Mag-log in"นี่หนูนาหรือม้าดีดกระโหลก" "ไม่ได้ดีดแค่กระโหลกนะ ฉันดีดไข่ตำรวจแตกได้ด้วย อยากลองไหมล่ะคุณศาลาวัด"
view moreนิยายเซตนี้มีสองเรื่อง พ่อผัวสายเบิร์น และพ่อเลี้ยงสอนรัก
นวนิยายสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น
ผู้เขียน กาสะลอง
ไม่อนุญาตให้สแกนหนังสือ
หรือคัดลอกเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือ
เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของหนังสือเท่านั้น
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่สมมติขึ้น
ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องจริงแต่อย่างใด ชื่อบุคคล
และสถานที่ที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง ไม่มีเจตนา
อ้างอิงหรือก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ
……….
นิยายเรื่องนี้… ไม่มีแก่นสารสารัตถะอะไรนักหนา
ทั้งเรื่องขับเคลื่อนด้วยอารมณ์อันมืดดำของมนุษย์
ดำเนินเรื่องด้วยตัณหาราคะสุดร้อนแรง
ท่านใดที่ไม่ชอบโปรดหลีกเลี่ยง
*เราเตือนท่านแล้ว*
ตลอดหลายปีที่ ‘ปานวาด’ แต่งงานอยู่กิน
เป็นสามีภรรยากับ ‘ก้องภพ’
หล่อนไม่เคยได้ลิ้มลอง
รสสวาทอย่างที่แอบใฝ่หาเลยสักครั้ง
ทำให้ปานวาดกลายเป็นผู้หญิงเก็บกด
ความต้องการทางเพศเอาไว้นาน
หล่อนไม่เคยอิ่มเอมกับเซ็กส์
ไม่เคยมีความสุขอย่างแท้จริงเลยสักครั้ง
กระทั่งถึงวันที่ ‘ราเชนทร์’
พ่อสามีของหล่อน
ย่างกรายเข้ามาในบ้าน
อันที่จริง… (แบบไม่โลกสวยนะ) ถ้าตัดสถานภาพของ
ความเป็น ‘พ่อผัว’ กับ ‘สะใภ้’ ออกไป
ตอนนี้หล่อนกับเขา…
ก็เป็นแค่ผู้หญิงกับผู้ชาย
ที่มีความต้องการเดียวกัน
พ่อผัวสายเบิร์นสมุทรปราการ
ที่บ้านครึ่งอิฐครึ่งปูนสองชั้นหลัง ตั้งอยู่ในซอยแห่งหนึ่งย่านอำเภอบางพลีของจังหวัดสมุทรปราการ ใกล้กับตลาดน้ำ หลังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่มีโลโก้เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษสีแดงบนพื้นสีเขียว
“จะต้องกังวลไปทำไม… ในระหว่างที่แกไม่อยู่ก็ย้ายลูกเมียไปฝากไว้บ้านพ่อที่ต่างจังหวัดสิวะ เสร็จงานที่เชียงใหม่แล้วเอ็งค่อยไปรับกลับ”
‘ราเชนทร์’ หนุ่มใหญ่ลูกครึ่งฝรั่งวัยสี่สิบห้า กล่าวกับ ‘ก้องภพ’ ผู้เป็นลูกชายบุญธรรมของเขา
ในวันที่เขาแวะมาเยี่ยมลูกชาย แล้วได้รับรู้ปัญหาว่าตอนนี้ก้องภพซึ่งทำอาชีพช่างรับเหมาก่อสร้างมานานหลายปี กำลังจะต้องเดินทางไปทำงานที่เชียงใหม่ หลังจากชนะการประมูลสร้างหอประชุมให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอแม่ริม
ตามแผนการที่วางไว้ก้องภพจะต้องใช้เวลาก่อสร้างราวสองเดือน
“ผมก็คิดอยู่… ตอนนี้คงไม่สะดวกที่จะให้ลูกเมียต้องย้ายไปอยู่ในแคมป์คนงานก่อสร้าง”
ก้องภพเห็นคล้อยกับคำพูดของบิดา ยิ่งตอนนี้ ‘ปานวาด’ ซึ่งเป็นภรรยาของตนกำลังมีลูกอ่อนในวัยหนึ่งขวบให้ต้องเลี้ยงดู
ก้องภพเรียกภรรยาเข้ามาถามเพื่อปรึกษากัน ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า
“ให้พ่อเชนทร์มาอยู่ที่นี่สักพักดีกว่าไหมคะ”
ปานวาดให้เหตุผลว่ารู้สึกเป็นห่วงบ้าน ถ้าจะต้องทิ้งบ้านของตัวเองแล้วไปอยู่บ้านพ่อสามีที่ต่างจังหวัด
ด้วยการปิดบ้านที่มีข้าวของเครื่องใช้และทรัพย์สินมีค่าไว้นานเป็นเดือน ไม่น่าจะใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก เพราะว่าปัญหาเรื่องโจรขโมยก็ยังมีให้เห็นบ่อยๆ
“ก็ถูกอย่างที่หนูปานพูด”
ราเชนทร์หรี่ตา ครุ่นคิด เห็นด้วย เผลอจ้องมองทรวงอกอวบคัดของสะใภ้แม่ลูกอ่อน ที่เบียดอัดกันแน่นอยู่ภายใต้เสื้อคอกระเช้าลายดอกสีชมพูหวาน
ราเชนทร์เห็นคราบน้ำนมชื้นเป็นวงอยู่ที่จุกหัวนมทั้งสองข้าง แทงตุงขึ้นมาใต้เสื้อ มองแล้วเกิดอาการใจเต้นขึ้นมาอย่างประหลาด
“แล้วพ่อเชนทร์สะดวกไหมครับ… ที่จะมาอยู่ที่นี่นานเป็นเดือน”
ก้องภพรู้สึกเกรงใจ
“ช่วงนี้งานในสวนพอทิ้งได้ ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก… กว่าจะเก็บเกี่ยวลิ้นจี่ก็อีกสองเดือนโน่นแหละ เดี๋ยวพ่อฝากไอ้เท่งให้ดูแลไปก่อน”
ไอ้ ‘เท่ง’ ที่ถูกกล่าวถึงก็คือคนงานเก่าแก่ที่ทำงานอยู่ในสวนของราเชนทร์มานาน
คำตอบของราเชนทร์บอกให้รู้ว่าเขาสะดวกที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนสะใภ้กับหลาน
“ดีจัง… งั้นผมคงต้องรบกวนพ่อให้มาอยู่เป็นเพื่อนปานกับลูก”
เรียกชื่อเมียสั้นๆ ว่า ‘ปาน’ จนติดปาก
ก้องภพรู้สึกโล่งใจ ได้รู้แบบนี้เขาจะได้ไปทำงานที่เชียงใหม่อย่างหมดห่วง
“งั้นคืนนี้ค้างที่บ้านผมนะครับ… อย่าเพิ่งรีบกลับนะพ่อ… นานๆ ได้เจอกัน ดื่มกันสักยก ซดเหล้ากันสักขวด นอนค้างบ้านผมสักสองสามคืนนะครับ”
ก้องภพชวนบิดา
“ไม่เปลี่ยนใจแน่หรือ สารวัตร”ปฐพีถามด้วยความเสียดายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยหวังว่าคำตอบของคนตรงหน้าจะเปลี่ยนไป“ไม่ครับ”แต่ไม่เลย...ผู้กำกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาคงเปลี่ยนใจศิลาไม่ได้อีกแล้ว ได้แต่ยอมรับความจริงว่ากำลังจะสูญเสียลูกน้องฝีมือดีไปอีกคนความรักฉันท์ชู้สาวไม่หลงเหลืออยู่แล้ว แต่ปฐพียอมรับโดยไม่อายว่ามีศิลาอยู่เขาทำงานได้ง่ายขึ้น ตลอดเวลากว่าแปดปีที่ผ่านมาศิลาสร้างผลงานเอาไว้มากมาย ถ้าหากอีกฝ่ายยอมรับ คงเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งได้ไม่ยากแต่ศิลาปฏิเสธเสียงแข็งเสมอมา ชายหนุ่มไม่ได้ต้องการตำแหน่งอะไรทั้งนั้น เขาแค่อยากทำงานตรงนี้ให้เต็มที่ ช่วยเหลือประชาชนอย่างสุดกำลัง ก่อนที่จะอำลาวงการตำรวจในสักวันหนึ่งแล้ววันนี้ก็มาถึงจนได้ปฐพีมองซองสีขาวตรงหน้า เขาไม่อยากหยิบมันขึ้นมาดูเลย เพราะรู้ดีว่าด้านในคืออะไร“ผู้กำกับอนุมัติเถอะครับ”“สารวัตรศิลา”“ผมไม่ได้ไปไหนนี่ครับ เมื่อไหร่ที่ผู้กำกับต้องการตัว ขอแค่บอก...ผมพร้อมจะช่วยเหลือเสมอ”ปฐพีเริ่มยิ้มออกมาได้ จริงอย่างที่ศิลาพูด ชายหนุ่มไม่ได้หายไปไหน เพราะอย่างไรสิ่งที่ศิลารักก็คือการได้ช่วยเหลือประชาชน เพียงแค่หลังจากนี้จะไม่ได้ทำมันในฐ
“ลูกหลับแล้วเหรอศาลาวัด”“อืม” ศิลารับคำสั้น ๆ ระหว่างที่แทรกตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนเดียวกับภรรยา “คุณก็รีบนอนได้แล้ว วันนี้เลี้ยงลูกทั้งวันคงเหนื่อยน่าดู”“ไม่เลย ไม่เหนื่อยสักนิด”ไม่พูดเปล่า หนูนายังยืนยันว่าตัวเองไม่เหนื่อยด้วยการไต่มือเข้าไปในกางเกงนอนอีกฝ่าย ดวงตากวางแพรวพราวอย่างคนแสนเจ้าเล่ห์“หนูนา”“หืม”“คุณ อืม”ศิลาหลุดครางออกมาแผ่วเบา ร่างกายเขาตื่นตัวทันทีที่ถูกมือนุ่มนวดคลึงอย่างชำนาญ หนูนารู้ดีว่าแตะต้องส่วนไหนแล้วจะทำให้เขาทนไม่ไหว มือน้อย ๆ ขยับอย่างเอาใจจนกระทั่งความเป็นชายเหยียดขยายใหญ่เต็มมือ“ศาลาวัด เราไม่ได้ทำมาสักพักแล้วนะ”“คุณเลี้ยงลูก ผมกลัวว่าคุณจะเหนื่อยเกินไป”“ฉันพูดตอนไหนว่าเหนื่อย” หนูนาเลิกคิ้วขึ้นสูง ในขณะที่มือนุ่มคอยปลุกปั้นสิ่งที่อยู่ในมือไม่หยุด“อา ปละ เปล่า ไม่ได้พูด อืม”“ไม่ได้พูดก็แปลว่าไม่เหนื่อย ลูก ๆ ไม่ได้เลี้ยงยากเลย แถมปื๊ดกับแม่ก็คอยช่วยตลอด ฉันสบายจะตายไป”“แต่ยังไงมันก็ยังหนักเกินไปอยู่ดี” ศิลาแย้ง “เรามีลูกตั้งสี่คน ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย คุณแค่ไม่ยอมรับความจริง”ศิลาอยากกอดหนูนาจะแย่ เขาเพิ่งอายุแค่สามสิบห้าปี ร่างกายยังแข็งแรงและมีควา
ศิลาเหมือนกลายเป็นคนละคน จากที่เคยสุขุมกลายเป็นหนูติดจั่นที่เอาแต่เดินไปเดินมาอย่างร้อนรน หนูนาถูกส่งเข้าห้องคลอดทันทีที่มาถึงโรงพยาบาล เพราะหมอบอกว่าเธอพร้อมคลอดแล้วปากมดลูกเปิดพร้อมสำหรับให้กำเนิด ทว่าเข้าไปเป็นชั่วโมงแล้วประตูบานนั้นก็ยังปิดสนิท ศิลาไม่รู้ว่าการทำคลอดต้องใช้เวลานานแค่ไหน แต่เพราะไม่รู้เขาถึงได้จิตตกแบบนี้“หนูนา คุณจะต้องปลอดภัย”ตอนที่นั่งรถมาท่าทางของเธอดูเจ็บปวดมาก เสียงกรีดร้องทรมานน่าสงสารจับใจ หนูนาที่ปกติร้องไห้ยากร่ำไห้ออกมาเพราะเจ็บจนแทบทนไม่ไหว ศิลาแทบขาดใจ หากเลือกได้เขาอยากเป็นคนที่เจ็บเอง“ศิลา ศิลาลูก”คุณหญิงแจ่มจันทร์ที่เพิ่งมาถึงรีบวิ่งเข้าไปหาลูกชาย หัวใจหล่นวูบไปกองที่ปลายเท้าเมื่อเห็นว่าศิลากำลังร้องไห้“ศิลา! เกิดอะไรขึ้น ร้องไห้ทำไม หนูนาเป็นอะไร!”“หนูนาเป็นอะไรหรือพ่อศิลา”ใบบัวที่ตามมาติด ๆ ร้องถามย้ำ ท่าทางไม่สู้ดีของลูกเขยทำให้หัวใจคนเป็นแม่แทบขาดรอน ๆ แม้ว่าสมัยนี้การคลอดจะปลอดภัยว่าสมัยเธอมาก แต่คนที่เคยผ่านความเจ็บปวดมาก่อนย่อมรู้ดีว่ามันทรมานเพียงใด“ผม ฮึก ผม” ศิลาสะอื้น เขารีบรวบรวมสติ ก่อนที่เรื่องราวมันจะไปกันใหญ่ “หนูนาไม่ได้เป็
ศิลานั่งฟังคำตัดสินของศาลอย่างเงียบสงบ วันนี้เป็นวันนัดตัดสินคดีค้ายาเสพติดของนายเจตน์ หลังจากผ่านมาเกือบปี คดีที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอก็ถึงเวลาถูกพิพากษานายเจตน์ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี และซัดทอดไปถึงตัวการใหญ่ที่กรุงเทพฯ ทำให้ตำรวจทำงานได้ง่ายขึ้น และจับพ่อค้ารายใหญ่ได้ในที่สุด เพราะเหตุผลนี้ทำให้โทษของนายเจตน์ลดน้อยลง จากประหารชีวิตเป็นติดคุกตลอดชีวิต ก่อนจะถูกลดให้เหลือจำคุกสี่สิบปี แต่ถึงอย่างนั้นระยะเวลาสี่สิบปีในคุก ก็แทบไม่ต่างจากทั้งชีวิตที่เหลืออยู่“นายเจตน์”หลังคำตัดสินสิ้นสุดลง นายเจตน์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์และยินดีรับโทษที่ศาลชั้นต้นตัดสิน อดีตมือขวาของพ่อค้ายาจึงถูกกุมตัวอย่างแน่นหนา เพื่อเตรียมรับโทษทัณฑ์จากสิ่งที่ตัวเองได้กระทำ นายเจตน์มีสีหน้าไม่ยินดียินร้าย ดวงตาเหม่อลอยอย่างคนที่ปลงตกกับทุกอย่าง“นายเจตน์”เจตน์ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเรียกใกล้ ๆ ศิลามองหน้าหนูนา คนเป็นสามีเห็นความกังวลในดวงตากวางคู่นั้น“นายเจตน์” หนูนาส่งเสียงเรียกอีกครั้ง ครั้งนี้นายเจตน์ยอมหันมาสบสายตา ทว่าดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าไร้แววจนน่าใจหายหนูนากลัวเหลือเกินว่านายเจตน์จะหาทางจบชีวิตตัวเองสักวัน เพร
“ใครบอกพวกมึงว่ามันจบแล้ว” ดวงหน้าสวยยังคงนิ่งสงบ แม้จะได้ยินเสียงกระซิบแหบพร่าพร้อมกับบางอย่างที่สัมผัสกับแผ่นหลัง ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่ามันคืออะไร เสียงกริ๊กเบา ๆ แทบฉุดลมหายใจของศิลาให้หลุดปลิว“มึงถอยออกไปไอ้ตำรวจ” เสียงดุดันออกคำสั่ง “พวกมึงก็อย่าเสนอหน้าเข้ามาใกล้ ไม่อย่างนั้นอีนี่ไส้ไหลแน่”“ค
เด็ก ๆ ในสถานสงเคราะห์มีอายุตั้งแต่ทารกแรกเกิด ไปจนถึงสิบห้าปี มีทั้งเด็กที่ถูกตั้งใจนำมาทอดทิ้ง เด็กที่พ่อแม่ไม่มีความสามารถในการเลี้ยงบุตร หรือเด็กที่พ่อแม่ถูกจองจำอยู่ในคุก เด็ก ๆ ทุกคนจะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากสถานสงเคราะห์ โดยครูที่มีเพียงคนเดียว นอกเสียจากบางเดือนจะโชคดี มีนักศึกษามหาวิทยา
มีหนูนาอยู่ด้วยดีกว่าจริง ๆเป็นเวลากว่าเจ็ดวันแล้วที่ศิลารวบรวมข้อมูลของพ่อค้ายาได้เพิ่มเติม โดยที่มีหนูนาคอยช่วยเหลือจนได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นกว่าที่เคยมี แผนการแสดงละครได้ผล หนูนาถูกจับตามองน้อยลง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถวางใจได้เต็มที่ เพราะยังหาหนอนตัวนั้นไม่เจอ ศิลาจึงได้แต่ปรามหนูนาว่าอย่าเอาตัวเ
ร่างเล็กในชุดกางเกงขายาวเอวสูงสีครีม สวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มแขนยาวถึงข้อมือ สะพายกระเป๋าหนังใบเล็ก ๆ สีน้ำตาลเข้ม เส้นผมดำขลับยาวเคลียบ่า ใบหน้าอ่อนใสแต่งแต้มด้วยสีชมพูบาง ๆ ที่เกิดจากอากาศร้อน เดินเคียงข้างนายตำรวจท่าทางองอาจในชุดเครื่องแบบเต็มยศ อินทรธนูบนบ่าแสดงถึงยศถาบรรดาศักดิ์ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าใค