Se connecterร่างบางถูกหามส่งกลับตำหนักเมื่อยามโฉ่ว1
นางรอดมองออกจากหน้าต่างเกี้ยวที่นำมาส่ง หลิวเซียงเอ๋อร์จ้องมองเงาของใครคนหนึ่งยืนใต้ต้นดอกเหมยที่กำลังบานสะพรั่งสะท้อนแสงจันทร์ยามราตรี บุรุษร่างสูงยืนพิงลำต้นสูง สายตาทอดมองดูไร้จุดหมายอย่างเหม่อลอย
“เฉินฮั่ว” หลิวเซียงเอ๋อร์เปล่งเสียงเรียกเขาจากด้านหลัง ที่ยามนี้เธอได้จัดแจงชุดไว้อย่างเรียบร้อยอีกครั้ง
“พระสนม..” เฉินฮั่วยกมือคารวะมองดวงตายาวเรียวที่จับจ้องมาที่เขาราว แววตานางยามนี้ดูช่างเหมือนเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อีกครั้ง นานแล้วที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นแววตาเช่นนี้อีกครั้ง
“ท่านมีเรื่องใดไม่สบายหรือไม่” หลิวเซียงเอ๋อร์เอ่ยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย
“กระหม่อมมิมีสิ่งใดต้องไม่สบายใจ หากแต่คืนนี้แสงจันทร์ช่างงดงามว่าทุกคืนนัก” หลิวเซียงเอ๋อร์เงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ทอแสงประกายนวล เพียงแต่ดวงจันทร์ที่เธอมองเห็นกลับเป็นดังเช่นทุกวันเหตุใดเฉินฮั่วจึงมองว่างดงามกว่าทุกวัน
“ข้าว่าทุกวันพระจันทร์ก็ส่องแสงงดงามดังเช่นทุกวัน มิใช่หรือ” ร่างบางหยุดยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ร่างสูงใบหน้าแหงนมองดวงจันทร์ที่เต็มดวงกลางท้องฟ้ายามมืดมิด
“ยามที่คนเรามีความสุขสิ่งที่เคยมองเหมือนทุกวันกลับต้องสุขกว่า” หลิวเซียงเอ๋อร์ยกคิ้วหันมองใบหน้าคมด้านข้างแววตาเป็นประกาย ลมเย็นยามค่ำคืนทำให้เธอต้องจับเสื้อคลุมกระชับตัวขึ้น นี่เพียงแค่เธอออกมาได้นานกลับรู้สึกเย็นผิวกายดังโดนน้ำแข็ง แล้วบุรุษที่ยืนนี่เล่ากลับยืนนิ่งราวไม่รับรู้ความรู้สึกใด ๆหรือไรกัน ฝีปากเอ่ยบอกว่ามีความสุข แต่แววตากลับดูเศร้าโศกเสียยิ่งกระไรเธอยิ่งมองก็ยิ่งไม่เข้าใจในตัวของเขาเลย
“ท่านมีความสุขเรื่องใดกันข้าอยากรู้นัก”
“ความสุขของกระหม่อมคงได้เห็นพระสนมที่คงมีความสุขมากกว่าในยามนี้ ” หลิวเซียงเอ๋อร์ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจสิ่งที่เขาเอ่ยบอก เพราะเธอไม่รู้ว่าหลิวเซียงเอ๋อร์นางรอคอยสิ่งใด
“สิ่งที่ข้ารอ? ”
“~สนมหากมิเป็นที่โปรดปราณ เช่นนั่นก็เหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาแห้งตายอยู่วังหลังนี้มันช่างน่ากลัวนักที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว~...ท่านเคยบอกกับข้าเมื่อครั้งที่ท่านเข้าวังหลวง” เฉินฮั่วเหม่อมอง น้ำเสียงทุ้มแผ่วเบาของเขาช่างดูเฉียบเย็นราวน้ำแข็ง แววตาที่จับจ้องมองมาราวกับสายน้ำเย็นที่รดบนตัวเธอ หลิวเซียงเอ๋อร์นิ่งราวอยากจะขุดคุ้ยในความจำของนางนัก เธอนึกไม่ออกว่าหลิวเซียงเอ๋อร์คนเดิมหลงรักฮ่องเต้เพียงใด นางถึงยอมทำเรื่องเลวร้ายนั้นได้
“ข้าคงหลงลืมไปแล้วละ...แต่ดูเหมือนข้าก็คงยังมิใช่คนโปรดอยู่ดี” หลิวเซียงเอ๋อร์บุ้ยหน้า เธอยังจำภาพที่ผ่านมาได้ไม่นาน หลังจากที่รับถ้วยซุปจากสนมจูเขาก็ดูจะแตกต่างออกไป หากแต่เธอยามนี้หาได้สนใจในความรักนั่น มีเพียงสิ่งที่เธอต้องทำคือหาวิธีที่จะหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมในครั้งนี้รวมถึงช่วยเหลือตระกูลหลิวให้พ้นข้อกล่าวหาที่ถูกใส่ความว่าเป็นกบฏ
'จะให้ข้ามาที่นี่ทั้งที ทั้ง ๆ เนื้อเรื่องในนิยายก็ยังอ่านไม่ทันจบ' หลิวเซียงเอ๋อร์ยกแขนกอดอกก่อนจะยกมือหนึ่งขึ้นจับคางเรียวตนพลางค้นหาข้อความต่าง ๆ ที่เคยอ่านผ่านตามาบ้างแต่ก็นึกไม่ออกว่าใครจะพอเป็นตัวการหลัก
“สนมจูไปพบฝ่าบาทอีกแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” เฉินฮั่วเอ่ย
“อืม.."
"สนมท่านกำลังคิดสิ่งใดกัน"
"ข้าก็แค่คิดว่า ข้าเองก็เป็นเพียงผู้ที่คอยเกื้อกูลให้แก่เพียงราชวงศ์ หาใช่สตรีที่ฝ่าบาทจักมอบความรักให้” มือหยาบกำแน่นมี แววตาคมเข้มมีหรือที่เขาจะมิอาจรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้ามีใจให้กับฮ่องเต้หนุ่มเพียงไร เมื่อเยาว์วัยนางก็ร้องเรียกแต่จะเข้าวังเพื่ออยากจะมาวิ่งเล่นกับฮ่องเต้สมัยที่ยังคงเป็นเพียงองค์รัชทายาท เพียงแต่หลังจากที่ฮ่องเต้องค์ก่อนถูกรอบวางยาจนสิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้นหนานรั่วหานก็ได้ขึ้นครองบัลลังก์ด้วยวัยเพียงสิบห้าพรรษา และยังต้องอภิเษกกับบุตรีของอัครเสนาบดีเย่เซียวหลง ผู้มีศักดิ์เป็นน้าชาย ยามนั้นนางถึงกับร้องห่มร้องไห้ไปเป็นเดือน เขาผู้ที่เป็นองครักษ์เฝ้าดูแลนางมานานมีหรือที่จะมองไม่ออกว่านางคิดเช่นไร แต่ยามนี้แววตานางกลับดูไร้สิ้นความเสน่ห์หาและอาวรณ์นั่น
“พระสนม? ”
“ดีแล้วล่ะเฉินฮั่ว ข้าเองก็มิอยากมีสิ่งใดให้ผูกมัดเช่นกัน” หลิวเซียงเอ๋อร์ส่งยิ้มอย่างสบายใจ แม้ฮ่องเต้หนุ่มจะดูหล่อเหลากว่าบุรุษทั่วไปเพียงใด แต่นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่นางมิอาจแตะต้องได้ นางมิใช่ผู้ที่จะได้ยืนเคียงคู่พระเอกเช่นเขา
“เช่นนั้นกระหม่อมก็ยังคงอยู่ปกป้องพระสนมเช่นเดิม”
“ขอบใจเจ้ามาก ยามนี้ข้าคงไม่รู้สึกเหงาอีกแล้ว อย่างน้อยข้าก็มีเจ้า มีหลินเสียง” หลิวเซียงเอ๋อร์ยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะถูกสาวรับใช้ข้างกายออกมารอรับนางเพราะเห็นว่าจะออกรับลมเย็นหลายเกือบชั่วยามแล้ว
- ตำหนักหลงเฉียวกง –
บุรุษชุดดำใช้วิชาตัวเบากระโดดไปมาบนหลังคาสูงของตำหนักต่าง ๆ ก่อนจะแฝงกายหายลับเข้าไปทางประตูลับทางส่วนหลังของตำหนักหลงเฉียวกง
“ทูลฝ่าบาทตำหนักซูฮวากงดูไม่ผิดแปลก มีเพียงยามที่นางกลับถึงตำหนักนางได้ออกมายืนชมจันทร์พร้อมกับองครักษ์ข้างกายนาง”
“องครักษ์ผู้นี้อยู่ในตำหนักพระสนมตลอดเวลาหรือ”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ องครักษ์มีนามว่าเฉินฮั่วจะเทียวไปมาระหว่างตำหนักซูฮวากงกับจวนตระกูลหลิวพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ไป่ผู้ที่แต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทยืนพิงพนักข้างหน้าต่างห้องบรรทมฮ่องเต้หนุ่ม ทุกครั้งที่เขาไม่อยู่ข้างกายหนานรั่วหานก็จะมีเพียงยามที่เขาต้องออกไปสืบหาแหล่งข่าวต่าง ๆ เพื่อสืบเสาะหาผู้อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของไท่เฟย แม้ไท่เฟยจะมิใช้แม่ที่แท้จริงแต่นางก็เลี้ยงหนานรั่วหานให้เติบโตมาเป็นอย่างดี และมิเคยที่จะคิดร้ายกับเขาเลยซักครั้งผิดกับพระมารดาตนที่คอยแต่เข้มงวดกฎระเบียบต่าง ๆ ทำให้เขาไม่มีโอกาสได้วิ่งเล่นเหมือนเด็ก ๆ ทั่วไป
~ยามอู่2~
“ทูลฝ่าบาท...หนานชินอ๋องเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เหิงกงกงตะโกนก้องตำหนัก หลันเป่า เดิมตำหนักนี้เป็นตำหนักใช้เก็บเล่มบันทึกรุ่นต่อรุ่น ด้วยความที่เป็นตำหนักอยู่ไม่ไกลกับตำหนักหลงเฉียวกง ทำให้ฮ่องเต้หนานรั่วหานใช้เป็นที่ทรงงานยามที่ไม่อยากพบผู้ใด ยกเว้นเพียงผู้เดียวที่สามารถมาขัดช่วงเวลาทำงานของเขาได้ หนานชินอ๋อง หรือหนานลู่บุตรชายเพียงคนเดียวของไท่เฟยผู้มีศักดิ์เป็นผู้พี่ของฮ่องเต้ ทั้งสองสนิทกันจนที่สามารถยอมสละชีพเพื่อกันได้ ครั้งเมื่อหนานรั่วหานยังเป็นเพียงรัชทายาททั้งสองต่างออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันมานานจนรู้ใจกัน เมื่อยามที่ต้องขึ้นครองบัลลังก์หนานชินอ๋องก็เป็นผู้สนับสนุนเขามาโดยตลอด
“ท่านพี่..”
“ฝ่าบาทยังมิทรงเปลี่ยนไปเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านพี่ตรัสอะไรเช่นนี้ เจิ้นยังคงเช่นเดิมมิเปลี่ยนแปร”หนานรั่วหานสะบัดฉลองพระองค์ลุกเดินมารินชาให้หนานชินอ๋องด้วยตนเอง
“ฝ่าบาท สายส่งข่าวรายงานว่ามีคนในเป็นหนอนคอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวของพระองค์อยู่ พระองค์อย่าได้นิ่งวางพระทัยไป”
“เจิ้นรู้ดี ตอนนี้เจิ้นแค่กำลังให้องครักษ์ไป่คอยติดตามดู”
“แสดงว่าฝ่าบาทรู้ว่าผู้ใดคือหนอนนั้นแล้วหรือ”
“ยังมิอาจแน่ใจได้ เจิ้นแค่อยากตรวจสอบให้แน่ชัดกว่านี้อีกซะหน่อย” หนานรั่วหานยกนิ้วหมุนวนรอบถ้วยชา เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าแน่ชัดว่าผู้ที่เขาสงสัยจะเป็นนางหรือไม่ หรือถ้าเป็นนางจริง ๆ เหตุใดใจเขาจึงรู้สึกเจ็บแปลบราวหนามแหลมทิ่มเสียให้ได้
“เช่นนั้นกระหม่อมจะไปลองสืบที่หอคณิกานั่นอีกครั้ง ฉินม่อซีคงมีข่าวคราวเรื่องใดมาบ้าง”
“อืม..เช่นนั้นท่านพี่ก็ระวังพระองค์ด้วย ดูเหมือนกลุ่มกบฏนั่นจะฮึกเหิมกล้าเข้ามาใกล้ขนาดนี้คงจะมีคนใหญ่ในวังเป็นผู้เปิดทาง”
“กระหม่อมทราบดี พระองค์อย่าได้กังวล” หนานลู่พยักหน้ารับ ก่อนจะอมยิ้มจ้องมองใบหน้าหนานรั่วหานจนเขาต้องยกคิ้วราวตั้งคำถามคนตรงหน้า
“ได้ข่าวว่าพระองค์เรียกพระสนมหลิวเข้าหอ แสดงว่าเมื่อคืนก็คงจะ....” หนานลู่แซว เพราะน้องชายที่เติบโตด้วยกันมาเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าฮ่องเต้ผู้มีใจแกร่งดังหินผา ยามนี้กลับเรียกสนมเข้าร่วมหอ
“มิได้มีอะไรทั้งสิ้น เจิ้นเพียงแค่ต้องการทดสอบ”
“ทดสอบ..ทดสอบสิ่งใดกันจึงต้องเรียกเข้าหอ”
“เมื่อไม่นานมานี้สนมหลิวได้แอบออกไปเที่ยวตลาด โชคดีที่นางจำเจิ้นมิได้” หนานรั่วหานนึกถึงนางยามที่กำลังเดินเลือกซื้อเลือกหาสิ่งของต่าง ๆ ท่าทางยามที่นางยกยิ้มแก้มบุ๋มนั่นช่างหน้ามองยิ่งนัก หากแต่เขาก็แปลกใจนางไม่น้อย
“เที่ยวตลาด? เช่นนั้นหนอนที่ว่า.... ” หนานลู่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย ก่อนที่หนานรั่วหานจะผงกศีรษะเล็กน้อยเชิงตอบรับ
“ใช่..ท่านพี่คิดเหมือนเจิ้น สนมหลิวนางเป็นถึงธิดาเสนาบดีหลิว ที่ถือยศถืออย่างรวมถึงกิริยามารยาทก็สำรวมรู้กฎในวังหลวงนี้ดีทุกอย่าง แต่เจิ้นกลับเห็นนางเดินเที่ยวตลาดดังที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”
“เช่นนั้นพระองค์จึงเฝ้าติดตามดูนาง....”
“ใช่...ตอนนี้เจิ้นจึงอยากของติดตามดูนางซักพัก”
“กระหม่อมเข้าใจแล้ว เช่นนั้นพระองค์ก็ต้องยิ่งระวังพระองค์ให้ดี กระหม่อมทราบมาว่าองครักษ์ที่ติดตามนางฝีมือไม่ใช่ย่อยเช่นกัน” หนานรั่วหานพยักหน้ารับอีกครั้ง มือหนึ่งยกแก้วชาแตะชิมก่อนจะหันมองออกไปทางหน้าต่างราวกับคิดถึงสิ่งใดบางอย่าง
“เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา แล้วพบกันที่ลานพลับพลาเทศกาลงานโคมไฟนะพ่ะย่ะค่ะ” หนานลู่สะบัดชายแขนเสื้อก่อนจะทำท่าปัดชุดไปมาให้ดูเรียบร้อยก่อนจะหันหลังเดินออกไป หนานรั่วหานมองร่างพระเชษฐาที่เดินออกไปจนลับตา เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าสนมหลิวจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ แต่เขากลับรู้สึกมิอยากให้เป็นอย่างที่ตนคิด ร่างสูงยังคงมองออกไปริมหน้าต่างนั่นอีกครั้ง ต้นดอกเหมยที่ผลิบานเต็มต้นหากแต่ภาพที่อยู่หลังต้นดอกเหมยนั่นกลับเป็นหลังคาสูงของตำหนักซูฮวากง
ยามโฉ่ว คือช่วงเวลา 01.00 - 02.59 น.
ยามอู่ คือช่วงเวลา 11.00 - 12.59 น.
~ พิธีอภิเษกสมรสสนมเต๋อเฟย~ ลานกว้างหน้าพระราชวังถูกประดับไปด้วยช่อผ้าสีแดงสด เหล่านางกำนัลกำลังเร่งรีบจัดแต่งชุดให้เจ้าสาว ใบหน้านางยามนี้ฉายแววไปด้วยความสุข แม้นางจะมิเคยพบฮ่องเต้หนานรั่วหานคนนี้มาก่อนแต่เมื่อได้มาพบนางก็ยินดีพร้อมแต่งแม้ต้องอยู่ขั้นสนมนางก็รับได้ แม่สื่อจัดแต่งมงกุฎให้นางเป็นครั้งสุดท้าย“ฮ่องเต้เสด็จ!!..” เหิงกงกงที่ยืนอยู่หน้าตำหนักซูเฉียวกง เอ่ยตะโกนบอกกล่าวให้นางรู้ว่าพิธีส่งตัวได้เริ่มแล้ว ร่างสูงย่างลงจากเกี้ยวหลังใหญ่ ด้วยท่วงท่าสง่างามชุดสีแดงสะบัดตามแรงจังหวะก้าวเดิน“ข้ามีงานที่ต้องสะสางต่อฉะนั้นรีบเสร็จพิธี” ฮ่องเต้หนานรั่วหานเอ่ยบอกเหิงกงกง ชายชรายอบกายก่อนเร่งรีบวิ่งไปหน้าห้องหอนาง ร่างบางยามนี้นั่งนิ่งในใจกลับราวมีเสียงกลองตีกึกก้อง มือเล็ก ๆก็พลางสั่นด้วยความตื่นเต้นปนกลัวไปได้ ฮ่องเต้หนุ่มค่อย ๆ นั่งลงข้างนางก่อนจะยกผ้าปิดหน้าออก ใบหน้าอิ่มแหงนมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตากลมโตเขาขมวดคิ้วหนาก่อนจะหันไปหยิบยกสุรามงคลขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อ
ร่างสูงมองกองหนังสือมากมายที่จัดเรียงไว้รอสะสาง‘ดูท่าเห็นทีคืนนี้คงต้องพักไว้ก่อน’ ใบหน้าเคร่งขรึมยามนี้ได้หยุดมือลงละมองไปนอกหน้าต่างที่มีเพียงแสงส่องของดวงจันทร์และตะเกียงไฟที่จุดไว้เรียงรายตามทางเดิน“เหิงกงกงเตรียมเกี้ยวข้าจะไปตำหนักสนมหลิว” เสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่น ยามนี้เขาไม่สามารถข่มใจให้นั่งอยู่ต่อได้ “ฮ่องเต้จะเสด็จตำหนักซูฮวากง เด็ก ๆ เตรียมเกี้ยววว” เสียงเหิงกงกงประกาศบอกเหล่าขันทีองครักษ์ที่ดูแลรอบด้านตำหนักให้ทราบ ก่อนที่ร่างสูงจะทอดเดินไปตำหนักซูฮวากงยามนี้มีเพียงแสงไฟบางจุดที่ส่องแสงรวมถึงในห้องหอนางยามนี้ก็ดูสลัวยิ่งนัก ฮ่องเต้ลุกก้าวลงจากเกี้ยวจนเหล่านางกำนัลขันทีวิ่งรับกันแทบไม่ทัน“ถวายพระพร//ถวายบังคมฮ่องเต้ เพคะ//พ่ะย่ะค่ะ” เสียงดังในยามค่ำคืนปลุกให้เธอที่กำลังขดตัวกอดหมอนอุ่นต้องพลิกฟัง‘ฮ่องเต้..มายามนี้ทำไมกัน หรือวันนี้เราจะสร้างเรื่องอะไรให้พระองค์ไม่พอใจกันนะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ผละตัวลุกจากเตียงนอนก่อนรีบลุกไปเปิดประตูห้องหออย่างไม่รอช้า หลินเสียงที่ดูท่าที่ยังไม่ตื่นจากฝันได้ยกศีรษะเล็ก ๆ หันมองก่อนรีบยอบตัวลงแทบติดพื้น“ถะ..ถวายพระพรฝ่าบาท” หลินเสียงรีบคารวะ
ร่างสูงของสตรีคนหนึ่งยืนรอเธออยู่ด้านนอกห้องบรรทมพลางเร่งเร้า ด้วยการเดินไปเดินมาหน้าห้องทำให้เธอต้องรีบจัดแจงชุด หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองตัวเธอผ่านเงาสะท้อนจากแผนทองเหลือง ร่างอรชรที่สวมชุดคล้ายคลึงบุรุษ มัดรวบผมตึงกลางศรีษะใบหน้ายามไร้เครื่องประทินโฉมกลับมองดูสดใส ผิวกายเรียบเนียนขับชุดสีครามเข้มให้ดูสว่าง“หลินเสียงพอแล้ว เราจะไปฝึกซ้อมมิได้ออกไปเที่ยวไหนมิต้องแต่งมากนัก” เสียงห้ามของเธอทำให้นางหยุดมือลง หลินเสียงมองนายหญิงตนอย่างสงสัยเหตุใดนางถึงมีวรยุทธ์จนสามารถที่จะฝึกสอนผู้อื่นได้ เพราะนางเองก็มิเคยออกห่างจากกายนางไปที่ใด“พระสนมท่านไปเอาวิชาวรยุทธ์นี้มาจากที่ใดกันหม่อมชั้นใคร่อยากรู้นัก” หลินเสียงเอ่ยถามอย่างสงสัย‘ฉันจะบอกได้ยังไง ว่าจากภพชาติเดิมที่ฉันเคยอยู่’ หลิวเซียงเอ๋อร์มองหน้ายกยิ้มกรุ่มกริ้มก่อนจะกระซิบบอกนาง“เราก็แค่จำเอาเวลาที่เฉินฮั่วฝึกไง” เธอโกหกหญิงสาวตรงหน้าเพื่อคลายความสงสัยให้นาง หากความจริงแล้วถ่วงท่าที่เธอใช้ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เฉินฮั่วใช้จริง ๆ เธอเองก็สงสัยเช่นกันเหตุใดเฉินฮั่วจึงรู้ท่าทางของศิลปะเทควันโดนี้“...เพคะ” หลินเสียงทำท่าพยักหน้ารับงก ๆ ราวกับเข
เสียงผู้คนพลุกพล่านแข่งกับเสียงนกร้องในยามเช้า หลิวเซียงเอ๋อร์กระสับกระสายร่างไปมาบนเตียงอุ่นพลางเอาหมอนหนุนยกปิดหูทั้งสองข้าง“หลินเสียง..เกิดอะไรขึ้น” เธอมองหน้าบ่าวในตำหนักที่กรูเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมีหลินเสียงยืนอยู่ด้านหน้าแถว“ทูลพระสนม..ฝ่าบาทมีราชโองการให้จัดเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากแคว้นหูเยว่ที่จะมาถึงในอีกสามวันเพคะ” เธอยกมือจับชายผ้าคลุมกระชับไหล่ก่อนจะลุกเดินออกไปมองดูด้านหน้าที่เหล่าขันทีและสาวใช้นางกำนัลกำลังปัดกวาดเช็ดถูคล่องแคล่ว เธอผินหน้ามองไปยังตำหนักใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง“คงเพราะทราบข่าวเมื่อคืนซินะ” เธอเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องหอตามเดิม“เตรียมชุดให้ข้าที ข้าจะไปที่พระราชวัง” หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก เธอมีความกังวลอย่างหนึ่งคือชะตาชีวิตตระกูลหลิวถูกใส่ร้ายจากช่วงที่มีการจัดเตรียมงานพิธีสำคัญ ด้วยเพราะบิดาเป็นเสนาบดีฝ่ายธรรมการดูแลงานราชพิธีต่าง ๆ ถูกใส่ความก่อกบฏคิดทำร้ายราชวงศ์เธอจึงมีความกังวลที่อยากจะพบหน้าผู้ที่เป็นหัวหน้าตระกูลหลิว“พระสนมจะ
ร่างบางขยับกายเล็กน้อย มือเล็กลูบสัมผัสความเย็นไปที่เตียงนอน‘เขาคงออกไปก่อนรุ่งสางสินะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ปรือตามองไปรอบห้องหอไร้เงาฮ่องเต้หนุ่ม แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกโล่ง แต่ใจหนึ่งกลับรู้สึกเปลี่ยวเหงา ร่างบางยันกายลุกนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงคืนที่เพิ่งผ่านพ้นมา เธอนึกได้ว่าเฉินฮั่วได้เข้ามาที่ห้องหอนี้เช่นกัน อาจเพราะคิดว่าเธอมีภัยเขาจึงพลีพลามเข้ามาในห้องเธอในยามจังหวะนั้นได้“พระสนม..ทรงตื่นบรรทมแล้วหรือไม่เพคะ” น้ำเสียงคุ้นเอ่ยเรียกนางในยามเช้าอย่างตื่นเต้น“มีอะไรหรือ..”“องค์หญิงเจ็ดมาพบพระสนม รออยู่ที่ศาลาหน้าตำหนักแล้วเพคะ” น้ำเสียงตื่นเต้นของนางทำให้คนฟังพลางขมวดคิ้วตาม‘องค์หญิงเจ็ด? นี่เรายังต้องพบใครอีกบ้างนะ’ ภาพความคิดครั้งเก่าก่อนที่เธอจะมาที่แห่งนี้ก็ไม่เคยมีผ่านในความคิดนั้นซักครั้ง เพราะนี่คือตัวละครนอกที่ไม่มีเอ่ยเล่าอยู่ในนิยายที่เธอเคยอ่าน แววตาเรียวจับจ้องมองสตรีร่างสูงกว่าเธอไม่มากนัก แต่กลับดูสง่างามราวบุรุษ ริมฝีปากเรียวบางยกยิ้มทักทายจนเธอแปลกใจในท่าทางนาง แววตากลมราวกวา
แสงแดดยามสายสาดรอดเข้ามายังโต๊ะข้างหน้าต่างในห้องหอ ความอบอุ่นของแสงแดดในยามนี้กระตุ้นให้หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกประปรี้ประเปร่ายกกายบิดเล็กน้อย“หลินเสียง เตรียมชุดให้ข้าทีข้าอยากออกไปชมสวน” เสียงเล็ก ๆ ของนางเอื้อนเอ่ยหานางกำนัลคู่กาย แววตาที่เคยดูเหนื่อยล้ากลับสดใสดังเช่นเดิม“พระสนม..พระองค์ทรงหายป่วยดีแล้วหรือเพคะ” หลินเสียงหยิบยกน้ำชารินยื่นส่งให้นาง“เราหายดีแล้ว และก็อยากออกไปข้างนอกจวนนี้เสียให้ไว เรานอนอยู่แต่ในห้องนี้มาเกือบสามวันแล้วนะ” หลิวเซียงเอ๋อร์บ่นอุบ ก่อนจะเดินไปนั่งลงโต๊ะแต่งกายที่มีเหล่านางกำนัลค่อยผลัดเปลี่ยน ส่วนหลินเสียงเองนางก็กำลังผลัดแป้งให้เธอ“พระสนม..เห็นนางกำนัลตำหนักซูเม่ยกงเอ่ยว่าสนมจูทรงป่วยเช่นเดียวกับพระองค์ แต่ฮ่องเต้กลับไปหานางเพียงคนเดียว พระสนมมิทรงทำอะไรบ้างหรือเพคะ” หลินเสียงนึกน้อยใจแทนนายตน นางรู้ดีว่าหลิวเซียงเอ๋อร์มีใจรักฮ่องเต้เพียงผู้เดียวแม้ยามหลับนางก็ยังคงห่วงหาฮ่องเต้ที่มิทรงเหลียวแลเลยตั้งแต่แต่งเข้าวังหลวงนี่ก็เกือบจะสามหนาวแล้วเห็นจะได้“แล้วเจ้าจักให้เราทำสิ่งใด ในเมื่อสนมจูนางเป็นคนโปรดของฝ่าบาท”“ยามพระสนมป่วยมีเพียงสั่







