Se connecterท้องฟ้ายามราตรีที่ดูสว่างไสวด้วยดวงดาวเปล่งแสงเป็นประกายเต็มท้องฟ้าหากแต่จิตใจนางยามนี้กลับร้อนรนยิ่งกว่าโดนเปลวไฟ หลิวเซียงเอ๋อร์นั่งมองดวงหน้าน้อย ๆ ของเธอยามนี่เริ่มคุ้นตา หากแต่ใจนางกลับสั่นไหวราวสายน้ำที่ถูกหยดฝนเทกระหน่ำ
“พระสนมสวยที่สุดแล้วเพคะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของหลินเสียงดังขึ้นข้างใบหูอย่างชัดเจน หากแต่เธอกลับไม่รู้สึกยินดีในคำป้อยอนี้
“เหตุใดฝ่าบาทจึงเลือกเรา” หลิวเซียงเอ๋อร์ขมวดคิ้วอย่างหาข้อยุติมิได้
‘ในบทก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเข้าหอ หรือเพราะสนมซูเฟยไม่ได้ตายตั้งแต่ต้นเรื่องเนื้อหาจึงได้เปลี่ยนแปลง’ ดวงตาเรียวหงส์แต่งแต้ม ริมฝีปากอิ่มถูกระบายแต่งจนสวยงาม
“พระสนมได้เวลาส่งตัวแล้วเพคะ” ร่างเล็กย่อกายถอยหลังสองก้าวก่อนจะเดินออกไปเปิดประตูต้อนรับสตรีวัยกลางคนที่เข้ามาพร้อมกับเหล่ากำนัลอีกหกนาง
“เหลียนมามา ข้าเตรียมยาบำรุงไว้ให้พระสนมแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี..เด็ก ๆ ถอดชุดพระสนมและนำผ้านี้ห่อกายนางไว้ให้ดี” เหลียนมามาจับผ้าสีขาวสะอาดตาส่งให้นางกำนัล
“เดี๋ยว..พวกเจ้าจะต้องถอยชุดข้าทำไมกัน”
“พระสนม…ท่านย่อมรู้ดีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นเช่นไรท่านก็เคยเรียนมาแล้ว”
‘เรียนอะไรฉันไม่เคยได้เรียนอะไรแบบนี้มาเลย ถอดหมดก็ต้องโป๊เปลือยไปแบบนี้หรอ นี่คือการถวายตัวฮ่องเต้หรือนี่’ หลิวเซียงเอ๋อร์อยากจะรีบวิ่งหนีแต่ก็ดูเหมือนจะยากนัก เหล่านางกำนัลต่างรู้หน้าที่จับโน้นออก จับนี้ใส่ ร่างบางถูกคลุมเหลือเพียงผ้าบาง ๆ ก่อนจะถูกห่อทับด้วยผ้าแพรเนื้อดี โชคดีที่ผ้าแพรนี้ดูหนากว่าผ้าชิ้นที่เธอสวมก่อนหน้า ถูกพันรอบตัวราวดักแด้ตัวอ่อน
“จิบยาบำรุงหน่อยเพคะพระสนม” ถ้วยกระเบื้องเคลือบขนาดเล็กยกติดริมฝีปากของเธอจนต้องรีบดื่ม
“ว่าแต่ยานี้จะทำให้ข้าเป็นเช่นไรหรือเหลียนมามา”
“พระสนมจะมีบุตรง่ายขึ้นเพคะ”
“บุตร” ดวงตาเบิกกว้างริมฝีปากอ้าค้างจนเหลียนมามาต้องยกมือดันคางมนของเธอให้ปิดสนิท หลิวเซียงเอ๋อถูกเหล่าขันทียกพาตัวเธอมายังหน้าตำหนักหลงเฉียวกง ประตูห้องบรรทมฮ่องเต้หนุ่มถูกปิดสนิทราวกลับไม่มีผู้ใดอยู่ด้านในมีเพียงชายแก่หนวดสีขาวยาวยืนรออยู่หน้าประตูนั่น
“เรียนท่านเหิงกงกงเกี้ยวพระสนมมาถึงแล้ว” ขันทีนายหนึ่งก้าวเดินไปกระซิบบอกชายชรานั่น
“ทูลฝ่าบาทพระสนมหลิวซูเฟยมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เข้ามา” น้ำเสียงทุ้มของหนานรั่วหานทำให้สตรีร่างบางที่กำลังนั่งขดตัวอยู่ภายในสะดุดก่อนที่ขันทีจะเปิดออกให้เธอก้าวเข้าไปในห้องที่มีแสงไฟสลัว บุรุษร่างสูงนั่งอ่านตำราอย่างสบาย ห้องบรรทมนี้ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ด้านในสุดเป็นเตียงนอนกว้างที่ถูกปูด้วยผ้าแพรเนื้อดี ส่วนซ้ายใช้เป็นที่ทรงงาน และส่วนขวาใช้เป็นที่ผ่อนคลาย และโถงกลางห้องประดับตกแต่งด้วยแจกันลายครามปูพรมทั้งห้องหอนี้ หลิวเซียงเอ๋อร์หยุดยืนมองอยู่เพียงหน้าประตูทางเข้านางไม่กล้าแม้แต่จะก้าวขาออกไปเกรงว่าจะสะดุดผ้าแพรที่ห่อหุ้มกายนางล้มลงได้ มือเล็ก ๆ จับกระชับผ้าไว้แน่น
“เหตุใดจึงยืนอยู่เพียงตรงนั้น” หนานรั่วหานสะบัดฉลองพระองค์ยกเอามือไขว้หลังก่อนจะเดินมาที่นาง
“ฝะ…ฝ่าบาท พระองค์คงมีราชกิจมากมายนัก” น้ำเสียงตะกุกตะกักของนางทำให้หนานรั่วหานแทบอดกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ จริงอยู่ที่วันนี้เขาเองก็มีงานมากมายวางกองไว้ เพื่อรอให้เขาได้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับคำร้องของเหล่าขุนนางและประชาชน
“ถึงเจิ้นจะมีราชกิจมากมาย แต่พระสนมมาหาเจิ้นเพียงนี้แล้วเจิ้นย่อมให้เวลาเจ้าได้” เสียงกระเช้าเย้าแหย่ของหนานรั่วหานทำให้ใบหน้านางแดงราวผลเชอรี่ ร่างสูงโน้มตัวลงก่อนจะซ้อนร่างบางขึ้นอุ้ม
“ฝ่าบาท!! ทรงจะทำอะไรเพคะ”
“เจิ้นจะทำอะไรได้ ก็พาเจ้าไปที่เตียงก่อนนะซิ เจ้าคงเพลียมาซินะดูหน้าเจ้าซีดนัก”
“เตียง!!” หลิวเซียงเอ๋อร์ยามนี้ใบหน้าเธอเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้น ร่างกายของเธอรู้สึกร้อนดั่งไฟรน
‘ร้อนจังสมัยก่อนนี่ไม่ดีเลย แอร์ซักเครื่องก็ไม่มี’ ร่างบางถูกวางลงที่เตียงที่ทั้งหนาและนุ่มกว่าที่นอนเธอหลายเท่าอย่างเบามือ หนานรั่วหานอยากจะรู้ว่านางจะทำเช่นไรหากเขาเริ่มที่จะลูบไล้นางเบา ๆ มือหนาไล้ลูบหลังร่างอรชรก่อนจะค่อย ๆ ไล้มายังใบหน้านวลที่แต่งแต้มไว้อย่างงดงาม
“หม่อมชั้นขอดื่มชาก่อนได้หรือไม่เพคะ” นัยน์ตาหลุบลงต่ำเธอรีบหาทางหลบเลี่ยง ดวงตาดุคมจับจ้องมองเขม่นแต่ก็หยุดที่จะทำตามอย่างง่ายดาย
"เจ้ากลัวเจิ้นงั้นรึ"
“ม่ะ..มิใช่เช่นนั้น หม่อมชั้นแค่รู้สึกร้อนและกระหายน้ำเท่านั้นเพคะ”
“เช่นนั้นเจ้ารอเจิ้นสักประเดี๋ยว” ร่างสูงของเขาลุกเอื้อมหยิบถ้วยชารินก่อนจะยื่นส่งให้นาง
“หากไม่เป็นการดูถูกพระองค์เกินไปช่วยยกถ้วยชาไว้ที่ปากของหม่อมชั้นได้หรือไม่เพคะ” หลิวเซียงเอ๋อร์จ้องมองถ้วยชาในมือเขา เพราะจนปัญญาจริง ๆ ที่ยามนี้มือเล็ก ๆ ของนางถูกห่อไว้ในผ้าแพรนี่
“นี่เจ้ากล้าใช้เจิ้นยกน้ำชาป้อนเจ้าเลยรึ” แววตาคมเฉียวจ้องดุมายังนาง จนหลิวเซียงเอ๋อร์เองรู้สึกหวั่น
“แต่มือหม่อมชั้น..” ริมฝีปากอิ่มกัดเม้มอย่างไม่พอใจ เธอเงยหน้ามองเขาที่มือหนายังคงยืนถ้วยชาให้กับเธอ
“หากเจ้ายังเรียกร้องสิ่งอื่นอีกอย่าหาว่าเจิ้นรังแกเจ้าได้” หนานรั่วหานยกถ้วยชาแต่ริมฝีปากนางอย่างเบามือ
"ขอบพระทัยเพคะ"
"เช่นนั้นเจ้าก็ต้องเอาใจเจิ้นซะหน่อยมิดีหรือ" มือหนาค่อย ๆ ดึงผ้าแพรที่พันไว้อย่างหลวม ๆ จนหลุดออกเผยให้เห็นยอดอกชูชัน หลิวเซียงเอ๋อร์ตกใจรีบเอามือเล็ก ๆ ของเธอปิดบังไว้แต่อกอิ่มเธอมันล้นเต็มจนไม่สามารถแอบซ่อนได้ หนานรั่วหานเองก็ตกใจแม้เขาเองจะมีสนมมากมายแต่ด้วยราชกิจและหน้าที่ที่มากมายจนไม่มีเวลาร่วมหอทำให้เขายังไม่มีรัชทายาทสืบสกุล ครั้งเมื่ออภิเษกสมรสฮ่องเฮาการร่วมหอก็เป็นเรื่องที่ลำบาก เนื่องจากร่างกายฮ่องเฮานั้นอ่อนแอนักเพียงแค่นั่งนาน ๆ ก็เหนื่อยหอบแล้ว ส่วนสนมอื่น ๆ มิต้องเอ่ยถึงแทบไม่มีเวลามาเลือกนางเลยซักคนเดียว จะมีเพียงแค่สนมจูเสียนเฟยที่จะค่อยช่วยงานได้บ้าง แต่ก็อยู่เพียงแค่ห้องทรงอักษรเท่านั้นและยังมีองครักษ์ไป่ฟานหงอยู่ด้วย ยามนี้เมื่อสตรีงามอยู่ตรงหน้ามีหรือที่เขาจะอดทนได้ หนานรั่วหานคว้าร่างบางเข้าไปกอดอย่างคุ้นชินจนหลิวเซียงเอ๋อร์ หลุดอุทานออกมาอย่างตกใจก่อนจะพยายามขืนกายออกจากอ้อมกอดเขา หลิวเซียงเออร์สะดุ้งตัวเมื่อลิ้นอุ่นของเขาไล้ลงที่ลำคอระหงพร้อมกับไล้ไปทั่วบริเวณอกอิ่มหลิวเซียงเอ๋อร์หลับตาแน่นด้วยความเสียวซ่านไปทั้งตัว นางพยายามบิดกายเอียงหนีแต่กลับถูกมือหนารวบแขนทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ ยามนี้ร่างกายหนานรั่วหานเองก็ไม่สามารถควบคุมความต้องการไว้ได้ ริมฝีปากเขาบดจูบริมฝีปากอิ่มของนางทั้งขบเม้มและดูดดึงราวกับขนมหวาน ลิ้นสากหนาของเขาพยายามที่จะสอดแทรกเข้าไปลิ้มรสน้ำผึ้งหวานในปากนาง แต่แล้วอารมณ์เขาก็ต้องสะดุดลง เพราะเสียงหนึ่งที่ดังหน้าห้องบรรทมนี้
“เกิดอะไรขึ้น!!..เหตุใดพวกเจ้ามิกลัวตายกันรึ!!” หนานรั่วหานขมวดคิ้วตะเบงเสียงเข้มจ้องเขม่นมองไปยังเหล่าขันทีที่ยืนก้มหน้าเรียงรายหน้าห้องบรรทมนี้
“ถวายบังคมฝ่าบาท…เป็นความผิดหม่อนชั้นเอง หม่อมชั้นเพียงเป็นห่วงสุขภาพฝ่าบาทจึงนำซุปรังนกนี่มาถวายเพคะ” จูเหมยฮวายืนถือถ้วยเล็ก ๆ ในมือพร้อมส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เขาดังเช่นทุกครั้ง
“สนมจู…” หนานรั่วหานรู้สึกแปลกใจมิน้อย แต่ก็มิใช่ว่าเธอจะไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน ร่างสูงก้าวออกมาจากห้องบรรทมก่อนจะเดินมานั่งโต๊ะน้ำชาหินอ่อน
“เห็นบ่าวไพรบอกพระองค์เลือกสนมหลิวถวายตัว หม่อมชั้นเห็นว่าพระองค์ทรงงานมากมายจึงได้ทำซุปนี้บำรุงพระวรกายเพคะ” จูเหมยฮวาเหลือบมองลอดผ่านฉลองพระองค์หนานรั่วหาน นางเห็นร่างบางกำลังรวบผ้าคลุมกายอย่างร้อนรน จนนางเองก็ต้องหลุบตาลงเพื่อเก็บอาการไม่พอใจไว้เพียงคนเดียว
“เจิ้นขอบใจเจ้ามาก เช่นนั้นพระสนมก็พักผ่อนเถิด” หนานรั่วหานรับถ้วยซุปยื่นส่งให้เหิงกงกง
“ฝ่าบาท!!..ราชกิจพระองค์มากมายนัก งั้นคืนนี้หม่อมชั้นจะนำกลับไปทำให้ดีหรือไม่เพคะ”
“อย่าเลยหากเจ้ามิสบายไปจะลำบาก ท่านเหิงกงกงเตรียมเกี้ยวส่งสนมจู ส่วนสนมหลิวก็ให้กลับไปพักที่ตำหนักซูฮวากงเช่นเดิม” เสียงทุ้มออกคำสั่งราวเอาแต่ใจ เดิมหนานรั่วหานเพียงแค่อยากรู้ว่าหากนางต้องมาร่วมหอกับเขาจะมีผู้ใดปรากฎกายขึ้นหรือไม่ ผิดคาดแต่ดูจากปฏิกริยาแล้วนางคงมิทันได้ตั้งตัวเหมือนกัน หลิวเซียงเอ๋อร์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเล็กยิ้มน้อยพร้อมน้อบกายถวายพระพรก่อนจะขอตัวกลับตำหนักซูฮวากง
‘พ้นคืนนี้ได้ช่างโชคดีอย่างหวุดหวิด แต่ทำไมเราถึงรู้สึกไม่พอใจด้วยล่ะ’
❀ตอนพิเศษ เอาใจเจ้า❀เรือนไม้หลังใหญ่ถูกแบ่งสัดส่วนไว้อย่างเป็นระเบียบ แม้จะไม่หรูหราดังวังหลวง แต่เรือนไม้นี่ก็นับได้ว่าโอ่อ่าพอ ๆ กับจวนขุนนางชั้นสูง แม้เขาและเธอจะปฏิเสธที่จะรับ แต่ฮ่องเต้หนานเออร์หลงก็ยังคงที่จะมอบให้พี่ชายผู้เป็นที่รักอยู่ดี"ท่านพี่ข้าว่าจิวฉิงคงตามหาแล้วกระมัง" หลิวเซียงเอ๋อร์กำลังจะขยับกายลุก แต่ร่างแกร่งกลับคว้าเอวเธอไว้อีกครั้ง"ไม่หลอก...ฉิงฉิงคงกำลังเล่นกับน้องอยู่เช่นเดิมนั่นแหล่ะ เจ้าไม่รู้หรือว่าฉิงฉิงดีใจแค่ไหนที่มีน้อง" หนานรั่วหานกดปลายจมูกซุกลงต้นคอเธอ ลิ้นร้อนค่อย ๆ ไล่ลงตามเนื้อผิวละเอียด ปลายนิ้วก็ไล่เกลี่ยยอดถันสีชมพู หลิวเซียงเอ๋อร์ไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้เป็นสามีดี เขารักเธอถนอมเธออย่างดีก็จริง แต่เขาแทบไม่ยอมให้เธอห่างกายเลย "อ่ะ!!...ท่านพี่" หลิวเซียงเอ๋อร์ร้องอุทานเบา ๆ เพราะกลัวบ่าวไพรที่อยู่ด้านนอกจะได้ยิน ปลายนิ้วที่ดุนดันรอดผ่านช่องทางรักของเธอค่อย ๆ ขยับส่งให้น้ำหวานไหลเยิ้ม "ของเจ้านี่ยังคับแน่นดีจัง ไหนข้าดูซิ" เอ่ยจบใบหน้าคมค่อย ๆ เคลื่อนลงต่ำพร้อมกับลิ้นร้อนที่ค่อยเลียชิม "อ่ะ..ท่านพี่ ท่านรังแกข้าเกินไปแล้วนะ" หลิวเซียงเอ๋อร์สั่
"ท่านแม่...ข้ากำลังยุ่งอยู่ ท่านเร่งข้าจัง" แววตากลมขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ มุ่ยปากหน้าเง้าหน้างอ"ฉิงเอ๋อร์ ท่านพ่อรอเจ้านานแล้วนะ เจ้ากำลังทำอะไร" หลิวเซียงเอ๋อร์ปราบบุตรสาวที่กำลังรื้อกล่องไม้ลายดอกเหมย"ข้ากำลังเตรียมของไปฝากท่านอาเออร์หลง" "ฉิงเอ๋อร์ แม่บอกเจ้าแล้วว่าต้องเอ่ยเรียกฝ่าบาทว่าฮ่องเต้ ""แต่...." เด็กน้อยก้มหน้ามองกล่องไม้ราวรู้สึกผิด ปนเศร้าใจ"ไม่มีแต่" หลิวเซียงเอ๋อร์หยิกแก้มกลมขาวๆ อย่างหยอกเย้า มองดูแววตาใสของบุตรสาวที่เริ่มเติบโตอย่างช้า ๆ "ฉิงเอ๋อร์..เจ้าถืออะไรไปฝากท่านอารึ" หนานรั่วหานอุ้มบุตรสาวแนบอก มองดูตุ๊กตาไม้ที่นางถือ"ท่านพี่...ท่านให้ท้ายจิวฉิงแบบนี้เดี๋ยวนางก็เคยตัวกันพอดี" หลิวเซียงเอ๋อร์มองค้อนผู้เป็นสามีก่อนจะเดินไปนั่งที่รถม้า แม้หนานรั่วหานจะสละฐานันดร แต่ความผูกพันของฮ่องเต้หนานเออร์หลงก็ยังคงเป็นเช่นเดิม วันเวลาผ่านไปนานหนานเออร์หลงขึ้นครองราชย์แทนผู้เป็นพี่ชาย ส่วนฟู่หยาเย่ฟานก็พ้นตำแหน่งฮองเฮาเป็นเพียงหญิงผู้ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองตระกูลฟู่หยายกสมบัติตระกูลให้แก่ราชวงศ์ก่อนที่นางจะปลีกตัวไปอยู่เมืองเล็ก ๆทางหัวเมืองเหนือ หนานชินอ
"ไท่ซางหวงโฮ่ว..ทำเช่นไรดีเพคะ หากไม่นำเด็กออกดูเหมือนจะไม่รอดทั้งพระสนมและทารกนะเพคะ" เหลียนมามาเอ่ย ใบหน้าซีดดูไร้เลือดลมไม่มีใครรู้ได้เลยว่าในยามนี้เธอต้องพบกับสิ่งใดบ้าง//หลิวซูเฟย...หากท่านต้องการร่างท่านคืนเรายินดี แต่ขอเพียงอย่างเดียวขอให้ท่านรักเด็กคนนี้ราวกับเป็นตัวตนของท่านได้หรือไม่// ร่างสีขาวโปร่งพยักหน้ารับ หากแต่มีชายแก่หนวดเครายาวปกคลุมริมฝีปากของเขาจนมิดปรากฎต่อคนทัั้งสอง หลินหลินจดจำชายแก่ผู้นี้ได้ดี เขาคือผู้ที่นำพาดวงจิตของเธอมาตกสู่ร่างสนมผู้นี้/สนมหลิวซูเฟย ท่านหมดกรรมแล้วใยมิไปผุดไปเกิด เที่ยวมายื้อแย่งกายหยาบทำไมกัน/เสียงชายชราดังก้อง แม้จะดูเหมือนเป็นการเปล่งเสียงเบา ๆ//ท่านตาข้าทำไม่ได้ ข้าทิ้งคนที่ข้ารักไม่ได้// หลิวเซียงเอ๋อร์ร้องห่มร้องไห้ราวใจจะขาดนางรักหนานรั่วหานมานาน แม้เขามิเคยชายตามองเลยก็ตาม แต่ด้วยเพราะความรักที่ฝังลึกในจิตใจยากที่จะให้นางลืมได้ ชายชราได้ยินก็โบกพัดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยครั้งสุดท้าย/หลิวเซียงเอ๋อร์ ร่างนี้มิใช่ของเจ้าอีกต่อไป หากเจ้าต้องการความรักจากคนที่เจ้ารัก ข้าจะทำให้เจ้าสมหวังสักครั้ง/ ชายชราเอ่ยจบร่างโปร่งก็พัดปลิวหายไป หล
ฝุ่นบนพื้นดินคละคลุ้งกำลังพลที่กำลังขับเคลื่อนเร่งมุ่งหน้าสู่ชายแดน ไม่นานกองกำลังจากวังหลวงก็มาสมทบ หนานชินอ๋องกระโดดลงจากหลังอาชาสีขาวหมอกพร้อมโน้มศีรษะลงให้กับคนบนหลังอาชาตัวโหญ่ "ถวายบังคมฝ่าบาท" "ทหารจากแคว้นสุ่ยยังมาไม่ถึง เราจะช่วยท่านพี่ยื้อกำลังพลไว้เสียก่อน""แต่ฝ่าบาท....หูเป่ยกำลังพลมากกว่าเป่ยหรงเท่าตัว หากแคว้นสุ่ยมาไม่ทันวันมะรืนกระหม่อมเกรงว่า..." หนานชินอ๋องน้ำเสียงลู่ลงพลางสีหน้าก็ถอดราวกังวลใจ"เราต้องวางแผนกันเสียใหม่ กำลังพลเราน้อยกว่าก็จริง แต่หากวางตำแหน่งรบไว้ดีเราก็สามารถลดทอนกำลังพลเราได้ ท่านพี่ให้เหล่าทหารได้อิ่มหนำสำราญกันเสียเถิด และคอยเฝ้าระวังศัตรู ม่อซีเจ้าจงแฝงตัวไปยังกองกำลังหูเย่วเสียเพื่อสืบดูสถานการณ์ในยามนี้" หนานรั่วหานชี้แจงเสร็จก็โดดลงจากหลังอาชามุ่งหน้าเข้าสู่กระโจมที่พักชั่วคราว เสี้ยวใจหนึ่งอดกังวลถึงหลิวเซียงเอ๋อร์ไม่ได้ เพราะเขาไม่อยากให้นางต้องเป็นห่วงจึงเร่งออกจากวังหลวงโดยไม่เอ่ยลา***เวลาผ่านไปราวกับลมพัดหลิวเซียงเอ๋อร์นั่งปักผ้าผืนเล็ก ๆ ที่จะตัดทำชุดให้เจ้าก้อนกลมในครรภ์ ใบหน้าอมยิ้มอย่างมีความสุข หากแต่ไม่นานความสุขสบายก็คลื่นกา
หลิวเซียงเอ๋อร์ลืมตามองผ้าแพรที่ผูกกั้นเป็นฉากกั้นเตียงไว้ ภาพใบหน้าโกรธแค้นของหญิงสาวเจ้าของร่างที่ยืนเอ่ยทวงคืน‘สนมหลิวฉันขอเวลาอีกไม่นาน’ หลิวเซียงเอ๋อร์คิดทบทวนในคำพูดก่อนจะค่อย ๆ ขยับกายลุก“หลินเสียง..เจ้าเตรียมน้ำล้างพระพักต์ไว้ให้ฝ่าบาทด้วย ข้าจะออกไปข้างนอกเดี๋ยว” น้ำเสียงกระซิบสั่งสาวใช้ข้างกายราวกับระวังคนที่ยังคงหลับตานอนบนเตียงตื่น หลิวเซียงเอ๋อร์จัดแจงเปลี่ยนชุด เธอเลือกชุดที่ดูสีสดเหมือนเมื่อครั้งที่เจ้าของร่างนี้ยังคงอยู่“พระสนมจะไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเอ่ยทักด้านหน้าประตู เฉินฮั่วยืมมองใบหน้าที่ถูกตกแต่งไว้อย่างจัดจ้าน ทำให้เขารู้สึกแปลกใจในท่าทางเธออีกครั้ง นานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มเช่นนี้“เราจะไปที่ใด เจ้ามิต้องสนใจ” หลิวเซียงเอ๋อร์สะบัดเสียงใส่ราวกับคนละคน‘เฉินฮั่ว...ฉันขอโทษ แต่ถ้าฉันไม่ทำเช่นนี้ต่อไปเจ้าก็คงจะลืมสตรีร้ายกาจเช่นนางแน่’ หลิวเซียงเอ๋อร์เร่งฝีเท้าออกมากลางสวนซีเซียน สวนสระบัวจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้โผล่มาที่นี่ หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองผืนน้ำที่ไหลเอื่อย‘หากเราไม่กลับไปใช้ชีวิตเช่นสนมหลิวดังเดิม แล้วถ้าเจ้าก้อนกลมเกิดมานางจะรักเหม
สิ้นราชโองการสละราชบัลลังก์ของฮ่องเต้หนานรั่วหาน เสียงว่ากล่าวที่ดังออกไปยังรอบ ๆ วังหลวงต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงที่มาที่ไปของการสละราชบัลลังก์ ทั้งเสียงที่กล่าวจะไม่รู้เรื่องจริงเสียเท่าไหร่ แต่คนที่หน้ากังวลใจมากกว่าตอนนี้คืออ๋องสี่ที่ได้รับฟังความจริงจากไท่เฟย แม้เขาเองจะรู้สึกผูกพันกับไท่เฟยไม่น้อยแต่ความรู้สึกหนึ่งที่เขารู้สึกหนักใจก็คือการที่รู้ความจริงว่ามารดาตนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางยาพิษบิดาตน (ฮ่องเต้องค์ก่อน)“กระหม่อมอยากให้เสด็จพี่ทบทวนดูอีกครั้ง กระหม่อมมิอาจนั่งบัลลังก์นั้นได้” อ๋องสี่หนานเออร์หลงก้มหน้าคุกเข่าต่อหน้าทุกคนที่ตำหนักฮุ่ยหวง ความรู้สึกผิดแทนมารดาตนพรั่งพรูออกมา ฝ่ามือที่กำแน่นจนเห็นเป็นเส้นเลือดสีเขียวอมม่วงทำให้หนานรั่วหานยกมือประคองร่างพระอนุชาตนก่อนจะเอ่ย“เจิ้นคิดว่าเจ้าเหมาะสมแล้ว แม้ไม่สืบทอดยามนี้ยามหน้าเจ้าก็ต้องครองบัลลังก์นั่น”“แต่เสด็จพี่..”“ขอเพียงเจ้ายังคงรักษาปณิธานเสด็จพ่อ ดูแลรักษาประชาราษฎร์ให้สงบสุขร่มเย็นได้ดังที่เสด็จพ่อตั้งพระทัย” ฝ่ามือเรียวเล็กของไท่เฟยที่ค่อย ๆ วางลงบนฝ่ามือหนาของอ๋องสี่พลางลูบอย่างปลอบโยน“หลงเออร์..เจ้าอย่าเป







