เข้าสู่ระบบ-คืนวันเทศกาลหยวนเซียว (เทศกาลโคมไฟ) -
แสงไฟสว่างที่ประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากสี บ้างก็แขวนไว้ตามกิ่งไม้ ชายคา ร้านค้าต่าง ๆ มากมายคึกคักกว่าทุกครั้งผู้คนเบียดเสียดส่งเสียงปะปนไปกับดนตรีการแสดง
“พระสนมสวมอาภรสีแดงแล้วสวยยิ่งนักเพคะ” นางกำนัลนางหนึ่งเอ๋ยชมขณะที่กำลังจัดแจงกับอาภรณ์บนกายนางอย่างพิถีพิถัน เทศกาลหยวนเซียวเป็นเทศกาลสำคัญเหมือนเป็นวันปีใหม่ของชาวจีนที่มีมาช้านาน หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก
“พระสนมเสร็จแล้วหรือไม่” เสียงของเหลียนมามาที่ดังมาแต่ไกลจนเหล่ากำนัลเริ่มมือไม้สั่นด้วยความกลัว ร่างอวบอ้วนค่อย ๆ เปิดประตูห้องหอก่อนจะเดินมาย่อกายคาราวะนาง
“ถวายพระพรสนมหลิว ยามนี้ฮ่องเต้ทรงพร้อมแล้วหม่อมชั้นได้จัดเกี้ยวร่วมขบวนให้พระองค์ร่วมกับสนมจูแล้วเพคะ” หลิวเซียงเอ๋อร์พยักหน้ารับพร้อมกับยกมือห้ามเหล่ากำนัลให้หยุดแต่งตัวให้นาง
ขบวนเกี้ยวของฮ่องเต้และฮ่องเฮาพร้อมด้วยเหล่าองค์หญิงองค์ชาย และสนมได้เคลื่อนออกไปยังคฤหาสน์กลางลานพลับพลาที่ถูกจัดเตรียมไว้ยามที่มีการจัดเทศกาลสำคัญ หรือไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เหล่าชาวบ้านได้เห็นก็คุกเข่าลงต่างกู่ร้องแสดงความเคารพ
“ขอฮ่องเต้ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ”
“ขอฮองเฮาทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ”
เสียงตลอดสองฝากทางทำให้หลิวเซียงเอ๋อร์อดที่จะแย้มหน้าออกไปมองนอกเกี้ยว หากแต่มีสายตาหนึ่งจ้องมองนางจนต้องรีบดึงตัวกลับ
“สนมหลิวดูตื่นเต้นไม่น้อยเลย” น้ำเสียงเอ่ยทักพร้อมยกยิ้มมุมริมฝีปากเล็ก จูเหมยฮวามองท่าทางแปลกไปของหลิวเซียงเอ๋อร์ราวกับมิใช้คนเดิม นางมองร่างบางที่คอยชะเง้อรอดมองออกไปนอกเกี้ยว
“เราแค่สงสัยว่าประชาชนของฝ่าบาทนั้นสุขสบายดีกันหรือไม่”
“ท่านดูใส่ใจยิ่งนัก หม่อมชั้นนับถือน้ำใจท่านจริง ๆ ”
“นั่นก็เพราะว่าเป็นประชาชนของฝ่าบาทก็เปรียบเสมือนประชาชนเรา สนมจูเองก็คงคิดเช่นนั้นใช่หรือไม่” หลิวเซี่ยงเอ๋อร์หาทางหลบเลี่ยง ยามนี้นางคงเผลอตื่นเต้นจนลืมตัวทำให้จูเหมยฮวาได้เห็นท่าทางแปลก ๆ ของนาง
“เพคะ..หม่อมชั้นรักฝ่าบาทเช่นไร ก็รักประชาชนพระองค์เช่นนั้น”
จูเหมยฮวา กล่าวเปรียบจนหลิวเซียงเอ๋อร์ผินหน้าหนีแล้วเบะปากยักไหล่เล็กน้อย เพียงไม่นานขบวนเกี้ยวก็หยุดลงเหล่าทหารต่างวิ่งปิดล้อมลานพลับพลาอย่างรู้หน้าที่ ร่างสูงของฮ่องเต้ที่เดินประคองมือขาวซีดฮ่องเฮาเย่ฟาน นางก้าวเท้าลงจากเกี้ยวอย่างช้า ๆ อย่างคนไร้เรี่ยวแรง เหล่าขันทีรีบประคองฉลองพระองค์ที่สยายปีกกว้าง เหล่าองค์หญิงองค์ชายและสนมเยื้องกายออกจากเกี้ยวจัดแจงอาภรณ์ให้ดูเรียบร้อยก่อนจะค่อย ๆ ทยอยเขาไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ตรงหน้า เพื่อร่วมรับประทานสุราอาหารที่ได้ถูกจัดเตรียมไว้พร้อม หลิวเซียงเอ๋อร์ย่อกายนั่งลงบนเบาะนิ่มตามตำแหน่งของนาง เธอสอดส่ายสายตามองรอบ ๆ อย่างแปลกใจในผู้คนเพราะนอกจากตัวละครหลัก ๆ จะมาพร้อมเพียงกันหมดแล้วต่างก็มีตัวละครประกอบอีกหลายคนที่เธอไม่รู้จัก หลิวเซียงเอ๋อร์พยายามมองลักษณะของแต่ละคนเพื่อพิจารณาดูว่าเป็นใครบ้าง โชคดีที่สนมหลิวซูเฟยเป็นคนหยิ่งยโสไม่ค่อยพูดคุยกับใครทำให้เธอได้แต่นั่งมองทุกคนพูดคุยกันจนพอจะรู้ชื่อแซ่
“สนมหลิวอาหารไม่ถูกปากท่านหรือ” เสียงกระซิบข้าง ๆ จูเหมยฮวายื่นหน้ามาใกล้นางจนเกือบติด หลิวเซี่ยงเอ๋อร์เอนกายหลบพร้อมส่งยิ้มให้จูเหมยฮวาเล็กน้อย
“เราแค่ไม่ค่อยอยากอาหารนัก” จูเหมยฮวาเหมือนจะรู้พยักหน้ารับก่อนจะยกถ้วยชาชั้นดีขึ้นมาจิบ
เสียงพิณบรรเลงเพลงขับกล่อมองค์หญิงองค์ชายต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนานจนทำให้เธอได้มีเวลาพิจารณาดู เธอจับจ้องมองหญิงสูงศักดิ์ที่นั่งบนบัลลังก์คู่ฮ่องเต้หนุ่ม ใบหน้าขาวซีดร่างกายซูบผอมที่ตอนนี้ถูกชุดปกคลุมแทบมิดร่างบางนั่น หลิวเซียงเอ๋อร์ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดตั้งแต่ที่เธอมาอยู่ที่นี่ถึงไม่ค่อยได้เห็นฮ่องเฮา ยามนี้นางคลายความสงสัยแล้ว หากแต่แววตาคู่นั้นที่ได้มองมาที่เธอช่างอ่อนโยนนัก
“เจ้าเบื่อหรือไม่สนมหลิว” ฮ่องเฮาเย่ฟานเอ่ยถามเพราะเห็นว่าหลิวเซียงเอ๋อร์ได้แต่นั่งเงียบจ้องมองแต่ผู้คนแต่มิเห็นพูดคุยกับผู้ใด
“พ..เพคะ..หม่อมชั้นมิเบื่อเพคะ” หลิวเซียงเอ๋อร์ตกใจพูดติด ๆ ขัด ๆ ใครจะคิดว่ากำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ ๆ ฮ่องเฮาจะเอ่ยถามเธอ ถึงแม้ว่าจะรู้ดีว่านี่คือโลกของนิยาย แต่ฮ่องเฮาก็คือแม่ของแผ่นดินนี้เธอคือผู้ยิ่งใหญ่อีกคนรองจากฮ่องเต้มีหรือที่เธอจะไม่รู้สึกตื่นเต้นยามที่นางเอ่ยทัก แววตายิ้มอย่างอ่อนโยนให้เธอทำให้เธอรู้สึกคลายกังวลผิดกับแววตาคมข้าง ๆ ที่ตอนนี้จ้องมองมาที่เธอราวกับว่าเธอได้ทำสิ่งใดผิดไป
‘นี่ซินะ คนไม่ใช่ทำอะไรก็ผิดแม้แต่เรานั่งอยู่เฉย ๆ ก็ยังคงไม่พอใจ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ผินหน้ามองไปทางอื่นแทนราวไม่ใส่ใจว่าฮ่องเต้หนุ่มจะคิดเยี่ยงไร
ตลอดเวลาที่ทุกคนร่วมดื่มฉลองกันกับมีแววตาจำนวนหนึ่งที่ซ่อนเร้นในความมืดจับจ้องมองลงมา เสียงเพลงบรรเลงอย่างสนุกสนานเหล่าทหารต่างยังคงยืนนิ่งราวรูปปั้น เสนาบดีฝ่ายต่าง ๆ ก็เอ่ยคุยกันอย่างลืมตัว จวบจนยามโฉ่ว เสียงกระบี่ปะทะดังก่อนมีเสียงหนึ่งตะโกน
“คุ้มครองฝ่าบาท คุ้มครองฮ่องเฮา!!” เสียงตะโกนดังทำให้ผู้คนภายในลานพลับพลาแห่งนี้วิ่งวุ่น เหล่าสนมต่าง ๆ กรีดร้องอย่างหวาดกลัวกลุ่มทหารที่คอยอารักขารีบวิ่งเข้ามาช่วยเหลือเหล่าองค์หญิงองค์ชาย และสนมฮ่องเต้จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร หลิวเซียงเอ๋อร์ได้แต่หันมองหาหลินเสียงที่ยามนี้นางยืนอยู่จุดใดเธอก็มิอาจทราบได้ กลุ่มชายชุดดำหลายสิบคนต่างโรยตัวลงมาเสียงมีดดาบปะทะดังจนเธอจับทิศทางลำบาก
‘ในเมื่อไม่มีใครช่วยเหลือเราก็คงต้องช่วยเหลือตัวเอง เห็นทีเราคงจะไม่ได้ตายที่ตำหนักเย็นก็คงเป็นที่นี่’ หลิวเซียงเอ๋อร์รีบกระโดดออกจากที่นั่งอย่างเร็วเมื่อมีชายชุดดำผู้หนึ่งฟาดดาบลงมาที่กลางโต๊ะนาง หลิวเซียงเอ๋อร์เอียงตัวหลบวิชาเทควันโดที่ติดตัวนางมาจากอีกภพหนึ่งในยามนี้ถูกใช้อย่างเหมาะสมแก่เวลา แม้จะเป็นเพียงกีฬาที่เธอไม่ได้เอาดีมาก แต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งเธอก็เคยเป็นถึงแต่แทนนักกีฬามหาวิทยาลัยไปแข่งจนได้รางวัลมามากมาย แต่ด้วยความที่ครอบครัวอย่างให้รับราชการเธอจึงจำใจทิ้งมาวิ่งไล่สอบ แต่ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้เป็นข้าราชการก็ดันโผล่มาที่นี่เสียก่อน โชคดีที่ร่างกายนี้เธอได้ออกกำลังบ้างมิฉะนั้นเห็นทีเธออาจจะตอบโต้ชายชุดดำไม่ทันเสีย เธอปะทะกับชายชุดดำคนแล้วคนเล่าวิชาที่เรียนมาก็ถูกงัดออกมาหมดไม่ว่าจะเตะถีบ เตะตรง ดับเบิลคลิก ล้วนแต่ใช้ได้คล่อง กว่าองครักษ์เฉินจะมาถึงเล่นเอาเธอแทบหมดแรงเหมือนกัน
“พระสนมทางนี้” หลินเสียงที่กำลังเกาะแอบข้างประตูด้านในกวักมือเรียก หลิวเซียงเอ๋อร์เห็นจึงรีบวิ่งไปทางนาง แต่ชายชุดดำกับฟันดาบลงมาที่เธอโชคดีที่องครักษ์เฉินว่องไวกว่าจึงได้ตัดคอชายชุดดำได้ทันหลิวเซียงเอ๋อร์ทรุดตัวลงเธอไม่เคยพบเห็นภาพเช่นนี้มาก่อนขาที่ว่าแข็งแรงเตะถีบได้ยามนี้ดูไร้เรียวแรง ผ่านไปราวเกือบชั่วยามสถานการณ์เริ่มคลายตัวลง สีแดงของเลือดสาดไปทั่วทิศเหล่าสนมกอดกันตัวกลมแต่เหตุใดจึงมีเพียงตัวเธอที่อยู่นอกวงล้อมข้างกายฮ่องเต้ สองแขนของฮ่องเต้ประคองร่างของฮองเฮาอย่างทะนุทนอม ด้านข้างมีสนมจิ้งและสนมจูยืนเคียง แววตาคมยังคงมองเธอไม่ต่างจากเช่นเคย หลิวเซียงเอ๋อร์ได้แต่ดึงแขนเสื้อขององครักษ์ข้างกายอย่างเบาแรง
“เฉินฮั่วพาข้ากลับไปที่เกี้ยวที” ร่างสูงของเฉินฮั่วย่อตัวซ้อนร่างบางไว้ก่อนจะก้าวเดินลงจากคฤหาสน์ที่ตอนนี้คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวของเลือด องค์หญิงองค์ชายต่างก็ได้พากันแยกย้ายกลับตำหนักตนเอง รวมทั้งเหล่าสนมก็เช่นกัน มีเพียงฮ่องเต้หนานรั่วหานที่ดูเหมือนจะยังคงอยู่เพื่อต้องการตรวจสอบกลุ่มชายชุดดำที่ลักลอบเข้ามาในพลับพลานี้ แม้จะมีทหารยืนล้อมมากมาย แต่ก็เลือกจังหวะและเวลาได้ดี โชคดีที่ผู้ที่เสียชีวิตในครั้งนี้เป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อยที่ยอมสละชีพตนเพื่อปกป้องกษัตริย์เช่นเขา
“จัดพิธีศพของพวกเขาให้อย่างดี และนำเงินส่วนหนึ่งให้แก่ครอบครัวพวกเขาอย่างสมค่าที่ปกป้องเรา” หนานรั่วหานเอ่ยสั่งต้าตูตู1 ให้จัดการดูแลก่อนที่เขาเองจะกลับตำหนักหลงเฉียวกง
1ต้าตูตู : หัวหน้าแม่ทัพภาค
~ พิธีอภิเษกสมรสสนมเต๋อเฟย~ ลานกว้างหน้าพระราชวังถูกประดับไปด้วยช่อผ้าสีแดงสด เหล่านางกำนัลกำลังเร่งรีบจัดแต่งชุดให้เจ้าสาว ใบหน้านางยามนี้ฉายแววไปด้วยความสุข แม้นางจะมิเคยพบฮ่องเต้หนานรั่วหานคนนี้มาก่อนแต่เมื่อได้มาพบนางก็ยินดีพร้อมแต่งแม้ต้องอยู่ขั้นสนมนางก็รับได้ แม่สื่อจัดแต่งมงกุฎให้นางเป็นครั้งสุดท้าย“ฮ่องเต้เสด็จ!!..” เหิงกงกงที่ยืนอยู่หน้าตำหนักซูเฉียวกง เอ่ยตะโกนบอกกล่าวให้นางรู้ว่าพิธีส่งตัวได้เริ่มแล้ว ร่างสูงย่างลงจากเกี้ยวหลังใหญ่ ด้วยท่วงท่าสง่างามชุดสีแดงสะบัดตามแรงจังหวะก้าวเดิน“ข้ามีงานที่ต้องสะสางต่อฉะนั้นรีบเสร็จพิธี” ฮ่องเต้หนานรั่วหานเอ่ยบอกเหิงกงกง ชายชรายอบกายก่อนเร่งรีบวิ่งไปหน้าห้องหอนาง ร่างบางยามนี้นั่งนิ่งในใจกลับราวมีเสียงกลองตีกึกก้อง มือเล็ก ๆก็พลางสั่นด้วยความตื่นเต้นปนกลัวไปได้ ฮ่องเต้หนุ่มค่อย ๆ นั่งลงข้างนางก่อนจะยกผ้าปิดหน้าออก ใบหน้าอิ่มแหงนมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตากลมโตเขาขมวดคิ้วหนาก่อนจะหันไปหยิบยกสุรามงคลขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อ
ร่างสูงมองกองหนังสือมากมายที่จัดเรียงไว้รอสะสาง‘ดูท่าเห็นทีคืนนี้คงต้องพักไว้ก่อน’ ใบหน้าเคร่งขรึมยามนี้ได้หยุดมือลงละมองไปนอกหน้าต่างที่มีเพียงแสงส่องของดวงจันทร์และตะเกียงไฟที่จุดไว้เรียงรายตามทางเดิน“เหิงกงกงเตรียมเกี้ยวข้าจะไปตำหนักสนมหลิว” เสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่น ยามนี้เขาไม่สามารถข่มใจให้นั่งอยู่ต่อได้ “ฮ่องเต้จะเสด็จตำหนักซูฮวากง เด็ก ๆ เตรียมเกี้ยววว” เสียงเหิงกงกงประกาศบอกเหล่าขันทีองครักษ์ที่ดูแลรอบด้านตำหนักให้ทราบ ก่อนที่ร่างสูงจะทอดเดินไปตำหนักซูฮวากงยามนี้มีเพียงแสงไฟบางจุดที่ส่องแสงรวมถึงในห้องหอนางยามนี้ก็ดูสลัวยิ่งนัก ฮ่องเต้ลุกก้าวลงจากเกี้ยวจนเหล่านางกำนัลขันทีวิ่งรับกันแทบไม่ทัน“ถวายพระพร//ถวายบังคมฮ่องเต้ เพคะ//พ่ะย่ะค่ะ” เสียงดังในยามค่ำคืนปลุกให้เธอที่กำลังขดตัวกอดหมอนอุ่นต้องพลิกฟัง‘ฮ่องเต้..มายามนี้ทำไมกัน หรือวันนี้เราจะสร้างเรื่องอะไรให้พระองค์ไม่พอใจกันนะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ผละตัวลุกจากเตียงนอนก่อนรีบลุกไปเปิดประตูห้องหออย่างไม่รอช้า หลินเสียงที่ดูท่าที่ยังไม่ตื่นจากฝันได้ยกศีรษะเล็ก ๆ หันมองก่อนรีบยอบตัวลงแทบติดพื้น“ถะ..ถวายพระพรฝ่าบาท” หลินเสียงรีบคารวะ
ร่างสูงของสตรีคนหนึ่งยืนรอเธออยู่ด้านนอกห้องบรรทมพลางเร่งเร้า ด้วยการเดินไปเดินมาหน้าห้องทำให้เธอต้องรีบจัดแจงชุด หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองตัวเธอผ่านเงาสะท้อนจากแผนทองเหลือง ร่างอรชรที่สวมชุดคล้ายคลึงบุรุษ มัดรวบผมตึงกลางศรีษะใบหน้ายามไร้เครื่องประทินโฉมกลับมองดูสดใส ผิวกายเรียบเนียนขับชุดสีครามเข้มให้ดูสว่าง“หลินเสียงพอแล้ว เราจะไปฝึกซ้อมมิได้ออกไปเที่ยวไหนมิต้องแต่งมากนัก” เสียงห้ามของเธอทำให้นางหยุดมือลง หลินเสียงมองนายหญิงตนอย่างสงสัยเหตุใดนางถึงมีวรยุทธ์จนสามารถที่จะฝึกสอนผู้อื่นได้ เพราะนางเองก็มิเคยออกห่างจากกายนางไปที่ใด“พระสนมท่านไปเอาวิชาวรยุทธ์นี้มาจากที่ใดกันหม่อมชั้นใคร่อยากรู้นัก” หลินเสียงเอ่ยถามอย่างสงสัย‘ฉันจะบอกได้ยังไง ว่าจากภพชาติเดิมที่ฉันเคยอยู่’ หลิวเซียงเอ๋อร์มองหน้ายกยิ้มกรุ่มกริ้มก่อนจะกระซิบบอกนาง“เราก็แค่จำเอาเวลาที่เฉินฮั่วฝึกไง” เธอโกหกหญิงสาวตรงหน้าเพื่อคลายความสงสัยให้นาง หากความจริงแล้วถ่วงท่าที่เธอใช้ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เฉินฮั่วใช้จริง ๆ เธอเองก็สงสัยเช่นกันเหตุใดเฉินฮั่วจึงรู้ท่าทางของศิลปะเทควันโดนี้“...เพคะ” หลินเสียงทำท่าพยักหน้ารับงก ๆ ราวกับเข
เสียงผู้คนพลุกพล่านแข่งกับเสียงนกร้องในยามเช้า หลิวเซียงเอ๋อร์กระสับกระสายร่างไปมาบนเตียงอุ่นพลางเอาหมอนหนุนยกปิดหูทั้งสองข้าง“หลินเสียง..เกิดอะไรขึ้น” เธอมองหน้าบ่าวในตำหนักที่กรูเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมีหลินเสียงยืนอยู่ด้านหน้าแถว“ทูลพระสนม..ฝ่าบาทมีราชโองการให้จัดเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากแคว้นหูเยว่ที่จะมาถึงในอีกสามวันเพคะ” เธอยกมือจับชายผ้าคลุมกระชับไหล่ก่อนจะลุกเดินออกไปมองดูด้านหน้าที่เหล่าขันทีและสาวใช้นางกำนัลกำลังปัดกวาดเช็ดถูคล่องแคล่ว เธอผินหน้ามองไปยังตำหนักใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง“คงเพราะทราบข่าวเมื่อคืนซินะ” เธอเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องหอตามเดิม“เตรียมชุดให้ข้าที ข้าจะไปที่พระราชวัง” หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก เธอมีความกังวลอย่างหนึ่งคือชะตาชีวิตตระกูลหลิวถูกใส่ร้ายจากช่วงที่มีการจัดเตรียมงานพิธีสำคัญ ด้วยเพราะบิดาเป็นเสนาบดีฝ่ายธรรมการดูแลงานราชพิธีต่าง ๆ ถูกใส่ความก่อกบฏคิดทำร้ายราชวงศ์เธอจึงมีความกังวลที่อยากจะพบหน้าผู้ที่เป็นหัวหน้าตระกูลหลิว“พระสนมจะ
ร่างบางขยับกายเล็กน้อย มือเล็กลูบสัมผัสความเย็นไปที่เตียงนอน‘เขาคงออกไปก่อนรุ่งสางสินะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ปรือตามองไปรอบห้องหอไร้เงาฮ่องเต้หนุ่ม แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกโล่ง แต่ใจหนึ่งกลับรู้สึกเปลี่ยวเหงา ร่างบางยันกายลุกนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงคืนที่เพิ่งผ่านพ้นมา เธอนึกได้ว่าเฉินฮั่วได้เข้ามาที่ห้องหอนี้เช่นกัน อาจเพราะคิดว่าเธอมีภัยเขาจึงพลีพลามเข้ามาในห้องเธอในยามจังหวะนั้นได้“พระสนม..ทรงตื่นบรรทมแล้วหรือไม่เพคะ” น้ำเสียงคุ้นเอ่ยเรียกนางในยามเช้าอย่างตื่นเต้น“มีอะไรหรือ..”“องค์หญิงเจ็ดมาพบพระสนม รออยู่ที่ศาลาหน้าตำหนักแล้วเพคะ” น้ำเสียงตื่นเต้นของนางทำให้คนฟังพลางขมวดคิ้วตาม‘องค์หญิงเจ็ด? นี่เรายังต้องพบใครอีกบ้างนะ’ ภาพความคิดครั้งเก่าก่อนที่เธอจะมาที่แห่งนี้ก็ไม่เคยมีผ่านในความคิดนั้นซักครั้ง เพราะนี่คือตัวละครนอกที่ไม่มีเอ่ยเล่าอยู่ในนิยายที่เธอเคยอ่าน แววตาเรียวจับจ้องมองสตรีร่างสูงกว่าเธอไม่มากนัก แต่กลับดูสง่างามราวบุรุษ ริมฝีปากเรียวบางยกยิ้มทักทายจนเธอแปลกใจในท่าทางนาง แววตากลมราวกวา
แสงแดดยามสายสาดรอดเข้ามายังโต๊ะข้างหน้าต่างในห้องหอ ความอบอุ่นของแสงแดดในยามนี้กระตุ้นให้หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกประปรี้ประเปร่ายกกายบิดเล็กน้อย“หลินเสียง เตรียมชุดให้ข้าทีข้าอยากออกไปชมสวน” เสียงเล็ก ๆ ของนางเอื้อนเอ่ยหานางกำนัลคู่กาย แววตาที่เคยดูเหนื่อยล้ากลับสดใสดังเช่นเดิม“พระสนม..พระองค์ทรงหายป่วยดีแล้วหรือเพคะ” หลินเสียงหยิบยกน้ำชารินยื่นส่งให้นาง“เราหายดีแล้ว และก็อยากออกไปข้างนอกจวนนี้เสียให้ไว เรานอนอยู่แต่ในห้องนี้มาเกือบสามวันแล้วนะ” หลิวเซียงเอ๋อร์บ่นอุบ ก่อนจะเดินไปนั่งลงโต๊ะแต่งกายที่มีเหล่านางกำนัลค่อยผลัดเปลี่ยน ส่วนหลินเสียงเองนางก็กำลังผลัดแป้งให้เธอ“พระสนม..เห็นนางกำนัลตำหนักซูเม่ยกงเอ่ยว่าสนมจูทรงป่วยเช่นเดียวกับพระองค์ แต่ฮ่องเต้กลับไปหานางเพียงคนเดียว พระสนมมิทรงทำอะไรบ้างหรือเพคะ” หลินเสียงนึกน้อยใจแทนนายตน นางรู้ดีว่าหลิวเซียงเอ๋อร์มีใจรักฮ่องเต้เพียงผู้เดียวแม้ยามหลับนางก็ยังคงห่วงหาฮ่องเต้ที่มิทรงเหลียวแลเลยตั้งแต่แต่งเข้าวังหลวงนี่ก็เกือบจะสามหนาวแล้วเห็นจะได้“แล้วเจ้าจักให้เราทำสิ่งใด ในเมื่อสนมจูนางเป็นคนโปรดของฝ่าบาท”“ยามพระสนมป่วยมีเพียงสั่







