LOGINสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านกอไผ่ ส่งเสียงเสียดสีราวกับเสียงหัวเราะเยาะหยันในโชคชะตา ที่ตายมาหนึ่งชาติก็ยังเหมือนไม่พ้นเคราะห์กรรมอยู่ดี
เสิ่นหว่านยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังพุ่มไม้ สบตาเข้ากับนัยน์ตาพยัคฆ์คู่นั้นอย่างจัง แม้ระยะห่างระหว่างนางกับศาลาจะไกลพอสมควร แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของบุรุษผู้นั้นกลับรุนแรงจนทำให้นางแทบหายใจไม่ออก
‘แม่ทัพเว่ยอู๋จี’ ผู้นี้... หาใช่เพียงขุนนางบู๊ธรรมดาไม่
ในแผ่นดินนี้ ผู้คนต่างรู้ซึ้งถึงความน่าหวาดหวั่นของเขา ไม่ใช่เพียงเพราะตราพยัคฆ์สั่งการกองทัพนับแสนในมือ แต่เป็นเพราะชาติกำเนิดอันสูงส่งที่ไม่อาจมีใครแตะต้องได้
มารดาผู้ล่วงลับของเขาคือ ‘ท่านหญิงอันผิง’ พระญาติสนิทที่มีศักดิ์เป็นถึงลูกพี่ลูกน้องของ ‘องค์ไทเฮา’ ในรัชกาลปัจจุบัน ด้วยสายเลือดมังกรครึ่งหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในกาย บวกกับความโปรดปรานที่ไทเฮามีต่อหลานชายเพียงคนเดียวผู้นี้ ทำให้เว่ยอู๋จีเปรียบเสมือนพยัคฆ์ติดปีก แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องไว้หน้าสามส่วน
มิน่าเล่า... อารามตระกูลกู้ที่เคร่งครัดกฎระเบียบ ถึงยอมเปิดประตูต้อนรับและกันพื้นที่ส่วนตัวให้เขาเพียงผู้เดียว ที่แท้ ‘อาคันตุกะสูงศักดิ์’ ที่หลวงจีนกล่าวถึง ก็คือหลานรักของไทเฮานั่นเอง!
“หนี!”
สัญชาตญาณร้องเตือนนางดังลั่น เสิ่นหว่านไม่รอช้าให้เขาขยับตัวลุกขึ้นจากเสาศาลา นางอาศัยจังหวะที่เขายังนั่งเอกเขนกอยู่ รีบกระชากแขนเสี่ยวหลัวให้ถอยหลังกลับอย่างรวดเร็ว
“คุณหนู! เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ เหตุใดท่านแม่ทัพถึง...” เสี่ยวหลัวที่เพิ่งมองเห็นคนในศาลาชัด ๆ พลันหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดจนแทบจะลมจับ เพราะแม่ทัพเว่ยผู้คนไม่กล้าสบตา สตรีไม่กล้าเข้าหา แม้ว่าท่านแม่ทัพจะหล่อเหลาดั่งสวรรค์ปั้นแต่งก็ตาม แต่ความน่ากลัวทำให้สตรีเหล่านั้นล่าถอยออกไป
“อย่าเพิ่งถาม! รีบพาข้าไปที่เรือนพักรับรองฝั่งปีกขวา... เรือนพักของสตรีตระกูลกู้!”
เสิ่นหว่านกระซิบสั่งเสียงรัวเร็ว นางรู้ดีว่าในอารามแห่งนี้มีเพียงที่เดียวที่เว่ยอู๋จีจะบุกเข้ามาไม่ได้ นั่นคือเขตเรือนในที่สงวนไว้สำหรับสตรีในตระกูลกู้ที่มาถือศีล ต่อให้เขาเหิมเกริมเพียงใด ก็คงไม่กล้าทำลายชื่อเสียงของตนเองด้วยการบุกรุกเรือนสตรีกลางวันแสก ๆ เป็นแน่
สองนายบ่าวรีบจ้ำอ้าวลัดเลาะไปตามทางเดินหิน ร่างกายของเสิ่นหว่านที่เดิมทีก็อ่อนล้าจากการกรำศึกหนักเมื่อคืน บวกกับพิษไข้รุม ๆ จากยาห้ามครรภ์ที่เพิ่งกินเข้าไป เริ่มส่งผลให้นางก้าวขาแทบไม่ออก ความปวดร้าวแล่นริ้วไปทั่วเอวบางและจุดกึ่งกลางกาย ทุกย่างก้าวเหมือนเหยียบย่ำลงบนมีดดาบ แต่ความกลัวตายผลักดันให้นางกัดฟันสู้
“คุณหนูสามเสิ่น?” เสียงทักทายด้วยความประหลาดใจดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนปีกขวา แม่ชีวัยกลางคนผู้ดูแลเรือนจำนางได้แม่นยำ เพราะนางคือหลานสาวคนเดียวของอดีตราชครูกู้
“ท่านแม่ชี... ข้ามาจุดธูปให้ท่านแม่ แต่ร่างกายรู้สึกไม่สู้ดี คล้ายจะจับไข้ ข้าขอเข้าไปพักในเรือนเดิมของท่านแม่สักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ” เสิ่นหว่านแสร้งทำเป็นเซถลา สีหน้าซีดเซียวของนางในยามนี้แทบไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำก็ดูป่วยไข้อยู่แล้ว
แม่ชีเห็นใบหน้าที่ขาวซีดไร้สีเลือดและเหงื่อกาฬที่ผุดพรายเต็มกรอบหน้าของคุณหนูผู้บอบบางก็รีบพยักหน้าอนุญาตทันที “เชิญคุณหนูเถิด ประเดี๋ยวจะให้เด็กไปต้มยาสมุนไพรมาให้”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ...”
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูและลงดาลปิดประตูห้องพักอย่างแน่นหนา เสิ่นหว่านก็ทิ้งตัวลงบนตั่งเตียงไม้เก่าแก่ราวกับคนกระดูกหัก เรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบหายไป ลมหายใจหอบกระชั้นถี่รัวราวกับวิ่งมาเป็นสิบลี้เพื่อหนีตาย
“คุณหนู...เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” เสี่ยวหลัวรีบเข้ามาพัดวีและนำผ้าชุบน้ำมาซับเหงื่อให้
เสิ่นหว่านหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน แม้จะหนีพ้นสายตาเขามาได้ชั่วคราว แต่หัวใจของนางยังคงเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ภาพรอยยิ้มเย็นเยียบและคำว่า ‘แม่โจรน้อย’ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เพราะนางอ่านที่ริมฝีปากเขาได้
ในเขตเรือนในนี้... เขาคงเข้ามาไม่ได้กระมัง?
แต่ความง่วงงุนจากฤทธิ์ยาและความอ่อนเพลียเริ่มเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะ เปลือกตาบางค่อย ๆ ปิดลงอย่างหนักอึ้ง หวังเพียงว่าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ฝันร้ายเหล่านี้จะผ่านพ้นไป...
โดยที่นางไม่รู้เลยว่า ที่ด้านนอกกำแพงเรือนสตรีนั้น มัจจุราชในคราบเทพบุตรกำลังยืนกอดอกพิงต้นไม้มองมาที่หน้าต่างห้องของนางด้วยแววตาพราวระยับ มุมปากของแม่ทัพหนุ่มยกยิ้มร้ายกาจ
“คิดจะใช้กฎจารีตมาเป็นเกราะกำบังหรือ... ฉลาดไม่เบา” เว่ยอู๋จีควงมีดสั้นเล่มเล็กในมือเล่นไปมา ก่อนจะเก็บมันเข้าฝักที่เอว
“พักผ่อนให้เต็มที่เถิด ฮูหยินน้อยของข้า... เพราะหลังจากนี้ เจ้าคงไม่มีแรงหนีข้าอีกแล้ว”
ราตรีกาลมาเยือนขุนเขา ความมืดมิดเข้าปกคลุมอารามตระกูลกู้จนเงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงเรไรและเสียงลมพัดผ่านยอดไผ่ดังหวีดหวิว ภายในห้องพักเรือนปีกขวา แสงเทียนถูกดับลงไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงจันทร์นวลตาที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาตกกระทบใบหน้าหวานละมุนของคนที่กำลังหลับสนิท
เสิ่นหว่านขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ความอ่อนเพลียทำให้สติของนางจมดิ่งสู่ห้วงนิทราโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว... ไม่รู้แม้กระทั่งว่ากลอนหน้าต่างที่ลงดาลแน่นหนา ถูกกำลังภายในไร้รูปสะเดาะออกอย่างเงียบเชียบ
“อื้อ! ข้าก็รักท่านแม่ที่สุด!” อาเนี่ยนกอดตอบ แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เขาสัมผัสได้ถึงความรักอันมหาศาล“แอบมาร้องไห้อะไรกันสองแม่ลูก?”เว่ยอู๋จีเดินเข้ามาในห้องอาบน้ำ เขาเพิ่งกลับมาจากตรวจเวรยาม เห็นภาพภรรยากอดลูกร้องไห้ก็รีบถลันเข้ามา “ใครทำอะไรเจ้า? หรือเจ้าตัวแสบนี่แกล้งเจ้า!”“เปล่าเจ้าค่ะ...” กู้หว่านเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มที่งดงามที่สุดให้สามี “ข้าแค่... มีความสุขมากเหลือเกินเจ้าค่ะท่านพี่”เว่ยอู๋จีชะงัก เมื่อเห็นแววตาที่เปี่ยมสุขของนาง เขาก็ผ่อนคลายลง เดินเข้ามานั่งขอบถังน้ำแล้วโอบกอดทั้งสองคนไว้ในวงแขน“ข้าก็มีความสุข...” เขาจูบขมับภรรยา แล้วหันไปดีดหน้าผากลูกชายเบา ๆ “ถึงเจ้าลิงนี่จะแสบไปหน่อย แต่เขาก็คือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่เจ้ามอบให้ข้า”“ท่านพ่อ... ข้าอยากกินขนม”“อาบน้ำให้เสร็จก่อนเถอะเจ้าตัวกินล้างผลาญ!”เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งในห้องอาบน้ำ กู้หว่านมองดูสามีที่กำลังหยอกล้อกับบุตรชาย ภาพความเจ็บปวดในอดีตชาติค่อย ๆ เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความอบอุ่นในปัจจุบันนางเคยคิดว่าชีวิตนี้คงต้องจมปลักอยู่กับความแค้น แต่เว่ยอู๋จีได้ฉุดนางขึ้นมา มอบแสงสว่าง และมอบครอบครัวที่
กาลเวลาผันผ่านราวกับสายน้ำไหล สี่ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เมืองหลวงแห่งแคว้นต้าเหลียงยังคงเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้ผู้ปรีชาสามารถ และการดูแลความมั่นคงของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินเว่ยอู๋จีทว่า... ความสงบสุขนั้นดูเหมือนจะไม่ครอบคลุมถึงภายในจวนแม่ทัพเว่ยสักเท่าไรนัก“เว่ย-ฉาง-เนี่ยน! เจ้าลิงทะโมน! ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”เสียงคำรามกึกก้องของแม่ทัพเว่ยดังสนั่นไปทั่วลานฝึกยุทธ์ บ่าวไพร่ต่างพากันสะดุ้งโหยง แต่มิใช่ด้วยความหวาดกลัว กลับเป็นความขบขันที่ต้องกลั้นไว้จนหน้าแดงบนยอดไม้สูงลิบกลางลานฝึก มีร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยสามขวบกว่าในชุดไหมสีแดงสดนั่งห้อยขาแกว่งไปมาอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือตราพยัคฆ์ตราสั่งการกองทัพของบิดาเอาไว้ราวกับของเล่น“ท่านพ่อ... ข้าไม่ลง! ท่านพ่อจะตีก้นข้า!” เสียงเล็กใสแจ๋วตะโกนตอบกลับมา“ข้าไม่ตี! ข้าสัญญา!” เว่ยอู๋จีพยายามปรับเสียงให้อ่อนลง แต่เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ “เจ้าส่งตราพยัคฆ์ลงมาให้พ่อก่อน... นั่นไม่ใช่ของเล่นนะลูกรัก”“ท่านตาทวดบอกว่า ข้าเอาไปเล่นทุบเปลือกเกาลัดได้!”เว่ยอู๋จีแทบจะกระอักเลือดออกมา “ท่านตาทวด... ท่านราชครูกู้หยวนน่ะรึ?”“ใช่
“ไม่ต้อง...” เว่ยอู๋จีรวบตัวนางกลับลงมาจมอก “ที่จวนนี้ไม่มีธรรมเนียมยุ่งยาก ท่านพ่อท่านแม่ข้าไม่อยู่แล้ว... เจ้ามีหน้าที่ปรนนิบัติสามีเพียงคนเดียวก็พอ”“แต่ข้าหิว...” กู้หว่านประท้วงท้องร้องโครกคราก“ข้าก็หิว...” เว่ยอู๋จีลืมตาขึ้น นัยน์ตาเป็นประกายวาววับจ้องมองริมฝีปากนาง “หิวเจ้า...”“ว้าย! ท่านพี่! อื้ออออ!”ยังไม่ทันได้ร้องขอความเมตตา กู้หว่านก็ถูกพลิกตัวลงใต้ร่างเขาอีกครั้ง บทเรียนบทที่สองจากตำราวสันต์ถูกนำมาปฏิบัติทันทีโดยไม่มีการพักยกตลอดทั้งวัน บ่าวไพร่ที่ยกอาหารมารอหน้าห้องต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก นายท่านสั่งห้ามใครรบกวนเด็ดขาด อาหารที่ยกมาวางไว้หน้าประตูเย็นชืดแล้วก็ถูกยกกลับไป เปลี่ยนสำรับใหม่วนเวียนอยู่อย่างนั้นเสียงหัวเราะคิกคัก เสียงหวีดร้องเบา ๆ และเสียงเตียงสั่นสะเทือนดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ ทำให้สาวใช้หน้าแดงก่ำต้องรีบถอยห่างออกมากว่าจะได้กินข้าวกันจริง ๆ ก็ปาเข้าไปช่วงบ่ายคล้อย เว่ยอู๋จีสวมเพียงกางเกงตัวเดียว นั่งพิงหัวเตียงป้อนข้าวต้มให้ภรรยาที่นอนหมดสภาพอยู่ในผ้าห่ม“อ้าปากสิเด็กดี...” เขาเป่าข้าวต้มให้หายร้อน แล้วป้อนนางอย่างเอาใจกู้หว่านเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย มองค
ตำราปกสีน้ำเงินที่ถูกโยนทิ้งลงพื้นดูเหมือนจะไร้ค่าไปในทันที เมื่อเทียบกับเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นที่นอนทอดกายอยู่บนเตียงกว้าง ม่านมุ้งสีแดงมงคลถูกปลดลงมาปิดกั้นโลกภายนอก เหลือเพียงแสงเทียนวูบไหวที่สาดส่องกระทบผิวขาวเนียนละเอียดราวกับหยกมันแพะของกู้หว่านให้ดูเย้ายวนจับตาเว่ยอู๋จีปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นมัดกล้ามกำยำที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งสมรภูมิ รอยแผลเป็นจาง ๆ บนแผงอกกว้างไม่ได้ทำให้เขาดูน่ากลัว แต่กลับเสริมเสน่ห์แห่งบุรุษเพศที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังและความดุดันเขาทาบทับร่างหนาลงมา กักขังนางไว้ใต้ร่างแกร่ง กลิ่นอายบุรุษเพศผสมกับกลิ่นสุรามงคลจาง ๆ มอมเมาสติของกู้หว่านให้พร่าเลือน“หว่านเอ๋อร์...” เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนนางขนลุกซู่“รู้หรือไม่ว่า ข้าอดทนรอเวลานี้มานานเพียงใด... นานจนข้าแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว”“ท่านพี่... ท่านใจเย็น...อื้อ...ใจเย็นเจ้าค่ะ” กู้หว่านพยายามเอ่ยห้ามเสียงเบาหวิว มือเล็กดันแผงอกเขาไว้ แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดหรือจะต้านทานพยัคฆ์หนุ่มผู้หิวกระหายได้“คืนนี้ไม่มีคำว่าใจเย็น...” เว่ยอู๋จีขบเม้มติ่งหูของนางเบา ๆ ก่อนจะ
เว่ยอู๋จีเหยียบคันชั่งขึ้นมา แล้วค่อย ๆ บรรจงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก...ทันทีที่ผ้าคลุมหน้าพ้นใบหน้า ความงดงามของเจ้าสาวก็ปรากฏแก่สายตา แสงเทียนขับเน้นผิวขาวเนียนละเอียด แก้มแดงระเรื่อ และดวงตากลมโตที่ฉ่ำน้ำ ยิ่งดูเย้ายวนชวนให้ลุ่มหลง“หว่านเอ๋อร์...” เว่ยอู๋จีครางเรียกชื่อนางในลำคอ ราวกับคนละเมอ “เจ้าช่างงดงามเหลือเกิน...”เขาหยิบสุรามงคลขึ้นมาสองจอก ส่งให้นางหนึ่งจอก“ดื่มสุรามงคล... ครองคู่ตราบชั่วฟ้าดินสลาย”ทั้งสองคล้องแขนกัน ดื่มสุราจนหมดจอก รสชาติเผ็ดร้อนของสุราไหลลงคอ แต่มิอาจเทียบได้กับความร้อนรุ่มในแววตาของแม่ทัพหนุ่มที่จ้องมองนางเว่ยอู๋จีรับจอกสุราจากมือนางไปวางไว้ แล้วขยับตัวเข้าประชิด เขาค่อย ๆ ถอดมงกุฎหงส์อันหนักอึ้งออกจากศีรษะนาง ปล่อยให้เส้นผมดำขลับสยายลงมาเต็มแผ่นหลัง“หนักหรือไม่?” เขาถามเสียงนุ่ม นิ้วมือเกลี่ยไล้ไปตามกรอบหน้า“ไม่หนักเจ้าค่ะ... แต่ข้าตื่นเต้น” กู้หว่านตอบเสียงสั่น แม้ว่านางจะเคยร่วมเรียงเคียงหมอน แต่ตอนนั้นด้วยฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด แต่บัดนี้เป็นเรื่องที่นางจะรู้สึกกับมันจริง ๆเว่ยอู๋จียิ้มเจ้าเล่ห์ “ตื่นเต้นเรื่องอันใด? เรื่องเข้าหอ หรือเรื่องที่สาม
สายลมแห่งความปีติพัดโชยมาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้มงคล ทั่วทั้งเมืองหลวงในวันนี้ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน ไม่ใช่สีแดงของโลหิตดั่งเช่นวันวาน แต่เป็นสีแดงของงานมงคลสมรส ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ต้าเหลียงเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวปลุกให้ชาวเมืองตื่นตัวตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ ขบวนขันทีหลวงเคลื่อนออกจากวังมุ่งหน้าสู่จวนตระกูลกู้ พร้อมด้วยราชโองการสีทองอร่าม“รับราชโองการ!”กู้หว่านในชุดเจ้าสาวสีแดงสดปักลายหงส์คู่มังกรด้วยด้ายทองคำแท้ คุกเข่าลงรับราชโองการด้วยความนอบน้อม ข้างกายมีท่านตาที่ยิ้มจนแก้มปริ“ด้วยพระเมตตาแห่งโอรสสวรรค์... ทรงเห็นถึงความเหมาะสมดั่งกิ่งทองใบหยก พระราชทานสมรสให้แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินเว่ยอู๋จี และหลานสาวราชครูกู้ กู้หว่านขอให้ครองคู่ยั่งยืนนาน มีบุตรเต็มบ้านหลานเต็มเมือง จบราชโองการ!”ขุนนางและขันทีต่างซุบซิบกันถึงที่มาของราชโองการฉบับนี้ ว่ากันว่าแม่ทัพเว่ยผู้เกรียงไกรถึงกับบุกไปป่วนท้องพระโรงทุกวัน จนฮ่องเต้ปวดพระเศียร“ฝ่าบาท... เมื่อไหร่จะพระราชทานสมรสพ่ะย่ะค่ะ?”เพราะไม่พระราชทานสมรสสักที แม่ทัพเว่ยไม่ทำอะไรไม่พอ ยังเอาแต่กวนพระทัยในท้องพระโรงทุกวัน “ฝ







