Masukเขาก้มหน้าจูบปากแต่เธอเบี่ยงหน้าหลบ ร่างหนาหนักด้านบนชื้นเหงื่อ กลิ่นผู้ชายล้อมจนสาวเช่นเธอใจระทึกทั้งที่ไม่ควรรู้สึก
วนิดา... เธอครางในใจกัดฟันลิ้มรสเลือดตัวเอง ยกเข่าขึ้นกระแทกกล่องดวงใจเสือขาล แต่เขารู้ทันกดท่อนขาทับไว้ ลากมือกร้านล้วงผิวอ่อนนุ่มใต้เสื้อ เคลื่อนหน้าลงต่ำเรื่อย ๆ
“อื้อ...” เธอกรีดร้องมือควานสะเปะสะปะไปทั่ว
เขากระชากเสื้อกระดุมหลุดกระเด็น จดริมฝีปากร้อนผ่าวบนผิวนวล คำรามต่ำในลำคอ
“ยิ่งดิ้น” เขาสบตาหวาดหวั่นของเมียเจ้าแสยะยิ้มเหนือยอดทรวง “จะยิ่งกระแทกให้ลึก”
วนิดาหยุดนิ่งทันที ความหวั่นกลัวไหลบ่าราวสายน้ำไปทั่วร่าง ดวงตาของเสือขาลในค่ำนี้เอาจริง ทั้งลึกล้ำเปล่งแสงความปรารถนาออกมาไม่ปิดบัง
สายตากระทบกันครั้งเดียวก็รู้ ใครยอม ใครไม่
ความร้อนภายในห้องถูกกระแสลมเอื่อยพัดกลิ่นฟืนไหม้เข้ามา ลอยคว้างผสานกลิ่นเหงื่อและสบู่เดียวกัน
เขาจดปากอุ่นจัดระหว่างทรวงอก มือกร้านกอบกุมเต้าเต่งดันขึ้นเคล้นคลึง ความเคียดแค้นที่ฝังลึกมลายลงราวปราสาททรายถูกกระแสน้ำกวาดทลาย
เขาสูดกลิ่นอ่อนหวานบนผิวของเธอ เคลื่อนตัวลงต่ำถึงแผ่นท้องมือกระตุกเชือกรัดกางเกง ปึก !
วนิดาสะดุ้งเฮือก เนื้ออ่อนเย็นวูบเมื่อโดนไอเย็น เธอฉวยโอกาสตอนที่เขาวุ่นวายปลดกางเกงพลิกตัวตะกายออกไปถึงมุมฟูก
“วนิดา” เขาคว้าข้อเท้าแต่ไม่ทัน
เมียโจรคลานไปยังมุมที่นอน เห็นประกายแสงแววใต้ฟูก เธอหยิบขึ้นมากำแน่น หันกลับมายกปืนสูงกว่าชายโครงเพียงนิ้วเดียว ไกสะท้อนใต้ปลายนิ้วระริก สบตาเสือวินาทีที่ประกายไฟแล่นวาบ ปัง !
ดวงตาคู่หวานเบิกกว้าง หอบหายใจตระหนก มือสั่นเทา กระสุนเฉียดซี่โครงซ้าย ทิ้งลายเลือดเป็นทาง เธอนั่งนิ่งค้างไม่กล้าขยับ
“ปัดโธ่เว้ย !” เสือขาลสบถเต็มแรงยกมือกุมสีข้าง
“คุณบอกฉันห้ามลังเล” เธอกระซิบเสียงสั่น ยึดคำมั่นเขาไว้ สบตาเสือวาวโรจน์ “ฉัน...” เธอผวาตัวจะเข้าไปแต่เขายกมือห้าม
“หยุดตรงนั้น !” เขากดเสียงต่ำ ก่นด่าตัวเอง
วนิดากอดเข่า มือกำปืนสั้นแน่นแม้สั่นเทา พึมพำคนเดียวราวคนเสียสติ เธอยิงเสือขาล ถ้าเขาตายเธอจะเหลือรอดอะไร ?
เสียงกัมปนาทสะท้อนในเรือนเล็กดังลอดก้องทั่วลานหมู่บ้าน นกกาแตกตื่นบินว่อนรวมไปถึงลูกน้องวิ่งกรูออกมาจากเรือนทีละคนตรงไปยังเรือนหัวหน้า ชักปืนขึ้นไกนกเตรียมพร้อม
เสียงลงฝีเท้าของคนนับสิบทำให้เสือขาลและวนิดาจ้องหน้ากัน เขาสบถคำโต ส่วนวนิดายิ่งสั่นระริกที่ทำร้ายลูกพี่แห่งบ้านวังน้ำใส
“พี่ขาล !” บุญส่งตะโกนนำมาจากตีนกระได
“ไอ้ขาล !”
เสือสักไปถึงก่อนด้วยเรือนใกล้กว่า ถีบประตูดังปัก ! เล็งปืนทันที เบิกตาค้างเมื่อได้เห็นสภาพเพื่อนในแสงสลัวทองหม่น กลิ่นเลือดคละคลุ้ง
“พวกมึงจะพากันมาทำไม !” เสือขาลตะคอกใส่
สักผ่อนลมหายใจ รอยเลือดไหลซึมไม่มากนักตรงสีข้างด้านซ้ายเพื่อนสนิท จึงลดปืนลงพอดีกับไอ้จ้อยพรวดพราดเข้ามาชะงักเท้ากึก
“พี่ขาล...”
เสียงของมันอ่อนเปลี้ยมือตีนอ่อนยามเห็นลูกพี่ที่มันรักเหนือเกล้าได้เลือด ตั้งท่าจะทรุดเข่าคลานไปหา เสือสักรีบดึงต้นแขนพูดหนัก ๆ
“ไอ้จ้อย ออกไปบอกพรรคพวกกลับเรือนนอน ไม่มีอะไรแล้ว อย่าปากเปราะเที่ยวพูดว่าลูกพี่แกได้เลือด”
“แต่... พี่ขาล” มันทอดเสียงสั่น หน้าตาเลิ่กลั่ก
“กระสุนถาก ไม่เข้าหนังของดีคุ้มหัว จำไว้”
เสือสักเน้นคำพลางตวัดตาแวบเดียวไปทางหญิงต้นเรื่อง แม้หน้าซีดมือสั่น แต่ดวงตากลับวาวแสงอย่างไม่กลัว เสื้อหลุดลุ่ยผมเผ้ากระเซิง เขาถอนหายใจ
มีงจะออมมือให้คุณหญิงสักหน่อยก็ไม่ได้
จ้อยได้ยินลูกพี่สั่งจึงกลืนน้ำลายผลุนผลันตะโกนโหวกเหวก ซ้ำหัวเราะว่าพี่ขาลเราของดีมหาอุด โดนสาวลั่นกระสุนยังไม่เข้า
ลูกน้องหลายคนเชื่อว่าเสือขาลมีคาถามหาอุด ปืนยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า เขาจึงกลายเป็นเสือใหญ่ที่ตำรวจนครบาลยังครั่นคร้าม… ยิ่งเรื่องโดนเมียใหม่ลั่นไกแต่ไม่โดนยิ่งพากันเลื่อมใส
ทว่ามีเพียงเขาและเสือสักที่รู้ว่าทุกอย่างหาใช่คาถา หากแต่คือใจคนที่ไม่เคยกลัวตาย
เสียงลูกน้องค่อยถอยห่างเรือนไปเรื่อย ๆ สักจึงหันกลับมา “เดี๋ยวกูทำแผลให้” สักพูดเบา ๆ
“ไม่ต้อง” เสือขาลกระชากเสียง เอี้ยวคอไปยังตัวต้นเหตุ “ให้มันทำ”
“คุณหญิงมือไม้สั่นเป็นลูกนก จะทำแผลให้มึงได้อย่างไร” สักเหน็บปืนโม่เข้าเอวพลางเดินไปมุมห้อง เปิดหีบไม้ค้นหาของอยู่เป็นพัก
เสือขาลปลดกระดุมเสื้อดึงโยนทิ้ง ลุกเดินไปนั่งพิงฝาเรือนอีกฟาก จ้องคุณหญิงนิ่ง รอจนสักเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกล่องไม้หลวมยาสามัญ
“โชคดีแค่ถาก” สักพึมพำขณะล้างแผลด้วยเหล้าขาว
โจรขาลสะดุ้งเบา ๆ ไอเหล้าทำแสบแผล แต่ไม่เท่าแสบหัวใจที่โกรธทั้งโกรธ แต่ดันสงสารเมื่อมองหน้าเมียพระนครซีดจนไร้สี
“วันหลังจะพาไปฝึกยิง อ่อนหัดปานนี้ ขืนโดนโจรจริงข่มขืนจะเหลือรอดอะไร”
“พูดอย่างกับมึงไม่ใช่โจร”
สักทำเสียงเยาะ พันผ้าเรียบร้อยแล้วเก็บข้าวของลุกขึ้น ชำเลืองไปทางคุณหญิงที่นั่งเงียบแต่สายตาเพ่งจ้องเสือขาลตลอดเวลา
สักปิดลังไม้แล้วออกจากห้อง มองคนทั้งคู่อีกครั้งก่อนจะงับประตูเบา ๆ
“หากเข้ามาอีก ฉันจะยิงอีก” วนิดาพูดขึ้นทันที เสียงสั่นแต่หนักแน่น
เสือขาลแค่นเสียง “ฮึ !” เขารอจนได้ยินฝีเท้าเสือสักลงเรือนไปแล้วจึงค่อยพูด “โยนปืนมา” เขากระดิกนิ้ว
วนิดาชั่งใจครู่หนึ่ง แต่ขืนเธอชักช้าจะซ้ำรอยถูกปล้ำ จึงโยนปืนสั้นไปทางเขา ก้มดูมือตัวเองที่ปลายนิ้วระริก เธอเกือบฆ่าคนไปแล้วจริง ๆ ใจเริ่มสั่นรัวขึ้นมา กระทั่งรู้สึกถึงไอร้อนเฉียดใกล้จึงสะดุ้งสุดตัว
“คืนนี้หมดอารมณ์แล้ว” เขาพูดเรียบ ๆ กลั้นหายใจเมื่อขยับตัวแล้วเสียวแผลแปล๊บ “มานอนบนฟูก”
“แต่... ฉัน...” เธอยังจ้องเขานิ่งอย่างไม่ไว้ใจ
เสือขาลนอนหงายเอี้ยวคอไปทางวนิดา “นอน ถ้าขืนดื้อ... จะปล้ำ” เขาขู่เบา ๆ
วนิดารีบคลานเข่าขึ้นบนฟูก ทิ้งตัวนอนตะแคงหันไปอีกด้าน จึงค่อยรู้ตัวว่ากำลังเกิดอาการกลัวขึ้นมา ปลายเท้าชาดิกพยายามข่มตาแต่หลับไม่ลง ซุกมือกลางอก จวบจนแสงจากตะเกียงเจ้าพายุน้ำมันก๊าดเผาไหม้ระเหิดหมดจึงได้ผล็อยหลับ
ผิดไปจากอกเสือขาลที่อัดแน่นด้วยความต้องการ เขาขบกรามข่มตัณหา จ้องเส้นผมดัดลอนไหวเบาจากแรงพ่นลมปรารถนาของตัวเอง
การไม่ส่งหล่อนกลับพระนคร ก็เท่ากับฆ่าตัวเองให้ตายช้า ๆ
เสือขาลตะแคงหน้าหันกลับ นอนมองเพดานที่มืดลงพร้อมเสียงกรนแผ่วจากร่างเล็กที่นอนเคียงข้าง
เขายกแขนพาดหน้าผากครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ เพียงปลายนิ้วกร้านสัมผัสชายเสื้อหล่อนยังเกิดไฟวูบวาบจนยากหลับตา
วันพรุ่งนี้เขาต้องไปขนของเถื่อนล่องคลองเล็ก ลัดเข้าเจ้าพระยา หากสำเร็จ... เขาจะพอมีเงินก้อนแจกจ่ายก่อนเข้าหน้าฝน คิ้วเข้มขมวดไพล่คิดไปถึงพ่อของหล่อน
หม่อมเจ้าประยูรจะทำตามสัญญาหรือไม่ ทว่า... พวกผู้ลากมากดีมักตระบัดสัตย์ ใช่ไหม ?
บทเรียนในวัยเด็กสอนเขาเสมอในเรื่องนี้ อย่าไว้ใจใครแม้แต่คนข้างกาย โดยเฉพาะผู้หญิง...
ยิ่งผู้หญิงสวย ยิ่งต้องถอยหัวใจให้ห่าง
ไอ้ขาล มึงแค่เอาให้จบ ๆ อย่าผูกสมัครใจถ้าไม่อยากเจ็บตัว ไฟในอกของมึงอาจดับลง หากได้ร่วมหลับนอนสักคราสองครา
ลากผู้ดีจมดิ่งลงไปกับมึง ให้หล่อนช่วยดับไฟแค้น... หรือบางที อาจกลายเป็นฟืนเติมเชื้อให้โชนแรงกว่าเดิม
แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาจะทำมัน หล่อนจะไม่มีวันหนีโจรอย่างเขาพ้น
ความปรารถนาอันท่วมท้นนี้ เสือขาลแยกไม่ออกแน่ชัดว่าเกิดจากความชัง หรือ ความต้องการครอบครองเธอทั้งตัวกันแน่
แต่ถ้าให้ดี ได้หัวใจของเธอด้วยคงทำให้เขาสาแก่ใจยิ่งขึ้น
วนิดา...
แสงเช้าพาดผ่านบานหน้าต่างไม้เก่าซีดของโรงแรมราคาถูกในอำเภอพรหมบุรี เสียงจอแจจากถนนดินแดงด้านนอกดังก้องตั้งแต่ไก่ขันกลิ่นข้าวสารปนฝุ่นจากรถม้าลอยคละคลุ้งเข้ามาในห้องพักแคบ ๆ เตียงไม้กรุผ้าปูสีหม่นวางชิดผนัง มุ้งเก่าห้อยยาน ม่านบางสั่นไหวตามลม ยามเช้าเสือสักยืนพิงขอบหน้าต่าง มวนยาสูบในมือส่งควันลอยเป็นเส้นบาง ร่างสูงกำยำในเสื้อสีเข้มและกางเกงผ้าฝ้ายเงียบขรึมผิดไปจากที่เคยเป็น ดวงตาคมนิ่งทอดมองลานกว้างด้านล่าง แต่ใจกลับวนเวียนอยู่ที่ร่างเล็กบนเตียงด้าน หลังหญิงสาวจากพระนครที่ถูกจับลากมาพร้อมวนิดา ยังนอนขดตัวใต้ผ้าห่มบาง ผมดำยาวสยายลงหมอน ใบหน้าหวานแฝงรอยเหนื่อยอ่อนจากคืนก่อน ที่เขากอดรัดเธอไม่ยอมปล่อย ผิวขาวเนียนสะท้อนแสงเช้า รอยช้ำจางๆ จากการรักอันดิบเถื่อนยังประทับอยู่บนต้นคอและไหล่บาง“พี่สัก...”เสียงหวานพร่าเอ่ยเรียกเบา ลดาวัลย์พลิกตัวช้าๆ ผ้าห่มเลื่อนลง เผยแผ่นหลังขาวนวลที่โค้งงามราวหยกแกะสลัก เธอรู้ว่าเขายืนมองอยู่ ดวงตาคู่สวยเงยขึ้นสบตาเขา ยิ้มจางๆ“เช้านี้พี่ดูแปลก ๆ”สักกลืนน้ำลายลงคอ สายตาคมนิ่ง แต่หัวใจหนักอึ้งราวถูกบ
หกปีต่อมา ณ วังเทวากูรเวลาหกปีผ่านไปทำให้บาดแผลทั้งหลายแปรเปลี่ยนเป็นความสงบแสงยามเย็นท้ายวังทอดลงยังริมสระขุดใหม่ใกล้กันคือศาลาหลังเล็ก ที่ซึ่งสองสามีภรรยามักมาใช้เวลาร่วมกันในช่วงบ่ายเสมอ ทว่าวันนี้กลับเป็นช่วงเย็นเด็กชายวัยห้าขวบยืนนิ่งมือถูกผู้เป็นย่ากำไว้หลวม ๆ ตามแรงชราภาพ ทั้งสองมองหม่อมราชวงศ์ศิการและหม่อมวนิดากำลังฝังกลบสัตว์เลี้ยงแสนรัก“มันเป็นอะไรตายครับ” เด็กชายแหงนหน้าถามย่า“มันแก่แล้ว... ศิกร” ย่าก้มลงมองยิ้มไปถึงดวงตาฝ้าฟาง“งั้นอีกหน่อยย่าก็ต้องตายใช่ไหมครับ” เด็กชายยังถามอีกทำให้ผู้เป็นย่าหัวเราะเบา ๆ ศิกรในวัยห้าขวบช่างถามเกินวัยสมอายุ ย่าลูบหัวช้า ๆ“ไม่นานดอกหลานรัก จะถึงเวลาของย่า”เด็กชายบีบมือย่าแน่น “ผมไม่อยากให้ย่าตายเลย ไอ้สิบทิศก็ด้วย”วนิดาหันหลังกลับมาปรามดุ “ลูกกำลังพูดคำหยาบ”“แต่คุณพ่อเรียกมันแบบนั้นนี่ครับ” ศิกรหันไปทางพ่อที่หัวเราะในลำคอ ปัดมือสองสามครั้งก่อนพยุงร่างเมียรักขึ้นยืน โอบหลังพาเด
ปรู๊น... เสียงหวูดรถไฟดังแว่วจากชุมทางบ้านหมี่ แสงแดดยามบ่ายของต้นปี พ.ศ. 2481 สาดเปรี้ยงลงบนถนนดินแดงวนิดาในชุดเดรสทันสมัยแบบสาวพระนครยกมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก แต่ก่อนที่หยาดเหงื่อจะไหลลงแก้ม มือคล้ำกร้านของเสือขาลคว้าผ้าเช็ดหน้ามาแตะซับให้อย่างนุ่มนวล“ใครหนอ คิดเรื่องฮันนี่มูนทันสมัยถึงบ้านนอก”วนิดาแสร้งบ่น แววตาหยอกเย้าขณะเดินเคียงข้างร่างสูงใหญ่ของสามีที่เหมือนเป็นเงาคุ้มภัย แสงแดดส่องสะท้อนผมดำเงาของเธอ ทำให้ใบหน้าหวานยิ่งเด่นชัด“บ้านนอกที่ไหน นี่คึกคักยิ่ง รอตกเย็นคุณหญิงจะได้จับจ่ายเดินเล่น”เสือขาลยิ้มเจ้าเล่ห์ มือจับแขนบางเธอแน่น เดินนำไปยังโรงแรมเล็ก ที่ตั้งอยู่ริมถนน คุ้นตาเหมือนเคยมาพักเมื่อครั้งอดีตวนิดาหยุดชะงัก มองป้ายโรงแรมเก่าๆ แล้วหันไปมองสามี “อย่าบอกนะ นี่คือที่ที่พาเมียมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” เธอแหงนหน้าถาม รอยยิ้มของเขาทำให้ใจเธอเต้นแรง ทั้งข้องใจและหวั่นไหว“เป็นเมียโจร อย่าลืมกำพืดสิ ไปเถิด”เสือขาลหัวเราะ ดึงมือเธอขึ้นบันไดไม้ไปยังหน้าโถงโรงแรม เขารับกุญแจจากเจ้าของด้วยท่าทีสนิทสนม
ย้อนกลับไปช่วงวันที่เสือขาลนอนพักรักษาแผลถูกยิงเอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก...เสียงสิบทิศขันแต่เช้าตรู่ในขณะที่ฟ้ายังมืด เสือขาลขยับเปลือกตาสะดุ้งเล็กน้อย ยกมือกุมสีข้างเหลียวมองตามเสียงกรนเบา ๆ เขาทิ้งศีรษะลงวนิดา...เขาพึมพำลอดไม่เป็นถ้อย ใกล้เพียงเอื้อมแต่กลับคว้าไว้ไม่ได้ เขายกมือขึ้นกลั้นเจ็บเอานิ้วเกี่ยวในผมดำขลับของเธอ นุ่มสลวยกลิ่นหอมอ่อน ๆ เผลอยิ้มหากอยู่พระนคร หล่อนคงเข้าร้านเสริมสวยจู่ ๆ ภาพเธอสวมใส่ชุดทันสมัยไม่ใช่ผ้านุ่งอย่างชาวบ้านผุดขึ้น มือชะงักดึงลงวางดั่งเดิมคงเป็นไปไม่ได้... ฉันจะไม่ปล่อยเธอกลับไป“แค่ก ๆ” เขาแสร้งกระแอม เธอยังนอนนิ่งด้วยความอ่อนเพลีย จึงใช้มือเขย่าแรง ๆ “ตื่นได้แล้ว แดดกำลังจะส่องหัว”เธอกะพริบตาสงสัย แล้วลุกพรวดเมื่อเห็นว่าตัวเองนอนดิ้นมาใกล้จนศีรษะเกือบเกยตัวเสือขาล จ้องหน้าเขาที่ทำหน้าขมวดคิ้วอารมณ์เสียแต่เช้า...“ฉันหิวน้ำ” เสือขาลเปรยเสียงแหบวนิดาไม่พูดอะไร เธอโน้มตัวไปหยิบขันน้ำ เสื้อคอกระเช้าสำหรับใส่นอนหย่อนลงจนเห็นเนินหน้
โห ฮิ่โห ฮิ่โห ฮิ่โห ฮิ่โห... ฮิ้ว...ใครมีมะกรูด มาแลกมะนาว ใครมีลูกสาว มาแลกลูกเขย เอาว่ะเอาเว้ย ตะละลา......เสียงขบวนขันหมากคึกคักยิ่งด้วยหัวหน้าโจรร่อนจดหมายบอกพรรคพวกลูกน้องเก่าให้ช่วยมาจัดงาน ในเช้านี้ขันหมากตระกูลผู้ดีจึงได้ยาวเหยียด แต่งกายเสื้อฝ้ายสีมอกางเกงเนื้อหยาบ เสียงคุยเอะอะหัวเราะครืนทุ้มก้องยังหัวถนนกระต๊าก ! ไอ้สิบทิศร้องเบา ๆ ในอ้อมแขนเจ้านายของมัน เขาลูบหัวปลอบใจ“มึงทำหน้าที่ให้ดี แล้วกูจะไม่ต้มมึง”ขาลเปรยหัวใคร่ยืนตรงกลางขนาบข้างด้วยเสือสักยกพานสินสอด สมุนโจรยกต้นกล้วยอ้อยคาดเอวด้วยผ้าขาวม้าลายแดงน้ำเงินเสียงขบวนขันหมากเหล่าบุรุษเถื่อนวังน้ำใสก้องยาวบนถนนราชดำเนิน ดงผู้ดีของพระนคร ดังเสียจนเจ้าสาวที่นั่งอยู่หน้ากระจกหัวเราะเบา ๆ“ดูท่าศิการจะเกณฑ์คนมาอักโข” หม่อมอภิรดีเปรยเบา สวมสร้อยคอทับทิมที่หม่อมอัมพรนำมาให้ตั้งแต่เมื่อวาน วนิดายกแตะลูบสีโลหิต“คึกคักดีค่ะ”ภาพสะท้อนในกระจกเช้านี้ เธอเลือกไว้ทรงผมเดิมดัดลอนสั้นพองาม ต่างหูคู่ไม่ใหญ่นักแต่สีเม็ดทับทิมแข่งรับริมฝีปากแต้มชมพูดอกบัว เสื
เสียงหวีดแหลมดังก้องในโถงวังปรียาวงศ์ของอภิรดีลอดไปยังลานสวนข้างบ้าน ที่ซึ่งต้นกาสะลองใหญ่ยืนนิ่งรับรู้ถึงทุกสิ่งของบ้านหลังนี้ใต้ต้นคือชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าซีดเผือด กระโจนพรวดไม่กี่ก้าวตามเสียงไปทางห้องพักผ่อน เสือขาลตาเบิกโพลงตระหนก ตวัดปืนขึ้นมือสั่นเทา“ไอ้ประยูร” เสือขาลกดเสียง หัวใจหล่นวูบลงที่เท้า ร่างของหญิงคนรักถูกคนที่ฆ่าพ่อเขารัดคอแน่นด้วยมือ นัยน์ตาเธอเหลือกขึ้นก่อนที่มันจะหันมาเห็นแล้วปล่อยออก“แค่ก ๆ” วนิดาสำลักอากาศ สูดหายใจเฮือก ไอเอาลมเข้าปอด ตาแผดร้อนแดงก่ำน้ำตารื้น “พี่ขาล...”“โลกมันกลมจริงไหม” ประยูรใช้ท่อนแขนรัดคอลูกสาวลากไปอีกทาง ปลายปืนลูกโม่เสือขาลจ่อไล่ทุกฝีก้าว “กูเพิ่งรู้ข่าว ไม่คิดเลยว่ามึงจะเป็นลูกท่านหลานเธอ โดยเฉพาะไอ้ศิกร”เสือขาลกัดกรามกรอด ทรวงอกร้อนวาบนิ้วชื้นเหงื่อขยับขึ้นไกนก กึก! ประยูรสลับมือ ใช้มีดพร้าจ่อคอวนิดาทันควัน“มึงกล้าแลก ?” ประยูรเยาะหยัน“ปล่อยหล่อน” ขาลสั่งลอดไรฟัน เหงื่อผุดไหลลงหางตา“ปล่อย ? ก่อนหน้ากูคิดว่าส่งมันไปก็สมเนื้อ ลูกโจรกับโจร คนชั้นต่ำ ฮ่า ฮ่า ใครจะรู้ว่ามึงเป็นส







