เข้าสู่ระบบจวนหนานอ๋อง เจียงหนาน
"คารวะท่านอ๋อง"
"ได้ความอย่างไรบ้าง"
"เป็นอย่างที่ท่านอ๋องทรงคาดการณ์ไว้ขอรับ"
"หึ หลานชายเหล่านั้นของข้า ข้าย่อมรู้จักดีที่สุด พวกเขาย่อมไม่ยอมปล่อยให้หนทางแห่งอำนาจหลุดลอยไปเป็นแน่"
"แต่ท่านอ๋องเลือกที่จะเป็นคนกลาง แต่กลับแอบสนับสนุนองค์รัชทายาทเงียบ ๆ เช่นนี้ องค์ชายทั้งสองจะต้องไม่พอใจเป็นแน่ขอรับ"
"ย่อมเป็นธรรมดา"
"เช่นนี้..."
"เปิ่นหวางเพียงรอให้คนเหล่านั้นทนไม่ไหวแล้วเริ่มลงมือเสียที จะได้กำจัดไปในทีเดียว" อู่ห่าวหรานกำลังเกิดความสงสัยว่าภายใต้คนของเขานั้นมีเกลือเป็นหนอน ข่าวสารของเขาที่คอยส่งออกไปถึงได้แพร่ออกไปสู่คนภายนอกได้เร็วถึงเพียงนี้ ก่อนจะคิดหาวิธีเพื่อให้อีกฝ่ายลงมือและแล้ววันนี้ก็มาถึงเสียที
"ท่านอ๋องจะทรงเสด็จที่ใดขอรับ"
"ไร่ชาแม่นางซ่งก็แล้วกัน" หลังจากนัดรับใบชาครั้งนั้นชายหนุ่มมัวแต่ยุ่งวุ่นวายจึงทำได้เพียงส่งคนของตนไปรับและก็มิได้เดินทางแวะเวียนไปที่นั่นอีกเลย น่าจะราวสามเดือนได้แล้วกระมัง
"ข้าน้อยทราบแล้ว" หลงซูรับคำก่อนจะถอยห่างออกไปเพื่อเตรียมรถม้าให้แก่ชายหนุ่ม หลงซูและหลงเหยียนคือคนที่หนานอ๋องให้การอุปการะมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ อู่ห่าวหรานไปเจอทั้งสองในขณะที่กำลังเดินทางออกจากเมืองหลวงเพื่อมุ่งหน้ามายังเจียงหนาน ระหว่างทางก็พบเด็กน้อยทั้งสอง หลงซูที่อายุเจ็ดขวบและหลงเหยียนที่อายุเพียงสิบขวบ บิดามารดาของทั้งสองถูกโจรป่าฆ่าชิงทรัพย์ แต่เพราะทั้งคู่หลบอยู่ในพุ่มไม้ข้างทางจึงทำให้รอดชีวิตมาได้ แต่ก็บาดเจ็บไม่น้อย อู่ห่าวหรานให้การช่วยเหลือทั้งยังให้เด็กชายทั้งสองติดตามเขามายังเจียงหนาน ระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมานั้นทั้งคู่ถูกฝึกฝนจนสามารถเลื่อนขั้นมาเป็นองครักษ์คนสนิทของอู่ห่าวหรานได้ไม่ยากนัก โดยมีอาจารย์ผู้เก่งกาจเช่นหัวหน้าองครักษ์อ้ายฉิงคนสนิทของอู่ห่าวหรานเป็นผู้ฝึกฝน
อ้ายฉิงเดินเข้ามาก่อนจะเอ่ยกับผู้เป็นนายของตน
"ท่านอ๋องทำเช่นนี้จะดีหรือขอรับ"
"เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าไม่ดีเล่า" อู่ห่าวหรานหันมามององครักษ์คนสนิทที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมานาน อ้ายฉิงคือบุตรชายของรองแม่ทัพอ้ายที่เสียสละตนเองปกป้องพี่ชายของเขาในสนามรบ ทั้งยังมีศักดิ์เป็นอาจารย์ของเขา ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน องครักษ์หนุ่มเป็นเพื่อนร่วมเรียน สหายร่วมรบกับหนานอ๋องมานานเพียงแค่มองหน้าก็รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นคิดเช่นไรอยู่
"หากพลาดพลั้งท่านอาจจะบาดเจ็บ"
"นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการ หากต้องการลูกเสือย่อมต้องเข้าถ้ำเสือ หากข้าไม่บาดเจ็บอาจจะไม่สมบทบาทในการแสดงครั้งนี้เท่าใดนัก"
"เช่นนั้นท่านจึงคิดที่จะ..."
"ถูกต้องแล้ว!" องครักษ์หนุ่มมองดวงหน้าด้านข้างของผู้เป็นนายก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกจนใจยิ่งนัก
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยามชายหนุ่มก็เดินทางออกจากจวนอ๋องมุ่งหน้าสู่ไร่ชาของซ่งลี่ถิง แต่ในขณะที่ใกล้จะถึงไร่ชารถม้ากลับถูกชะลอความเร็วจนกระทั่งจอดสนิท
"เกิดสิ่งใดขึ้น!"
"ท่านอ๋อง มีนักฆ่าอยู่ด้านหน้าขอรับ"
"หึ พวกมันมาแล้วเช่นนั้นหรือ เตรียมตัวรับมือให้ดี เก็บมันเอาไว้สักคนอย่าพึ่งให้มันตายเด็ดขาด"
"รับทราบ!"
เคร้ง เคร้ง เคร้ง
เสียงดาบกระทบกันเสียงดังจนลั่นป่า มีนักฆ่าหลายคนที่พยายามจะพุ่งตัวเพื่อให้เข้าถึงตัวของหนานอ๋อง แต่ก็ถูกองครักษ์คนสนิทจัดการเสียก่อน ชายหนุ่มที่ในตอนแรกเพียงนั่งรอนิ่ง ๆ บนรถม้ากลับรู้สึกอดใจไม่อยู่ ก่อนจะชักกระบี่ของตนเองออกจากฝักแล้วพุ่งทะยานตัวเข้าตีรันฟันแทงกับเหล่านักฆ่ากลุ่มนั้น
ในขณะเดียวกันกลับไม่คิดระแวดระวังคนใกล้ตัวด้วยความที่คาดไม่ถึงว่าเกลือจะเป็นหนอนและคนผู้นั้นกลับเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สุด
หลงเหยียนแทงทะลุสีข้างของชายหนุ่ม ชุดผ้าไหมสีขาวพลิ้วไหวชโลมไปด้วยเลือด ก่อนที่อู่ห่าวหรานจะล้มลงแล้วเลือดที่ไหนออกมาก็เริ่มกลายเป็นสีดำ อ้ายฉิงเข้ามาจัดการปกป้องชายหนุ่มก่อนจะบอกให้อีกฝ่ายรีบหลบหนีไปเสียก่อน
"ท่านอ๋อง! ท่านหนีไปก่อน ทางนี้พวกข้าน้อยจะถ่วงเวลาเอาไว้"
"เช่นนั้นก็ฝากเจ้าแล้ว" องครักษ์หนุ่มหันมามองดูร่างของหนานอ๋องที่ในตอนนี้มีองครักษ์ผู้หนึ่งคอยพยุงอยู่ ก่อนจะพาชายหนุ่มหลบหนีไป เมื่อเหล่านักฆ่าเห็นว่าหนานอ๋องได้รับบาดเจ็บกลับไม่ยอมถอยห่าง แต่กลายเป็นว่าจำนวนนักฆ่าที่มีอยู่กลับเพิ่มมากขึ้น ฆ่าไม่หมดเสียที องครักษ์เงานับสิบพยุงชายหนุ่มเพื่อหลบหนี แต่เพราะจำนวนนักฆ่าที่เพิ่มมากขึ้นจึงได้รับบาดเจ็บล้มตายกันไปเกือบทั้งหมด สุดท้ายจึงเหลือเพียงชายหนุ่มเท่านั้น
"หลงเหยียน! เสียแรงที่ท่านอ๋องไว้ใจเจ้า เจ้ากล้าหักหลังพี่น้อง ตายเสียเถิด!"
เคร้ง เคร้ง เคร้ง
"หึ ข้าย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวข้า ข้าผิดหรือไร"
"หึ เจ้ามันคนทรยศ" อ้ายฉิงโถมร่างเข้าตีรันฟันแทงอีกฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ผู้หนึ่งของเขา ก่อนที่อีกฝ่ายจะไหวตัวทันแล้วมีหนึ่งในกลุ่มของนักฆ่าเข้ามาช่วยเหลือเอาไว้เสียก่อน
ทางด้านอู่ห่าวหรานถูกไล่ต้อนมาจนกระทั่งถึงขอบเหว นักฆ่านับสิบก็เริ่มโผล่ออกมาอีก ชายหนุ่มจึงได้ตัดสินใจกระโดดลงจากเหวนั้นทันที ร่างสูงของเขาค่อย ๆ ทะยานลงมาจากบนที่สูงก่อนจะปะทะกับพุ่มไม้หนาด้านล่าง
แท้จริงแล้วหุบเหวนี้มิได้สูงอย่างที่ใคร ๆ คิด หากมีวรยุทธ์ย่อมไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่เพราะชายหนุ่มมีบาดแผลกว่าจะหล่นถึงพื้นก็ทำเอาบอบช้ำไม่น้อย โชคดีที่ต้นชาด้านล่างค่อนข้างเป็นพุ่มหนาอีกฝ่ายจึงไม่ได้ตกกระทบพื้นโดยตรงแต่กลับสลบไปเพราะบาดแผล
ในขณะนั้นเองซ่งลี่ถิงที่กำลังเก็บชาอยู่ไม่ไกลเกิดได้ยินเสียงบางอย่างจึงได้ให้ซานซานเดินเข้ามาดูว่าข้างหน้าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่
"ซานซาน เจ้าไปดูเสียหน่อยว่าเมื่อสักครู่นี้เป็นเสียงอันใดกัน"
"เจ้าค่ะคุณหนู" และเมื่อซานซานเดินเข้ามาใกล้ก็พบกับร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนสลบไม่ได้สติอยู่ที่ข้าง ๆ กับต้นชาและเมื่อพลิกร่างกลับมาก็ยิ่งทำให้ตกใจเมื่ออีกฝ่ายคือคุณชายผู้หล่อเหลาผู้นั้น ก่อนจะเร่งวิ่งกลับไปรายงานแก่นายสาว
"คุณหนู คุณหนู แย่แล้วเจ้าค่ะ!"
"เกิดอันใดขึ้นงั้นหรือ"
"มีคน มีคนได้รับบาดเจ็บอยู่ตรงด้านโน้นเจ้าค่ะ"
"เป็นอันใดมากหรือไม่"
"มะ ไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่คนผู้นั้นคือคุณชายห่าวเจ้าค่ะ"
"พี่ชายห่าวงั้นหรือ เร็วเข้าไปเรียกคนของเรา ไม่สิ! เจ้าไปตามท่านลุงหม่ามาเร็วเข้า"
"เจ้าค่ะคุณหนู" ซ่งลี่ถิงให้ซานซานไปตามหม่าถังมาเพราะไม่ต้องการให้ผู้ใดรับรู้เรื่องที่มีคนบาดเจ็บเข้ามาในไร่ชาของนาง อู่ห่าวหรานถูกนำตัวมาไว้ในเรือนของหญิงสาวก่อนที่หม่าถังจะช่วยผลัดเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือดของเขาออกแล้วเช็ดตัวจนสะอาด จากนั้นซ่งลี่ถิงก็ทำการรักษาบาดแผลให้กับเขา หญิงสาวรู้สึกสงสัยไม่น้อยที่บาดแผลของชายหนุ่มนั้นมิได้กว้างหรือเหวอะหวะตามที่นางคิดในตอนแรกแต่กลับมีเลือดไหลออกมามากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน
ก่อนจะละความสนใจแล้วเข้าตรวจสอบขาทั้งสองข้างว่าได้รับบาดเจ็บตรงที่ใดหรือไม่ โชคดียิ่งนักที่ไม่เป็นอันใดมาก ก่อนที่หญิงสาวจะสั่งให้สาวใช้ไปต้มยาเพื่อเอามาให้ชายหนุ่มดื่ม
"ซานซาน เจ้าไปต้มยาเถิด ประเดี๋ยวข้าจะดูแลพี่ชายห่าวเอง"
"จะดีหรือเจ้าคะ คุณหนูของบ่าวเป็นสตรี อีกทั้งยังมิได้ออกเรือน"
"เกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะมัวแต่สนใจเรื่องนั้นได้อย่างไร พี่ชายห่าวเป็นผู้มีพระคุณของเราเจ้าลืมแล้วงั้นหรือ"
"ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู บ่าวเพียงเป็นห่วงท่าน"
"ช่างเถิด ข้ามิได้โกรธเคืองเจ้า เจ้าไปต้มยาเถิด"
"เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้"
จวนหนานอ๋อง เจียงหนาน"คารวะท่านอ๋อง""ได้ความอย่างไรบ้าง""เป็นอย่างที่ท่านอ๋องทรงคาดการณ์ไว้ขอรับ""หึ หลานชายเหล่านั้นของข้า ข้าย่อมรู้จักดีที่สุด พวกเขาย่อมไม่ยอมปล่อยให้หนทางแห่งอำนาจหลุดลอยไปเป็นแน่"
สามเดือนต่อมาจวนใหม่ถูกสร้างจนแล้วเสร็จ ก่อนจะถูกใช้เป็นสถานที่ในการจัดพิธีปักปิ่น ซ่งลี่ถิงจัดพิธีเพียงแค่เล็ก ๆ เชิญคนไม่กี่คนเพื่อมาร่วมงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือบ้านสายรองตระกูลซ่ง ท่านลุงสามซ่งซีซวนมาพร้อมกับครอบครัวของเขา ส่วนคนอื่น ๆ นั้นแยกย้ายกันออกเรือนไปจนหมดแล้ว ทั้งท่านป้าใหญ่และท่านป้ารองก็ล้วนมิได้อยู่ในเมืองเจียงหนาน พิธีปักปิ่นในครั้งนี้จึงเป็นไปด้วยความเรียบง่าย โดยมีท่านอาจารย์ซุนเป็นผู้ใหญ่สุดในการทำพิธีครั้งนี้วันนี้ซ่งลี่ถิงแต่งกายด้วยชุดที่ค่อนข้างพิถีพิถัน ชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวถูกออกแบบมาอย่างดีถูกสวมอยู่บนร่างของหญิงสาว ทำให้ซ่งเจียวอวี่ที่เห็นแล้วอดรู้สึกริษยาไม่ได้ พลางคิดในใจว่า เหตุใดเป็น
เพราะซ่งลี่ถิงคิดที่จะมีจวนเป็นของตนเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาตระกูลซ่งอีกต่อไป จึงได้ปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า ถึงเวลาที่นางจะต้องกางปีกเพื่อบินขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว อย่างน้อยภายภาคหน้านางจะได้มีจวนเป็นของตนเองโดยไม่ต้องคอยสังเกตสีหน้าของผู้ใดซ่งลี่ถิงจึงได้ทำการวางแปลนเรือนของนาง หญิงสาวไม่ได้ออกแบบให้ดูแปลกตาหรือแตกต่างจากเรือนในยุคนี้มากนัก เพราะไม่ต้องการให้เป็นที่จับตามอง เรือนของนางจึงเป็นการผสมผสานระหว่างยุคใหม่กับยุคเก่า เพิ่มเติมคือมีบริเวณสวนหิน ธารน้ำ น้ำตกจำลองและสะพานเล็ก ๆ น่ารัก ด้านในซ่งลี่ถิงออกแบบให้เป็นพื้นยกสูงคล้ายกับเรือนของคนญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ มีห้องน้ำชาสำหรับต้อนรับแขกที่มาเยือนโดยเฉพาะ ยามเมื่อออกแบบออกมาแล้วกลับกลายเป็นเรือนขนาดใหญ่ไม่น้อยก่อนที่หญิงสาวจะเริ่มให้เหล่าหลีเป็นผู้ดูแลเรื่องการก่อสร้างครั้งนี้เช่นเคย เพราะได้ร่วมงานกันมาก่อนจึงมีความคุ้นเคยและเข้าใจในเนื้องานมากกว่าผู้อื่น จวนของนางเริ่มต้นก่อสร้างในทันทีหลังจากที่หญิงสาวส่งแบบแปลนให้กับเหล่าหลีนางต้องการให้ทุกอย่างแล้วเสร็จก่อนวันพิธีปักปิ่นขอ
หลังจากที่ไร่ชาถูกปรับปรุงดูแลเป็นอย่างดีเมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือนก็เริ่มให้ผลผลิต ยอดชาอ่อน ๆ เริ่มผลิใบให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งยังมีกลิ่นเฉพาะตัวของแต่ละสายพันธุ์ ก่อนหน้านี้ซ่งลี่ถิงสั่งให้เหล่าหลีสร้างโรงเรือนที่เอาไว้อบใบชาถึงสี่โรงเรือน โดยแยกใบชาแต่ละสายพันธุ์เก็บในโรงเรือนที่แยกกันเพื่อป้องกันการรวมกลิ่นของชา โรงเรือนทั้งสี่ถูกสร้างจนกระทั่งแล้วเสร็จก่อนที่จะเริ่มลงมือเก็บชาหลงจิ่งเป็นสายพันธุ์แรกใบชารอบแรกถูกเก็บก่อนจะถูกนำมาอบในโรงเรือนที่เต็มไปด้วยความร้อนที่พอเหมาะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
หลังจากที่ทำการซื้อขายไร่ชาแห่งนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ดินผืนนั้นก็กลายมาเป็นของซ่งลี่ถิงอย่างสมบูรณ์ นางจึงได้สั่งการให้ท่านลุงหม่าจัดหาคนงานเพื่อเข้าไปบุกเบิกที่ดินที่เป็นสินเดิมของมารดาเพื่อให้พร้อมสำหรับทำกิจการต่อไป พร้อมกับจัดหาคนงานเพื่อเข้ามาปรับปรุงไร่ชาที่เสื่อมโทรมไปมากเพราะซ่งลี่ถิงนั้นมีประสบการณ์ในการทำไร่ชาอยู่แล้วตั้งแต่ในโลกก่อน ทำให้สามารถจัดการปรับปรุงไร่ชาได้อย่างง่ายดายเพียงแค่พลิกฝ่ามือเมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จซ่งลี่ถิงจึงได้ค้นพบว่านางได้สมบัติล้ำค่ายิ่งมาอยู่ในมือเพราะที่ไร่ชาแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีชาหลงจิ่งที่ผู้คนนิยมดื่มกัน แต่ยังมีชาปี้หลัวชุนชาไป๋หาวอิ๋นเจิน และชาอู่อี๋เหยียนฉาก่อนหญิงสาวจะดีใจยิ่งกว่าสิ่งใดและคิดในใจว่า นี่มันคือขุมทรัพย์ชัด ๆ เพียงเท่านี้นางก็ร่ำรวยจนไม่รู้จะร่ำรวยอย่างไรแล้ว เสียดายที่เจ้าของเดิมมิอาจสานต่อเจตนารมณ์ของบิดาได้ แต่มิเป็นไรนางจะเป็นผู้สานต่อด้วยตนเองหญิงสาวค่อย ๆ ลงมือบันทึกสรรพคุณของชาแต่ละชนิดและวิธีการผลิตเพ
หลังจากวันนั้นซ่งลี่ถิงก็ไหว้วานอาจารย์ของนางให้เป็นผู้ออกหน้าซื้อขายที่ดินไร่ชาแห่งนั้นแทนนาง ซุนปินเฉินจัดการธุระให้กับศิษย์เพียงคนเดียวของเขาจนแล้วเสร็จก่อนจะกลับมาที่จวนพร้อมกับหม่าถังในครั้งแรกที่หญิงสาวมาเอ่ยไหว้วานให้เขาช่วยเป็นธุระจัดการให้ ซุนปินเฉินก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าที่ดินที่หญิงสาวอยากจะได้นักหนานั้นจะเป็นเช่นไร หากเมื่อยามที่ไปเห็นด้วยตาตนเองแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่ดินผืนนั้นช่างงดงามสมราคาจริง ๆ และเขาก็ยังได้รู้มาอีกว่า ใต้พื้นดินของที่ผืนนั้นยังมีแร่ทองคำอยู่อีกด้วย แววตาที่ทอดมองไปยังเด็กสาวจึงได้แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก







