เข้าสู่ระบบท้องฟ้ายามราตรีที่ดูสว่างไสวด้วยดวงดาวเปล่งแสงเป็นประกายเต็มท้องฟ้าหากแต่จิตใจนางยามนี้กลับร้อนรนยิ่งกว่าโดนเปลวไฟ หลิวเซียงเอ๋อร์นั่งมองดวงหน้าน้อย ๆ ของเธอยามนี่เริ่มคุ้นตา หากแต่ใจนางกลับสั่นไหวราวสายน้ำที่ถูกหยดฝนเทกระหน่ำ
“พระสนมสวยที่สุดแล้วเพคะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของหลินเสียงดังขึ้นข้างใบหูอย่างชัดเจน หากแต่เธอกลับไม่รู้สึกยินดีในคำป้อยอนี้
“เหตุใดฝ่าบาทจึงเลือกเรา” หลิวเซียงเอ๋อร์ขมวดคิ้วอย่างหาข้อยุติมิได้
‘ในบทก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเข้าหอ หรือเพราะสนมซูเฟยไม่ได้ตายตั้งแต่ต้นเรื่องเนื้อหาจึงได้เปลี่ยนแปลง’ ดวงตาเรียวหงส์แต่งแต้ม ริมฝีปากอิ่มถูกระบายแต่งจนสวยงาม
“พระสนมได้เวลาส่งตัวแล้วเพคะ” ร่างเล็กย่อกายถอยหลังสองก้าวก่อนจะเดินออกไปเปิดประตูต้อนรับสตรีวัยกลางคนที่เข้ามาพร้อมกับเหล่ากำนัลอีกหกนาง
“เหลียนมามา ข้าเตรียมยาบำรุงไว้ให้พระสนมแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี..เด็ก ๆ ถอดชุดพระสนมและนำผ้านี้ห่อกายนางไว้ให้ดี” เหลียนมามาจับผ้าสีขาวสะอาดตาส่งให้นางกำนัล
“เดี๋ยว..พวกเจ้าจะต้องถอยชุดข้าทำไมกัน”
“พระสนม…ท่านย่อมรู้ดีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นเช่นไรท่านก็เคยเรียนมาแล้ว”
‘เรียนอะไรฉันไม่เคยได้เรียนอะไรแบบนี้มาเลย ถอดหมดก็ต้องโป๊เปลือยไปแบบนี้หรอ นี่คือการถวายตัวฮ่องเต้หรือนี่’ หลิวเซียงเอ๋อร์อยากจะรีบวิ่งหนีแต่ก็ดูเหมือนจะยากนัก เหล่านางกำนัลต่างรู้หน้าที่จับโน้นออก จับนี้ใส่ ร่างบางถูกคลุมเหลือเพียงผ้าบาง ๆ ก่อนจะถูกห่อทับด้วยผ้าแพรเนื้อดี โชคดีที่ผ้าแพรนี้ดูหนากว่าผ้าชิ้นที่เธอสวมก่อนหน้า ถูกพันรอบตัวราวดักแด้ตัวอ่อน
“จิบยาบำรุงหน่อยเพคะพระสนม” ถ้วยกระเบื้องเคลือบขนาดเล็กยกติดริมฝีปากของเธอจนต้องรีบดื่ม
“ว่าแต่ยานี้จะทำให้ข้าเป็นเช่นไรหรือเหลียนมามา”
“พระสนมจะมีบุตรง่ายขึ้นเพคะ”
“บุตร” ดวงตาเบิกกว้างริมฝีปากอ้าค้างจนเหลียนมามาต้องยกมือดันคางมนของเธอให้ปิดสนิท หลิวเซียงเอ๋อถูกเหล่าขันทียกพาตัวเธอมายังหน้าตำหนักหลงเฉียวกง ประตูห้องบรรทมฮ่องเต้หนุ่มถูกปิดสนิทราวกลับไม่มีผู้ใดอยู่ด้านในมีเพียงชายแก่หนวดสีขาวยาวยืนรออยู่หน้าประตูนั่น
“เรียนท่านเหิงกงกงเกี้ยวพระสนมมาถึงแล้ว” ขันทีนายหนึ่งก้าวเดินไปกระซิบบอกชายชรานั่น
“ทูลฝ่าบาทพระสนมหลิวซูเฟยมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เข้ามา” น้ำเสียงทุ้มของหนานรั่วหานทำให้สตรีร่างบางที่กำลังนั่งขดตัวอยู่ภายในสะดุดก่อนที่ขันทีจะเปิดออกให้เธอก้าวเข้าไปในห้องที่มีแสงไฟสลัว บุรุษร่างสูงนั่งอ่านตำราอย่างสบาย ห้องบรรทมนี้ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ด้านในสุดเป็นเตียงนอนกว้างที่ถูกปูด้วยผ้าแพรเนื้อดี ส่วนซ้ายใช้เป็นที่ทรงงาน และส่วนขวาใช้เป็นที่ผ่อนคลาย และโถงกลางห้องประดับตกแต่งด้วยแจกันลายครามปูพรมทั้งห้องหอนี้ หลิวเซียงเอ๋อร์หยุดยืนมองอยู่เพียงหน้าประตูทางเข้านางไม่กล้าแม้แต่จะก้าวขาออกไปเกรงว่าจะสะดุดผ้าแพรที่ห่อหุ้มกายนางล้มลงได้ มือเล็ก ๆ จับกระชับผ้าไว้แน่น
“เหตุใดจึงยืนอยู่เพียงตรงนั้น” หนานรั่วหานสะบัดฉลองพระองค์ยกเอามือไขว้หลังก่อนจะเดินมาที่นาง
“ฝะ…ฝ่าบาท พระองค์คงมีราชกิจมากมายนัก” น้ำเสียงตะกุกตะกักของนางทำให้หนานรั่วหานแทบอดกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ จริงอยู่ที่วันนี้เขาเองก็มีงานมากมายวางกองไว้ เพื่อรอให้เขาได้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับคำร้องของเหล่าขุนนางและประชาชน
“ถึงเจิ้นจะมีราชกิจมากมาย แต่พระสนมมาหาเจิ้นเพียงนี้แล้วเจิ้นย่อมให้เวลาเจ้าได้” เสียงกระเช้าเย้าแหย่ของหนานรั่วหานทำให้ใบหน้านางแดงราวผลเชอรี่ ร่างสูงโน้มตัวลงก่อนจะซ้อนร่างบางขึ้นอุ้ม
“ฝ่าบาท!! ทรงจะทำอะไรเพคะ”
“เจิ้นจะทำอะไรได้ ก็พาเจ้าไปที่เตียงก่อนนะซิ เจ้าคงเพลียมาซินะดูหน้าเจ้าซีดนัก”
“เตียง!!” หลิวเซียงเอ๋อร์ยามนี้ใบหน้าเธอเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้น ร่างกายของเธอรู้สึกร้อนดั่งไฟรน
‘ร้อนจังสมัยก่อนนี่ไม่ดีเลย แอร์ซักเครื่องก็ไม่มี’ ร่างบางถูกวางลงที่เตียงที่ทั้งหนาและนุ่มกว่าที่นอนเธอหลายเท่าอย่างเบามือ หนานรั่วหานอยากจะรู้ว่านางจะทำเช่นไรหากเขาเริ่มที่จะลูบไล้นางเบา ๆ มือหนาไล้ลูบหลังร่างอรชรก่อนจะค่อย ๆ ไล้มายังใบหน้านวลที่แต่งแต้มไว้อย่างงดงาม
“หม่อมชั้นขอดื่มชาก่อนได้หรือไม่เพคะ” นัยน์ตาหลุบลงต่ำเธอรีบหาทางหลบเลี่ยง ดวงตาดุคมจับจ้องมองเขม่นแต่ก็หยุดที่จะทำตามอย่างง่ายดาย
"เจ้ากลัวเจิ้นงั้นรึ"
“ม่ะ..มิใช่เช่นนั้น หม่อมชั้นแค่รู้สึกร้อนและกระหายน้ำเท่านั้นเพคะ”
“เช่นนั้นเจ้ารอเจิ้นสักประเดี๋ยว” ร่างสูงของเขาลุกเอื้อมหยิบถ้วยชารินก่อนจะยื่นส่งให้นาง
“หากไม่เป็นการดูถูกพระองค์เกินไปช่วยยกถ้วยชาไว้ที่ปากของหม่อมชั้นได้หรือไม่เพคะ” หลิวเซียงเอ๋อร์จ้องมองถ้วยชาในมือเขา เพราะจนปัญญาจริง ๆ ที่ยามนี้มือเล็ก ๆ ของนางถูกห่อไว้ในผ้าแพรนี่
“นี่เจ้ากล้าใช้เจิ้นยกน้ำชาป้อนเจ้าเลยรึ” แววตาคมเฉียวจ้องดุมายังนาง จนหลิวเซียงเอ๋อร์เองรู้สึกหวั่น
“แต่มือหม่อมชั้น..” ริมฝีปากอิ่มกัดเม้มอย่างไม่พอใจ เธอเงยหน้ามองเขาที่มือหนายังคงยืนถ้วยชาให้กับเธอ
“หากเจ้ายังเรียกร้องสิ่งอื่นอีกอย่าหาว่าเจิ้นรังแกเจ้าได้” หนานรั่วหานยกถ้วยชาแต่ริมฝีปากนางอย่างเบามือ
"ขอบพระทัยเพคะ"
"เช่นนั้นเจ้าก็ต้องเอาใจเจิ้นซะหน่อยมิดีหรือ" มือหนาค่อย ๆ ดึงผ้าแพรที่พันไว้อย่างหลวม ๆ จนหลุดออกเผยให้เห็นยอดอกชูชัน หลิวเซียงเอ๋อร์ตกใจรีบเอามือเล็ก ๆ ของเธอปิดบังไว้แต่อกอิ่มเธอมันล้นเต็มจนไม่สามารถแอบซ่อนได้ หนานรั่วหานเองก็ตกใจแม้เขาเองจะมีสนมมากมายแต่ด้วยราชกิจและหน้าที่ที่มากมายจนไม่มีเวลาร่วมหอทำให้เขายังไม่มีรัชทายาทสืบสกุล ครั้งเมื่ออภิเษกสมรสฮ่องเฮาการร่วมหอก็เป็นเรื่องที่ลำบาก เนื่องจากร่างกายฮ่องเฮานั้นอ่อนแอนักเพียงแค่นั่งนาน ๆ ก็เหนื่อยหอบแล้ว ส่วนสนมอื่น ๆ มิต้องเอ่ยถึงแทบไม่มีเวลามาเลือกนางเลยซักคนเดียว จะมีเพียงแค่สนมจูเสียนเฟยที่จะค่อยช่วยงานได้บ้าง แต่ก็อยู่เพียงแค่ห้องทรงอักษรเท่านั้นและยังมีองครักษ์ไป่ฟานหงอยู่ด้วย ยามนี้เมื่อสตรีงามอยู่ตรงหน้ามีหรือที่เขาจะอดทนได้ หนานรั่วหานคว้าร่างบางเข้าไปกอดอย่างคุ้นชินจนหลิวเซียงเอ๋อร์ หลุดอุทานออกมาอย่างตกใจก่อนจะพยายามขืนกายออกจากอ้อมกอดเขา หลิวเซียงเออร์สะดุ้งตัวเมื่อลิ้นอุ่นของเขาไล้ลงที่ลำคอระหงพร้อมกับไล้ไปทั่วบริเวณอกอิ่มหลิวเซียงเอ๋อร์หลับตาแน่นด้วยความเสียวซ่านไปทั้งตัว นางพยายามบิดกายเอียงหนีแต่กลับถูกมือหนารวบแขนทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ ยามนี้ร่างกายหนานรั่วหานเองก็ไม่สามารถควบคุมความต้องการไว้ได้ ริมฝีปากเขาบดจูบริมฝีปากอิ่มของนางทั้งขบเม้มและดูดดึงราวกับขนมหวาน ลิ้นสากหนาของเขาพยายามที่จะสอดแทรกเข้าไปลิ้มรสน้ำผึ้งหวานในปากนาง แต่แล้วอารมณ์เขาก็ต้องสะดุดลง เพราะเสียงหนึ่งที่ดังหน้าห้องบรรทมนี้
“เกิดอะไรขึ้น!!..เหตุใดพวกเจ้ามิกลัวตายกันรึ!!” หนานรั่วหานขมวดคิ้วตะเบงเสียงเข้มจ้องเขม่นมองไปยังเหล่าขันทีที่ยืนก้มหน้าเรียงรายหน้าห้องบรรทมนี้
“ถวายบังคมฝ่าบาท…เป็นความผิดหม่อนชั้นเอง หม่อมชั้นเพียงเป็นห่วงสุขภาพฝ่าบาทจึงนำซุปรังนกนี่มาถวายเพคะ” จูเหมยฮวายืนถือถ้วยเล็ก ๆ ในมือพร้อมส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เขาดังเช่นทุกครั้ง
“สนมจู…” หนานรั่วหานรู้สึกแปลกใจมิน้อย แต่ก็มิใช่ว่าเธอจะไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน ร่างสูงก้าวออกมาจากห้องบรรทมก่อนจะเดินมานั่งโต๊ะน้ำชาหินอ่อน
“เห็นบ่าวไพรบอกพระองค์เลือกสนมหลิวถวายตัว หม่อมชั้นเห็นว่าพระองค์ทรงงานมากมายจึงได้ทำซุปนี้บำรุงพระวรกายเพคะ” จูเหมยฮวาเหลือบมองลอดผ่านฉลองพระองค์หนานรั่วหาน นางเห็นร่างบางกำลังรวบผ้าคลุมกายอย่างร้อนรน จนนางเองก็ต้องหลุบตาลงเพื่อเก็บอาการไม่พอใจไว้เพียงคนเดียว
“เจิ้นขอบใจเจ้ามาก เช่นนั้นพระสนมก็พักผ่อนเถิด” หนานรั่วหานรับถ้วยซุปยื่นส่งให้เหิงกงกง
“ฝ่าบาท!!..ราชกิจพระองค์มากมายนัก งั้นคืนนี้หม่อมชั้นจะนำกลับไปทำให้ดีหรือไม่เพคะ”
“อย่าเลยหากเจ้ามิสบายไปจะลำบาก ท่านเหิงกงกงเตรียมเกี้ยวส่งสนมจู ส่วนสนมหลิวก็ให้กลับไปพักที่ตำหนักซูฮวากงเช่นเดิม” เสียงทุ้มออกคำสั่งราวเอาแต่ใจ เดิมหนานรั่วหานเพียงแค่อยากรู้ว่าหากนางต้องมาร่วมหอกับเขาจะมีผู้ใดปรากฎกายขึ้นหรือไม่ ผิดคาดแต่ดูจากปฏิกริยาแล้วนางคงมิทันได้ตั้งตัวเหมือนกัน หลิวเซียงเอ๋อร์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเล็กยิ้มน้อยพร้อมน้อบกายถวายพระพรก่อนจะขอตัวกลับตำหนักซูฮวากง
‘พ้นคืนนี้ได้ช่างโชคดีอย่างหวุดหวิด แต่ทำไมเราถึงรู้สึกไม่พอใจด้วยล่ะ’
~ พิธีอภิเษกสมรสสนมเต๋อเฟย~ ลานกว้างหน้าพระราชวังถูกประดับไปด้วยช่อผ้าสีแดงสด เหล่านางกำนัลกำลังเร่งรีบจัดแต่งชุดให้เจ้าสาว ใบหน้านางยามนี้ฉายแววไปด้วยความสุข แม้นางจะมิเคยพบฮ่องเต้หนานรั่วหานคนนี้มาก่อนแต่เมื่อได้มาพบนางก็ยินดีพร้อมแต่งแม้ต้องอยู่ขั้นสนมนางก็รับได้ แม่สื่อจัดแต่งมงกุฎให้นางเป็นครั้งสุดท้าย“ฮ่องเต้เสด็จ!!..” เหิงกงกงที่ยืนอยู่หน้าตำหนักซูเฉียวกง เอ่ยตะโกนบอกกล่าวให้นางรู้ว่าพิธีส่งตัวได้เริ่มแล้ว ร่างสูงย่างลงจากเกี้ยวหลังใหญ่ ด้วยท่วงท่าสง่างามชุดสีแดงสะบัดตามแรงจังหวะก้าวเดิน“ข้ามีงานที่ต้องสะสางต่อฉะนั้นรีบเสร็จพิธี” ฮ่องเต้หนานรั่วหานเอ่ยบอกเหิงกงกง ชายชรายอบกายก่อนเร่งรีบวิ่งไปหน้าห้องหอนาง ร่างบางยามนี้นั่งนิ่งในใจกลับราวมีเสียงกลองตีกึกก้อง มือเล็ก ๆก็พลางสั่นด้วยความตื่นเต้นปนกลัวไปได้ ฮ่องเต้หนุ่มค่อย ๆ นั่งลงข้างนางก่อนจะยกผ้าปิดหน้าออก ใบหน้าอิ่มแหงนมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตากลมโตเขาขมวดคิ้วหนาก่อนจะหันไปหยิบยกสุรามงคลขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อ
ร่างสูงมองกองหนังสือมากมายที่จัดเรียงไว้รอสะสาง‘ดูท่าเห็นทีคืนนี้คงต้องพักไว้ก่อน’ ใบหน้าเคร่งขรึมยามนี้ได้หยุดมือลงละมองไปนอกหน้าต่างที่มีเพียงแสงส่องของดวงจันทร์และตะเกียงไฟที่จุดไว้เรียงรายตามทางเดิน“เหิงกงกงเตรียมเกี้ยวข้าจะไปตำหนักสนมหลิว” เสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่น ยามนี้เขาไม่สามารถข่มใจให้นั่งอยู่ต่อได้ “ฮ่องเต้จะเสด็จตำหนักซูฮวากง เด็ก ๆ เตรียมเกี้ยววว” เสียงเหิงกงกงประกาศบอกเหล่าขันทีองครักษ์ที่ดูแลรอบด้านตำหนักให้ทราบ ก่อนที่ร่างสูงจะทอดเดินไปตำหนักซูฮวากงยามนี้มีเพียงแสงไฟบางจุดที่ส่องแสงรวมถึงในห้องหอนางยามนี้ก็ดูสลัวยิ่งนัก ฮ่องเต้ลุกก้าวลงจากเกี้ยวจนเหล่านางกำนัลขันทีวิ่งรับกันแทบไม่ทัน“ถวายพระพร//ถวายบังคมฮ่องเต้ เพคะ//พ่ะย่ะค่ะ” เสียงดังในยามค่ำคืนปลุกให้เธอที่กำลังขดตัวกอดหมอนอุ่นต้องพลิกฟัง‘ฮ่องเต้..มายามนี้ทำไมกัน หรือวันนี้เราจะสร้างเรื่องอะไรให้พระองค์ไม่พอใจกันนะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ผละตัวลุกจากเตียงนอนก่อนรีบลุกไปเปิดประตูห้องหออย่างไม่รอช้า หลินเสียงที่ดูท่าที่ยังไม่ตื่นจากฝันได้ยกศีรษะเล็ก ๆ หันมองก่อนรีบยอบตัวลงแทบติดพื้น“ถะ..ถวายพระพรฝ่าบาท” หลินเสียงรีบคารวะ
ร่างสูงของสตรีคนหนึ่งยืนรอเธออยู่ด้านนอกห้องบรรทมพลางเร่งเร้า ด้วยการเดินไปเดินมาหน้าห้องทำให้เธอต้องรีบจัดแจงชุด หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองตัวเธอผ่านเงาสะท้อนจากแผนทองเหลือง ร่างอรชรที่สวมชุดคล้ายคลึงบุรุษ มัดรวบผมตึงกลางศรีษะใบหน้ายามไร้เครื่องประทินโฉมกลับมองดูสดใส ผิวกายเรียบเนียนขับชุดสีครามเข้มให้ดูสว่าง“หลินเสียงพอแล้ว เราจะไปฝึกซ้อมมิได้ออกไปเที่ยวไหนมิต้องแต่งมากนัก” เสียงห้ามของเธอทำให้นางหยุดมือลง หลินเสียงมองนายหญิงตนอย่างสงสัยเหตุใดนางถึงมีวรยุทธ์จนสามารถที่จะฝึกสอนผู้อื่นได้ เพราะนางเองก็มิเคยออกห่างจากกายนางไปที่ใด“พระสนมท่านไปเอาวิชาวรยุทธ์นี้มาจากที่ใดกันหม่อมชั้นใคร่อยากรู้นัก” หลินเสียงเอ่ยถามอย่างสงสัย‘ฉันจะบอกได้ยังไง ว่าจากภพชาติเดิมที่ฉันเคยอยู่’ หลิวเซียงเอ๋อร์มองหน้ายกยิ้มกรุ่มกริ้มก่อนจะกระซิบบอกนาง“เราก็แค่จำเอาเวลาที่เฉินฮั่วฝึกไง” เธอโกหกหญิงสาวตรงหน้าเพื่อคลายความสงสัยให้นาง หากความจริงแล้วถ่วงท่าที่เธอใช้ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เฉินฮั่วใช้จริง ๆ เธอเองก็สงสัยเช่นกันเหตุใดเฉินฮั่วจึงรู้ท่าทางของศิลปะเทควันโดนี้“...เพคะ” หลินเสียงทำท่าพยักหน้ารับงก ๆ ราวกับเข
เสียงผู้คนพลุกพล่านแข่งกับเสียงนกร้องในยามเช้า หลิวเซียงเอ๋อร์กระสับกระสายร่างไปมาบนเตียงอุ่นพลางเอาหมอนหนุนยกปิดหูทั้งสองข้าง“หลินเสียง..เกิดอะไรขึ้น” เธอมองหน้าบ่าวในตำหนักที่กรูเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมีหลินเสียงยืนอยู่ด้านหน้าแถว“ทูลพระสนม..ฝ่าบาทมีราชโองการให้จัดเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากแคว้นหูเยว่ที่จะมาถึงในอีกสามวันเพคะ” เธอยกมือจับชายผ้าคลุมกระชับไหล่ก่อนจะลุกเดินออกไปมองดูด้านหน้าที่เหล่าขันทีและสาวใช้นางกำนัลกำลังปัดกวาดเช็ดถูคล่องแคล่ว เธอผินหน้ามองไปยังตำหนักใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง“คงเพราะทราบข่าวเมื่อคืนซินะ” เธอเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องหอตามเดิม“เตรียมชุดให้ข้าที ข้าจะไปที่พระราชวัง” หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก เธอมีความกังวลอย่างหนึ่งคือชะตาชีวิตตระกูลหลิวถูกใส่ร้ายจากช่วงที่มีการจัดเตรียมงานพิธีสำคัญ ด้วยเพราะบิดาเป็นเสนาบดีฝ่ายธรรมการดูแลงานราชพิธีต่าง ๆ ถูกใส่ความก่อกบฏคิดทำร้ายราชวงศ์เธอจึงมีความกังวลที่อยากจะพบหน้าผู้ที่เป็นหัวหน้าตระกูลหลิว“พระสนมจะ
ร่างบางขยับกายเล็กน้อย มือเล็กลูบสัมผัสความเย็นไปที่เตียงนอน‘เขาคงออกไปก่อนรุ่งสางสินะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ปรือตามองไปรอบห้องหอไร้เงาฮ่องเต้หนุ่ม แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกโล่ง แต่ใจหนึ่งกลับรู้สึกเปลี่ยวเหงา ร่างบางยันกายลุกนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงคืนที่เพิ่งผ่านพ้นมา เธอนึกได้ว่าเฉินฮั่วได้เข้ามาที่ห้องหอนี้เช่นกัน อาจเพราะคิดว่าเธอมีภัยเขาจึงพลีพลามเข้ามาในห้องเธอในยามจังหวะนั้นได้“พระสนม..ทรงตื่นบรรทมแล้วหรือไม่เพคะ” น้ำเสียงคุ้นเอ่ยเรียกนางในยามเช้าอย่างตื่นเต้น“มีอะไรหรือ..”“องค์หญิงเจ็ดมาพบพระสนม รออยู่ที่ศาลาหน้าตำหนักแล้วเพคะ” น้ำเสียงตื่นเต้นของนางทำให้คนฟังพลางขมวดคิ้วตาม‘องค์หญิงเจ็ด? นี่เรายังต้องพบใครอีกบ้างนะ’ ภาพความคิดครั้งเก่าก่อนที่เธอจะมาที่แห่งนี้ก็ไม่เคยมีผ่านในความคิดนั้นซักครั้ง เพราะนี่คือตัวละครนอกที่ไม่มีเอ่ยเล่าอยู่ในนิยายที่เธอเคยอ่าน แววตาเรียวจับจ้องมองสตรีร่างสูงกว่าเธอไม่มากนัก แต่กลับดูสง่างามราวบุรุษ ริมฝีปากเรียวบางยกยิ้มทักทายจนเธอแปลกใจในท่าทางนาง แววตากลมราวกวา
แสงแดดยามสายสาดรอดเข้ามายังโต๊ะข้างหน้าต่างในห้องหอ ความอบอุ่นของแสงแดดในยามนี้กระตุ้นให้หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกประปรี้ประเปร่ายกกายบิดเล็กน้อย“หลินเสียง เตรียมชุดให้ข้าทีข้าอยากออกไปชมสวน” เสียงเล็ก ๆ ของนางเอื้อนเอ่ยหานางกำนัลคู่กาย แววตาที่เคยดูเหนื่อยล้ากลับสดใสดังเช่นเดิม“พระสนม..พระองค์ทรงหายป่วยดีแล้วหรือเพคะ” หลินเสียงหยิบยกน้ำชารินยื่นส่งให้นาง“เราหายดีแล้ว และก็อยากออกไปข้างนอกจวนนี้เสียให้ไว เรานอนอยู่แต่ในห้องนี้มาเกือบสามวันแล้วนะ” หลิวเซียงเอ๋อร์บ่นอุบ ก่อนจะเดินไปนั่งลงโต๊ะแต่งกายที่มีเหล่านางกำนัลค่อยผลัดเปลี่ยน ส่วนหลินเสียงเองนางก็กำลังผลัดแป้งให้เธอ“พระสนม..เห็นนางกำนัลตำหนักซูเม่ยกงเอ่ยว่าสนมจูทรงป่วยเช่นเดียวกับพระองค์ แต่ฮ่องเต้กลับไปหานางเพียงคนเดียว พระสนมมิทรงทำอะไรบ้างหรือเพคะ” หลินเสียงนึกน้อยใจแทนนายตน นางรู้ดีว่าหลิวเซียงเอ๋อร์มีใจรักฮ่องเต้เพียงผู้เดียวแม้ยามหลับนางก็ยังคงห่วงหาฮ่องเต้ที่มิทรงเหลียวแลเลยตั้งแต่แต่งเข้าวังหลวงนี่ก็เกือบจะสามหนาวแล้วเห็นจะได้“แล้วเจ้าจักให้เราทำสิ่งใด ในเมื่อสนมจูนางเป็นคนโปรดของฝ่าบาท”“ยามพระสนมป่วยมีเพียงสั่







