LOGINสามเดือนต่อมา
จวนใหม่ถูกสร้างจนแล้วเสร็จ ก่อนจะถูกใช้เป็นสถานที่ในการจัดพิธีปักปิ่น ซ่งลี่ถิงจัดพิธีเพียงแค่เล็ก ๆ เชิญคนไม่กี่คนเพื่อมาร่วมงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือบ้านสายรองตระกูลซ่ง ท่านลุงสามซ่งซีซวนมาพร้อมกับครอบครัวของเขา ส่วนคนอื่น ๆ นั้นแยกย้ายกันออกเรือนไปจนหมดแล้ว ทั้งท่านป้าใหญ่และท่านป้ารองก็ล้วนมิได้อยู่ในเมืองเจียงหนาน พิธีปักปิ่นในครั้งนี้จึงเป็นไปด้วยความเรียบง่าย โดยมีท่านอาจารย์ซุนเป็นผู้ใหญ่สุดในการทำพิธีครั้งนี้
วันนี้ซ่งลี่ถิงแต่งกายด้วยชุดที่ค่อนข้างพิถีพิถัน ชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวถูกออกแบบมาอย่างดีถูกสวมอยู่บนร่างของหญิงสาว ทำให้ซ่งเจียวอวี่ที่เห็นแล้วอดรู้สึกริษยาไม่ได้ พลางคิดในใจว่า เหตุใดเป็นสตรีพิการจึงจำเป็นต้องแต่งกายงดงามถึงเพียงนี้ด้วยเล่า ต่อให้แต่งกายงดงามเพียงใดก็ไม่มีผู้ใดเห็นอยู่ดี ก่อนที่นางจะแสยะยิ้มอย่างรังเกียจ
หลิวเฟิงไช่ที่เห็นท่าทีของบุตรสาวจึงได้ยกมือขึ้นบิดที่แขนของนางเพื่อให้รู้ตัวว่ากำลังทำสีหน้าไม่เหมาะสม ก่อนจะยกยิ้มจนถึงดวงตาแล้วกล่าวกับซ่งลี่ถิงราวกับญาติผู้ใหญ่ที่ใจดี
"จวนใหม่ของหลานสาวงดงามยิ่งนัก คงจะหมดไปหลายตำลึง"
"มิใช่จวนของข้าหรอกเจ้าค่ะ เป็นของท่านอาจารย์ เพียงแต่ท่านอาจารย์ไม่มีเวลาที่จะดูแลจึงได้ให้ข้าดูแลที่นี่ให้เจ้าค่ะ"
"อ๋อ เป็นเช่นนั้นเอง นายท่านซุนช่างใจกว้างยิ่งนัก" หลิวเฟิงไช่มิรู้ที่มาที่ไปของซุนปินเฉินอย่างชัดเจน รู้เพียงแค่ว่าเขาเป็นญาติทางฝ่ายมารดาของซ่งลี่ถิง ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นหมอเทวดาที่เก่งกาจผู้หนึ่ง ดูท่าจะร่ำรวยมิใช่น้อย เสียดายที่อายุมากไปสักหน่อย มิเช่นนั้นนางจะหาทางยัดเยียดบุตรสาวของนางให้กับเขาไปเสีย หลิวเฟิงไช่รู้สึกเสียดายก่อนจะนึกแผนการในใจอีกหลายครั้ง
แต่จะว่าไปแล้วใบหน้าของซุนปินเฉินนั้นช่างอ่อนเยาว์ยิ่งนัก หากมิบอกว่าอายุสี่สิบนางเองก็คงจะนึกว่าเขาอายุเพียงยี่สิบปลาย ๆ เท่านั้น ทั้งยังร่ำรวยและมีชื่อเสียงถึงเพียงนี้ หากได้มาเป็นบุตรเขยก็นับว่าคุ้มค่าอยู่
หลิวเฟิงไช่ที่อายุเพียงสามสิบต้น ๆ กลับวาดฝันที่จะให้บุตรสาวแต่งงานกับบุรุษที่อายุมากกว่าบิดา เพียงเพราะชื่อเสียงและเงินทอง มิแปลกเลยแม้แต่น้อยหากนางจะยินยอมรับข้อตกลงของบ้านสายหลักเพื่อเป็นแม่สื่อตามหาสามีให้กับซ่งลี่ถิง ในยามนี้นางก็มองบุรุษที่เข้าตาเหล่านั้นไว้พอสมควร แต่ก็ต้องตัดสินใจให้ดีกว่านี้
"โอ๊ย! ท่านแม่ ข้าเจ็บนะเจ้าคะ" ซ่งเจียวอวี่ที่ถูกมารดาหยิกเข้าที่แขนเกิดโวยวายเสียงดังขึ้นมาทำให้ ผู้คนในงานต่างหันมามองที่นางไม่น้อย หญิงสาวรีบเม้มริมฝีปากเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวดและความอาย
"เจ้าช่างไร้มารยาทยิ่งนัก"
"ขออภัยหลานสาว อวี่เอ๋อร์เป็นคนตรง ๆ เจ้าอย่าได้ถือสาหาความนางเลย"
"มิได้เจ้าค่ะ ญาติผู้พี่ก็เป็นญาติของข้า ข้าจะโกรธนางได้อย่างไรกัน"
"ถูกต้อง ๆ รักกันเอาไว้ดีกว่า"
"เจ้าค่ะ" ซ่งลี่ถิงแกล้งยิ้มรับเช่นเดียวกับที่สองแม่ลูกนั้นทำกับนาง
ในส่วนของซุนปินเฉินเมื่อได้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับนายท่านสามซ่ง เขาก็พบว่าอีกฝ่ายเป็นคนดีอยู่ไม่น้อย เช่นนี้ก็พอจะวางใจฝากฝังซ่งลี่ถิงในยามที่เขาไม่อยู่ได้ในระดับหนึ่ง
"ท่านซ่ง ข้าเองต้องขึ้นเหนือล่องใต้ อย่างไรแล้วคงต้องฝากฝังถิงเอ๋อร์ไว้ให้ท่านดูแลแล้ว"
"พี่ชายซุนอย่าได้เกรงใจ ถิงเอ๋อร์อย่างไรก็เป็นหลานสาวของข้า ข้าย่อมช่วยสอดส่องดูแลนาง"
"ขอบคุณท่านซ่งยิ่งนัก"
"แล้วนี่ ท่านจะเดินทางเมื่อใดงั้นหรือ"
"คงอีกไม่เกินสามวันนี้แล้ว พอดีว่ามีธุระสำคัญที่จะต้องเร่งไปจัดการ"
"ขอให้พี่ชายซุนเดินทางปลอดภัย"
"ขอบคุณท่านซ่ง"
แม้ว่าในวันนี้แขกที่มาร่วมงานจะมีเพียงไม่กี่คน แต่สำหรับคนที่มาร่วมงานในวันนี้ ทุกคนจะได้รับชาปี้หลัวชุนอย่างดีกลับเรือนไปด้วย ซึ่งผู้ที่ได้รับรู้ว่าสิ่งที่ตนได้รับไปนั้นล้ำค่าเพียงใดก็ได้แต่ยกยิ้มอย่างพอใจไม่น้อย
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งคล้อยบ่าย เจ้าของงานจึงได้ออกมายืนหน้าจวนเพื่อรอส่งแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน หลิวเฟิงไช่เห็นว่าในจังหวะนี้กำลังปลอดผู้คนจึงได้เลียบเคียงลองเชิงเพื่อสอบถามบางอย่างกับหญิงสาว
"หลานสาว ช่วงนี้บ้านสายหลักส่งจดหมายมาหาเจ้าบ้างหรือไม่" ซ่งลี่ถิงได้ยินคำถามของอีกฝ่ายก็ได้แต่แปลกใจก่อนจะเอ่ยตอบอย่างสุภาพ
"ไม่เลยเจ้าค่ะ ท่านป้ามีอันใดหรือไม่เจ้าคะ"
"เปล่า ๆ ป้าก็แค่ลองถามเจ้าดูเพียงเท่านั้นเอง แล้วเจ้ามีบุรุษใดในใจแล้วหรือไม่เล่า"
"ไม่เจ้าค่ะ ข้ายังมิคิดเรื่องนั้น" หลิวเฟิงไช่ได้ยินเช่นนั้นก็นึกดีใจก่อนจะส่งยิ้มให้กับซ่งลี่ถิงพร้อมทั้งเอ่ยราวกับผู้ใหญ่ใจดี
"ดีแล้ว ๆ แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องมอง ๆ ไว้บ้าง เกิดเป็นสตรีจะช้าจะเร็วก็ต้องออกเรือน"
"เจ้าค่ะ ข้าจะจดจำคำสอนของท่านป้าเอาไว้"
"เช่นนั้น ป้าไปก่อนละ"
"เจ้าค่ะ เดินทางปลอดภัย"
หลังจากที่บ้านสายรองกลับไปแล้ว ซานซานที่ยืนอยู่กับหญิงสาวตลอดเวลาจึงได้เอ่ยขึ้น
"คุณหนู บ่าวรู้สึกว่าฮูหยินสามนางกล่าววาจาแปลก ๆ เจ้าค่ะ" ซ่งลี่ถิงเอ่ยถามสาวใช้ของตนเอง
"แปลกอย่างไรหรือ"
"ก็เหมือนนางกำลังคิดทำการบางอย่างที่ไม่ดีอยู่เจ้าค่ะ"
"นั่นน่ะสิ ข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกัน เข้าเรือนกันเถิด"
"เจ้าค่ะ คุณหนู"
หลังจากที่หลิวเฟิงไช่กลับมาถึงจวนของนางแล้ว นางก็ลอบให้คนสนิทของนางนำเทียบเชิญออกไปส่งให้แก่ใครบางคนเพื่อนัดหมายตามแผนการในเวลาอันใกล้นี้
หลังจากให้คนของนาง นำเทียบเชิญออกไปส่งแล้ว ร่างอวบของสตรีวัยสามสิบต้น ๆ ก็ได้แต่นั่งจิบชาปี้หลัวชุนที่เพิ่งได้มาในวันนี้อย่างสบายใจ กลิ่นหอมของใบชาทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"อื้ม รสชาติของชาราคาแพงนี้ช่างดียิ่งนัก" ในขณะนั้นเองสาวใช้คนสนิทของนางก็เดินเข้ามาพร้อมกับซองจดหมายฉบับหนึ่ง
"ฮูหยินเจ้าคะ จดหมายจากเมืองหลวงเจ้าค่ะ" หลิวเฟิงไช่รู้สึกราวกับตนกำลังถูกขัดขวางความสุข ก่อนจะนึกได้ว่าจดหมายฉบับนั้นกำลังจะทำให้นางได้รับเงินก้อนโต จิตใจที่กำลังขุ่นมัวก็กลับกลายเป็นแจ่มใสขึ้นมาในทันที
"รีบนำมาให้ข้าเร็วเข้า"
"เจ้าค่ะ ๆ" หลังจากที่นางเปิดจดหมายออกเพื่ออ่านเนื้อความภายในจดหมาย หัวคิ้วของหลิวเฟิงไช่ก็ถึงกับขมวดยุ่งขึ้นมาราวกับถูกขัดใจ และเมื่อบ่าวรับใช้คนสนิทเห็นเข้าก็อดที่จะสงสัยมิได้จึงได้เอ่ยถามขึ้น
"เกิดสิ่งใดขึ้นหรือเจ้าคะ ฮูหยิน"
"หึ บ้านสายหลักกำลังจะส่งมาหม่าอาวุโสของฮูหยินผู้เฒ่ามาจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองน่ะสิ แล้วเช่นนี้ข้ามิต้องชวดเงินหลายพันตำลึงหรอกหรือ ข้าไม่มีวันยอมเด็ดขาด"
"แล้วท่านจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ"
"ข้าต้องรีบจัดการให้แล้วเสร็จ อย่างไรซ่งลี่ถิงก็ต้องแต่งกับบุรุษที่ข้าหาไว้ให้เท่านั้น! เจ้ารีบไปเตรียมตัววันพรุ่งนี้ข้าจะไปพบนายท่านหวังผู้นั้น"
"เจ้าค่ะฮูหยิน"
จวนหนานอ๋อง เจียงหนาน"คารวะท่านอ๋อง""ได้ความอย่างไรบ้าง""เป็นอย่างที่ท่านอ๋องทรงคาดการณ์ไว้ขอรับ""หึ หลานชายเหล่านั้นของข้า ข้าย่อมรู้จักดีที่สุด พวกเขาย่อมไม่ยอมปล่อยให้หนทางแห่งอำนาจหลุดลอยไปเป็นแน่"
สามเดือนต่อมาจวนใหม่ถูกสร้างจนแล้วเสร็จ ก่อนจะถูกใช้เป็นสถานที่ในการจัดพิธีปักปิ่น ซ่งลี่ถิงจัดพิธีเพียงแค่เล็ก ๆ เชิญคนไม่กี่คนเพื่อมาร่วมงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือบ้านสายรองตระกูลซ่ง ท่านลุงสามซ่งซีซวนมาพร้อมกับครอบครัวของเขา ส่วนคนอื่น ๆ นั้นแยกย้ายกันออกเรือนไปจนหมดแล้ว ทั้งท่านป้าใหญ่และท่านป้ารองก็ล้วนมิได้อยู่ในเมืองเจียงหนาน พิธีปักปิ่นในครั้งนี้จึงเป็นไปด้วยความเรียบง่าย โดยมีท่านอาจารย์ซุนเป็นผู้ใหญ่สุดในการทำพิธีครั้งนี้วันนี้ซ่งลี่ถิงแต่งกายด้วยชุดที่ค่อนข้างพิถีพิถัน ชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวถูกออกแบบมาอย่างดีถูกสวมอยู่บนร่างของหญิงสาว ทำให้ซ่งเจียวอวี่ที่เห็นแล้วอดรู้สึกริษยาไม่ได้ พลางคิดในใจว่า เหตุใดเป็น
เพราะซ่งลี่ถิงคิดที่จะมีจวนเป็นของตนเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาตระกูลซ่งอีกต่อไป จึงได้ปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า ถึงเวลาที่นางจะต้องกางปีกเพื่อบินขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว อย่างน้อยภายภาคหน้านางจะได้มีจวนเป็นของตนเองโดยไม่ต้องคอยสังเกตสีหน้าของผู้ใดซ่งลี่ถิงจึงได้ทำการวางแปลนเรือนของนาง หญิงสาวไม่ได้ออกแบบให้ดูแปลกตาหรือแตกต่างจากเรือนในยุคนี้มากนัก เพราะไม่ต้องการให้เป็นที่จับตามอง เรือนของนางจึงเป็นการผสมผสานระหว่างยุคใหม่กับยุคเก่า เพิ่มเติมคือมีบริเวณสวนหิน ธารน้ำ น้ำตกจำลองและสะพานเล็ก ๆ น่ารัก ด้านในซ่งลี่ถิงออกแบบให้เป็นพื้นยกสูงคล้ายกับเรือนของคนญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ มีห้องน้ำชาสำหรับต้อนรับแขกที่มาเยือนโดยเฉพาะ ยามเมื่อออกแบบออกมาแล้วกลับกลายเป็นเรือนขนาดใหญ่ไม่น้อยก่อนที่หญิงสาวจะเริ่มให้เหล่าหลีเป็นผู้ดูแลเรื่องการก่อสร้างครั้งนี้เช่นเคย เพราะได้ร่วมงานกันมาก่อนจึงมีความคุ้นเคยและเข้าใจในเนื้องานมากกว่าผู้อื่น จวนของนางเริ่มต้นก่อสร้างในทันทีหลังจากที่หญิงสาวส่งแบบแปลนให้กับเหล่าหลีนางต้องการให้ทุกอย่างแล้วเสร็จก่อนวันพิธีปักปิ่นขอ
หลังจากที่ไร่ชาถูกปรับปรุงดูแลเป็นอย่างดีเมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือนก็เริ่มให้ผลผลิต ยอดชาอ่อน ๆ เริ่มผลิใบให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งยังมีกลิ่นเฉพาะตัวของแต่ละสายพันธุ์ ก่อนหน้านี้ซ่งลี่ถิงสั่งให้เหล่าหลีสร้างโรงเรือนที่เอาไว้อบใบชาถึงสี่โรงเรือน โดยแยกใบชาแต่ละสายพันธุ์เก็บในโรงเรือนที่แยกกันเพื่อป้องกันการรวมกลิ่นของชา โรงเรือนทั้งสี่ถูกสร้างจนกระทั่งแล้วเสร็จก่อนที่จะเริ่มลงมือเก็บชาหลงจิ่งเป็นสายพันธุ์แรกใบชารอบแรกถูกเก็บก่อนจะถูกนำมาอบในโรงเรือนที่เต็มไปด้วยความร้อนที่พอเหมาะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
หลังจากที่ทำการซื้อขายไร่ชาแห่งนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ดินผืนนั้นก็กลายมาเป็นของซ่งลี่ถิงอย่างสมบูรณ์ นางจึงได้สั่งการให้ท่านลุงหม่าจัดหาคนงานเพื่อเข้าไปบุกเบิกที่ดินที่เป็นสินเดิมของมารดาเพื่อให้พร้อมสำหรับทำกิจการต่อไป พร้อมกับจัดหาคนงานเพื่อเข้ามาปรับปรุงไร่ชาที่เสื่อมโทรมไปมากเพราะซ่งลี่ถิงนั้นมีประสบการณ์ในการทำไร่ชาอยู่แล้วตั้งแต่ในโลกก่อน ทำให้สามารถจัดการปรับปรุงไร่ชาได้อย่างง่ายดายเพียงแค่พลิกฝ่ามือเมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จซ่งลี่ถิงจึงได้ค้นพบว่านางได้สมบัติล้ำค่ายิ่งมาอยู่ในมือเพราะที่ไร่ชาแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีชาหลงจิ่งที่ผู้คนนิยมดื่มกัน แต่ยังมีชาปี้หลัวชุนชาไป๋หาวอิ๋นเจิน และชาอู่อี๋เหยียนฉาก่อนหญิงสาวจะดีใจยิ่งกว่าสิ่งใดและคิดในใจว่า นี่มันคือขุมทรัพย์ชัด ๆ เพียงเท่านี้นางก็ร่ำรวยจนไม่รู้จะร่ำรวยอย่างไรแล้ว เสียดายที่เจ้าของเดิมมิอาจสานต่อเจตนารมณ์ของบิดาได้ แต่มิเป็นไรนางจะเป็นผู้สานต่อด้วยตนเองหญิงสาวค่อย ๆ ลงมือบันทึกสรรพคุณของชาแต่ละชนิดและวิธีการผลิตเพ
หลังจากวันนั้นซ่งลี่ถิงก็ไหว้วานอาจารย์ของนางให้เป็นผู้ออกหน้าซื้อขายที่ดินไร่ชาแห่งนั้นแทนนาง ซุนปินเฉินจัดการธุระให้กับศิษย์เพียงคนเดียวของเขาจนแล้วเสร็จก่อนจะกลับมาที่จวนพร้อมกับหม่าถังในครั้งแรกที่หญิงสาวมาเอ่ยไหว้วานให้เขาช่วยเป็นธุระจัดการให้ ซุนปินเฉินก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าที่ดินที่หญิงสาวอยากจะได้นักหนานั้นจะเป็นเช่นไร หากเมื่อยามที่ไปเห็นด้วยตาตนเองแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่ดินผืนนั้นช่างงดงามสมราคาจริง ๆ และเขาก็ยังได้รู้มาอีกว่า ใต้พื้นดินของที่ผืนนั้นยังมีแร่ทองคำอยู่อีกด้วย แววตาที่ทอดมองไปยังเด็กสาวจึงได้แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก







