LOGINช่วงรุ่งเช้า เสียงน้ำถูกจ้วงด้วยพายไม้ของเรือสำปั้นไม้ประดู่ ขนาดพอเหมาะจากกระดานไม้สามแผ่น ดังเบาแทรกเสียงนกกา ท่ามกลางอากาศเย็นและกระไอหมอกที่ลอยคว้างเหนือผิวน้ำ
จ๋อม แจ๋ม...
กองโจรเสือขาลนั่งเงียบ ค้อมตัวหมอบเล็กน้อยกวาดสายตาลอบระวังภัย มือกระชับปืนยาวบ้าง ปืนสั้นบ้างล่องลำน้ำสายเล็กคลองบ้านหม้อ คลองที่ชาวบ้านใช้ผันเข้านา เส้นทางลัดออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
กระทั่งแดดเริ่มทอแสงมองเห็นปากแม่น้ำสองสี จึงได้คลายความระมัดระวังลงด้วยถิ่นด้านหน้าเป็นของกำนันน่วม สหายวัยดึกของเสือขาล
ในช่วงต้นเมษายนตะวันสะท้อนแผ่นน้ำสายใหญ่แห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศ ระยิบงดงาม คนทั้งหมดในเรือยังนั่งเงียบ
“ขาล ส่งของเสร็จพาแวะตลาดสักหน่อย”
สักเปรยขึ้นก่อนที่เรือจะเทียบท่าหัวมุม สถานที่ลับสำหรับนัดส่งของ ขาลเอี้ยวกลับไปมองแสยะยิ้มแต่ไม่เอ่ยล้อ ด้วยรู้ว่าต่อหน้าลูกน้องนับสิบ คุยเล่นหยอกหัวไม่ได้
“กำนันน่วมมาเองว่ะ”
น้ำเสียงของเสือสักประหลาดใจ ทำให้ขาลมองเขม็ง ตัวเกร็งขึ้นทันที
แม้ว่าเขาและกำนันน่วมนับว่าเป็นสหายค้าขายและช่วยเหลือกันมานมนาน ทว่ามิเคยเจอหน้ากันกลางวันแสก ๆ นอกจากนัดแนะผ่านจดหมายหรือเยี่ยมหายามค่ำคืน
ร่างท้วมกำนันในวันนี้อยู่ในชุดข้าราชการสีกากีแต่ผูกผ้าขาวม้าคาดพุงใหญ่ลายแดงขาว หนวดคันศรกระดิกเบาๆ สีหน้าของกำนันขมวดคิ้วทุกข์ใจแม้ว่ายืนนิ่งไม่ไหวติง
ตุบ ! กลิ่นฟางที่บรรจุในลังฟุ้งขึ้นเมื่อลูกน้องวางลงข้างพุ่มไม้ ขาลเหลือบสายตามองแต่ไม่ว่ากระไร ปัดมือเปื้อนคราบน้ำอ้อยกันรั่วสองสามครั้ง
“เช้านี้พวกเอ็งมาช้า” กำนันทักน้ำเสียงร้อนใจ “ของครบไหม”
“ครบ” สักเป็นคนตอบแทน กวักมือให้ลูกน้องมาขนต่อ
“มีอะไร กำนัน” ขาลถามเสียงเย็นพลางเดินตาม เสือสักเหลียวมองขมวดคิ้วจึงสาวเท้าไปสมทบ กำนันพยักหน้าไปทางของ
“ของรอบนี้ คุณชายประยูรใช่ไหม”
ขาลขยับหน้ารับ เพียงได้ยินชื่อใจก็ไพล่นึกภาพดวงหน้าแฉล้มที่เขาลอบมองก่อนจะลุกขึ้นเมื่อรุ่งเช้า
“หนักเอาเรื่อง ไม่รู้ว่าขนเที่ยวนี้จะรอดตาทางการหรือเปล่า” คำหนักใจของกำนันทำให้เสือขาลออกจากภวังค์ความคิด
“แต่คุณชายให้สัญญาแล้ว”
สักพูดแทรก พาร่างมาใกล้ไม่อยากให้ใครได้ยิน กลิ่นควันดำจากลูกน้องกำนันที่ลอบแอบสูบยังลอยคลุ้งไม่ห่าง
“ฝิ่น” กำนันนิ่วหน้า “สิบกิโลนับว่ามากอยู่”
“เราซ่อนมันอย่างดี ปนไปกับลังเหล้าเถื่อน” ขาลเป็นคนพูดขึ้นพลางเอี้ยวคอกลับไปมองของที่กำลังขนขึ้นเกวียนกำนัน “ถ้าโดนจับได้ก็เป็นเรื่องของคุณชาย ผมถือว่าส่งของแล้ว”
“สิบกิโลมันเตะตาเจ้าเกินไป ขาล... มีข่าวว่าคืนนี้นครบาลตั้งด่าน”
ขาลชะงักเพียงกะพริบตาชั่งน้ำหนัก กำไรขาดทุน “งั้นส่งเรือเปล่าล่อด่าน ของจริงไปคลองรอง”
“มันอาจสาวมาถึงตัว อีกอย่าง...” กำนันโน้มหน้ากระซิบ “ข่าวลือว่าสัญญาที่ให้แลกตัวบุตรสาว ดันกลายเป็นเจ้าหล่อนหนีตามเอ็งมา”
“แล้วยังไง ?” ขาลขมวดคิ้ว “ต่างกันตรงไหน หญิงส่ำส่อนใจแตกหนีตามผู้ชาย...” ขาลมองไปทางแม่น้ำ พูดไม่ทันจบยังรู้สึกฝืดในคอ เสียงกำนันขัดขึ้น
“ข้ากลัวแค่มันจะกลับตาลปัตร ลือว่าพี่ชายเจ้าหล่อนไม่พอใจรุดไปกองสืบนครบาล หมายจะเอาเรื่อง”
“รอสักหน่อยแล้วกันจะส่งกลับไปให้ เอาชุบล้างแม่น้ำสักหน่อยคงหายหมดคาว” ขาลหันกลับมาโก่งคิ้วสูง เยาะเสียงเสียดสีทั้งที่ท้องโหวงแปลก ๆ
“ไอ้ขาล” สักปราม
“ถือว่าแลกกันแล้ว หากทางนั้นเบี้ยวสัญญาผมจะส่งคุณหญิงกลับ ตัวผมเป็นโจร ราคีไม่มีให้เสีย แต่คุณหญิงคนงาม...”
คำเว้นว่างที่เสือขาลไม่เอ่ยต่อ ทว่ากำนันน่วมและเสือสักย่อมรู้ดี จึงถอนหายใจยาวสงสารหญิงสาวลูกสกุลใหญ่
“อย่ามัวพูดแต่เรื่องของหล่อนเลย” ขาลทำน้ำเสียงฉุนเฉียวทั้งที่นัยน์ตาวูบไหวเล็กน้อย “ผมต้องพาไอ้สักไปตลาด มันหมายใจจะซื้อของใช้ให้พี่เลี้ยงสาวคนติดตามที่มาด้วยจากพระนคร”
“มึงรู้ได้ไง” สักแค่นเสียงแต่กลั้วหัวเราะเบา ๆ
“ฮึ !” ขาลพ่นลม เบี่ยงหน้ามองลำน้ำที่เวลานี้แดดจ้ามากแล้ว กว่าจะเสร็จเรื่องกลับถึงหมู่บ้านคงเย็นย่ำ ภาพคุณหญิงกับแกงบอนเมื่อค่ำวานทับซ้อนเข้ามา
“ซื้อกุ้งแห้งไปเพิ่มสักหน่อยก็ดี ป้าแม้นคงชอบใจ”
เขาเดินเลี่ยงออกห่างไปรอท่ายังข้างสะพานไม้ควักยาสูบมามวนกระดาษ พ่นควันยาวกระทั่งได้ยินเสียงลูกน้องด้านหลัง จึงพากันทยอยลงเรือแล้วล่องยังตลาดทางใต้
ป่านนี้หล่อนตื่นมาแล้วไม่เห็นเขาคงโล่งใจ
สายตาพยัคฆ์วาวแสงกลางลำน้ำ ภาพที่เห็นคงมีเพียงริมฝีปากเม้มตึง นัยน์ตากวางโตไหวด้วยชีวิตชีวาไม่ยอมคน ทั้งที่เป็นเพียงหญิงต่างถิ่นลูกคุณหนู
เสือขาลดีดมวนยาลงน้ำกวักล้างมือเย็นเยียบ กลิ่นสายธารระคนกลิ่นดอกลำดวนโชยมาแม้อ่อนจางทว่ายังจำชัด แต่ไม่เท่ากับกลิ่นมะลิที่ติดผิว ซ่านวาบในทรวงอก
เขาหยุดชะงักจ้องตัวเองบนคลื่นน้ำ ยกมือทาบสีข้างแสบนิด ๆ แต่ไม่เท่าหัวใจที่เต้นจนแสบอก สบถคำโตจนลูกน้องสะดุ้ง
โจรเช่นเขาหวังสิ่งใด ไอ้ขาล ! หล่อนเป็นเครื่องมือ หากมึงงุ่นง่านนักก็แวะซ่องนางเอียดซิวะ
เสียงเสือขาลฟืดฟาดขัดใจ ไม่รอดพ้นสายตาเสือสักที่ลอบสังเกตมาสักพัก โจรสักกระตุกยิ้มผิวปากเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี
วี้ด... วิ้ว... ~
ชายใดเล่าจะไม่อ่อนยวบยามได้สัมผัสต้องเนื้อนวลสาวชาวพระนคร เพราะเขาเองก็กำลังเป็นเช่นกัน
แต่เขาไม่ใช่เสือขาล ดังนั้นจึงมาดหมายว่าจะเกี้ยวพาราสีหล่อนสักเล็กน้อย หาของไปให้ ทำหล่อนอุ่นใจ รู้สึกปลอดภัยยามอยู่ใกล้เขา ตะล่อมคำหวานสักนิด เพลงรักจะยิ่งหอมหวาน
คนทั้งคู่ยังคงอยู่ในภวังค์ถึงดวงหน้าสาว แม้ว่ากองโจรในคราบชาวบ้านได้ล่องเรือจนถึงตลาดท่าน้ำคึกคักดั่งเช่นเคย ชาวบ้านรู้จักซุ้มโจรเสือขาลเป็นอย่างดี ต่างยิ้มแย้มที่วันนี้ได้ลาภก้อนโต
หากยังมีอีกมุมหนึ่ง แย้มมาเพียงหน้าเฝ้ามองโจรหนุ่มไม่คลาดสายตา โดยที่กองโจรบ้านวังน้ำใสทั้งหมดไม่รู้ตัว
จวบจนบ่ายคล้อยจัดพวกเขาจึงล่องเรือกลับ คลื่นแม่น้ำกระแทกกาบเรือจนโคลง ดุจดั่งหัวใจของสองหนุ่มที่เคลงสั่นไหว คล้ายเรือน้อยลอยกลางลำส่งความคำนึงไปถึงอีกคนที่กำลังจามฉุน
“ฮัดชิ้ว !” วนิดาทำจมูกขยุกขยิก ลองจับดูไม่เห็นจะมีน้ำมูก
“มีคนคิดถึงหรือเปล่าคุณนิด จึงได้จามคำโต” พี่เลี้ยงสาวพูดพลางวางจานข้าวบนโต๊ะพร้อมป้าแม้นที่เดินตามหลังพาคนมาด้วย
“ใครกันจะคิดถึงคนอย่างนิด” เสียงหวานพูดอย่างน้อยใจ ตามองคนหลายคนกำลังจัดเตรียมขนของปัดกวาด “ทำอะไรกันคะป้าแม้น”
วนิดาเอ่ยทักสนิทสนมทั้งที่เพิ่งรู้จักเมื่อวาน คงเพราะท่วงท่าป้าแม้นกริยาดั่งหญิงในรั้วในวัง แม้สวมชุดผ้าซิ่นสีมอ เสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ
“คุณขาลสั่งให้เปลี่ยนฟูกค่ะ” ป้าแม้นตอบพลางโบกไม้โบกมือ วนิดาและลดาวัลย์จึงเห็นคนยกฟูกหนาและใหญ่กว่าเดิมขึ้นมาบนเรือน
“นี่เขาคิดอะไร ?” วนิดาพึมพำลุกจากเก้าอี้ มองชายร่างใหญ่ผิวดำยกเข้าไปในห้องเปลี่ยนเอาของเก่ากลับออกไป
“คิก คิก” พี่เลี้ยงสาวหัวเราะ “สงสัยกลัวคุณนิดปวดหลังค่ะ”
“พี่ลดา ไม่ตลกนะคะ” วนิดาเสียงเข้มขึ้นแล้วชะงัก “นี่... พี่หายไปคืนหนึ่ง เอนเอียงแล้วดอกหรือ”
ลดาวัลย์พวงแก้มระเรื่อบิดนิ้วกับผ้าซิ่นสีอ่อน วนิดาเพิ่งสังเกตว่าพี่เลี้ยงสาวไม่ได้รวบผมตึงเช่นเคย ปล่อยสยายยาวดำขลับ จึงนิ่วหน้า
“เปล่าเสียหน่อยคุณนิด พี่แค่รู้สึกจั๊กจี้”
“รู้สึกจั๊กจี้ !”
แสงเช้าพาดผ่านบานหน้าต่างไม้เก่าซีดของโรงแรมราคาถูกในอำเภอพรหมบุรี เสียงจอแจจากถนนดินแดงด้านนอกดังก้องตั้งแต่ไก่ขันกลิ่นข้าวสารปนฝุ่นจากรถม้าลอยคละคลุ้งเข้ามาในห้องพักแคบ ๆ เตียงไม้กรุผ้าปูสีหม่นวางชิดผนัง มุ้งเก่าห้อยยาน ม่านบางสั่นไหวตามลม ยามเช้าเสือสักยืนพิงขอบหน้าต่าง มวนยาสูบในมือส่งควันลอยเป็นเส้นบาง ร่างสูงกำยำในเสื้อสีเข้มและกางเกงผ้าฝ้ายเงียบขรึมผิดไปจากที่เคยเป็น ดวงตาคมนิ่งทอดมองลานกว้างด้านล่าง แต่ใจกลับวนเวียนอยู่ที่ร่างเล็กบนเตียงด้าน หลังหญิงสาวจากพระนครที่ถูกจับลากมาพร้อมวนิดา ยังนอนขดตัวใต้ผ้าห่มบาง ผมดำยาวสยายลงหมอน ใบหน้าหวานแฝงรอยเหนื่อยอ่อนจากคืนก่อน ที่เขากอดรัดเธอไม่ยอมปล่อย ผิวขาวเนียนสะท้อนแสงเช้า รอยช้ำจางๆ จากการรักอันดิบเถื่อนยังประทับอยู่บนต้นคอและไหล่บาง“พี่สัก...”เสียงหวานพร่าเอ่ยเรียกเบา ลดาวัลย์พลิกตัวช้าๆ ผ้าห่มเลื่อนลง เผยแผ่นหลังขาวนวลที่โค้งงามราวหยกแกะสลัก เธอรู้ว่าเขายืนมองอยู่ ดวงตาคู่สวยเงยขึ้นสบตาเขา ยิ้มจางๆ“เช้านี้พี่ดูแปลก ๆ”สักกลืนน้ำลายลงคอ สายตาคมนิ่ง แต่หัวใจหนักอึ้งราวถูกบ
หกปีต่อมา ณ วังเทวากูรเวลาหกปีผ่านไปทำให้บาดแผลทั้งหลายแปรเปลี่ยนเป็นความสงบแสงยามเย็นท้ายวังทอดลงยังริมสระขุดใหม่ใกล้กันคือศาลาหลังเล็ก ที่ซึ่งสองสามีภรรยามักมาใช้เวลาร่วมกันในช่วงบ่ายเสมอ ทว่าวันนี้กลับเป็นช่วงเย็นเด็กชายวัยห้าขวบยืนนิ่งมือถูกผู้เป็นย่ากำไว้หลวม ๆ ตามแรงชราภาพ ทั้งสองมองหม่อมราชวงศ์ศิการและหม่อมวนิดากำลังฝังกลบสัตว์เลี้ยงแสนรัก“มันเป็นอะไรตายครับ” เด็กชายแหงนหน้าถามย่า“มันแก่แล้ว... ศิกร” ย่าก้มลงมองยิ้มไปถึงดวงตาฝ้าฟาง“งั้นอีกหน่อยย่าก็ต้องตายใช่ไหมครับ” เด็กชายยังถามอีกทำให้ผู้เป็นย่าหัวเราะเบา ๆ ศิกรในวัยห้าขวบช่างถามเกินวัยสมอายุ ย่าลูบหัวช้า ๆ“ไม่นานดอกหลานรัก จะถึงเวลาของย่า”เด็กชายบีบมือย่าแน่น “ผมไม่อยากให้ย่าตายเลย ไอ้สิบทิศก็ด้วย”วนิดาหันหลังกลับมาปรามดุ “ลูกกำลังพูดคำหยาบ”“แต่คุณพ่อเรียกมันแบบนั้นนี่ครับ” ศิกรหันไปทางพ่อที่หัวเราะในลำคอ ปัดมือสองสามครั้งก่อนพยุงร่างเมียรักขึ้นยืน โอบหลังพาเด
ปรู๊น... เสียงหวูดรถไฟดังแว่วจากชุมทางบ้านหมี่ แสงแดดยามบ่ายของต้นปี พ.ศ. 2481 สาดเปรี้ยงลงบนถนนดินแดงวนิดาในชุดเดรสทันสมัยแบบสาวพระนครยกมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก แต่ก่อนที่หยาดเหงื่อจะไหลลงแก้ม มือคล้ำกร้านของเสือขาลคว้าผ้าเช็ดหน้ามาแตะซับให้อย่างนุ่มนวล“ใครหนอ คิดเรื่องฮันนี่มูนทันสมัยถึงบ้านนอก”วนิดาแสร้งบ่น แววตาหยอกเย้าขณะเดินเคียงข้างร่างสูงใหญ่ของสามีที่เหมือนเป็นเงาคุ้มภัย แสงแดดส่องสะท้อนผมดำเงาของเธอ ทำให้ใบหน้าหวานยิ่งเด่นชัด“บ้านนอกที่ไหน นี่คึกคักยิ่ง รอตกเย็นคุณหญิงจะได้จับจ่ายเดินเล่น”เสือขาลยิ้มเจ้าเล่ห์ มือจับแขนบางเธอแน่น เดินนำไปยังโรงแรมเล็ก ที่ตั้งอยู่ริมถนน คุ้นตาเหมือนเคยมาพักเมื่อครั้งอดีตวนิดาหยุดชะงัก มองป้ายโรงแรมเก่าๆ แล้วหันไปมองสามี “อย่าบอกนะ นี่คือที่ที่พาเมียมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” เธอแหงนหน้าถาม รอยยิ้มของเขาทำให้ใจเธอเต้นแรง ทั้งข้องใจและหวั่นไหว“เป็นเมียโจร อย่าลืมกำพืดสิ ไปเถิด”เสือขาลหัวเราะ ดึงมือเธอขึ้นบันไดไม้ไปยังหน้าโถงโรงแรม เขารับกุญแจจากเจ้าของด้วยท่าทีสนิทสนม
ย้อนกลับไปช่วงวันที่เสือขาลนอนพักรักษาแผลถูกยิงเอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก...เสียงสิบทิศขันแต่เช้าตรู่ในขณะที่ฟ้ายังมืด เสือขาลขยับเปลือกตาสะดุ้งเล็กน้อย ยกมือกุมสีข้างเหลียวมองตามเสียงกรนเบา ๆ เขาทิ้งศีรษะลงวนิดา...เขาพึมพำลอดไม่เป็นถ้อย ใกล้เพียงเอื้อมแต่กลับคว้าไว้ไม่ได้ เขายกมือขึ้นกลั้นเจ็บเอานิ้วเกี่ยวในผมดำขลับของเธอ นุ่มสลวยกลิ่นหอมอ่อน ๆ เผลอยิ้มหากอยู่พระนคร หล่อนคงเข้าร้านเสริมสวยจู่ ๆ ภาพเธอสวมใส่ชุดทันสมัยไม่ใช่ผ้านุ่งอย่างชาวบ้านผุดขึ้น มือชะงักดึงลงวางดั่งเดิมคงเป็นไปไม่ได้... ฉันจะไม่ปล่อยเธอกลับไป“แค่ก ๆ” เขาแสร้งกระแอม เธอยังนอนนิ่งด้วยความอ่อนเพลีย จึงใช้มือเขย่าแรง ๆ “ตื่นได้แล้ว แดดกำลังจะส่องหัว”เธอกะพริบตาสงสัย แล้วลุกพรวดเมื่อเห็นว่าตัวเองนอนดิ้นมาใกล้จนศีรษะเกือบเกยตัวเสือขาล จ้องหน้าเขาที่ทำหน้าขมวดคิ้วอารมณ์เสียแต่เช้า...“ฉันหิวน้ำ” เสือขาลเปรยเสียงแหบวนิดาไม่พูดอะไร เธอโน้มตัวไปหยิบขันน้ำ เสื้อคอกระเช้าสำหรับใส่นอนหย่อนลงจนเห็นเนินหน้
โห ฮิ่โห ฮิ่โห ฮิ่โห ฮิ่โห... ฮิ้ว...ใครมีมะกรูด มาแลกมะนาว ใครมีลูกสาว มาแลกลูกเขย เอาว่ะเอาเว้ย ตะละลา......เสียงขบวนขันหมากคึกคักยิ่งด้วยหัวหน้าโจรร่อนจดหมายบอกพรรคพวกลูกน้องเก่าให้ช่วยมาจัดงาน ในเช้านี้ขันหมากตระกูลผู้ดีจึงได้ยาวเหยียด แต่งกายเสื้อฝ้ายสีมอกางเกงเนื้อหยาบ เสียงคุยเอะอะหัวเราะครืนทุ้มก้องยังหัวถนนกระต๊าก ! ไอ้สิบทิศร้องเบา ๆ ในอ้อมแขนเจ้านายของมัน เขาลูบหัวปลอบใจ“มึงทำหน้าที่ให้ดี แล้วกูจะไม่ต้มมึง”ขาลเปรยหัวใคร่ยืนตรงกลางขนาบข้างด้วยเสือสักยกพานสินสอด สมุนโจรยกต้นกล้วยอ้อยคาดเอวด้วยผ้าขาวม้าลายแดงน้ำเงินเสียงขบวนขันหมากเหล่าบุรุษเถื่อนวังน้ำใสก้องยาวบนถนนราชดำเนิน ดงผู้ดีของพระนคร ดังเสียจนเจ้าสาวที่นั่งอยู่หน้ากระจกหัวเราะเบา ๆ“ดูท่าศิการจะเกณฑ์คนมาอักโข” หม่อมอภิรดีเปรยเบา สวมสร้อยคอทับทิมที่หม่อมอัมพรนำมาให้ตั้งแต่เมื่อวาน วนิดายกแตะลูบสีโลหิต“คึกคักดีค่ะ”ภาพสะท้อนในกระจกเช้านี้ เธอเลือกไว้ทรงผมเดิมดัดลอนสั้นพองาม ต่างหูคู่ไม่ใหญ่นักแต่สีเม็ดทับทิมแข่งรับริมฝีปากแต้มชมพูดอกบัว เสื
เสียงหวีดแหลมดังก้องในโถงวังปรียาวงศ์ของอภิรดีลอดไปยังลานสวนข้างบ้าน ที่ซึ่งต้นกาสะลองใหญ่ยืนนิ่งรับรู้ถึงทุกสิ่งของบ้านหลังนี้ใต้ต้นคือชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าซีดเผือด กระโจนพรวดไม่กี่ก้าวตามเสียงไปทางห้องพักผ่อน เสือขาลตาเบิกโพลงตระหนก ตวัดปืนขึ้นมือสั่นเทา“ไอ้ประยูร” เสือขาลกดเสียง หัวใจหล่นวูบลงที่เท้า ร่างของหญิงคนรักถูกคนที่ฆ่าพ่อเขารัดคอแน่นด้วยมือ นัยน์ตาเธอเหลือกขึ้นก่อนที่มันจะหันมาเห็นแล้วปล่อยออก“แค่ก ๆ” วนิดาสำลักอากาศ สูดหายใจเฮือก ไอเอาลมเข้าปอด ตาแผดร้อนแดงก่ำน้ำตารื้น “พี่ขาล...”“โลกมันกลมจริงไหม” ประยูรใช้ท่อนแขนรัดคอลูกสาวลากไปอีกทาง ปลายปืนลูกโม่เสือขาลจ่อไล่ทุกฝีก้าว “กูเพิ่งรู้ข่าว ไม่คิดเลยว่ามึงจะเป็นลูกท่านหลานเธอ โดยเฉพาะไอ้ศิกร”เสือขาลกัดกรามกรอด ทรวงอกร้อนวาบนิ้วชื้นเหงื่อขยับขึ้นไกนก กึก! ประยูรสลับมือ ใช้มีดพร้าจ่อคอวนิดาทันควัน“มึงกล้าแลก ?” ประยูรเยาะหยัน“ปล่อยหล่อน” ขาลสั่งลอดไรฟัน เหงื่อผุดไหลลงหางตา“ปล่อย ? ก่อนหน้ากูคิดว่าส่งมันไปก็สมเนื้อ ลูกโจรกับโจร คนชั้นต่ำ ฮ่า ฮ่า ใครจะรู้ว่ามึงเป็นส







