เข้าสู่ระบบชีวิตคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว
“แต่เดี๋ยวเร็ว ๆ นี้ฟางว่าจะให้น้องที่อยู่บ้านใกล้ ๆ กันมาช่วย คงจะทำได้เยอะขึ้นอีกนิดหน่อย” หญิงสาวเกริ่นไว้คร่าว ๆ เพราะยังไม่แน่ใจและยังไม่ได้ทาบทามเด็กหญิงคนนั้น แต่เธอคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ด้วยเด็กคนนี้มักออกไปทำงานพิเศษข้างนอกอยู่แล้ว หากชวนมาทำงานด้วยกันช่วงปิดเทอมหรือหลังเลิกเรียน เจ้าหล่อนคงไม่ปฏิเสธ
“ดี ๆ รีบชวนมาเลย พี่พร้อมเพิ่มออเดอร์มาก ๆ” พี่ไก่รีบบอกทันที
“ได้ค่ะ ถ้าพร้อมเมื่อไร ฟางจะบอกพี่ไก่เป็นคนแรกเลย” กัญญาวีร์ว่ายิ้ม ที่จริงขนมจากร้านของเธอไม่พอขายมาสักพักแล้วละ ทว่าที่หญิงสาวยังไม่เพิ่มกำลังการผลิตเป็นเพราะว่าเธอยังไม่แน่ใจว่ามันยังจะขายดีอย่างนี้ไปตลอดหรือไม่ ด้วยกลัวว่าขนมอาจจะติดกระแสแค่บางช่วง กระทั่งตอนนี้เธอเริ่มมั่นใจขึ้นมาบ้าง และคิดว่าควรขยับขยายเสียที
“แล้วช่วงนี้ยอดออนไลน์เป็นไงบ้างล่ะ”
“ก็มีออเดอร์เข้ามาทุกวันนะคะ แต่ก็รับได้จำนวนจำกัด”
“นั่นไง รีบ ๆ หาคนมาช่วยได้แล้ว ทำได้มากก็ได้เงินเยอะ”
“ฟางก็คิด ๆ เรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็กลัวจะไม่มีเวลาให้ลูก” สิ่งที่ทำให้กัญญาวีร์คิดหนักและยังลังเลก็คือลูก หากเธอผลิตขนมในจำนวนที่เยอะขึ้น เธอก็จะมีเวลาให้ลูกน้อยลงไปอีก แน่นอนว่าการหาเงินเป็นสิ่งสำคัญและดีต่ออนาคต แต่ถ้าละเลยการดูแลเอาใจใส่ลูกในวันนี้ก็อาจจะส่งผลระยะยาวต่อลูกด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าเรื่องนี้มีทางออก ทว่าคงต้องใช้เวลาวางระบบการทำงานใหม่อีกสักพัก
“แต่ยังไงเงินก็สำคัญนะฟาง รู้ใช่ไหมว่าพอเจ้าป้องโตขึ้นยิ่งจะต้องใช้เงินเยอะ”
หญิงสาวพยักหน้า เธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงลูกคนเดียว ไม่มีสามีคอยช่วยหาหรือช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังถือได้ว่ามีกันแค่สองคนแม่ลูก ส่วนพ่อแม่ของเธอนั้น แม้ไม่ได้ตัดขาด แต่พวกเขาก็ไม่ได้มาสนใจหรือมาดูดำดูดีเธอกับลูก เรียกได้ว่าต่างคนต่างอยู่ หนำซ้ำยังไม่ลงรอยกันสักเท่าไร ซึ่งกัญญาวีร์ไม่ได้รู้สึกแย่แต่อย่างใด ออกจะรู้สึกดีเสียด้วยซ้ำที่พวกเขาไม่มาขอเงินเพิ่มหรือนำความเดือดร้อนมาให้เหมือนตอนที่เธอยังไม่มีปกป้อง
ทุกวันนี้เธอแค่จ่ายให้เป็นรายเดือนตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ ไม่มีพวกเพิ่มให้ได้ใจอย่างแต่ก่อน
“แค่ตอนนี้ก็กินเก่งจนฟางจะเลี้ยงไม่ไหวอยู่แล้วค่ะ” กัญญาวีร์พูดยิ้ม ๆ เจ้าหมูปกป้องของเธออยู่ในวัยที่กำลังเจริญอาหาร เพราะฉะนั้นเรื่องกินเรื่องใหญ่มาก
“เด็กวัยนี้กำลังกินเก่งเลยล่ะ นึกภาพเจ้าหมูป้องแล้วพี่ก็สงสารพ่อของแกเนอะ จะรู้ไหมเนี่ยว่ามีลูกชายน่ารักน่าชังขนาดนี้”
กัญญาวีร์เพียงแค่ปล่อยรอยยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ตอบโต้ใด ๆ กลับไป เพราะไม่รู้จะพูดอะไร สมองพลันนึกตามคำถามของพี่ไก่ นั่นสินะ...พ่อของเจ้าป้องจะรู้ไหมว่ามีลูกชายน่ารักขนาดนี้ หรือถ้ารู้เขาจะดีใจหรือเสียใจ...ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอไม่อาจคาดเดาได้เลย
“วันหลังพามาเล่นที่ร้านบ้างสิ พี่คิดถึง ไม่ได้เจอนานละ อยากฟัดพุง” พี่ไก่ว่าต่ออย่างมันเขี้ยว ไม่ได้สงสัยหรือพูดอะไรถึงพ่อของปกป้องต่อ เพราะกัญญาวีร์เคยบอกไปแบบตัดปัญหาไปตั้งแต่แรกแล้วว่าเลิกกัน และเธอสะดวกที่จะเลี้ยงลูกคนเดียวมากกว่า ทั้งที่จริง ๆ แล้วเธอกับเขาไม่น่าจะเรียกว่าเลิกกันได้ เพราะไม่ได้เป็นอะไรกันตั้งแต่ต้น
“ได้ค่ะ ไว้เสาร์หน้าฟางจะพามาส่งขนมด้วย” หญิงสาวตอบรับด้วยรอยยิ้ม ดีใจที่มีคนเอ็นดูลูกชายของตน จากนั้นคุณแม่ยังสาวก็ก้มมองนาฬิกาข้อมือ ครั้นเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านแล้ว จึงเงยหน้าขึ้นไปสั่งกาแฟหนึ่งแก้วเพื่อดื่มแก้ง่วงระหว่างขับรถกลับบ้าน “เดี๋ยวฟางต้องกลับบ้านแล้ว วันนี้ขอเป็นอเมริกาโน่มะพร้าว เอาแบบจ่ายตังค์นะคะ”
เจ้าของร้านกาแฟระบายยิ้มพลางส่ายหน้าอ่อนใจเมื่อโดนดัก เพราะเห็นว่าเป็นคนกันเอง อีกทั้งกัญญาวีร์ยังแถมขนมให้มาขายเพิ่มกำไรอยู่บ่อย ๆ หล่อนจึงมักจะให้เครื่องดื่มฟรีเป็นการตอบแทนน้ำใจ หากอีกฝ่ายก็รั้นอยากจะจ่ายเงินแทบทุกครั้ง
“ก็ได้จ้ะ แต่เดี๋ยวพี่แถมโกโก้เย็นไปให้หมูป้องด้วย”
“ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งเหรอคะ” ลูกค้าสาวแซวยิ้ม ๆ แม้จะรู้สึกเกรงใจ เพราะเป็นของซื้อของขายและเธอก็อยากอุดหนุน แต่ก็ยอมรับข้อเสนอพิเศษนี้แต่โดยดี เพราะได้จ่ายหนึ่งแก้วก็คงดีกว่าไม่ได้จ่ายทั้งสองแก้ว
หลังจากได้เครื่องดื่มทั้งสองแก้วมาแล้ว กัญญาวีร์ก็ขับรถตรงกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองราวสามกิโลเมตรเลยทันที บ้านที่เธออาศัยอยู่ตอนนี้เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวในหมู่บ้านจัดสรรโครงการเล็ก ๆ แรกเริ่มเดิมทีบ้านหลังนี้เป็นบ้านของรุ่นพี่ที่รู้จักตอนเรียนมัธยม และปล่อยเช่าให้เธอในราคาคนกันเอง ต่อมาประมาณสองปีรุ่นพี่คนนี้มีเหตุให้ต้องใช้เงินจำนวนมาก จึงเสนอขายบ้านหลังนี้ให้
ตอนนั้นกัญญาวีร์คิดหนักมาก เพราะเพิ่งคลอดลูกชายได้ปีกว่า ๆ เงินเก็บก็แทบไม่มีเลย อีกทั้งเธอเพิ่งลงทุนทำโฮมเบเกอรีไปและเพิ่งเปิดรับออเดอร์ได้เพียงเดือนเดียว เงินที่ได้จากการขายก็ต้องหมุนเวียนซื้อวัตถุดิบก่อน ยังไม่มีความมั่นคงทางการเงิน จึงไม่แน่ใจว่าจะยื่นกู้เพื่อซื้อบ้านผ่านหรือไม่ หรือถ้าผ่านแล้วจะมีปัญญาผ่อนไหวหรือเปล่า
แต่สุดท้ายหญิงสาวก็ตัดสินใจลองเสี่ยงยื่นคำร้องดู ผลปรากฏว่าเธอผ่านเกณฑ์แบบงง ๆ อาจเป็นเพราะมีรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของบ้านซึ่งสนิทกับพนักงานฝ่ายสินเชื่อของธนาคารคอยช่วยดำเนินการให้ด้วย การกู้เลยดูง่ายกว่าที่คิดไว้มาก
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ กัญญาวีร์ก็ต้องทำงานหนักเป็นสองเท่า เพราะค่าผ่อนบ้านสูงกว่าตอนที่เช่าเกือบเท่าตัว บวกกับเธออยากรีบผ่อนให้หมดเร็ว ๆ จึงโปะเพิ่มไปอีกเล็กน้อยในแต่ละเดือน นอกจากนั้นยังต้องแบ่งเก็บไว้เผื่อลูกในอนาคตอีกด้วย
ชีวิตของการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมันไม่ง่ายเลยจริง ๆ
กัญญาวีร์โคตรจะนับถือซิงเกิลมัมอีกหลาย ๆ คนที่ทำงานหาเลี้ยงตัวเองและสามารถซัปพอร์ตความฝันของลูกได้ ซึ่งเธอก็หวังว่าตนเองจะทำได้อย่างนั้น ตราบใดที่เธอยังมีลมหายใจ เธอก็จะกัดฟันสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อให้ลูกของเธอได้มีชีวิตตามที่เขาต้องการ ไม่ต้องมาทนใช้ชีวิตแบบมีข้อจำกัดมากมายเหมือนกันเธอ
...เสียงแตรรถตู้ที่คุ้นหูดังมาจากหน้าบ้าน ทำให้คุณแม่ยังสาวในวัยสามสิบปีวางมือจากการทำความสะอาดเตาอบขนม แล้วรีบเดินออกไปเปิดประตูรั้วบ้าน ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นหนุ่มน้อยในชุดนักเรียนกางเกงสีแดงรูปร่างจ้ำม่ำลงมาจากรถตู้รับส่งของทางโรงเรียน
“แม่!!”
ไม่เป็นที่ต้องการหลังจากเผลอพูดจาไม่ดีใส่แม่ของลูกไปเมื่อช่วงกลางวัน สุดเขตก็ไม่ได้กลับไปที่ห้องพักของลูกอีก พอเธอเดินออกไป เขาก็นั่งต่ออีกสักพักใหญ่ด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งกว่าเดิมหลายเท่า เขารู้ตัวว่าผิดที่ไปกล่าวหาเธอแบบนั้น ทว่าอีกความรู้สึกก็คิดว่ามันคือเรื่องจริงการที่เด็กคนหนึ่งโตขึ้นมาแล้วเป็นคนแบบไหน ส่วนมากก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูทั้งนั้น“ก็ไม่เสมอไปหรอก” สุดโปรดว่าขึ้นหลังจากเขาระบายเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟัง น้องชายเขาแวะมาเยี่ยมหลานตามปกติ มากับภรรยาและลูกชายทั้งสอง แต่วันนี้มาแล้วไม่เจอเขาอยู่ในห้อง คนเป็นน้องก็เลยโทร. มาถามว่าอยู่ไหน เขาก็เลยบอกให้มาหาที่ห้องทำงานแทน พอมาถึงเขาก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟังเลยทันที “นายก็ไปว่าเขาแรงเกินไปนะ บางทีมันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้”“แล้วมันมีเหตุผลอื่นหรือไง” แพทย์หนุ่มเถียง ในใจยังคุกรุ่นกับประเด็นที่พูดคุยกับแม่ของลูก หากอีกใจก็รู้สึกผิดที่เผลอสาดอารมณ์ใส่เธอ ทั้งที่การทำแบบนั้นไม่ใช่นิสัยของเขาเลย “ตอนนายอยู่ในห้อง ลูกฉันมีท่าทีว่ากลัวนายหรือเปล่าล่ะ”คนเป็นน้องทำหน้านึก ก่อนหน้านี้เขาไปเยี่ยมหลานมาแล้ว เป็นจังหวะที่
ไม่เป็นที่ต้องการ“มันพูดอะไรบ้าง”“เอากระเช้าดอกไม้มาเยี่ยม เขาขอโทษแล้วก็แสดงความเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วก็บอกว่ายินดีจะรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด” กัญญาวีร์เล่าให้สุดเขตฟัง เพราะเขาเป็นคนประสานกับทีมทนายที่รับหน้าที่ดูแลคดีของเธอกับลูก ส่วนมารดาของเขาเป็นฝ่ายสนับสนุน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาสองแม่ลูกพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ตลอด ไม่เคยปล่อยปละละเลยเลยสักวัน“คงคิดจะหลีกเลี่ยงจริง ๆ สินะ” แพทย์หนุ่มทำสีหน้าครุ่นคิด เขาไม่เชื่อว่าคำขอโทษของธนินธ์ในวันนี้จะออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ ที่ทำไปทั้งหมดก็คงหวังให้ศาลเห็นใจและลดโทษให้“เลี่ยงยังไงคะ” กัญญาวีร์ที่ไม่ค่อยรู้ข้อกฎหมายเอ่ยถามด้วยความสงสัย“จริง ๆ ในทางกฎหมายโทษเมาแล้วขับจนทำให้ผู้อื่นเกือบถึงแก่ชีวิตมันหนักมากนะ อาจจะถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต แต่ในทางปฏิบัติคือแทบไม่มีใครติดคุกจริง ๆ เลย ถ้าจำเลยยอมรับผิดและแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ศาลก็จะให้โอกาสแก้ตัว สั่งให้แค่รอลงอาญา และควบคุมความประพฤติ เข้าไปรายงานตัวทุก ๆ สามเดือนหรือหกเดือน”หญิงสาวใจหายแวบเมื่อได้ยินดังนั้น ครั้นลองนึกถึงอีกหลายคดีที่เคยออกข่าวใน
ไม่เป็นที่ต้องการ“มึงคิดว่าเขาจะบอกว่าไง” ศัลยแพทย์หนุ่มย้อนถาม ด้วยความสัมพันธ์ของสุดเขตกับกัญญาวีร์ไม่ใช่ความสัมพันธ์ดั่งคนรักทั่ว ๆ ไป จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอธิบายยากพอสมควร และเขาก็ไม่กล้าคาดเดา เพราะจากที่ได้พูดคุยกับหญิงสาวเกี่ยวกับอาการของเด็กชาย ก็เห็นว่าเธอเป็นคนที่เข้าใจอะไรง่าย ๆ ดูมีเหตุผล และดูเป็นแม่ที่ดี ไม่น่าจะปลูกฝังอะไรแย่ ๆ ให้กับคนเป็นลูก“ไม่รู้”“ไม่รู้ก็ถามสิวะ เก็บมาคิดเองให้เครียดทำไม”สุตเขตตวัดสายตามองค้อนเพื่อน เก่งนักกับเรื่องคนอื่น“ยังไม่มีโอกาสได้คุยกัน” ตั้งแต่คืนที่เขานอนเฝ้าเธอ หลังจากนั้นก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันอย่างจริงจัง เพราะมีธุระหลายอย่างที่ต้องจัดการ ทั้งยังมีแขกวนเวียนมาเยี่ยมหลายคน หลัก ๆ ก็คนในครอบครัวเขานั่นแหละ รองลงมาก็เพื่อนของเธอ และตัวเขาเองก็ต้องทำงาน ทำให้เวลาว่างไม่ค่อยตรงกัน“มึงกำลังคิดว่าเขาเป่าหูลูกให้กลัวมึงว่างั้น ?”“กูไม่แน่ใจ...” สุดเขตทำสีหน้าครุ่นคิด ประเด็นนี้เขาไม่แน่ใจเลย หากก็คิดว่ามีส่วนเป็นไปได้ เพราะลูกมีท่าทีกลัวเขามากเกินไป “จะว่ากลัวคนแปลกหน้าก็ไม่น่าใช่ เพราะตอนที่ยังอยู่ไอซียู เห็นหน้ากูวันละสามเวลา
ไม่เป็นที่ต้องการ ธนินธ์หันไปสบตากับทนายของตน ครั้นเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้าเบา ๆ เขาจึงหันกลับมาตอบคำถามของหญิงมากวัย “เปล่าครับ ผมไม่ได้ดื่มมา”โกหก ! กัญญาวีร์ร้องขึ้นในใจ เพราะคืนนั้นเธอได้ยินพยาบาลในรถฉุกเฉินบอกว่าเจ้าของลัมโบกินีคันนั้นเมา เจ้าหน้าที่ได้กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง ชัดเจนว่าเมาแล้วขับ หากเขากลับให้ปากคำกับตำรวจว่าไม่ได้ดื่ม และพยายามทำให้เป็นเพียงแค่อุบัติเหตุทั่วไปเท่านั้นเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าธนินธ์ต้องการปกปิดความผิดของตัวเอง เมาแล้วขับไม่พอ ยังขับเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอีก“น่าเสียดายนะคะที่กล้องวงจรปิดบนทางด่วนบังเอิญเสียพอดี ไม่อย่างนั้นเราก็คงรู้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร” แก้วมณีเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล หากจงใจเน้นคำว่าบังเอิญให้อีกฝ่ายรู้ว่าพวกตนไม่ใช่คนโง่ที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ แต่ที่ไม่พูดออกไปตรง ๆ ก็เพราะกลัวมันจะไปกระทบกับรูปคดี อีกฝ่ายมีทนายมาด้วย หากฝั่งของตนนั้นไม่มี หล่อนไม่แม่นในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงอยากระมัดระวังคำพูดเอาไว้ก่อน “แต่ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ทนายของดิฉันกำลังรวบรวมหลักฐาน คิดว่าไม่นานก็คงได้ครบ เผื่อจะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้คุณธนินธ์ได้”
ไม่เป็นที่ต้องการ“หลับหรือนั่น” แก้วมณีถามพร้อมบุ้ยใบไปยังหลานชายที่นอนอยู่บนเตียง ก่อนจะพยักหน้าบอกให้ป้าสมัยแม่บ้านคนสนิทเอาอาหารที่เตรียมมาไปไว้หลังห้องกัญญาวีร์ยกมือไหว้สตรีทั้งสองคน “เพิ่งหลับไปเมื่อกี้เองค่ะ”“เสียดายจัง แม่มาไม่ทันเลย” ผู้มากวัยรู้สึกเสียดายเพราะตั้งแต่เจอหน้ากัน หล่อนยังไม่ได้คุยกับหลานเลยสักคำ ความสงสัยที่ว่าใช่หลานตนจริงหรือไม่หายไปตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบหน้า ต่อให้สุดเขตไม่บอกว่ามีผลตรวจ DNA ยืนยัน หล่อนก็เชื่ออย่างไม่มีข้อกังขาว่าปกป้องคือหลานแท้ ๆ เพราะมีแค่ตาและปากที่เหมือนผู้เป็นแม่ ส่วนอื่น ๆ บนใบหน้านั้นถอดแบบมาจากลูกชายหล่อนทุกอย่าง ราวกับโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกันหากเอารูปสุดเขตตอนเด็ก ๆ มาเทียบแล้วเอาไปให้คนอื่นดู เขาก็คงคิดว่าคือคนคนเดียวกันอย่างแน่นอนพ่อกับลูกเหมือนกันอย่างกับแกะ“ช่วงเย็นก็น่าจะตื่นค่ะ”“ร้องไห้หรือ” คนเป็นย่าถามด้วยความสงสัย เมื่อเดินมาส่องหลานแล้วเห็นคราบน้ำตาบนใบหน้า แม้ผู้เป็นแม่จะเช็ดออกไปบ้างแล้ว หากแพขนตาที่เปียกชื้นนั้นบอกได้เป็นอย่างดีว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มา“ค่ะ แกงอแงนิดหน่อย” กัญญาวีร์ตอบแบบเลี่ยง ๆ เธอยังไม่พร
บทที่ 7ไม่เป็นที่ต้องการผ่านมาสามวันอาการของเด็กชายปกป้องค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ แพทย์เจ้าของไข้สั่งถอดเครื่องช่วยหายใจและอนุญาตให้ย้ายออกจาก ICU มาพักฟื้นที่ห้องธรรมดาได้ โดยไม่ลืมกำชับให้ระวัง พยายามอย่าเพิ่งให้เด็กขยับตัวมากเพราะกลัวว่าจะกระทบแผลภายใน“...แม่จ๋า” เสียงเรียกแผ่วเบาจากเจ้าหนูน้อยซึ่งนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยทำให้คนเป็นแม่ต้องรีบขยับเข้าไปชิด แล้วขานรับเสียงหวาน“จ๋าลูก ว่าไงครับ ป้องอยากได้อะไรเอ่ย”“หนูเจ็บ” ปกป้องไม่มีแม้แต่แรงที่จะขยับตัว แม้ปากจะพูดได้ทว่าเสียงที่เปล่งออกมานั้นยังอ่อนแรงอยู่มาก คงต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกสักระยะหนึ่งถึงจะกลับมาพูดได้เป็นปกติ“เจ็บมากไหม” เจ้าของร่างสูงที่ยังไม่ยอมกลับไปทำงานเอ่ยถาม เขาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็กชายถูกย้ายเข้ามา โชคดีที่เมื่อเช้าราวน์วอร์ดเสร็จและตรวจผู้ป่วยไปบางส่วนแล้ว ช่วงบ่ายจึงส่งต่อให้เพื่อนดูแลเคสที่เหลือแทน เพราะตนอยากอยู่เฝ้าลูกมากกว่า “เจ็บ...” เด็กชายตอบ หางตามีหยดน้ำใสรินไหล เพียงเท่านั้นสุดเขตก็รีบกดปุ่มเรียกพยาบาลเพื่อขอยาแก้ปวดมาบรรเทาความเจ็บให้ลูกทันที“ให้ดื่มน้ำได้ไหมคะ” กัญญาวีร์ถามคนที่เป็นหมออย่างไม่ค่อย







