LOGINเช้าวันใหม่มาเยือน พร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างในห้องที่เงียบสงบ
พิมพ์ชนกค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างอ่อนล้า แต่ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดอุ่นๆ ที่โอบล้อมตัวเธออยู่
เธอหันไปมองด้านข้าง ใบหน้าคมเข้มของปกรณ์อยู่ใกล้จนเธอรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ
ของเขาที่พัดผ่านแก้ม เธอหน้าแดงทันทีที่นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา
"นี่ฉัน...ทำอะไรลงไปเนี่ย" พิมพ์ชนกพึมพำเบาๆ กับตัวเอง มือบางพยายามดึงตัวออกจากอ้อมแขนของเขา
แต่ชายหนุ่มกลับกระชับกอดแน่นขึ้นโดยไม่ลืมตา
"จะรีบไปไหนล่ะ พิมพ์" เสียงทุ้มต่ำของปกรณ์ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า ทำเอาหญิงสาวยิ่งหน้าแดงกว่าเดิม
"ปล่อยฉันได้แล้ว" เธอพยายามดันตัวเขาออก แต่เขากลับหัวเราะเบาๆ
"เมื่อคืนยังไม่เห็นพูดแบบนี้เลย" ปกรณ์แกล้งเย้าด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
คำพูดนั้นทำให้พิมพ์ชนกสะอึก เธอจ้องหน้าเขาอย่างโกรธเคือง
แต่ความทรงจำบางส่วนเมื่อคืนกลับผุดขึ้นมาในหัว ทำให้เธอพูดไม่ออก
ปกรณ์มองสีหน้าของเธอที่เปลี่ยนไป ก่อนจะลดรอยยิ้มลง ดวงตาของเขาสบกับเธออย่างจริงจัง
"เมื่อคืนคุณเป็นคนเริ่มนะ" เขายิ้มๆบอกด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
พิมพ์ชนกนิ่งไป หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความสับสน ทั้งอาย ทั้งไม่แน่ใจ
พิมพ์ชนกจ้องมองเขาแน่วนิ่ง ดวงตาเปล่งประกายวาววับเต็มไปด้วยความไม่พอใจปนเขินอาย เธอพูดเสียงดังกลบความสั่นในใจตัวเอง
"คุณก็รู้ว่า ฉันเมาทำไมคุณไม่หักห้ามใจ!ล่ะ"
ปกรณ์เลิกคิ้วขึ้น รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ ราวกับสนุกที่ได้เห็นเธอในสภาพนี้
"ผมไม่ใช่พระอิฐ พระปูนนะคุณ" เขาเอียงคอมองเธอ ดวงตาวิบวับของเขาเปล่งประกาย
พิมพ์ชนกหน้าแดงจัดเมื่อเจอสายตาเจ้าเล่ห์ของเขา เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะตะโกนออกมา
"คนบ้า…คนฉวยโอกาส"
คำพูดของเธอทำเอาปกรณ์ถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มของเขามองเธออย่างจริงจัง ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแววตาอ่อนโยน
"ผมฉวยโอกาส ตรงไหนพิมพ์ชนก ผมเตือนคุณแล้วนะแต่คุณไม่หยุดเอง"
เขาพูดพลางโน้มตัวเข้าไปใกล้ พิมพ์ชนกถอยกรูดจนหลังชนหัวเตียง หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบหลุดออกมา
"คุณมันคนลามก" เธอตวาด แต่เขากลับหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดเสียงนุ่ม
"ถึงผมจะลามกผมก็ผัวคุณนะ…พิมพ์ชนก ตั้งแต่เมื่อคืน...คุณก็เป็นของผมแล้ว"
คำพูดหนักแน่นของเขาทำให้เธอทั้งตกใจและหวั่นไหวจนทำอะไรไม่ถูก...
พิมพ์ชนกพยายามลุกขึ้นจากเตียงด้วยความรีบร้อน แต่ร่างกายกลับประท้วงด้วยความเจ็บปวดทั่วทั้งตัว
เธอเผลอร้อง "อ๊ะ" ออกมาเบาๆ ก่อนจะต้องงอตัวลง มือเล็กกดบริเวณเอวพลางขมวดคิ้วแน่น
ปกรณ์ที่ยืนมองอยู่ใกล้ๆ รีบก้าวเข้ามาพยุงเธอไว้ ดวงตาคมกริบของเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
"คุณจะรีบไปไหน …ค่อยๆลุกสิ"เขาพูดเสียงนุ่ม แต่น้ำเสียงนั้นก็เจือแววความรู้สึกผิดเล็กๆ
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองปนเขินอาย "ก็เพราะคุณนั่นแหละ! ถึงทำให้ฉันเป็นแบบนี้!"
ปกรณ์ยิ้มมุมปาก พลางย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกับเธอ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงล้อเลียนแต่ก็ยังแฝงความอ่อนโยน
"เมื่อคืนคุณไม่ได้บอกให้ผมหยุดนี่นา"
พิมพ์ชนกหน้าแดงซ่านทันที เธอพยายามผลักเขาออก แต่เรี่ยวแรงที่มีไม่พอ ทำให้เธอเพียงแค่ทุบเขาเบาๆ
"คุณมัน...เจ้าเล่ห์ที่สุด!" เธอกล่าวเสียงสั่น ก้มหน้าหลบสายตาของเขา
กรณ์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะประคองเธอนั่งลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล "โอเค โอเค ผมผิดเอง คราวหน้าผมจะ...อ่อนโยนกว่านี้"
คำพูดนั้นทำเอาพิมพ์ชนกหันขวับ ดวงตาโตของเธอเบิกกว้าง "คราวหน้า?! นี่คุณยังคิดว่าจะมีคราวหน้าอีกเหรอ!"
ปกรณ์หัวเราะลั่นกับท่าทางน่ารักของเธอ มือหนาเอื้อมไปแตะศีรษะเธอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้ม
"ก็ลองดูแล้วกัน…ว่าจะมีอีกไหม"
คำพูดของเขาทำให้เธอได้แต่นั่งนิ่ง หน้าแดงจัดไปถึงใบหู ใจหนึ่งอยากต่อว่าเขา
แต่อีกใจก็รู้สึกถึงความอบอุ่นแปลกๆ ที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจของเธอเอง...
พิมพ์ชนกสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้า ก่อนจะพูดออกมาเสียงเบาแต่จริงจัง
"ฉัน...มีเรียนช่วงบ่ายค่ะ ฉันต้องกลับห้องไปแต่งตัว"
ปกรณ์ชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ เขามองหน้าเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
"มีเรียน?" เขาถามเสียงต่ำ พลางเอนตัวพิงขอบเตียงอย่างสบายอารมณ์ "แล้วคุณคิดกลับในสภาพนี้?เนี่ยนะ"
พิมพ์ชนกหน้าแดงวาบ รีบเบือนสายตาหนี "ก็...ฉันเดินได้น่า! ไม่ต้องมายุ่ง!" เธอพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ต้องกัดฟันกลั้นความเจ็บ
กรณ์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "อย่าดื้อสิ "
"ไม่ต้องค่ะ!" เธอพูดอย่างรวดเร็ว "คุณไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีกเลย!"
เขาเลิกคิ้วขึ้น พลางกอดอกมองเธอด้วยรอยยิ้มบางๆ
"เมื่อคืนคุณยังไม่พูดแบบนี้เลยนะ พิมพ์ชนก"
“คุณเลิกพูดถึงเมื่อคืนได้แล้ว!” พิมพ์ชนกพยายามเบี่ยงสายตาหลบหน้าเขา แต่ความเขินอายก็ทำให้แก้มของเธอแดงระเรื่อยิ่งขึ้น
เขายิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นในอ้อมแขนโดยไม่ทันให้เธอตั้งตัว
“คุณจะทำอะไร!?” เธอตะโกนเสียงหลง แต่เขาไม่ตอบ นอกจากพาเธอตรงไปยังห้องน้ำ
“คุรต้องอาบน้ำ เดี๋ยวผมช่วย” เขาพูดหน้าตาย ขณะเปิดน้ำอุ่นลงในอ่าง
“ฉันอาบเองได้ คุณออกไปเดี๋ยวนี้เลย!”
“สายไปแล้ว” เสียงทุ้มของเขากระซิบข้างหู พร้อมรอยยิ้มที่ทำเอาเธอใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
บรรยากาศในห้องน้ำเต็มไปด้วยไอน้ำอุ่น หญิงสาวกอดตัวเองไว้แน่น ขณะที่เขาเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น รอยยิ้มของเขาดูทั้งอบอุ่นและขี้เล่น
“อย่าหน้าแดงขนาดนั้นสิ พิมพ์ชนก... ผมไม่ได้จะทำอะไรคุรหรอกน่า” แต่แววตาของเขากลับไม่ได้ช่วยให้เธอเชื่อคำพูดนั้นเลย!
หลังจากอาบน้ำเสร็จ ไอน้ำยังคงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ ร่างของพิมพ์ชนกถูกอุ้มขึ้นจากอ่างน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว
เธอกรีดร้องเบาๆ ด้วยความตกใจ
“คุณปล่อยฉันลงเถอะ!” เธอพยายามดิ้น แต่แรงของเขามากกว่าจนเธอต้องยอมอยู่นิ่ง
“อยู่นิ่งๆ เถอะ เดี๋ยวผมช่วยแต่งตัวให้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่สายตากลับเจือด้วยความอบอุ่น
พิมพ์ชนกหน้าแดงจัด ยิ่งเมื่อรู้ว่าเขากำลังถือชุดตัวเดิมของเธออยู่ เธอรีบคว้าชุดนั้นมาแนบตัวทันที
“ฉันแต่งเองได้!” เธอพยายามดันเขาออกไป แต่เขายังคงยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ยอมถอย
“เมื่อกี้ยังให้อาบน้ำด้วยกันเลย ตอนนี้อายอะไรอีกล่ะ” เขาแกล้งเย้าด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
“คุณนี่มัน…” เธอพูดไม่ออก ได้แต่หันหลังหนีเพื่อใส่เสื้อผ้า แต่เขากลับจับมือเธอไว้เบาๆ
“อย่าหันหลังให้ผมสิ พิมพ์ชนก” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลง แต่แฝงด้วยความหมายบางอย่างที่ทำให้หัวใจเธอสั่นไหว
“คุณเลิกแกล้งฉันได้แล้ว!” เธอตอบเสียงสั่น ก่อนจะรีบแต่งตัวด้วยความรวดเร็ว โดยไม่กล้าหันกลับไปมองเขาอีก…
ปกรณ์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยิบกุญแจรถจากโต๊ะ "ถ้าคุณไม่อยากเดินทั้งๆ ที่เจ็บอยู่แบบนี้ ผมไปส่งคุณเอง"เขาเดินมาช้อนตัวเธออุ้มขึ้น
เธออ้าปากจะเถียง แต่ความเจ็บทั่วตัวทำให้เธอไม่กล้าฝืน ท้ายที่สุดก็ยอมให้เขาอุ้มไปพร้อมกับพึมพำเบาๆ
"คุณมันเจ้าเล่ห์ที่สุด..."
ปกรณ์ยิ้มมุมปากอีกครั้ง แต่คราวนี้สายตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน "แล้วจะคอยดูว่าคุณจะหลีกหนีผมได้อีกนานแค่ไหน พิมพ์ชนก"
1 ปีต่อมา: ปกรณ์ คุณพ่อมือใหม่สุดวุ่นวายกับลูกสาวตัวน้อยเช้าวันหนึ่งที่บ้านของปกรณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้และความวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตของมาเฟียผู้เคยเยือกเย็นและสุขุมเสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากห้องเด็กอ่อน“แงงงงงง!”ปกรณ์สะดุ้งตื่นจากเตียงทันที แม้ใบหน้าจะยังงัวเงีย เขารีบหันไปคว้าเบาะรองข้อศอกเพื่อเตรียมตัวให้นมลูกนี่คือกิจวัตรใหม่ที่เขาเริ่มชิน แต่ก็ยังมีความทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย"พิม! ลูกตื่นแล้ว!" ปกรณ์เรียกภรรยาเสียงดังในขณะที่พยายามอุ้มเด็กน้อยที่กำลังดิ้นงอแงอยู่ในเปลพิมพ์ชนกที่เดินออกมาจากห้องน้ำหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสภาพของสามี เธอยื่นมือมารับลูกจากปกรณ์ พลางพูดแซวว่า"พ่อมือใหม่ยังไม่ชินสินะคะ ทำหน้าเหมือนโลกแตกทุกครั้งที่ลูกร้องเลย"ปกรณ์ยิ้มเก้อๆ ก่อนจะเกาท้ายทอยแก้เขิน"มันก็จริงอยู่ แต่ผมว่าลูกเราเสียงดังมากเลยนะ ไม่ต้องมีสัญญาณเตือนภัยบ้าน เราก็ปลอดภัยแล้ว!"ทั้งคู่หัวเราะไปพร้อมกันหลายเดือนต่อมาความอลเวงช่วงสายเมื่อถึ
วันพิธีรับปริญญาของพิมพ์ชนกมาถึงแล้ว บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะของบัณฑิตใหม่ที่มาเฉลิมฉลองความสำเร็จในชีวิตการเรียนของพวกเขา กับครอบครัว เพื่อนสนิทและคนพิเศษที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีพิมพ์ชนกสวมชุดครุยสีขาวตัดดำเข้ารูป เสริมความสง่างามในตัวเธอไปอีกแบบเธอเดินไปยังจุดถ่ายรูปหลักหน้าอาคารประจำมหาวิทยาลัย ใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อเห็นปกรณ์ที่ยืนอยู่พร้อมกับแม่ของเธอและเพื่อนๆ ที่ตั้งใจมาให้กำลังใจเธอในวันนี้“ยินดีด้วยนะคนครับเก่ง” ปกรณ์พูดพร้อมกับยิ้มอบอุ่น เขาสวมสูทสีเทาเรียบหรูแม้จะเรียบง่ายแต่กลับดูดีเกินบรรยาย เขาถือช่อดอกกุหลาบสีชมพูพาสเทลไว้ในมือ ยื่นส่งให้เธอด้วยท่าทีอ่อนโยนพิมพ์ชนกรับช่อดอกไม้มา หัวใจอบอุ่นขึ้นในทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงความใส่ใจที่เขามอบให้เธอเอ่ยคำขอบคุณพร้อมรอยยิ้มหวานๆ ที่ทำให้คนรอบข้างอดไม่ได้ที่จะมองดูทั้งคู่ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม“ลูกแม่เก่งที่สุดเลย” แม่ของพิมพ์ชนกพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พลางดึงลูกสาวมากอดเ
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายที่เคยคุกคามชีวิตเขาและคนที่เขารักได้จบสิ้นลงปกรณ์ก็ใช้เวลาคิดทบทวนถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มตัดสินใจครั้งสำคัญวางมือจากธุรกิจสีเทาอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่สงบสุข และที่สำคัญคือเพื่อปกป้องคนที่เขารักและห่วงใยตอนนี้ปกรณ์หันมาดูแลผับและบริษัทของเขาอย่างจริงจัง โดยเน้นให้กิจการทั้งสองเดินหน้าในกรอบของความถูกต้องตามกฎหมายเขาทุ่มเทให้กับการพัฒนาธุรกิจของตัวเอง หลังจากที่ปกรณ์ตัดสินใจวางมือจากธุรกิจสีเทาเขาหันมาทุ่มเททุกอย่างให้กับการพัฒนาธุรกิจอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงเพื่อความสำเร็จทางการเงินแต่เพื่อต้องการสร้างธุระกิจสำหรับครอบครัวของเขาเย็นวันหนึ่ง ขณะที่พิมพ์ชนกกำลังจัดโต๊ะอาหารที่ระเบียง ปกรณ์เดินออกมาพร้อมกับยิ้มบางๆดวงตาสะท้อนความผ่อนคลายที่หาได้ยากในวันเก่าๆพิมพ์ชนกวางจานในมืออย่างเบามือ พลางหันไปมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและอบอุ่นใจภาพของชายผู้เคยแข็งกร้าวที่เวลานี้ดูอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม ทำให้หัวใจเธอคล้ายถูกโอ
หลังจากที่ทุกคนเฝ้าพิมพ์ชนกจนล่วงเข้าสู่ตอนดึก ขวัญข้าวที่ดูเหนื่อยล้าเอ่ยขึ้นเบาๆ"พวกเราควรผลัดกันพักบ้างนะ คุณอัคคี คุณกลับไปพักเถอะ ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อเอง"อัคคีขมวดคิ้วมองเธอ ก่อนตอบกลับเสียงเรียบ "ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนดีกว่า เธอเองก็ดูเหนื่อยไม่น้อยเหมือนกัน"ขวัญข้าวถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่หันไปมองปกรณ์ที่ยังคงนั่งจับมือพิมพ์ชนกไม่ปล่อยสายตาของเขาจับจ้องเธออย่างมีความหวัง"คุณปกรณ์คุณพักหน่อยไหม" ขวัญข้าวเอ่ยถามเบาๆปกรณ์ส่ายหน้าโดยไม่หันมอง "ไม่เป็นไร ผมอยากอยู่ตรงนี้ ถ้าพิมฟื้นขึ้นมา ผมอยากให้เห็นหน้าพิมเป็นคนแรก"ขวัญข้าวมองดูเพื่อนของเธอด้วยสายตาเศร้า ก่อนจะหันไปบอกอัคคี"เราไปหาอะไรรองท้องกันหน่อยไหม"อัคคียักไหล่อย่างไม่สนใจ แต่ก็พยักหน้าในที่สุด "โอเค "เมื่อทั้งคู่เดินออกไปจากห้อง ความเงียบงันก็ปกคลุมลงมา ปกรณ์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมมือหนาเอื้อมไปปัดเส้นผมที่ปรกใบหน้าพิมพ์ชนกออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสของเขานุ่มนวลราวกับกลัวว่าเธอจะเจ็บ"ขอโทษนะ ที่ปกป้องคุณไม
ดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าทาท้องฟ้าด้วยสีส้มและชมพูอ่อน พื้นทรายละเอียดใต้ฝ่าเท้าชวนให้รู้สึกอบอุ่นหยาดน้ำทะเลที่กระเซ็นเข้าหาชายฝั่งเป็นระยะสร้างเสียงคลื่นเบาๆ คล้ายเพลงบรรเลงปกรณ์กุมมือของพิมพ์ชนกไว้อย่างแนบแน่น สัมผัสของเขาอ่อนโยน แต่มั่นคงพิมพ์ชนกเหลือบมองมือของพวกเขาที่ประสานกัน ความอบอุ่นจากอุ้งมือของเขาไหลซึมผ่านปลายนิ้วเข้ามาในใจเธอคล้ายกำลังทำให้ความหนาวเหน็บที่เธอพยายามสร้างขึ้นเองเริ่มละลาย"ที่นี่สงบดีนะ" เสียงของปกรณ์ดังขึ้นท่ามกลางเสียงคลื่น เขาหันมามองเธอด้วยรอยยิ้มบางๆพิมพ์ชนกพยักหน้า ยิ้มกลับบางเบา "ค่ะช่วงเวลาแบบนี้เหมือนจะหยุดเวลาไว้ได้"เขาหยุดเดิน ดึงมือเธอให้หยุดตาม รอยเท้าของพวกเขาประทับอยู่บนทรายขาวละเอียด ราวกับเครื่องหมายแห่งความทรงจำที่ถูกฝากไว้"ผมอยากให้คุณรู้ไว้นะ" ปกรณ์เริ่มพูด สายตาของเขาสบเข้ากับเธอโดยตรง“ตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเจอกัน คุณคือคนที่ผมอยากใช้เวลาอยู่ด้วย ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม”คำพูดของเขาทำให้พิมพ์ชนกนิ่งไป ใจเธอเต้นแรงกว่าเดิม เธอก้มหน้าลงพยา
แสงอาทิตย์อ่อนๆ ของเช้าวันใหม่ที่ทอดผ่านหน้าต่างรถที่เปิดเพลงเบาๆปกรณ์นั่งอยู่ที่เบาะหลังเคียงข้างพิมพ์ชนก มือข้างหนึ่งของเขาจับมือเธอไว้แน่นราวกับจะยืนยันความปลอดภัยให้กับเธอเตโซผู้ช่วยคนสนิททำหน้าที่คนขับ เขาขับรถไปอย่างระมัดระวังบนถนนโล่งขวัญข้าวและอัคคีนั่งอยู่รถคันถัดมา ทุกอย่างดูปกติ แต่แล้ว..."คุณปกรณ์ครับ มีรถขับตามเรามาตั้งแต่ออกจากโรงแรมแล้วล่ะครับ" เตโซพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมพลางมองกระจกมองหลังบ่อยครั้งปกรณ์เหลือบมองพิมพ์ชนกที่กำลังจ้องเขาอย่างเป็นกังวล เขาขยับตัวมองผ่านกระจกฝั่งตัวเองก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เตโซ“ใจเย็นๆ ขับไปตามทางปกติ แต่ระวังหน่อย” เสียงของเขาสั่งเด็ดขาด เตโซปรับความเร็วและพยายามหาทางหนีจากการสะกดรอยไม่นาน รถคันที่ตามมาก็เริ่มกระชั้นชิด เสียงยางล้อเสียดสีกับถนนทำให้พิมพ์ชนกสะดุ้งเธอหันไปมองรถที่อยู่เบื้องหลังด้วยความหวาดกลัวแล้วมันก็เกิดขึ้น...เสียงปืนดังขึ้น! กระจกข้างรถแตกกระจาย เตโซกระชากพวงมาลัยทำให้รถเบี่ยงหลบไปอีกเลน“นั่งลง!” ปกรณ์กระชากพิมพ์ชนกลงต่
ค่ำคืนเดียวกัน ปกรณ์นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวของผับรอบโต๊ะใหญ่มีชายหนุ่มอีกสามคนที่แต่ละคนล้วนเป็นนักธุรกิจชื่อดังในแวดวงสังคมแต่ภายใต้ภาพลักษณ์เหล่านั้น ทุกคนต่างเป็นคนสำคัญในโลกธุรกิจมืด"นายดูไม่ค่อยมีสมาธิเลยนะกรณ์" หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น เป็นชายหนุ่มผมยาวเรียบแปล้ในชุดสูทไร้ที่ติชื่อว่า ธีรธร เขาเ
ขวัญข้าวนั่งไขว่ห้างอยู่ที่ม้านั่งหน้าคณะ พลางก้มมองโทรศัพท์ในมือแต่หางตาเหลือบเห็นรถคันหรูจอดเทียบอยู่ไม่ไกล เธอเลิกคิ้วสงสัย ก่อนจะเห็นพิมพ์ชนกเปิดประตูรถลงมา"เฮ้ย! ยัยพิม!" ขวัญข้าวลุกพรวดขึ้นมา มองเพื่อนรักด้วยสายตาแปลกใจปนสงสัยพิมพ์ชนกยืนปรับกระโปรงพลางส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้เพื่อน แต่ยังไม่ทันพ
ปกรณ์รู้สึกถึงความร้อนที่พุ่งเข้ามาจากความรู้สึกที่พยายามยับยั้งอยู่ภายใน เขามองเธอด้วยความลังเลเพียงชั่วครู่ดวงตาสีดำขลับหรี่ลงเล็กน้อย เขารู้ว่าเธอเมาและพูดไปตามอารมณ์แต่บางสิ่งในตัวเขากลับรู้สึกเหมือนถูกกระตุ้นอย่างไม่สามารถห้ามได้"พิมพ์ชนก..." เขาพึมพำชื่อของเธออีกครั้งด้วยเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจ
ปกรณ์มองตามเธอจนลับสายตา ความรู้สึกที่ซับซ้อนกำลังตีกันอยู่ในอก เขารู้ดีว่าการปล่อยเธอไปเช่นนี้คือสิ่งที่ควรทำ แต่ความคิดอีกด้านกลับย้ำเตือนว่าเธอคือคนที่เขาไม่อาจปล่อยมือได้ง่ายๆในขณะเดียวกัน หญิงสาวตัวเล็กแต่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงพิมพ์ชนกที่เดินกระฟัดกระเฟียดออกมาจากผับของปกรณ์ จู่ๆเสียงแจ้งเ







