่ของเพลงพิณบอกด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกัน
"ไม่เป็นไรเลยครับ พวกผมก็ดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับหนูอัยย์และเพลง คุณน้าทั้งสองไม่ต้องขอบคุณพวกผมหรอกครับ" จินพูดอย่างนอบน้อม
"ใช่ครับ ๆ พวกเรายินดีมาก ๆ" ซีบอกต่อ
"ใช่ค่ะ ทั้งหนูอัยย์แล้วก็เพลงคอยช่วยเหลือพวกหนูเหมือนกันค่ะ ไม่อย่างนั้นพวกหนูคงเรียนไม่จบแน่ค่ะ" แอมพูดเสริมต่อจนเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่ทั้งสี่คนได้
"ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปขึ้นรถกันเถอะ นี่ลุงปิดร้านอาหารเลยนะ เลี้ยงต้อนรับทุกคน ไป ๆ" พ่อของเพลงพิณบอกพร้อมกวักมือเรียกเด็ก ๆ ให้เดินตามมา
ทั้งหมดจึงเดินไปยังรถกระบะสองคันที่มาจอดรอไว้แล้ว กระเป๋าเดินทางทั้งหมดถูกเอาไปไว้หลังรถ ก่อนจะเดินทางไปยังร้านอาหารของครอบครัวเพลงพิณที่อยู่ในตัวเมืองของเชียงราย
หลังจากที่ทุกคนได้รับประทานอาหารและพูดคุยกันเรียบร้อยแล้วจนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงหัวค่ำ ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดลง ทั้งจิน ซีและแอมก็ได้นอนพักที่บ้านของเพลงพิณแล้วเช้าวันรุ่งขึ้นค่อยเดินทางเข้าไปยังไร่หิรัญโชคทรัพย์เพื่อสมัครงานและไปหาหนูอัยย์
ทางด้านครอบครัวของหนูอัยย์เองก็ขับรถกลับมายังบ้านหลังเดิมหลังจากที่ลูกสาวห่างหายไปนาน แม้สภาพแวดล้อมโดยรอบจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ทว่าบ้านของหนูอัยย์นั้นยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง เหมือนเมื่อเจ็ดปีก่อน แม้กระทั่งชิงช้าตัวเล็กก็ยังคงอยู่
ร่างบางเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง พลางกวาดสายตามองไปทั่วห้องด้วยความคิดถึง ภาพในวัยเด็กที่เคยอาศัยอยู่ปรากฏชัดขึ้นในหัว ริมฝีปากบางยิ้มกว้างพร้อมกับน้ำตาสีใสไหลรินออกจากดวงตา ก่อนที่สองขาเรียวจะเดินมายังเตียงนอนแล้วทรุดตัวนั่งลง เอื้อมมือลูบตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่เคยกอดแผ่วเบา
ไม่กี่นาทีต่อมาใบหน้าสวยก็ฝังหน้าลงบนตุ๊กตาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างช้าๆ หนูอัยย์นั่งกอดตุ๊กตาอยู่แบบนั้นหลายนาที ก่อนจะผละออก ยกมือปาดน้ำตาออกจากหน้าเบา ๆ แล้วลุกขึ้นไปจัดเสื้อผ้าเข้าตู้และอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน เพราะพรุ่งนี้มีนัดกับเพื่อนทั้งสี่คนที่บอกให้เธอพาเที่ยวไร่และพาไปสมัครงาน
"ถ้าพรุ่งนี้หนูอัยย์เจอพี่พันแสงจะทำยังไงดีนะ"
เสียงหวานพึมพำเบา ๆ ด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า ถ้าหากพรุ่งนี้หนูอัยย์เจอพี่พันแสง เธอจะต้องทำหน้าอย่างไรดี หากเจอกับพี่มุกหรือลูกของพวกเขาด้วยล่ะ เธอจะต้องทำอย่างไร
อคิราห์ในวัยสิบห้าปีมองตามร่างเล็กที่วิ่งออกไป ทำไมเขาจะมองไม่ออกว่าอัญรินชอบเขามากกว่าพี่ชายและดูเหมือนว่าเจ้าตัวคงยังไม่รู้ เพราะแม้อายุของเราจะห่างกันแค่สามปี ซ้ำยังเติบโตมาด้วยกันอีกต่างหาก อาจจะทำให้อัญรินคิดว่าทุกวันนี้เธอเพียงแค่ติดพี่ชายข้างไร่แบบเขา ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจเลยที่อีกคนมอบความรักให้ เขาดีใจด้วยซ้ำไป แต่เพราะว่าอัญรินยังเด็ก ทั้งเขาและเธอยังต้องเติบโตอีกเยอะ เขาไม่อยากให้อีกคนยึดติดมากเกินหากว่าวันหนึ่งต้องแยกย้ายกันไปจมอยู่กับความคิดของตัวเองสักพักหนึ่ง แล้วค่อยลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำเพราะไม่อยากให้ร่างเล็กต้องยืนรอนาน ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ อคิราห์ก็จัดการธุระส่วนตัวของตัวเองเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนออกแล้วก็พบอัญริน เขาจึงได้เอ่ยเสียงอ่อน“เราลงไปข้างล่างกัน”“จ้ะพี่คิน”ร่างเล็กรีบเดินเข้ามาขนาบข้างกับร่างสูงด้วยรอยยิ้มหวานเหมือนเดิม อคิราห์เหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของคนตัวเล็กกว่า แววตาฉายแววบางอย่างออกมาวูบหนึ่งแล้วก็หายไป“ลงมากันแล้วเหรอลูก น้องอัญทานข้าวเช้ามาหรือยังคะ” เพลงพิณทักขึ้นเมื่อเห็นเด็กทั้งสองเดินลงมาด้านล่า
เด็กสาวตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้ม ปากนิดจมูกน้อย ผมยาวจนถึงกลางหลังอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขายาวกำลังปั่นจักรยานไปตามทางจาก ไร่หิรัญโชคทรัพย์ เพื่อไป ฟาร์มอาคเนย์ ที่อยู่ติดกันพร้อมกับหอบหิ้วผลไม้มากมายไปฝาก ‘พี่ชายข้างไร่’ เหมือนอย่างเคยอัญริน หิรัญโชคทรัพย์ ลูกสาวคนเดียวของพันแสงกับหนูอัยย์ ซ้ำยังเป็นลูกสาวที่พ่อหวงมาก มากชนิดที่ว่าพันแสงแทบจะกันผู้ชายทุกคนที่มาเข้าใกล้ลูกสาวไม่ว่าคนนั้นจะอายุเท่าไหร่ พันแสงก็ไม่สน โดยเฉพาะลูกชายของเพื่อนสนิทอย่างอาคเนย์ พันแสงถึงกลับสั่งห้ามไม่ให้ไอ้เนย์พาลูกมันมาหาเขาที่ไร่เลยละเรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มในตอนที่น้องอัญอายุได้แค่สองเดือนกว่า วันนั้นเพลงพิณพาลูกชายอย่างน้องคินหรือ ‘อคิราห์’ มาเยี่ยมที่บ้าน เด็กชายวัยสามขวบจ้องตากลมแป๋วของเด็กตัวเล็กที่นอนดุ๊กดิ๊กอยู่ในเบาะสำหรับเด็กทารก เจ้าตัวลองยื่นนิ้วชี้เข้าไปใกล้หวังจะจิ้มแก้มกลม แต่แล้วก็ถูกจับเอาไว้พร้อมกำแน่น ปากเล็กแย้มยิ้มโชว์เหงือกแดงของตัวเองให้ดู ทันใดนั้นเส้นด้ายสีแดงก็ปรากฎขึ้นจากปลายนิ้วก้อยของเด็กสองเดือนก่อนจะลากมาพันกับปลายนิ้วก้อยของเด็กวัยสามขวบจนเจ้าตัวสงสัยจึงกระตุกชายเสื้อผู้เป็นแม
ร่างสูงจอดรถพลางวาดขายาวลงจากรถคันโปรด ถอดหมวกกันน็อกออกสะบัดผมสีควันบุหรี่เล็กน้อยก่อนจะเสยขึ้นอย่างลวก ๆ เหล่าเพื่อนพ้องต่างวิ่งเข้ามาหาด้วยความดีใจ ต่างจากคู่แข่งอย่างการันต์ที่เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าโกรธเคือง“มึงขี้โกงไอ้พันไมล์!!” ผลักไหล่หนาอย่างฉุนเฉียว จ้องเขม็งอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ“เฮ้ย ๆ แพ้แล้วอย่าพาลไอ้รันต์” ขุนพลเพื่อนสนิทในกลุ่มของพันไมล์เข้ามาผลักไหล่การันต์ให้ออกห่างเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะต่อยเพื่อนของเขา“กูก็บอกแล้วว่าคนอย่างมึง ไม่มีวันชนะกูได้ถ้ามึงไม่พยายามฝึกฝนตัวเองให้มากกว่านี้ แล้วอย่าคิดว่ากูไม่รู้ว่าครั้งนี้มึงใช้วิธีสกปรกอย่างยิงเลเซอร์เข้าตากูตอนเข้าโค้ง” พันไมล์เดินเข้าไปหาการันต์ ดวงตาคมกริบเข้มขึ้นจ้องหน้าอีกฝ่ายพลางยกยิ้มมุมปาก “หวังว่าครั้งหน้ามึงจะเป็นมืออาชีพพอไม่ใช้วิธีแบบคนขี้แพ้ ส่วนแฟนสาวของมึง กูขอรับไปก่อนแล้วกัน”ร่างสูงโปร่งพูดจบก็เดินกระแทกไหล่การันต์ไปคว้าข้อมือหญิงสาวที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ลงมาทันทีแล้วเดินผ่านหน้าการันต์ไปจนอีกฝ่ายได้แต่กำมือแน่น ความโกรธเกรี้ยวปรากฏชัดบนใบหน้า มองตามหลังทั้งสองเขม็งก่อนจะตะโกนร้องออกมาเสียงดัง หมวกกันน็อกในมื
สนามแข่งรถแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เวลาใกล้จะเที่ยงคืน เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มก้องไปทั่วบริเวณ คลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาวมากหน้าหลายตา แต่ละคนมีเทสในการแต่งตัวที่ดีเยี่ยมเป็นจุดดึงดูดสายตาได้ดี โดยเฉพาะร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา ผมสีควันบุหรี่ นัยน์ตาคมกริบสีน้ำตาล จมูกโด่งเป็นสันคม อีกทั้งยังเจาะหูด้วยตุ้มหูไม้กางเขนที่ติ่งหูข้างซ้ายยิ่งเสริมให้ พันไมล์ ดูดีมากยิ่งขึ้น“ไอ้เวรการันต์มันนัดกูมา แล้วมันหายหัวไปไหนแล้วล่ะ” น้ำเสียงทุ้มเข้มถามขึ้นหลังเดินเข้ามาด้านในห้องหนึ่งของสนามแข่งรถ ร่างสูงหยุดยืนประจันหน้ากับเหล่าวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง“มึงรอก่อนได้ไหมล่ะ ลูกพี่รันต์ของกูกำลังไปเอาของพนันมาอยู่” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นลูกน้องของการันต์บอกกับพันไมล์ “ว่าแต่มึงเถอะ ไหนเงินพนันห้าแสน”“หึ” แค่นหัวเราะในลำคอหนึ่งทีก่อนจะล้วงเอาเช็คเงินสดจากกางเกงยีนของตัวเอง บนเช็คเขียนตัวเลขไว้ถึงแปดแสนบาททำเอาลูกน้องของการันต์ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ จนกระทั่งมีคนเข้ามาใหม่อีกสองคน คนหนึ่งเป็นผู้ชาย อีกคนเป็นผู้หญิง“กูนึกว่ามึงจะขี้คลาดไม่กล้ามาแล้วเสียอีก ไอ้พันไมล์”“กูไม่ใช่มึงที่แข่งแพ้ไปหลายรอบ แ
สองขาเล็กเดินไปตามทางในโรงเรียนเรื่อย ๆ จนมาถึงห้องอนุบาลสาม ที่มีป้ายห้อยหน้าห้องว่า ‘ห้องเสือน้อย’ สองขาไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปด้านในทันที ภายในห้องมีเพื่อน ๆ มาถึงก่อนแล้วหลายคน พันปีเดินไปถึงโต๊ะของตัวเองพลางถอดกระเป๋าสะพายสีแดงออกแล้วห้อยไว้กับเก้าอี้ ก่อนจะเดินเอาปิ่นโตข้าวกลางวันไปวางไว้บนโต๊ะหลังห้อง“พี่ปีวันนี้เอาอายัยมากินหยอ” เด็กชายคนหนึ่งเดินเข้าหาพันปี พลางชะโงกมองกระเป๋าสีแดงด้วยความสงสัย“วันนี้แม่อัยทามข้าวคูมเฉือฉามฉีกับคายม้วนล่ะ” เอ่ยบอกด้วยความภูมิใจในอาหารของแม่อัยย์ แล้วหันไปมองกระเป๋าของเพื่อน “แย้วของฉยามล่ะ เอาอายัยมา”“วันนี้แม่ของเลาทามข้าวคูมหมีแยะ น่ากิงมาดเยยนะ” เด็กชายชื่อฉลามบอกให้เพื่อนฟังด้วยความภูมิใจเหมือนกัน“หึ ไม่เห็นจาน่ากิงเยย ของเยาน่ากิงกว่าอีก”แต่แล้วก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังทำให้ทั้งพันปีและฉลามหันไปมอง“ทามมายฉิงพูดแบบนี้ ของเยาแม่ทามให้เยยนะต้องน่ากินอยู่แย้ว” ฉลามตัวน้อยเถียงกลับ“พูดจาม่ายเพาะ แม่อัยบอกว่าม่ายน่าลัก” แม่อัยย์บอกพันปีมาแบบนี้ คนพูดจาไม่เพราะเป็นคนไม่น่ารัก พันปีจะเป็นคนน่ารัก ต้องพูดเพราะ ๆ“พี่ปีว่าเยาหยอ เยาน่า
ผ่านมาแล้วหลายปีนับตั้งแต่หนูอัยย์คลอดลูกชายคนโตอย่าง พันปี จนพันปีอายุได้สองขวบงานแต่งงานของทั้งสองก็ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยมีลูกชายเป็นคนจับมือพาหนูอัยย์มาส่งให้พันแสงเหมือนที่เขาคิดภาพเอาไว้ แน่นอนว่าในงานแต่งครั้งนี้เต็มไปด้วยเหล่าเพื่อนพ้องของทั้งสองคนรวมถึงมุกดาด้วยที่บินตรงกลับไทยเพื่อมางานของพันแสงกับหนูอัยย์โดยเฉพาะ นอกจากงานแต่งงานของทั้งสองแล้วข่าวดีอีกเรื่องก็คือ อาคเนย์กับเพลงพิณกำลังจะได้เป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เมื่อเพลงพิณตั้งท้องได้สองเดือนกว่า เรียกได้ว่าวันนั้นเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะตลอดทั้งงานแล้วหนึ่งปีหลังจากงานแต่งหนูอัยย์ก็ได้ตั้งท้องลูกคนที่สองอย่างพันไมล์ ทำเอาพันแสงดีใจร้องลั่นบ้านหลังทราบเรื่องและแน่นอนว่าทั้งสองมีประสบการณ์มาแล้วทำให้ท้องนี้เป็นเรื่องสบายๆ แต่จะมีแค่หนูอัยย์ที่แพ้ท้องแปลกไปหน่อยเพราะหนูอัยย์มักจะชอบแอบไปดมน้ำมันเครื่อง ใช่ ไม่ผิด ตอนหนูอัยย์ตั้งท้องพันไมล์เธอชอบดมกลิ่นน้ำมันเครื่องอีกทั้งยังชอบดูพวกรายการแข่งรถอีกด้วย ต่างจากตอนท้องพันปีที่เธอจะชอบกินผลไม้จากไร่ ดูท่าแล้วลูกชายทั้งสองจะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองไว้แล้วตั้งแต่ยั
ชิงช้าที่กำลังเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ นั้นหยุดชะงักลงทันทีเมื่อมือหนาของร่างสูงจับเข้าที่เชือก ก่อนจะเดินมาทรุดตัวนั่งยองตรงหน้าเด็กสาวเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอดหลายปี"......""หนูอัยย์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมหลายวันที่ผ่านมาถึงไม่ไปหาพี่พันแสงเลยล่ะคะ"พันแสงถามออกไปทันที วันนี้เขาตั้งใจมาหาเด็กสาวโด
นับจากวันนั้นที่พันแสงได้พาแฟนสาวมาแนะนำให้หนูอัยย์ได้รู้จัก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มห่างเหินกันมากขึ้น ในตอนเที่ยงหนูอัยย์นั้นไม่ได้ปั่นจักรยานเอาปิ่นโตไปให้พันแสงอีกแล้ว เพราะในวันหนึ่งเธอตั้งใจจะเอาอาหารเที่ยงที่เต็มไปด้วยของโปรดของอีกคนไปให้ ยอมปั่นจักรยานตากแดดในตอนเที่ยงวันเป็นระยะทางกว่
ช่วงค่ำเวลา 20.36 น.บ้านหลังเล็กของหนูอัยย์ก๊อก ก๊อก ก๊อก"หนูอัยย์ แม่ขอเข้าไปนะลูก หนูอัยย์" ฟ้าใสเคาะประตูห้องลูกสาวด้วยความเป็นห่วงโดยมีสามีอย่างปราบพิภพยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับถือชามข้าวต้มไว้ในมือเด็กสาวสะลึมสะลือลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงไฟจากด้านนอกส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างที่เปิดผ้
"สวัสดีค่ะ" มุกดายกมือไหว้พร้อมรอยยิ้ม"พ่อกับแม่มาเร็วจังเลยครับ นั่งก่อนสิครับ ป้าทมกำลังตั้งโต๊ะอาหารอยู่เลย" พันแสงผายมือให้พ่อกับแม่นั่งลงบนโซฟาข้างกัน"หนูอัยย์ก็อยู่ด้วยเหรอคะ" เจ้าจันทร์กล่าวทักทายหลานสาวที่นั่งอยู่ด้วย ก่อนที่เธอจะเดินไปนั่งข้างๆ พลางลูบหัวเล็กแผ่วเบาอย่างเอ็นดูจนลืมสังเกต







