Masukเช้าวันต่อมาที่บ้านของหนูอัยย์
ณ ไร่หิรัญโชคทรัพย์
เช้าวันนี้หนูอัยย์ตื่นมาตั้งแต่หกโมง ร่างบางเดินออกมาจากห้องนอนตรงมายังห้องครัว เพราะได้กลิ่นหอมของอาหารลอยคละคลุ้งออกมา เมื่อเดินมาถึงก็พบกับแม่ฟ้าที่กำลังทำอาหารเช้าอยู่
"อรุณสวัสดิ์จ้ะแม่ฟ้า ฟอด~" หนูอัยย์สวมกอดแม่ฟ้าจากด้านหลังก่อนจะหอมแก้มนุ่มอย่างออดอ้อนเหมือนตอนเด็ก ๆ
"ทำไมตื่นเช้าจังล่ะหนูอัยย์ แล้วเมื่อคืนนอนหลับหรือเปล่าลูก" ฟ้าใสปิดเตาแก๊สก่อนจะหันมามองลูกสาวพลางลูบศีรษะเล็กอย่างอ่อนโยน
"นอนหลับสบายดีจ้ะ แม่ฟ้าไม่ต้องเป็นห่วงนะจ๊ะ ว่าแต่กำลังทำอะไรอยู่เหรอจ๊ะ กลิ่นหอมเชียว" หนูอัยย์ทำท่างฟุดฟิดๆ ดมกลิ่นหอมจากหม้อใบใหญ่ที่ตั้งเตาไว้อยู่จนเรียกรอยยิ้มจากผู้เป็นแม่ได้
"แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ผัดผักแล้วก็ไข่เจียวกุ้งของโปรดหนูอัยย์ไงลูก"
"โห~ น่ากินทั้งนั้นเลยจ้ะ เดี๋ยวหนูอัยย์ช่วยนะจ๊ะ"
"เอาสิลูก งั้นหนูอัยย์ทำไข่เจียวดีไหม"
"ได้เลยจ้ะ รับรองว่าอร่อยแน่นอนจ้ะ"
เสียงพูดคุยของสองแม่ลูกดังแว่วออกมาจากห้องครัว ร่างสูงของหนุ่มวัยห้าสิบกว่ากำลังยืนมองด้วยรอยยิ้มกว้าง สายตาอบอุ่นทอดมองหญิงสาวทั้งสองคนที่เป็นดั่งหัวใจของปราบพิภพ และตอนนี้ดวงใจอีกครึ่งหนึ่งได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาหลังจากหายไปเจ็ดปีกว่า ทำให้เช้าวันนี้ของเขามีความสุขมากจริง ๆ
"เพื่อน ๆ ของหนูอัยย์จะมากี่โมงลูก" ฟ้าใสถามขึ้นขณะกำลังนั่งทานอาหารด้วยกันพลางตักผัดผักให้ลูกสาวกับสามีไปด้วย
"คงอีกสักพักจ้ะ"
"พากันมาสมัครงานที่นี่ใช่ไหมลูก" ปราบพิภพถามต่อ
"ใช่แล้วจ้ะ หนูอัยย์ ซีแล้วก็แอมจะสมัครงานที่รีสอร์ต ส่วนเพลงกับจินคงทำงานเกี่ยวกับไร่น่ะจ้ะ" หนูอัยย์อธิบายให้พ่อปราบฟัง
"ดีแล้วๆ ทำงานอยู่ใกล้ ๆ แบบนี้แม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก"
"จ้ะแม่ฟ้า"
"แล้วจะเข้าไปสมัครงานกันกี่โมงล่ะหนูอัยย์ พ่อจะได้โทรไปบอกพ่อเลี้ยงเอาไว้ เกิดเข้าไปหาแล้วคลาดกันจะเสียเวลาเอาได้" ปราบพิภพถามต่อ
"น่าจะช่วงสาย ๆ จ้ะ หลังจากนั้นหนูอัยย์จะพาเพื่อนไปเที่ยวดูไร่จ้ะ ไม่รู้ว่าจะเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่านะจ๊ะ"
"ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะลูก ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วนะหนูอัยย์" ฟ้าใสบอกพร้อมรอยยิ้ม
"พัฒนาไปเยอะมากเลยใช่ไหมจ๊ะ" หนูอัยย์ถามแล้วอมยิ้มนิดๆ
พี่พันแสงเก่งจังเลยจ้ะ
"ใช่ลูก เอาไว้หนูอัยย์ไปดูด้วยตาตัวเองนะ"
"จ้ะ"
ใบหน้าสวยมีรอยยิ้มประดับเมื่อเผลอนึกถึงใครบางคนอย่างลืมตัว จนไม่ได้สังเกตเลยว่าตอนนี้ปราบพิภพและฟ้าใสกำลังมองอยู่ ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรเพราะกลัวว่าลูกสาวของตัวเองจะอึดอัดเอาได้ จึงได้แต่นั่งอมยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วทานอาหารเช้าด้วยกันต่อ
ช่วงสายของวันเพลงพิณพร้อมด้วยจิน ซีและแอมก็เดินทางมาถึงบ้านของหนูอัยย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งห้าคนนั่งพูดคุยรวมถึงช่วยกันตรวจสอบเอกสารที่จะใช้ยื่นสมัครงาน ไม่นานนักทั้งหมดก็เดินออกมาจากบ้านของหนูอัยย์ ตลอดทางเดินนั้นเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก ใช้เวลาสักพักก็เดินมาถึงบ้านของพ่อเลี้ยงเจ้าของไร่หิรัญโชคทรัพย์
"บ้านใหญ่ม๊ากก คฤหาสน์แล้วหรือเปล่าแบบนี้" ซีนั้นตาลุกวาวเมื่อเดินมาถึงบ้านของพ่อเลี้ยง ซึ่งทั้งหมดต่างตกใจตาโตกับสิ่งที่ได้เห็น
"เมื่อกี้ก็นั่งรถผ่านมานะ แต่เพราะมองอีกทางเลยไม่ได้สังเกต แต่บ้านใหญ่มากจริง ๆ " จินเห็นด้วยกับเพื่อน ซึ่งหนูอัยย์ก็คิดเหมือนกันเพราะเมื่อวานเธอก็ผ่านทางนี้ แต่เพราะมองอีกฝั่งจนไม่ได้ทันสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลง
"พวกเราเข้าไปกันเถอะ" เพลงพิณพูดขึ้นเพื่อเรียกสติให้เพื่อนตัวเอง ก่อนที่ทั้งหมดจะค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดเพื่อเข้าไปยังตัวบ้าน
"พวกคุณเป็นใคร เข้ามาในบ้านนี้ทำไม" เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลังของทั้งห้าคน พร้อมกับมีผู้ชายอายุราว ๆ ยี่สิบกว่าปีเห็นจะได้ เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างหน้าด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความไม่พอใจ
"พวกเรามาสมัครงานค่ะ" หนูอัยย์บอกพร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตร คนนี้เป็นใครกัน ทำไมเธอไม่เคยเห็นเลย คงจะเป็นคนงานใหม่หรือเปล่านะ
"มาสมัครงานอย่างนั้นเหรอครับ" น้ำเสียงที่ดูแข็งกระด้างเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเสียงนุ่มๆ พร้อมกับส่งสายตาแพรวพราวมองมายังร่างบางตรงหน้าที่สวยสะพรั่งจนชวนให้ใจเต้นแรง
"ค่ะ"
"ได้นัดไว้ไหมครับ" ชายหนุ่มคนนั้นยังคงถามต่อ แต่ทว่าสายตากลับเบนไปยังเพลงพิณและแอมที่ยืนอยู่ด้วยก่อนจะฉีกยิ้มหวานให้ พลางคิดในใจว่าวันนี้เจอสาวสวยตั้งสามคนเชียว โชคดีของกูจริง ๆ
"คุณลุงปราบพิภพนัดเอาไว้แล้วครับ" จินพูดขึ้นเสียงดังเรียกให้ชายหนุ่มที่กำลังส่งสายตากรุ้มกริ่มให้เพื่อนสาวทั้งสามคนหันมามองเขา ก่อนที่ชายหนุ่มคนนั้นจะทำหน้าตาบึ้งตึงใส่ ไอ้นี่!! มันน่าจิ้มให้ตาแตก
"ยืนรอตรงนี้ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวจะไปบอกพ่อเลี้ยงให้" พูดจบก็หันหลังเดินเข้าไปในบ้านทันที
"เห็นสายตาที่มันมองไหม อยากจะเอานิ้วจิ้มตาให้บอดแม่ง!" จินพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
"ไม่เอาน่า เพิ่งมาวันแรกเองจะสร้างศัตรูแล้วเหรอ" แอมลูบบ่าของเพื่อนชายเบาๆ
"ทั้งสามคนก็ระวังตัวไว้ด้วยนะ เป็นผู้หญิงอย่าอยู่คนเดียวแล้วก็อย่าไปเข้าใกล้มันด้วย" จินเอ่ยเตือนเพื่อนสาวด้วยความเป็นห่วง
"จินไม่ต้องห่วงนะ ใจเย็น ๆ ก่อน" หนูอัยย์รับคำพร้อมกับเพลงพิณและแอมที่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
ทั้งห้าคนยืนรออยู่สักพักก่อนที่ชายคนเดิมจะเดินออกมาพร้อมพาพวกเขาไปนั่งรอที่ห้องรับแขกของบ้าน ร่างบางมองสำรวจไปทั่วบ้านใหม่หลังใหญ่ ทุก ๆ อย่างที่นี่เปลี่ยนไปหมดเลย เรียกว่าไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลยสักนิด อดสงสัยไม่ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า ทำไมถึงต้องสร้างบ้านใหม่แทนหลังเก่า
หนูอัยย์ที่ยังคงกวาดสายตามองไปทั่วพร้อมกับตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองจนได้ยินเสียงเปิดประตูห้องดังขึ้นพร้อมร่างสูงโปร่งที่กำลังเดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างามและน่าเกรงขาม
ใจดวงน้อยเต้นถี่รัวขึ้นมาทันทียามเงยหน้าแล้วเผลอสบตากับอีกฝ่าย ส่วนเจ้าของร่างสูงที่เดินเข้ามานั้นก็ชะงักเล็กน้อย นัยน์ตาคมมองหน้าหญิงสาวคนหนึ่งด้วยความสงสัยเพราะรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกก่อนจะสลัดความคิดในหัวออกไปแล้วมอบรอยยิ้มให้กับเด็กๆ ที่ลุกขึ้นยืนอยู่อย่างนอบน้อมให้เขา
"นั่งลงเถอะ ไม่ต้องเกร็ง" น้ำเสียงทุ้มบอกก่อนที่ร่างสูงจะนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับเด็กทั้งห้าคน
ร่างบางที่ตอนนี้ตื่นเต้นไปหมดจนทำตัวไม่ถูก หัวใจเต้นระรัวจนรู้สึกเจ็บอก พยายามอย่างมากที่จะไม่เงยหน้ามองอีกคน มือบางจิกต้นขาตัวเองอย่างแรงจนน่าจะขึ้นรอยแดงอย่างแน่นอน และเป็นเพลงพิณที่นั่งข้างกันสังเกตเห็นจึงเอื้อมมือไปกุมมือของเพื่อนตัวเล็กเอาไว้แล้วส่งยิ้มให้ หนูอัยย์รู้สึกขอบคุณเพื่อนสาวที่คอยเตือนสติเธอตลอดมาตั้งแต่เด็ก ๆ
เอาวะหนูอัยย์! เป็นไงเป็นกัน หนีไปตั้งเจ็ดปีแล้วแต่ก็ยังตัดใจไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็เผชิญหน้าให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยแล้วกัน!
อคิราห์ในวัยสิบห้าปีมองตามร่างเล็กที่วิ่งออกไป ทำไมเขาจะมองไม่ออกว่าอัญรินชอบเขามากกว่าพี่ชายและดูเหมือนว่าเจ้าตัวคงยังไม่รู้ เพราะแม้อายุของเราจะห่างกันแค่สามปี ซ้ำยังเติบโตมาด้วยกันอีกต่างหาก อาจจะทำให้อัญรินคิดว่าทุกวันนี้เธอเพียงแค่ติดพี่ชายข้างไร่แบบเขา ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจเลยที่อีกคนมอบความรักให้ เขาดีใจด้วยซ้ำไป แต่เพราะว่าอัญรินยังเด็ก ทั้งเขาและเธอยังต้องเติบโตอีกเยอะ เขาไม่อยากให้อีกคนยึดติดมากเกินหากว่าวันหนึ่งต้องแยกย้ายกันไปจมอยู่กับความคิดของตัวเองสักพักหนึ่ง แล้วค่อยลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำเพราะไม่อยากให้ร่างเล็กต้องยืนรอนาน ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ อคิราห์ก็จัดการธุระส่วนตัวของตัวเองเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนออกแล้วก็พบอัญริน เขาจึงได้เอ่ยเสียงอ่อน“เราลงไปข้างล่างกัน”“จ้ะพี่คิน”ร่างเล็กรีบเดินเข้ามาขนาบข้างกับร่างสูงด้วยรอยยิ้มหวานเหมือนเดิม อคิราห์เหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของคนตัวเล็กกว่า แววตาฉายแววบางอย่างออกมาวูบหนึ่งแล้วก็หายไป“ลงมากันแล้วเหรอลูก น้องอัญทานข้าวเช้ามาหรือยังคะ” เพลงพิณทักขึ้นเมื่อเห็นเด็กทั้งสองเดินลงมาด้านล่า
เด็กสาวตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้ม ปากนิดจมูกน้อย ผมยาวจนถึงกลางหลังอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขายาวกำลังปั่นจักรยานไปตามทางจาก ไร่หิรัญโชคทรัพย์ เพื่อไป ฟาร์มอาคเนย์ ที่อยู่ติดกันพร้อมกับหอบหิ้วผลไม้มากมายไปฝาก ‘พี่ชายข้างไร่’ เหมือนอย่างเคยอัญริน หิรัญโชคทรัพย์ ลูกสาวคนเดียวของพันแสงกับหนูอัยย์ ซ้ำยังเป็นลูกสาวที่พ่อหวงมาก มากชนิดที่ว่าพันแสงแทบจะกันผู้ชายทุกคนที่มาเข้าใกล้ลูกสาวไม่ว่าคนนั้นจะอายุเท่าไหร่ พันแสงก็ไม่สน โดยเฉพาะลูกชายของเพื่อนสนิทอย่างอาคเนย์ พันแสงถึงกลับสั่งห้ามไม่ให้ไอ้เนย์พาลูกมันมาหาเขาที่ไร่เลยละเรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มในตอนที่น้องอัญอายุได้แค่สองเดือนกว่า วันนั้นเพลงพิณพาลูกชายอย่างน้องคินหรือ ‘อคิราห์’ มาเยี่ยมที่บ้าน เด็กชายวัยสามขวบจ้องตากลมแป๋วของเด็กตัวเล็กที่นอนดุ๊กดิ๊กอยู่ในเบาะสำหรับเด็กทารก เจ้าตัวลองยื่นนิ้วชี้เข้าไปใกล้หวังจะจิ้มแก้มกลม แต่แล้วก็ถูกจับเอาไว้พร้อมกำแน่น ปากเล็กแย้มยิ้มโชว์เหงือกแดงของตัวเองให้ดู ทันใดนั้นเส้นด้ายสีแดงก็ปรากฎขึ้นจากปลายนิ้วก้อยของเด็กสองเดือนก่อนจะลากมาพันกับปลายนิ้วก้อยของเด็กวัยสามขวบจนเจ้าตัวสงสัยจึงกระตุกชายเสื้อผู้เป็นแม
ร่างสูงจอดรถพลางวาดขายาวลงจากรถคันโปรด ถอดหมวกกันน็อกออกสะบัดผมสีควันบุหรี่เล็กน้อยก่อนจะเสยขึ้นอย่างลวก ๆ เหล่าเพื่อนพ้องต่างวิ่งเข้ามาหาด้วยความดีใจ ต่างจากคู่แข่งอย่างการันต์ที่เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าโกรธเคือง“มึงขี้โกงไอ้พันไมล์!!” ผลักไหล่หนาอย่างฉุนเฉียว จ้องเขม็งอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ“เฮ้ย ๆ แพ้แล้วอย่าพาลไอ้รันต์” ขุนพลเพื่อนสนิทในกลุ่มของพันไมล์เข้ามาผลักไหล่การันต์ให้ออกห่างเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะต่อยเพื่อนของเขา“กูก็บอกแล้วว่าคนอย่างมึง ไม่มีวันชนะกูได้ถ้ามึงไม่พยายามฝึกฝนตัวเองให้มากกว่านี้ แล้วอย่าคิดว่ากูไม่รู้ว่าครั้งนี้มึงใช้วิธีสกปรกอย่างยิงเลเซอร์เข้าตากูตอนเข้าโค้ง” พันไมล์เดินเข้าไปหาการันต์ ดวงตาคมกริบเข้มขึ้นจ้องหน้าอีกฝ่ายพลางยกยิ้มมุมปาก “หวังว่าครั้งหน้ามึงจะเป็นมืออาชีพพอไม่ใช้วิธีแบบคนขี้แพ้ ส่วนแฟนสาวของมึง กูขอรับไปก่อนแล้วกัน”ร่างสูงโปร่งพูดจบก็เดินกระแทกไหล่การันต์ไปคว้าข้อมือหญิงสาวที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ลงมาทันทีแล้วเดินผ่านหน้าการันต์ไปจนอีกฝ่ายได้แต่กำมือแน่น ความโกรธเกรี้ยวปรากฏชัดบนใบหน้า มองตามหลังทั้งสองเขม็งก่อนจะตะโกนร้องออกมาเสียงดัง หมวกกันน็อกในมื
สนามแข่งรถแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เวลาใกล้จะเที่ยงคืน เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มก้องไปทั่วบริเวณ คลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาวมากหน้าหลายตา แต่ละคนมีเทสในการแต่งตัวที่ดีเยี่ยมเป็นจุดดึงดูดสายตาได้ดี โดยเฉพาะร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา ผมสีควันบุหรี่ นัยน์ตาคมกริบสีน้ำตาล จมูกโด่งเป็นสันคม อีกทั้งยังเจาะหูด้วยตุ้มหูไม้กางเขนที่ติ่งหูข้างซ้ายยิ่งเสริมให้ พันไมล์ ดูดีมากยิ่งขึ้น“ไอ้เวรการันต์มันนัดกูมา แล้วมันหายหัวไปไหนแล้วล่ะ” น้ำเสียงทุ้มเข้มถามขึ้นหลังเดินเข้ามาด้านในห้องหนึ่งของสนามแข่งรถ ร่างสูงหยุดยืนประจันหน้ากับเหล่าวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง“มึงรอก่อนได้ไหมล่ะ ลูกพี่รันต์ของกูกำลังไปเอาของพนันมาอยู่” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นลูกน้องของการันต์บอกกับพันไมล์ “ว่าแต่มึงเถอะ ไหนเงินพนันห้าแสน”“หึ” แค่นหัวเราะในลำคอหนึ่งทีก่อนจะล้วงเอาเช็คเงินสดจากกางเกงยีนของตัวเอง บนเช็คเขียนตัวเลขไว้ถึงแปดแสนบาททำเอาลูกน้องของการันต์ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ จนกระทั่งมีคนเข้ามาใหม่อีกสองคน คนหนึ่งเป็นผู้ชาย อีกคนเป็นผู้หญิง“กูนึกว่ามึงจะขี้คลาดไม่กล้ามาแล้วเสียอีก ไอ้พันไมล์”“กูไม่ใช่มึงที่แข่งแพ้ไปหลายรอบ แ
สองขาเล็กเดินไปตามทางในโรงเรียนเรื่อย ๆ จนมาถึงห้องอนุบาลสาม ที่มีป้ายห้อยหน้าห้องว่า ‘ห้องเสือน้อย’ สองขาไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปด้านในทันที ภายในห้องมีเพื่อน ๆ มาถึงก่อนแล้วหลายคน พันปีเดินไปถึงโต๊ะของตัวเองพลางถอดกระเป๋าสะพายสีแดงออกแล้วห้อยไว้กับเก้าอี้ ก่อนจะเดินเอาปิ่นโตข้าวกลางวันไปวางไว้บนโต๊ะหลังห้อง“พี่ปีวันนี้เอาอายัยมากินหยอ” เด็กชายคนหนึ่งเดินเข้าหาพันปี พลางชะโงกมองกระเป๋าสีแดงด้วยความสงสัย“วันนี้แม่อัยทามข้าวคูมเฉือฉามฉีกับคายม้วนล่ะ” เอ่ยบอกด้วยความภูมิใจในอาหารของแม่อัยย์ แล้วหันไปมองกระเป๋าของเพื่อน “แย้วของฉยามล่ะ เอาอายัยมา”“วันนี้แม่ของเลาทามข้าวคูมหมีแยะ น่ากิงมาดเยยนะ” เด็กชายชื่อฉลามบอกให้เพื่อนฟังด้วยความภูมิใจเหมือนกัน“หึ ไม่เห็นจาน่ากิงเยย ของเยาน่ากิงกว่าอีก”แต่แล้วก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังทำให้ทั้งพันปีและฉลามหันไปมอง“ทามมายฉิงพูดแบบนี้ ของเยาแม่ทามให้เยยนะต้องน่ากินอยู่แย้ว” ฉลามตัวน้อยเถียงกลับ“พูดจาม่ายเพาะ แม่อัยบอกว่าม่ายน่าลัก” แม่อัยย์บอกพันปีมาแบบนี้ คนพูดจาไม่เพราะเป็นคนไม่น่ารัก พันปีจะเป็นคนน่ารัก ต้องพูดเพราะ ๆ“พี่ปีว่าเยาหยอ เยาน่า
ผ่านมาแล้วหลายปีนับตั้งแต่หนูอัยย์คลอดลูกชายคนโตอย่าง พันปี จนพันปีอายุได้สองขวบงานแต่งงานของทั้งสองก็ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยมีลูกชายเป็นคนจับมือพาหนูอัยย์มาส่งให้พันแสงเหมือนที่เขาคิดภาพเอาไว้ แน่นอนว่าในงานแต่งครั้งนี้เต็มไปด้วยเหล่าเพื่อนพ้องของทั้งสองคนรวมถึงมุกดาด้วยที่บินตรงกลับไทยเพื่อมางานของพันแสงกับหนูอัยย์โดยเฉพาะ นอกจากงานแต่งงานของทั้งสองแล้วข่าวดีอีกเรื่องก็คือ อาคเนย์กับเพลงพิณกำลังจะได้เป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เมื่อเพลงพิณตั้งท้องได้สองเดือนกว่า เรียกได้ว่าวันนั้นเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะตลอดทั้งงานแล้วหนึ่งปีหลังจากงานแต่งหนูอัยย์ก็ได้ตั้งท้องลูกคนที่สองอย่างพันไมล์ ทำเอาพันแสงดีใจร้องลั่นบ้านหลังทราบเรื่องและแน่นอนว่าทั้งสองมีประสบการณ์มาแล้วทำให้ท้องนี้เป็นเรื่องสบายๆ แต่จะมีแค่หนูอัยย์ที่แพ้ท้องแปลกไปหน่อยเพราะหนูอัยย์มักจะชอบแอบไปดมน้ำมันเครื่อง ใช่ ไม่ผิด ตอนหนูอัยย์ตั้งท้องพันไมล์เธอชอบดมกลิ่นน้ำมันเครื่องอีกทั้งยังชอบดูพวกรายการแข่งรถอีกด้วย ต่างจากตอนท้องพันปีที่เธอจะชอบกินผลไม้จากไร่ ดูท่าแล้วลูกชายทั้งสองจะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองไว้แล้วตั้งแต่ยั
คำเตือน : มีการกล่าวถึงผู้ที่มีสัมผัสพิเศษที่ 6 โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านคอนโดของหนูอัยย์ในกรุงเทพฯห้องชุดขนาดกลางของคอนโดแห่งหนึ่ง พื้นที่ภายในถูกแบ่งออกเป็นสัดเป็นส่วนอย่างพอเหมาะ ประกอบไปด้วยห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำและห้องนอนจำนวนสองห้องด้วยกันปัจจุบันหนูอัยย์อาศัยอยู่ที่นี่กับเพลงพิณสอง
คำเตือน : มีการกล่าวถึงผู้ที่มีสัมผัสพิเศษที่ 6 โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านหนูอัยย์ในชุดนักเรียนมัธยมปลายกำลังเดินเข้าโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนสนิทอย่างเพลงพิณ ทั้งสองสาวเดินควงแขนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มทำให้เป็นที่สนใจของคนอื่นๆ เพราะเป็นนักเรียนใหม่ที่มาเข้าเรียน ซึ่งต่างจากทุก
"พี่พันแสงแกล้งหนูอัยย์เหรอจ๊ะ!""ก็หนูอัยย์ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ แล้วยังซ่อนอะไรไว้ด้านหลังด้วยน่ะ พี่ก็นึกว่าหนูอัยย์เข้ามาแอบหยิบสตรอว์เบอร์รีกินน่ะสิคะ" พันแสงอธิบาย"หนูอัยย์ไม่ได้เข้ามาขโมยสตรอว์เบอร์รีจ้ะ"หนูอัยย์ตอบกลับเสียงแผ่ว พลางเหลือบตามองร่างสูงในชุดเจ้าบ่าวที่ยืนกอดอกพิงสะโพกกับเคาน์เตอร
คำเตือน : มีการกล่าวถึงผู้ที่มีสัมผัสพิเศษที่ 6 และแล้วก็มาถึงวันแต่งงานของพ่อเลี้ยงพันแสง เจ้าของไร่หิรัญโชคทรัพย์กับแฟนสาวอย่างมุกดา งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ผู้คนในจังหวัดเชียงรายต่างมาร่วมแสดงความยินดีกับพ่อเลี้ยงพันแสงกันอย่างล้นหลามภายในงานแต่งนั้นอบอวลไปด้วยความรักของบ่าวสาวที่กำ







