Share

ตอนที่ 4

last update publish date: 2026-08-18 23:38:51

ฟางหมิงเยว่ยังคงใช้ตะเกียบคีบอาหารป้อนเข้าปากคังซิวเยี่ยนอย่างใจเย็น ...ราวกับคำพูดของนายท่านคังไม่เข้าหูนางเลยแม้แต่น้อย

“เยว่เอ๋อ เหตุใดเจ้าจึง…” คังซิวเยี่ยนอ้าปากรับอาหารขณะมองสตรีผู้เป็นที่รักด้วยความแปลกใจไปพลาง

“ก็ไม่มีอันใดนี่เจ้าคะ ข้าแค่คิดถึงท่านพี่ กลัวจะถูกใครแย่งไป...ก็เท่านั้น” ฟางหมิงเยว่พูดแล้วจิกตาไปยังเยี่ยฉางเอ๋อผู้เป็นฮูหยินเอกคนใหม่

...สัหน้าแววตาระยิบระยับ ราวกับภูมิใจในความเป็นนางร้ายเกินร้อยของตัวเอง

นายท่านทนมองไม่ไหวอีก ลุกเดินจากไปอย่างไม่ได้กินข้าวปลาแม้สักครึ่งคำ ฮูหยินใหญ่เองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จ้องมองบุตรชายอย่างคาดโทษแล้วรีบลุกตามสามีของตนไปทันที ส่วนฮูหยินน้อยยกยิ้มออกมาอย่างฝืดเฝื่อนแล้วกล่าวเสียงเบา

“ขอตัวนะเจ้าคะ ท่านพี่ ฟางอี๋เหนียง”

จากนั้นก็ลุกขึ้นอย่างมีมารยาท ก้มศีรษะให้คนทั้งสองแล้วหันหลังเดินจากไปอีกคน

คังซิวเยี่ยนมองฟางหมิงเยว่แล้วถอนหายใจทีหนึ่ง

“เหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนี้เยว่เอ๋อ”

“หรือ...ท่านพี่อยากให้ข้าอยู่ในจวนนี้อย่างไร้ตัวตนต่อไปเจ้าคะ ท่านพี่อยากให้ข้าเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนเล็กตลอดไปเลยหรือเจ้าคะ ตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้าล้วนเชื่อฟังท่าน เชื่อฟังทุกคำของท่าน เชื่อฟังจนตอนนี้แม้แต่ตำแหน่งฮูหยินก็ไม่ใช่ของข้าแล้ว ข้ายอมถึงเช่นนี้แล้วขอให้ข้ามีโอกาสได้พบปะผู้คนบ้างเถอะเจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นข้าคงเฉาตายอยู่ในเรือนเล็กแน่”

หญิงสาวร่ายยาว แม้จะฟังคล้ายมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ก็เหมือนมีความไม่สมเหตุสมผลอยู่อีกมาก เพียงแต่คังซิวเยี่ยนกลับไม่รู้ว่า มันไม่สมเหตุสมผลตรงไหน เขาจึงเลือกจะปล่อยผ่าน

ในยุคนี้สตรีสมควรอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ผู้คนไม่นิยมให้สตรีในห้องหอออกนอกจวน แต่เพราะทักทายเป็นสาวจากโลกอนาคต ไหนเลยนางจะตระหนักถึงบริบททางสังคมเช่นนี้ได้

“เจ้าอยากไปที่ใด บอกมาเถิด พี่จะพาเจ้าไปเอง” ชายหนุ่มมองสตรีที่ตนรักด้วยแววตาอ่อนโยน

...เพียงแต่ความอ่อนโยนของชายตรงหน้า ไม่ได้หลุดเข้าถึงจิตใจคนฟังเลย

“ท่านพี่ไม่ต้องเสียเวลางานพาน้องไปหรอกเจ้าค่ะ น้องขอไปเอง น้องอยากไปซื้อของใช้ส่วนตัวเท่านั้น ว่าแต่...ท่านพี่มีตั๋วเงินให้น้องใช้จ่ายบ้างหรือไม่เจ้าคะ”

ยามจำเป็นต้องออดอ้อน คำเรียกขานก็ต้องยอมเปลี่ยนจากข้าเป็นน้องทุกคำเช่นนี้แหละ

คังซิวเยี่ยนยิ่งรู้สึกผิดปกติอยู่ในใจเพราะหลายปีที่ผ่านมา ฟางหมิงเยว่แทนตัวเองว่าเยว่เอ๋อ เรียกเขาว่าพี่เยี่ยน แต่นั่นอาจเป็นไปได้ว่า นางเพิ่งจมน้ำมา แล้วเขาก็เพิ่งเข้าพิธีแต่งฮูหยินเอกคนใหม่ บางทีนางอาจจะอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง

เมื่อคิดเช่นนี้แล้วจึงไม่นึกสงสัยอะไรอีก บวกกับไม่อยากทำให้นางเสียใจมากไปกว่านี้ ชายหนุ่มจึงดึงตั๋วเงินออกมาห้าร้อยตำลึงแล้วยื่นส่งให้กับนางอย่างง่ายดาย

หญิงสาวแอบยกมุมปากขึ้นขณะยื่นมือไปรับตั๋วเงิน

นี่เป็นเงินก้อนแรกที่ต้องเก็บไว้ตั้งตัวหลังออกจากจวนนี้แล้วสินะ

แต่แล้วสตรีที่บอกกล่าวกับสามีว่า นางจะออกไปซื้อของใช้ส่วนตัวก็เดินลอยตัวกลับมานอนขี้เกียจอยู่ในเรือนเล็ก

นั่นเพราะเมื่อคืนไม่ได้นอนเลยสักนิด จึงต้องชดเชยเวลาที่เสียไปด้วยการนอนกลางวันนี่แหละ แถมตื่นมากินข้าวเที่ยงแล้วยังกลับไปล้มตัวนอนอีกรอบด้วย

ดังนั้นเมื่อตื่นขึ้นอีกครั้ง ก็เป็นตอนพลบค่ำแล้ว นางจึงไม่ออกไปไหนอีก เพราะก่อนจะมืดสนิทในค่ำนี้ นางมีสิ่งที่ต้องเร่งจัดการให้เสร็จก่อนให้ได้

“เสี่ยวอิ๋ว เสี่ยวจิว พวกเจ้าไปหาเศษผ้ายาว ๆ มาสักห้าหกชิ้น กับหาไม้ด้ามยาว ๆ มาให้ข้า อ้อ ขนเศษไม้เล็ก ๆ มาเก็บในห้องนี้ให้มากสักหน่อยด้วยนะ”

“คุณหนูจะเอามาทำอะไรเจ้าคะ”

“ยังไม่ต้องถาม รีบไปเอามาก่อนเลย แล้วขอเทียนไขกับเชือกเส้นยาว ๆ มาสามสี่เส้นด้วย” สั่งการจบก็เอนตัวลงพิงพนักเตียงเพื่อใช้ความคิดทบทวนแผนการอีกรอบ

...ถูกคนร้ายสองคนหมายหัวถึงขั้นอยากฆ่าให้ตายเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องเอาตัวให้รอดก่อนคิดหย่าแล้ว

ยามค่ำมาเยือนไวเช่นทุกทีเพียงแต่คืนนี้ฟางหมิงเยว่ที่ถ่างตารอผู้มาเยือนอยู่กว่าครึ่งค่อนคืนได้ข้อสรุปว่า ป่านนี้ไม่น่าจะมีหมาแมวตัวใดลอบเข้ามาแล้วแน่ ดังนั้นพอใกล้รุ่งนางจึงยอมเอนตัวลงนอนหลับยาว

...จนทำให้ไม่ได้ตื่นเช้าเพื่อไปก่อความวุ่นวายที่เรือนใหญ่เช่นที่ทำเมื่อวานอีก

หลังจากนอนกลางวันเพื่อฝืนลืมตาตื่นเป็นนกฮูกยามค่ำมาถึงคืนที่สาม แขกที่นางไม่เคยคิดจะเชื้อเชิญและไม่ใช่แขกที่นางตั้งตารอต้อนรับ ก็ปรากฏตัวขึ้น

“เยว่เอ๋อ พี่มาหาเจ้าแล้ว”

ฟางหมิงเยว่ได้ยินเสียง ถึงกับปรากฏใบหน้าที่ไม่น่ามองอย่างที่สุดขึ้น

...นี่ถึงขั้นนับวันรอระดูสตรีหมดเลยหรือท่าน

“ท่านพี่”

ฟางหมิงเยว่ส่งยิ้มอ่อนหวานพร้อมแววตาใส่จริตอย่างไม่เคยมี...จนชวนให้สงสัยอย่างยิ่ง แต่ก็กลายเป็นความแปลกใหม่ที่ปลุกเร้าความร้อนรุ่มในกายฝ่ายชายให้ลุกโชนขึ้นได้ทันที

“พี่มากินข้าวเย็นกับเจ้า แล้วคืนนี้ก็จะค้างเป็นเพื่อนเจ้าด้วย ดีหรือไม่”

ดีกะผีสิ ฟางหมิงเยว่กลอกตามองบน ตอบว่าไม่ดีได้หรือไม่

“ดีเจ้าค่ะ” หญิงสาวส่งยิ้มอ่อนหวานให้สามี “แต่ระดูน้องยังไม่สิ้น ท่านพี่ต้องนอนนิ่ง ๆ ไปก่อนนะเจ้าคะ”

ชายหนุ่มพยักหน้าให้พร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยแววรักใคร่

นี่ถ้าต่างคนต่างโสด ทักทายจะไม่เกี่ยงเลย เผลอ ๆ ใจละลายไปกับรอยยิ้มนั่นตั้งแต่ทะลุมิติมาวันแรกแล้ว แต่นี่เป็นรอยยิ้มสามีผู้อื่นโดยเฉพาะเพิ่งแต่งเมียใหม่อีก และยังมั่นใจด้วยว่ารอยยิ้มที่เขาส่งมานั้นตั้งใจมอบให้หญิงที่สิ้นลมไปอยู่ที่ใดแล้วก็ไม่รู้อีกด้วย

...ดังนั้นทักทายที่มาครองร่างแทนย่อมไม่กล้าคิดแย่งสามีใคร ไม่ว่าจะหญิงที่เป็นคนใหม่หรือหญิงที่กลายเป็นผีไปแล้ว

การฉกฉวยสมบัติที่ไม่ใช่ของของตนไม่ใช่วิถีของนางสาวทักทาย

ของที่ไม่ใช่ของของเรา ไม่ควรยุ่ง ยุ่งไปมีแต่จะเสีย

อาหารเย็นมื้อนี้ สาวรับใช้สองคนช่วยกันยกมาจัดวางเรียงไว้บนโต๊ะจนเต็ม

“นี่อะไรหรือ เหตุใดถึงไม่คุ้นตาเลย”

เจ้าของเรือนหลังเล็กยิ้มบางให้สามีในนาม ก่อนกล่าวตอบอย่างตั้งใจแนะนำให้ครบทุกจาน

“ทั้งหมดเป็นอาหารที่น้องทำเองเจ้าค่ะ นี่เป็นผัดผักบุ้ง ส่วนจานนี้คือไข่เจียว นี่ก็ปลานึ่งมะนาวเจ้าค่ะ แล้วจานนี้ไก่ผัดถั่วลิสง” หญิงสาวแนะนำอาหารด้วยการผายมือไปทีละจานเพื่อให้ชายหนุ่มมองตาม

จานผัดผักบุ้งดูเขียวน่ากิน จานไข่เจียวมีสีแดงของผักบางชนิดอยู่ด้วย ส่วนปลานึ่งมะนาวแม้จะมีเครื่องผสมหลายอย่างปนกันแต่ก็มองออกว่ามีพริกผสม ขณะที่ไก่ผัดถั่วลิสง นางดัดแปลงมาจากไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์เพราะยุคนี้เม็ดมะม่วงหิมพานต์หายาก หรือหากจะมีขายบ้าง สาวใช้ของนางก็บอกว่านับเป็นของราคาแพงมาก แม้แต่ในจวนคังยังนาน ๆ ถึงจะได้มาสักถุงเล็กดังนั้นจานนี้แม่ครัวหัวป่าก์อย่างทักทายจึงใช้ถั่วลิสงคั่วหอม ๆ มาผัดแทน

แน่นอนว่าทุกเมนูมีพริกสด!

นั่นเพราะอาหารทุกมื้อที่ผ่านมา รสชาติจืดเสียยิ่งกว่าจืด

แม้ต้นตระกูลของทักทายในโลกเดิมจะเป็นคนจีนแท้ ๆ แต่บรรพบุรุษก็โยกย้ายมาอยู่ในประเทศไทยจนพ่อแม่ของทักทายเองยังเกิดในไทยเลย ทำให้ทักทายชินกับอาหารจีนที่เพิ่มรสเผ็ดในทุกเมนูมาตั้งแต่เด็ก

ดังนั้นแม้หญิงสาวจะทำอาหารไม่ถึงกับอร่อยมาก แต่รับรองว่า...เผ็ดกินได้แน่

เพียงแต่ฟางหมิงเยว่คนเดิมนั้น รสเผ็ดที่สุดของนางก็แค่เหยาะพริกไทยลงไปเล็กน้อย ไหนเลยจะกล้าใส่พริกสดลงไปหลายเม็ดเช่นนี้

แม้จะเป็นแค่พริกชี้ฟ้าก็เถิด

ทว่าคังซิวเยี่ยนที่คุ้นกับฝีมือทำอาหารของฟางหมิงเยว่เป็นอย่างดี กลับไม่คิดสงสัยอะไรมาก เขาทำเพียงทรุดตัวลงนั่งรอการปรนนิบัติจากนางเช่นทุกที

แต่ใครจะรู้ว่า หญิงสาวเมื่อนั่งลงแล้วนางกลับใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปากตัวเองหน้าตาเฉย แม้แต่ข้าวสวยก็ไม่ตักใส่ถ้วยให้สามี แถมเมื่อเขามองไปคล้ายเตือน ก็เห็นนางพยักหน้าให้เท่านั้น ยามนี้ชายหนุ่มมึนงงเล็กน้อยแล้ว

กลับเป็นเสี่ยวจิวที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกลรีบเข้ามาตักข้าวใส่ถ้วยให้ชายหนุ่ม แทนคุณหนูของนางที่ควรจะทำหน้าที่ของคนเป็นภรรยาที่ดี แต่กลับคีบอาหารเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างไม่เกรงสายตาผู้ใดแทน

“ท่านรีบกินสิ” ฟางหมิงเยว่กล่าวทั้งที่เคี้ยวข้าวไม่หมดคำด้วยซ้ำ

อดีตฮูหยินผู้นี้ในอดีต แม้เวลาปกตินางก็เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว ยิ่งเวลาอาหาร นางยิ่งไม่เอ่ยคำใดเลย ที่ผ่านมาถึงเขาจะชวนนางพูดคุยด้วยมากเพียงใด นางก็ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีเท่านั้น หรือหากจำเป็นต้องตอบขณะร่วมมื้ออาหาร มากที่สุดนางก็แค่พยักหน้ารับคำช้า ๆ

แต่บัดนี้...นางพูดแล้ว

ทว่าการพูดของนาง เหตุใดถึงได้ขัดหูขัดตานักเล่า

คิดแล้วชายหนุ่มก็สลัดมันทิ้งไป ตัดสินใจคีบเนื้อปลานึ่งมะนาวส่งเข้าปาก

เพียงคำแรกก็ชะงัก...ค้าง!

“แค่ก ๆ ๆ น้ำ น้ำ ขอน้ำ”

เสี่ยวอิ๋วเข้ามารินน้ำให้นายน้อย

“ท่านนี่น้า ทำไมถึงกินไม่ระวัง” ฟางหมิงเยว่ตำหนิผู้เป็นสามีคำหนึ่ง แล้วกินต่ออย่างไม่สนใจอีก

ชายหนุ่มที่ใบหน้าแดงก่ำจากความเผ็ดเมื่อพบว่าจานปลานึ่งเผ็ดมากเช่นนี้จึงเปลี่ยนไปคีบไข่เจียว

“แค่ก ๆ ๆ ๆ น้ำ น้ำ น้ำ”

...ไอไปก็มองจานไข่เจียวไปอย่างข้องใจ และหลังจากดื่มน้ำจนอาการเผ็ดคลายลงบ้างแล้วก็ตัดสินใจเอ่ยปาก

“ฟู่วว เยว่เอ๋อ เหตุใดไข่เจียวถึงได้เผ็ดเช่นนี้เล่า ฟู่ววว”

หญิงสาวเหลือบมองเหมือนกำลังมองคนโง่งม ...ไข่เจียวทรงเครื่องก็ต้องใส่หอมใส่พริกสดสิ ไปมุดอยู่ขุมไหนมาถึงไม่เคยกิน คิดแล้วก็เบ้ปากทีหนึ่ง กล่าวตอบว่า

“ใส่พริกชี้ฟ้าลงไปด้วยก็ต้องเผ็ดสิเจ้าคะ แต่อร่อยมากนะเจ้าคะท่านพี่”

“แต่มันเผ็ดเกินไป แล้วนี่... เจ้ากินเข้าไปได้อย่างไร” คังซิวเยี่ยนขมวดคิ้วมองสตรีที่คีบอาหารเผ็ด ๆ เข้าปากหน้าตาเฉย

“ท่านพี่ อาหารพวกนี้ เผ็ดที่ไหนกันเจ้าคะ ลิ้นของท่านมีปัญหาหรือ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นถึงกับหน้าตาดำคล้ำ แต่ก็ไม่คิดต่อความอีก

เมื่อสองจานแรกเผ็ดมาก จึงมองไปยังสองจานที่เหลือ ไก่ผัดถั่วลิสงมีพริกสีแดงให้เห็นจนรู้ทันทีว่าเผ็ดแน่ เลยมองไปยังจานผัดผักบุ้งที่ควรจะไม่เผ็ดเพราะเท่าที่มองด้วยตาเปล่า จานนี้น่าจะมีแค่ผักบุ้งกับเต้าเจี้ยวเท่านั้น

ทว่าเขาก็ยังคิดผิด เพราะทันทีที่คีบผัดผักบุ้งส่งเข้าปากก็แทบพ่นไฟได้แล้ว

หลังจากดื่มน้ำและพุ้ยข้าวเปล่าตามอีกสามคำถึงค่อยลดความเผ็ดลงได้บ้าง แต่รอบขอบปากแดงจัดจนคล้ายบวมเป่ง ใบหน้ายามนี้ถึงกับมีเหงื่อไหลอย่างเห็นได้ชัด

คังซิวเยี่ยนหงุดหงิดจนไม่มีอารมณ์จะกินข้าวต่อ

“พี่จะไปหาท่านแม่ ไว้คืนนี้จะมาหาเจ้า”

ฟางหมิงเยว่พยักหน้ารับทราบ แต่ไม่ได้ลุกขึ้นยืนส่ง นางนั่งกินอาหารของนางต่อ

พ่อก็ไม่ใช่ พี่ก็ไม่เป็น แค่สามีคนอื่น ไม่จำเป็นต้องปรนนิบัติอะไรนี่

แต่คืนนั้น คังซิวเยี่ยนไม่ได้มาหานางที่เรือนอย่างที่บอกไว้ ฟางหมิงเยว่รู้จากเสี่ยวอิ๋วว่าชายหนุ่มถูกฮูหยินใหญ่บังคับให้ไปค้างคืนที่เรือนฮูหยินน้อย

...ซึ่งข่าวนี้ หากเป็นฟางหมิงเยว่ตัวจริง นางคงช้ำใจตายอีกรอบแล้ว

แต่นี่ไม่ใช่ไง แม้แต่ความทรงจำของร่างนี้นางก็ไม่มีเลยสักนิด ดังนั้นจึงเข้านอนอย่างสบายใจ

ทว่าสบายใจได้ไม่นาน ขณะกำลังเคลิ้มหลับก็รู้สึกถึงแรงกระตุกจากเชือกที่นางผูกติดตัวเอาไว้

แขกที่ตั้งตารอ ในที่สุดก็มาเสียที

หญิงสาวลืมตา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แฝงแววชั่วร้ายเต็มสิบส่วน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เมียแรกที่ไม่ได้แปลว่าเมียหลวง   บทส่งท้าย 2

    แม้จะถูกเคี่ยวกรำจากเจ้าบ่าวตลอดคืน หญิงสาวก็ยังพยายามลุกขึ้นจากเตียง เพื่อจะเตรียมตัวไปคารวะพ่อแม่สามีทว่าผู้อาวุโสทั้งสองกลับให้สาวใช้มาแจ้งว่า ห้ามบ่าวสาวออกจากเรือนหอจนกว่าจะครบสามวันหญิงสาวนึกกังวลทันที ...ไม่ใช่ว่าร่างเก่าเองก็เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาแล้วหรอกหรือไม่ให้ไปเคารพพ่อแม่สามีไม่ให้ร่วมโต๊ะอาหารอนุญาตให้อยู่ได้เพียงในเรือนหลังเล็กเท่านั้นแต่แม้จะเริ่มกลัดกลุ้ม คนเกิดใหม่มาแล้วสองครั้งเช่นนาง ย่อมจะสลัดความกลุ้มเพื่อเตรียมรับมือทักทายตัวแม่จะแคร์ เพื่อ…แม้จะรู้สึกลึกซึ้งกับจวางโม่เฟิงสุดจิตสุดใจ มีความผูกพันต่อกันมาหลายสิบปี แต่หากบิดามารดาของจวางโม่เฟิงเป็นเหมือนพ่อแม่ของคังซิวเยี่ยน เฉินเยว่ก็ไม่ลังเลที่จะขอหนังสือหย่าแล้วออกไปมีชีวิตเป็นของตนเองเจ็บแต่จบ ไม่ต้องให้มีแผลเรื้อรังทว่านางกังวลใจได้ครู่เดียว ก็ถูกสามีหนุ่มสองร้อยปีผู้ไม่เคยลิ้มลองรสหวานของดอกไม้ลุกขึ้นมาตามตัวให้กลับไปเอนร่างลงบนเตียงอีกแล้ว...เซียนหนุ่มผู้แสนเอาแต่ใจ เมื่อได้ลองลิ้มชิมรสหวานของกลีบดอกไม้ ก็ติดใจจนเรียกร้องอย่างไม่รู้อิ่มแล้วดังนั้นไม่ต้องรอใครห้ามไม่ให้ออกไปไหน เฉินเยว่ก็ถูกจว

  • เมียแรกที่ไม่ได้แปลว่าเมียหลวง   บทส่งท้าย

    ณ ชายขอบดินแดนเซียน มีครอบครัวตระกูลเฉินตั้งรกรากอยู่เป็นครอบครัวที่ไม่วุ่นวายอะไร ไม่มีการเมืองหลังบ้านให้ทุกคนปวดหัวเพราะนายท่านเฉินมีภรรยาคนเดียว จึงมีลูกดกหัวปีท้ายปีนับได้ถึงสิบสองคน ทำให้ครอบครัวนี้ยากจนอย่างยิ่ง เพราะต้องเลี้ยงดูหลายปากหลายท้องแต่โชคดีที่เมื่อบุตรชายหญิงทุกคนเติบโตขึ้น พวกเขาล้วนไม่ทอดทิ้งบิดามารดา ลูกทุกคนมีความกตัญญูอย่างยิ่ง ต่างช่วยกันทำมาหากินเพื่อจุนเจือครอบครัว กระทั่งช่วงสิบปีหลัง ครอบครัวของพวกเขาเจริญรุ่งเรืองขึ้นทันตา ไม่ว่าจะหยิบจับอันใดล้วนประสบความสำเร็จ...ราวกับสวรรค์ประทานพรลงมาให้จนผ่านมาอีกหลายปี ลูกทุกคนเติบใหญ่มีครอบครัวของตนเองกันหมดแล้ว ฮูหยินของตระกูลเฉินที่อายุย่างเข้าเลขสี่ ถึงกับตั้งครรภ์ขึ้นอีกครั้งลูกหลงคราวนี้ เป็นทารกหญิงที่สวยงามราวเทพปั้น โดยเฉพาะดวงตาของนางที่ส่องประกายสดใสตั้งแต่แรกเกิด จึงได้รับชื่อว่า เยว่ แปลว่า พระจันทร์ส่องสว่างยามค่ำคืนนั่นเพราะนางเป็นเหมือนแสงสว่างที่ส่องลงกลางใจของครอบครัวเฉินทุกคนเฉินเยว่เติบโตท่ามกลางความรักความเอ็นดู ทั้งยังเป็นเด็กเฉลียวฉลาดมาก ไม่ว่าเรื่องใดผ่านตา นางจะเรียนรู้และจดจำได้รวดเ

  • เมียแรกที่ไม่ได้แปลว่าเมียหลวง   ตอนที่ 59

    ข้า ฟางหมิงเยว่ จะวางยาพิษ หลี่เซียวปิง โดยข้าได้บอกกล่าวให้กับหลี่เซียวปิงรับรู้ และสั่งให้นางเตรียมยาแก้พิษไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากผิดพลาดถึงตายขึ้นมา ข้าฟางหมิงเยว่ไม่รับผิดชอบใด ๆ เด็ดขาด และเมื่อถูกจับได้แล้วฟางหมิงเยว่จะไม่ถูกตัดสินลงโทษแต่อย่างใดยกเว้นโทษเดียว นั่นคือขับออกจากตระกูลคังห้ามแจ้งทางการ รวมทั้งนายท่านคังและฮูหยินใหญ่ ต้องจ่ายเงินค่าวางยาพิษครั้งนี้ เป็นจำนวนห้าร้อยตำลึงทองให้กับฟางหมิงเยว่ โดยต้องจ่ายทันทีที่ยอมรับเงื่อนไขบิดามารดาเห็นเขาเป็นคนโง่ หลอกเขาทุกอย่าง!แม้แต่การวางยาพิษในวันนั้นก็เป็นเรื่องหลอกลวงหรือนี่เพียงเพื่อกำจัดผู้หญิงคนเดียวที่เขารักให้พ้นทาง จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ ตัวเขาเองยอมทุกอย่างแล้วยอมแต่งงานกับเยี่ยฉางเอ๋อ ยอมปลดฟางหมิงเยว่เป็นอนุพวกเขายังเลือกจะฆ่านาง สตรีอ่อนแอคนเดียว ซ้ำยังไร้อำนาจตระกูลหนุนหลัง เหตุใดต้องกำจัดทิ้งเช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ และตอนนั้นเองที่เหมือนคังซิวเยี่ยนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ชายหนุ่มลุกไปเปิดกล่องใบเก่าที่ไม่ได้เปิดมานับสิบปีแล้วหยิบกระดาษในกล่องนั้นออกมาวางลงเคียงกัน...เพื่อเปรียบเทียบลายม

  • เมียแรกที่ไม่ได้แปลว่าเมียหลวง   ตอนที่ 58

    ร่างของคังซิวเยี่ยนที่ยังยืนมองไปรอบ ๆ นึกขัดใจว่า เหตุใดตนเองถึงไม่ตื่นขึ้นเสียที แต่อีกใจก็คล้ายจะอยากรู้ว่า มีอะไรที่เขาไม่รู้ เกิดขึ้นต่อไปอีกหรือไม่โดยไม่คาดคิด ชายหนุ่มมองไปเห็นเงาดำสองคนย่องเข้ามาในบริเวณเรือนเล็ก ท่าทางของเงาทั้งสองคล้ายกำลังมองรอบเรือนเพื่อสำรวจให้แน่ใจว่า ทุกคนหลับสนิทแล้วเช่นนั้นแหละจากนั้น เขาเห็นเงาสองร่างลอบเข้ามาถึงในห้องนอน ...ที่เจ้าของห้องสองคนกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงร่างในชุดดำพยักหน้าให้กัน ก่อนเข้ามาช่วยหามร่างของฟางหมิงเยว่ แล้วพาเดินออกไปถึงสระบัวอย่างไม่มีความลังเลในการกระทำนั้นเลยเพียงครู่เดียว ชายหนุ่มก็เห็นร่างอดีตฮูหยินถูกโยนลงสระน้ำอย่างตั้งใจให้ออกไปไกลขอบสระอย่างที่สุดคังซิวเยี่ยนยืนมองทุกการกระทำอย่างตกใจแต่ไม่คิดจะยับยั้ง เพราะชายหนุ่มยังเข้าใจว่า ทั้งหมดคือความฝัน จึงทำแค่เดินตามคนร้ายทั้งสองไปเรื่อย ๆ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง เมื่อพบว่าชายทั้งคู่กำลังตรงไปยังเรือนใหญ่ของบิดาเขาเมื่อคังซิวเยี่ยนตามเข้าไปด้านในเรือนบิดาแล้วก็เห็นชายชุดดำทั้งคู่ปลดผ้าคลุมหน้าออก ชายหนุ่มถึงกับผงะถอยหลังเมื่อเห็นว่า ชายชุดดำไม่ใช่ใครที่ไหนเลยเป็

  • เมียแรกที่ไม่ได้แปลว่าเมียหลวง   ตอนที่ 57

    ก็ตอนนี้นางเป็นเพียงวิญญาณที่ไม่สามารถหยิบจับอะไรได้แล้วนี่นา...จวางโม่เฟิงไม่ตอบคำ เพียงเดินไปหยิบกระดาษพู่กันมา แล้วก็นั่งลงเขียนตามคำบอกของวิญญาณสาวในทันทีเนื้อความในจดหมายก็แค่ระบุว่า นางประสงค์จะยกกิจการในนามของฟางหมิงเยว่ทั้งหมด ให้กับตระกูลฟาง ยกเว้นโรงงานแคบหมูที่หมู่บ้านแห่งนี้เท่านั้นที่ยกให้กับบ่าวคนสนิททั้งสอง และท้ายจดหมายก็ระบุเพียงว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ...ฟางหมิงเยว่ออกเดินทางไกลไปกับจวางโม่เฟิงแล้ว และจะไม่หวนคืนมาอีกเมื่อเขียนเสร็จแล้วก็บอกให้เขานำไปวางไว้บนเตียงนอนของนาง“ไปกันเถอะ ข้าพร้อมแล้ว”ทักทายทำหน้าทะเล้นอย่าง...ไปไหนไปกันได้เลย...ท่านพี่แต่พอชำเลืองมองชายตรงหน้าก็แอบขนลุกชันขึ้น ...ไม่ใช่ว่าเขาอ่านความคิดของนางได้นะแล้วนี่จะไปกันอย่างไร ต้องลอยละลิ่วไปในอุโมงค์มืด ๆ แบบอวกาศเวิ้งว้างเหมือนอย่างที่เคยดูในสารคดีหรือเปล่านะ...แล้วถ้าเผื่อพลัดหลงกันกลางทางเล่า...ชายหนุ่มหัวเราะเล็กน้อยแล้วสายหน้าเบา ๆ อย่างนึกขำ ก่อนจะสะบัดมือทีหนึ่งในที่สุดไม่นานจวางโม่เฟิงก็พาวิญญาณสาวยุคใหม่มาปรากฏขึ้นในเรือนของซูม่อหยวนที่บัดนี้รับตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้น จาก

  • เมียแรกที่ไม่ได้แปลว่าเมียหลวง   ตอนที่ 56

    “เจ้าไม่ใช่เจ้าของร่างนี้ ใช่หรือไม่”ฟางหมิงเยว่พยักหน้าหงึก ๆ อย่างยอมรับความจริง และเมื่อหันไปหมายจะทรุดนั่งเพื่อพูดคุยกัน ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างที่ตนอาศัยนานหลายปี ล้มกองคล้ายสิ้นลมหายใจอยู่กับพื้นแล้ววิญญาณของทักทายตกใจครู่หนึ่งก่อนจะรีบสงบสติอารมณ์ ตัวนางเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ยังจะต้องคิดมากไปไย...แม้จะแอบกลัวอยู่บ้างก็เถอะ“เจ้าคงรู้ว่าข้าเป็นเซียน”วิญญาณหญิงสาวพยักหน้าอีกครั้ง ต่อให้ก่อนหน้านี้ไม่แน่ใจนัก แต่ตอนนี้มั่นใจอย่างมากแล้วว่า นอกจากจะไม่แก่เฒ่าแล้วชายคนนี้ยังเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างกับซูเปอร์แมนด้วย และนี่ถึงกับมองเห็นนางที่เป็นเพียงดวงวิญญาณอีกคิดแล้วก็ชำเลืองมองร่างไร้วิญญาณที่ตนเคยสิงอยู่เป็นระยะ ๆ ทันใดก็รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูกถึงตอนนี้จะเป็นวิญญาณอีกครั้งแล้ว แต่นางก็ยังกลัวผีอยู่ดี...แต่ก็แอบนึกปลอบตัวเองว่า ไม่มองก็ไม่กลัว ดังนั้นก็ต้องไม่มอง“ส่วนเจ้า เดิมเป็นวิญญาณที่ควรไปเกิดในโลกเซียนแต่มีเหตุผิดพลาดขึ้น ทำให้วิญญาณเจ้าของร่างนี้หลุดไปอาศัยร่างของเจ้าเพื่อเกิดใหม่ วิญญาณเจ้าจึงต้องมาสวมร่างของนางแทนเช่นกัน”รูปร่างหน้าตาของวิญญาณในตอนนี้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status