เข้าสู่ระบบคำเตือน : มีการกล่าวถึงผู้ที่มีสัมผัสพิเศษที่ 6 โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
หนูอัยย์ในชุดนักเรียนมัธยมปลายกำลังเดินเข้าโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนสนิทอย่างเพลงพิณ ทั้งสองสาวเดินควงแขนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มทำให้เป็นที่สนใจของคนอื่นๆ เพราะเป็นนักเรียนใหม่ที่มาเข้าเรียน ซึ่งต่างจากทุกคนที่เข้าเรียนตั้งแต่มอต้น แต่ก็ไม่ได้แปลกมากนักถ้าหากจะมีนักเรียนใหม่เข้ามาเรียนในชั้นมอปลายแบบนี้
แต่ทว่าด้วยหน้าตาของทั้งสองคนกลับโดดเด่นจนทำให้คนอื่น ๆ ให้ความสนใจตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเรียน
รวมถึงข่าวลือแปลก ๆ เกี่ยวกับทั้งสองคน โดยเฉพาะกับเพลงพิณที่มักจะพูดคนเดียวอยู่เกือบตลอดเวลา ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าหามากเท่าที่ควร แต่สองสาวก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ดีเสียอีกจะได้ไม่วุ่นวายจนน่าปวดหัว
"ทางนี้ ๆ!"
เสียงตะโกนดังลั่นไปทั่วโรงอาหารในยามเช้า เป็นเสียงเรียกจากเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีหน้าตาจิ้มลิ้มกำลังลุกขึ้นโบกไม้โบกมือให้เพื่อนสาว ข้าง ๆ กันก็เป็นเพื่อนผู้ชายอีกคนกำลังกลอกตามองบนอย่างรำคาญเพราะเสียงตะโกนนั้นเรียกความสนใจทั่วโรงอาหารให้หันมามองได้
"นั่งลงได้แล้วมั้ง หนูอัยย์กับเพลงเห็นแล้ว" ผู้ชายอีกคนบอกพลางดึงแขนเพื่อนตัวเองให้นั่งลงเพราะเริ่มอายที่มีคนมอง
"อะไรอ่า ขัดใจจังเลยนะ จินเนี่ย" ผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้มแสดงอาการไม่พอใจออกมาเพราะโดนดึงให้นั่งลง
"คนมองหมดแล้ว ไม่อายบ้างหรือไง" จินบอกพร้อมทำหน้าตาเอือม ๆ เพื่อนตัวเอง
"แล้วไงใครแคร์ อยากมองก็มองไปสิ"
"เฮ้อ"
"ทำไมจินนั่งกุมขมับแบบนี้ล่ะ" หนูอัยย์ถามขึ้นเมื่อเดินมาถึงโต๊ะที่เพื่อน ๆ นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ร่างเล็กนั่งลงฝั่งตรงข้ามพร้อมกับเพลงพิณ
"ก็จินน่ะสิ อายที่มีคนมอง"
"เขามองเพราะซีเสียงดังต่างหากเล่า" จินพูดต่อทันทีเมื่อซีเริ่มฟ้องเพื่อนสาวทั้งสองคน
"เอ้าเหรอ ไม่รู้เลยนะเนี่ย" ซีทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
"กวนประสาทจริง" จินบ่นซีทันที
หนูอัยย์มองหน้าเพื่อนใหม่ทั้งสองคนที่กำลังทะเลาะกันราวกับมันเป็นเรื่องปกติของทั้งสองที่จะต้องประชันฝีปากกัน ไม่งั้นคงนอนไม่หลับแน่
เดือนกว่าแล้วที่หนูอัยย์ย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ เพราะสภาพแวดล้อมและสังคมใหม่ทำให้เธอต้องปรับตัวพอสมควร แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าโดดเดี่ยวมากเท่าไหร่ คงเพราะมีเพลงพิณมาอยู่ด้วย ช่วงแรก ๆ เธอร้องห่มร้องไห้โทรไปหาแม่ฟ้ากับพ่อปราบทุกคืนเพราะคิดถึงพวกท่านทั้งสอง อีกใจหนึ่งก็คิดถึงพี่ชายคนสนิทมากเหมือนกัน
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่หนูอัยย์ก็ไม่ได้ทราบเรื่องราวของพันแสงอีกเลย เรียกได้ว่าหักดิบกันเลยทีเดียว ไม่รับรู้ ไม่เอ่ยชื่อ ไม่พูดถึงเลย ซึ่งทั้งแม่ฟ้า พ่อปราบและเพลงพิณเองก็เลี่ยงที่จะพูดถึงเหมือนกัน
เล่นหักดิบแบบนี้ หนูอัยย์จะตัดใจได้อย่างนั้นเหรอ? บอกเลยว่าไม่ได้! ไม่ได้เลยสักนิดเดียว! เธอยังคงคิดถึงอีกคนอยู่ตลอดจนบางครั้งก็เหม่อลอยแบบไม่รู้ตัว คิดถึงทีไรรอบดวงตาก็ร้อนขึ้นทุกที แล้วสุดท้ายก็ต้องจบลงที่นอนร้องไห้ในห้องคนเดียว
...ความรักที่ไม่สมหวังมันเจ็บแบบนี้นี่เองสินะ ตอนนี้หนูอัยย์รับรู้ความรู้สึกนั้นแล้ว
"นี่ๆ ถัดจากโรงเรียนเราไปมีคาเฟมาเปิดใหม่ด้วยนะ เลิกเรียนแล้วเราไปกันไหม ไปนะ ๆ" ซีพูดขึ้นมาขณะที่ทั้งคนนั่งทานข้าวเช้ากันอยู่
"ยังไม่ทันได้เข้าเรียน คิดถึงไปตอนเลิกเรียนแล้วเหรอ" จินพูดต่อจนซีที่ได้ยินก็หน้ายู่เพราะโดนขัดใจ
"แล้วจะทะมะ" ซีทำหน้าตายียวนใส่จิน และสุดท้ายก็โดนเพื่อนตัวเองผลักหัวเข้าให้ข้อหาทำตัวกวนประสาท
"ทั้งสองคนอย่าเพิ่งทะเลาะกันสิ เลิกเรียนแล้วไปด้วยกันก็ได้" หนูอัยย์บอกพร้อมยกมือห้ามเพื่อนทั้งสองที่กำลังมอบขนมตุ้บตั้บใส่กันอีกแล้ว
"หนูอัยย์น่ารักที่สุดเลย ไม่เหมือนใครบางคน เหอะ!" ซีพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะหันไปบึนปากใส่จินจนหนูอัยย์ที่เห็นแบบนั้นก็ต้องหัวเราะออกมา ส่วนเพลงพิณก็นั่งมองอย่างปลงๆ
"ขอโทษนะครับ"
ก่อนที่จะพูดคุยกันต่อก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาที่โต๊ะของหนูอัยย์ ทั้งสี่คนหันไปมองด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ซีจึงหันไปกระซิบกระซาบกับจินเสียงเบา
"มาขอไลน์หนูอัยย์แน่เลย" แน่นอนว่าซีโดนจินตีเบาๆ ที่แขนเพื่อห้ามปราบ
"คือ.. พี่อยากขอไลน์น้องอัยย์ได้ไหมครับ"
สิ้นเสียงพูดของผู้ชายคนนั้น ซีที่ได้ยินก็พึมพำออกมาว่า 'นั่นไงล่ะว่าแล้วเชียว' พร้อมกับตบเข่าตัวเองไปหนึ่งฉาดเบาๆ ส่วนหนูอัยย์เองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เพราะไม่รู้ว่าต้องปฏิเสธไปอย่างไรดี
"ขอโทษนะครับ เพื่อนผมไม่สะดวกให้ไลน์พี่" เป็นจินที่บอกแทนหนูอัยย์ เพราะเพื่อนตัวเล็กคนนี้ของเขาไม่กล้าปฏิเสธเองแน่ ๆ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดแทนเพื่อนสาว
"พี่ขอไลน์น้องอัยย์ครับไม่ได้ขอน้อง ไม่ต้องมาตอบแทน น้องอัยย์ยังไม่ได้พูดสักคำ น้องก็อย่าเสือกครับ" ผู้ชายคนนั้นหันมาบอกกับจินด้วยสีหน้าไม่พอใจที่โดนขัด
"อ้าวเฮ้ย! อยู่ ๆ ก็มาด่าผม พี่เป็นอะไรมากไหมครับ ถ้าพี่ลองมาหน้าเพื่อนผมสักนิดคงเห็นว่าอัยย์ไม่สะดวกให้ไลน์พี่จริงๆ ตื๊อมากๆ มันน่ารำคาญนะครับ" จินพูดเสียงดังพลางจ้องหน้ารุ่นพี่อย่างไม่เกรงกลัว อายุมากกว่าแค่ปีเดียวทำกร่างมาด่ารุ่นน้อง เขาก็สู้นะเว้ย! บอกเลย
"หนวกหูจัง" เพลงพิณพูดขึ้นอย่างรำคาญ ก่อนจะหันมามองหน้ารุ่นพี่ผู้ชายนิ่งๆ จนอีกคนทำตัวไม่ถูก ลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ทั้งหนูอัยย์ จินและซีต่างมองอย่างสงสัย มองใบหน้าของทั้งสองคนที่จ้องกันไปมา
"เพลงเป็นอะไรหรือเปล่า" หนูอัยย์จับแขนเพื่อนสาวที่จ้องหน้ารุ่นพี่นิ่งๆ ไม่พูดอะไรจนทำให้บรรยากาศทั่วโรงอาหารเงียบสงัดและรู้สึกเย็นวูบวาบ ซีที่ตอนนี้เกาะแขนจินเอาไว้แน่นเพราะอยู่ ๆ ตัวเขาก็ขนลุกซู่ไปทั่วร่าง ซึ่งจินเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน
"เมื่อสามวันก่อน รุ่นพี่ได้ขับรถผ่านทางสามแพร่งแล้วเตะถาดอาหารที่วางไว้ตรงมุมเสาไฟฟ้าใช่ไหมคะ" เพลงพิณพูดออกมาเสียงเรียบนิ่งพลางมองหน้ารุ่นพี่ตัวสูงก่อนจะเบนสายตาไปมองยังด้านหลังของรุ่นพี่
"พะ..พูดเรื่องอะไร! อย่ามาพูดมั่วๆ นะเว้ย!!" คนโดนกล่าวหาตะคอกเสียงดังลั่นด้วยความตกใจ เหงื่อเริ่มผุดขึ้นตามใบหน้าพร้อมยกมือสั่นเทาชี้หน้าเพลงพิณไปด้วย
"ไปเตะของกินของพวกเขาซ้ำยังลบหลู่ ตอนนี้พวกเขากำลังจะมาเอาคืนพี่นะคะ" เพลงพิณยังพูดต่อ
"มึงพูดอะไรไอ้เหี้ย!! มึงมันประหลาด เป็นปีศาจ แม่มด!!"
"ไม่เกินเจ็ดวัน ถ้าพี่และเพื่อนๆ ยังไม่ไปขอขมา พวกเขาจะมาเอาชีวิต"
"มึงมันเป็นแม่มด ประหลาด!! เพราะแบบนี้ไงพวกมึงถึงไม่มีใครคบ พวกมึงมันบ้า!!" รุ่นพี่ที่ในตอนนี้ดูเหมือนคนสติแตก ร้องตะโกนโวยวาย ชี้หน้าทั้งสี่คนด้วยความหวาดกลัวและตกใจ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากโรงอาหารทันที
หนูอัยย์ที่เห็นเพลงพิณส่ายหน้าอย่างปลงๆ สายตามองตามหลังรุ่นพี่คนนั้นไป ก่อนที่เธอจะหันมามองเพื่อนอีกสองคนที่นั่งกอดกันตัวกลมอย่างหวาดกลัวส่งเสียงร้องฮือๆ ออกมาเหมือนจะร้องไห้จนเธอต้องอมยิ้มขำ วันๆ หนึ่งของเธอมักจะมีเรื่องแปลกๆ แบบนี้อยู่เสมอและมันก็ทำให้เธอไม่คิดฟุ้งซ่านถึงคนในใจมากเกินไป
และหลังจากเหตุการณ์ที่โรงอาหารในวันนั้น สามวันต่อมาถึงได้ข่าวว่ารุ่นพี่คนนั้นโดนรถชนอาการสาหัส ซ้ำยังพูดจาเพ้อเจ้อว่าจะมีคนมาพาตัวไปจนครอบครัวต้องพาไปวัด ซึ่งพระท่านก็บอกแบบเดียวกับที่เพลงพิณได้พูดออกไปแบบเป๊ะๆ ทำให้ตั้งแต่วันนั้นจวบจนจบการศึกษาในชั้นมัธยมปลายของหนูอัยย์ทั้งสามปี ผ่านไปอย่างเงียบสงบ ไม่มีคนมาวุ่นวายอีกเลย
อคิราห์ในวัยสิบห้าปีมองตามร่างเล็กที่วิ่งออกไป ทำไมเขาจะมองไม่ออกว่าอัญรินชอบเขามากกว่าพี่ชายและดูเหมือนว่าเจ้าตัวคงยังไม่รู้ เพราะแม้อายุของเราจะห่างกันแค่สามปี ซ้ำยังเติบโตมาด้วยกันอีกต่างหาก อาจจะทำให้อัญรินคิดว่าทุกวันนี้เธอเพียงแค่ติดพี่ชายข้างไร่แบบเขา ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจเลยที่อีกคนมอบความรักให้ เขาดีใจด้วยซ้ำไป แต่เพราะว่าอัญรินยังเด็ก ทั้งเขาและเธอยังต้องเติบโตอีกเยอะ เขาไม่อยากให้อีกคนยึดติดมากเกินหากว่าวันหนึ่งต้องแยกย้ายกันไปจมอยู่กับความคิดของตัวเองสักพักหนึ่ง แล้วค่อยลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำเพราะไม่อยากให้ร่างเล็กต้องยืนรอนาน ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ อคิราห์ก็จัดการธุระส่วนตัวของตัวเองเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนออกแล้วก็พบอัญริน เขาจึงได้เอ่ยเสียงอ่อน“เราลงไปข้างล่างกัน”“จ้ะพี่คิน”ร่างเล็กรีบเดินเข้ามาขนาบข้างกับร่างสูงด้วยรอยยิ้มหวานเหมือนเดิม อคิราห์เหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของคนตัวเล็กกว่า แววตาฉายแววบางอย่างออกมาวูบหนึ่งแล้วก็หายไป“ลงมากันแล้วเหรอลูก น้องอัญทานข้าวเช้ามาหรือยังคะ” เพลงพิณทักขึ้นเมื่อเห็นเด็กทั้งสองเดินลงมาด้านล่า
เด็กสาวตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้ม ปากนิดจมูกน้อย ผมยาวจนถึงกลางหลังอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขายาวกำลังปั่นจักรยานไปตามทางจาก ไร่หิรัญโชคทรัพย์ เพื่อไป ฟาร์มอาคเนย์ ที่อยู่ติดกันพร้อมกับหอบหิ้วผลไม้มากมายไปฝาก ‘พี่ชายข้างไร่’ เหมือนอย่างเคยอัญริน หิรัญโชคทรัพย์ ลูกสาวคนเดียวของพันแสงกับหนูอัยย์ ซ้ำยังเป็นลูกสาวที่พ่อหวงมาก มากชนิดที่ว่าพันแสงแทบจะกันผู้ชายทุกคนที่มาเข้าใกล้ลูกสาวไม่ว่าคนนั้นจะอายุเท่าไหร่ พันแสงก็ไม่สน โดยเฉพาะลูกชายของเพื่อนสนิทอย่างอาคเนย์ พันแสงถึงกลับสั่งห้ามไม่ให้ไอ้เนย์พาลูกมันมาหาเขาที่ไร่เลยละเรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มในตอนที่น้องอัญอายุได้แค่สองเดือนกว่า วันนั้นเพลงพิณพาลูกชายอย่างน้องคินหรือ ‘อคิราห์’ มาเยี่ยมที่บ้าน เด็กชายวัยสามขวบจ้องตากลมแป๋วของเด็กตัวเล็กที่นอนดุ๊กดิ๊กอยู่ในเบาะสำหรับเด็กทารก เจ้าตัวลองยื่นนิ้วชี้เข้าไปใกล้หวังจะจิ้มแก้มกลม แต่แล้วก็ถูกจับเอาไว้พร้อมกำแน่น ปากเล็กแย้มยิ้มโชว์เหงือกแดงของตัวเองให้ดู ทันใดนั้นเส้นด้ายสีแดงก็ปรากฎขึ้นจากปลายนิ้วก้อยของเด็กสองเดือนก่อนจะลากมาพันกับปลายนิ้วก้อยของเด็กวัยสามขวบจนเจ้าตัวสงสัยจึงกระตุกชายเสื้อผู้เป็นแม
ร่างสูงจอดรถพลางวาดขายาวลงจากรถคันโปรด ถอดหมวกกันน็อกออกสะบัดผมสีควันบุหรี่เล็กน้อยก่อนจะเสยขึ้นอย่างลวก ๆ เหล่าเพื่อนพ้องต่างวิ่งเข้ามาหาด้วยความดีใจ ต่างจากคู่แข่งอย่างการันต์ที่เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าโกรธเคือง“มึงขี้โกงไอ้พันไมล์!!” ผลักไหล่หนาอย่างฉุนเฉียว จ้องเขม็งอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ“เฮ้ย ๆ แพ้แล้วอย่าพาลไอ้รันต์” ขุนพลเพื่อนสนิทในกลุ่มของพันไมล์เข้ามาผลักไหล่การันต์ให้ออกห่างเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะต่อยเพื่อนของเขา“กูก็บอกแล้วว่าคนอย่างมึง ไม่มีวันชนะกูได้ถ้ามึงไม่พยายามฝึกฝนตัวเองให้มากกว่านี้ แล้วอย่าคิดว่ากูไม่รู้ว่าครั้งนี้มึงใช้วิธีสกปรกอย่างยิงเลเซอร์เข้าตากูตอนเข้าโค้ง” พันไมล์เดินเข้าไปหาการันต์ ดวงตาคมกริบเข้มขึ้นจ้องหน้าอีกฝ่ายพลางยกยิ้มมุมปาก “หวังว่าครั้งหน้ามึงจะเป็นมืออาชีพพอไม่ใช้วิธีแบบคนขี้แพ้ ส่วนแฟนสาวของมึง กูขอรับไปก่อนแล้วกัน”ร่างสูงโปร่งพูดจบก็เดินกระแทกไหล่การันต์ไปคว้าข้อมือหญิงสาวที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ลงมาทันทีแล้วเดินผ่านหน้าการันต์ไปจนอีกฝ่ายได้แต่กำมือแน่น ความโกรธเกรี้ยวปรากฏชัดบนใบหน้า มองตามหลังทั้งสองเขม็งก่อนจะตะโกนร้องออกมาเสียงดัง หมวกกันน็อกในมื
สนามแข่งรถแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เวลาใกล้จะเที่ยงคืน เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มก้องไปทั่วบริเวณ คลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาวมากหน้าหลายตา แต่ละคนมีเทสในการแต่งตัวที่ดีเยี่ยมเป็นจุดดึงดูดสายตาได้ดี โดยเฉพาะร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา ผมสีควันบุหรี่ นัยน์ตาคมกริบสีน้ำตาล จมูกโด่งเป็นสันคม อีกทั้งยังเจาะหูด้วยตุ้มหูไม้กางเขนที่ติ่งหูข้างซ้ายยิ่งเสริมให้ พันไมล์ ดูดีมากยิ่งขึ้น“ไอ้เวรการันต์มันนัดกูมา แล้วมันหายหัวไปไหนแล้วล่ะ” น้ำเสียงทุ้มเข้มถามขึ้นหลังเดินเข้ามาด้านในห้องหนึ่งของสนามแข่งรถ ร่างสูงหยุดยืนประจันหน้ากับเหล่าวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง“มึงรอก่อนได้ไหมล่ะ ลูกพี่รันต์ของกูกำลังไปเอาของพนันมาอยู่” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นลูกน้องของการันต์บอกกับพันไมล์ “ว่าแต่มึงเถอะ ไหนเงินพนันห้าแสน”“หึ” แค่นหัวเราะในลำคอหนึ่งทีก่อนจะล้วงเอาเช็คเงินสดจากกางเกงยีนของตัวเอง บนเช็คเขียนตัวเลขไว้ถึงแปดแสนบาททำเอาลูกน้องของการันต์ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ จนกระทั่งมีคนเข้ามาใหม่อีกสองคน คนหนึ่งเป็นผู้ชาย อีกคนเป็นผู้หญิง“กูนึกว่ามึงจะขี้คลาดไม่กล้ามาแล้วเสียอีก ไอ้พันไมล์”“กูไม่ใช่มึงที่แข่งแพ้ไปหลายรอบ แ
สองขาเล็กเดินไปตามทางในโรงเรียนเรื่อย ๆ จนมาถึงห้องอนุบาลสาม ที่มีป้ายห้อยหน้าห้องว่า ‘ห้องเสือน้อย’ สองขาไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปด้านในทันที ภายในห้องมีเพื่อน ๆ มาถึงก่อนแล้วหลายคน พันปีเดินไปถึงโต๊ะของตัวเองพลางถอดกระเป๋าสะพายสีแดงออกแล้วห้อยไว้กับเก้าอี้ ก่อนจะเดินเอาปิ่นโตข้าวกลางวันไปวางไว้บนโต๊ะหลังห้อง“พี่ปีวันนี้เอาอายัยมากินหยอ” เด็กชายคนหนึ่งเดินเข้าหาพันปี พลางชะโงกมองกระเป๋าสีแดงด้วยความสงสัย“วันนี้แม่อัยทามข้าวคูมเฉือฉามฉีกับคายม้วนล่ะ” เอ่ยบอกด้วยความภูมิใจในอาหารของแม่อัยย์ แล้วหันไปมองกระเป๋าของเพื่อน “แย้วของฉยามล่ะ เอาอายัยมา”“วันนี้แม่ของเลาทามข้าวคูมหมีแยะ น่ากิงมาดเยยนะ” เด็กชายชื่อฉลามบอกให้เพื่อนฟังด้วยความภูมิใจเหมือนกัน“หึ ไม่เห็นจาน่ากิงเยย ของเยาน่ากิงกว่าอีก”แต่แล้วก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังทำให้ทั้งพันปีและฉลามหันไปมอง“ทามมายฉิงพูดแบบนี้ ของเยาแม่ทามให้เยยนะต้องน่ากินอยู่แย้ว” ฉลามตัวน้อยเถียงกลับ“พูดจาม่ายเพาะ แม่อัยบอกว่าม่ายน่าลัก” แม่อัยย์บอกพันปีมาแบบนี้ คนพูดจาไม่เพราะเป็นคนไม่น่ารัก พันปีจะเป็นคนน่ารัก ต้องพูดเพราะ ๆ“พี่ปีว่าเยาหยอ เยาน่า
ผ่านมาแล้วหลายปีนับตั้งแต่หนูอัยย์คลอดลูกชายคนโตอย่าง พันปี จนพันปีอายุได้สองขวบงานแต่งงานของทั้งสองก็ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยมีลูกชายเป็นคนจับมือพาหนูอัยย์มาส่งให้พันแสงเหมือนที่เขาคิดภาพเอาไว้ แน่นอนว่าในงานแต่งครั้งนี้เต็มไปด้วยเหล่าเพื่อนพ้องของทั้งสองคนรวมถึงมุกดาด้วยที่บินตรงกลับไทยเพื่อมางานของพันแสงกับหนูอัยย์โดยเฉพาะ นอกจากงานแต่งงานของทั้งสองแล้วข่าวดีอีกเรื่องก็คือ อาคเนย์กับเพลงพิณกำลังจะได้เป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เมื่อเพลงพิณตั้งท้องได้สองเดือนกว่า เรียกได้ว่าวันนั้นเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะตลอดทั้งงานแล้วหนึ่งปีหลังจากงานแต่งหนูอัยย์ก็ได้ตั้งท้องลูกคนที่สองอย่างพันไมล์ ทำเอาพันแสงดีใจร้องลั่นบ้านหลังทราบเรื่องและแน่นอนว่าทั้งสองมีประสบการณ์มาแล้วทำให้ท้องนี้เป็นเรื่องสบายๆ แต่จะมีแค่หนูอัยย์ที่แพ้ท้องแปลกไปหน่อยเพราะหนูอัยย์มักจะชอบแอบไปดมน้ำมันเครื่อง ใช่ ไม่ผิด ตอนหนูอัยย์ตั้งท้องพันไมล์เธอชอบดมกลิ่นน้ำมันเครื่องอีกทั้งยังชอบดูพวกรายการแข่งรถอีกด้วย ต่างจากตอนท้องพันปีที่เธอจะชอบกินผลไม้จากไร่ ดูท่าแล้วลูกชายทั้งสองจะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองไว้แล้วตั้งแต่ยั
ชิงช้าที่กำลังเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ นั้นหยุดชะงักลงทันทีเมื่อมือหนาของร่างสูงจับเข้าที่เชือก ก่อนจะเดินมาทรุดตัวนั่งยองตรงหน้าเด็กสาวเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอดหลายปี"......""หนูอัยย์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมหลายวันที่ผ่านมาถึงไม่ไปหาพี่พันแสงเลยล่ะคะ"พันแสงถามออกไปทันที วันนี้เขาตั้งใจมาหาเด็กสาวโด
นับจากวันนั้นที่พันแสงได้พาแฟนสาวมาแนะนำให้หนูอัยย์ได้รู้จัก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มห่างเหินกันมากขึ้น ในตอนเที่ยงหนูอัยย์นั้นไม่ได้ปั่นจักรยานเอาปิ่นโตไปให้พันแสงอีกแล้ว เพราะในวันหนึ่งเธอตั้งใจจะเอาอาหารเที่ยงที่เต็มไปด้วยของโปรดของอีกคนไปให้ ยอมปั่นจักรยานตากแดดในตอนเที่ยงวันเป็นระยะทางกว่
ช่วงค่ำเวลา 20.36 น.บ้านหลังเล็กของหนูอัยย์ก๊อก ก๊อก ก๊อก"หนูอัยย์ แม่ขอเข้าไปนะลูก หนูอัยย์" ฟ้าใสเคาะประตูห้องลูกสาวด้วยความเป็นห่วงโดยมีสามีอย่างปราบพิภพยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับถือชามข้าวต้มไว้ในมือเด็กสาวสะลึมสะลือลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงไฟจากด้านนอกส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างที่เปิดผ้
"สวัสดีค่ะ" มุกดายกมือไหว้พร้อมรอยยิ้ม"พ่อกับแม่มาเร็วจังเลยครับ นั่งก่อนสิครับ ป้าทมกำลังตั้งโต๊ะอาหารอยู่เลย" พันแสงผายมือให้พ่อกับแม่นั่งลงบนโซฟาข้างกัน"หนูอัยย์ก็อยู่ด้วยเหรอคะ" เจ้าจันทร์กล่าวทักทายหลานสาวที่นั่งอยู่ด้วย ก่อนที่เธอจะเดินไปนั่งข้างๆ พลางลูบหัวเล็กแผ่วเบาอย่างเอ็นดูจนลืมสังเกต







