Share

บทที่ 3

Penulis: บุปผาร่วงโรย
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้านตระกูลเฉิง ฉันก็ถูกบอดี้การ์ดถีบจนเข่าทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น

ท่านผู้เฒ่าเฉิงปรายตามองฉันแวบหนึ่ง เหมือนกำลังมองขยะกองหนึ่ง

“คุกเข่าอยู่หน้าประตูไปก่อนสักวันสักคืนแล้วกัน”

ดังนั้น ท่ามกลางฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ฉันที่สวมเพียงเสื้อผ้าบางๆ จึงต้องคุกเข่าอยู่ที่ด้านนอก

ตรงหน้ามีกล้องวิดีโอตั้งอยู่ ท่านผู้เฒ่าเฉิงบีบคางฉันแล้วขู่ว่า

“กล้าทำร้ายหลานสาวฉัน ฉันจะให้พ่อแม่แกได้เห็นสภาพลูกสาวสุดที่รักของพวกมันตอนถูกฉันทรมาน!”

ฉันมองกล้องตัวเล็กๆ นั้น แล้วยิ้มออกมาอย่างขมขื่น

น่าเสียดายที่เขาคำนวณผิดไป ฉันไม่ใช่ลูกสาวสุดที่รักของพวกเขา พวกเขาไม่สงสารฉันหรอก

เวลาในค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน จนกระทั่งสายตาของฉันเริ่มพร่ามัว และหมดสติไปในที่สุด

จนกระทั่งน้ำเย็นจัดสาดโครมเข้าใส่จนฉันสะดุ้งตื่น เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนแผ่นหลังของฉันอย่างแรง

“ตอนตีคนอื่นเก่งนักไม่ใช่เหรอ? ทำไมตอนนี้ถึงได้อ่อนแอนักล่ะ!”

ฉันกระอักเลือดออกมาคำโต สาดกระเซ็นลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลน ราวกับดอกพลับพลึงแดงที่บานสะพรั่ง

ท่านผู้เฒ่าเฉิงแค่นหัวเราะ ให้บอดี้การ์ดส่งมีดมาให้ แล้วใช้ด้ามมีดไล้ไปตามแก้มของฉันเบาๆ

“หลานสาวฉันมีแผลเป็นบนหน้าสามรอย แกต้องชดใช้คืนมาสิบเท่า”

ฉันกลัวจนตัวสั่นเทา สุดท้ายก็ได้แต่หลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง ความเจ็บปวดแหลมคมแล่นพล่านขึ้นมาที่แก้ม

ฉันกรีดร้องอย่างโหยหวน ดิ้นรนทุรนทุราย เอามือกุมใบหน้าที่อาบไปด้วยเลือดแน่น

แต่อีกฝั่งของหน้าจอ พ่อแม่และกู้เย่กำลังฉลองกันอยู่ที่ร้านอาหาร ดีใจที่น้องสาวรอดพ้นจากเคราะห์กรรมมาได้

สามวันให้หลัง ฉันปรากฏตัวต่อหน้ากู้เย่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น เขาชะงักไป

เห็นได้ชัดว่าเขาจำฉันไม่ได้

สองวินาทีต่อมา เขาก็มองฉันด้วยความสงสาร นัยน์ตามีน้ำตาคลอ

“เสิ่นชิง… คุณลำบากแย่เลย… คุณวางใจเถอะนะ ผมจะชดเชยให้คุณเอง! ผมจะดูแลคุณไปตลอดชีวิต!”

เขาดึงฉันเข้าไปกอดแน่น แต่กลับหลบสายตาไม่กล้ามองใบหน้าอันน่ากลัวของฉัน

ห้าปีก่อน เขารักแรกพบกับฉันเพราะใบหน้าดวงนี้ บอกว่าฉันเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก

เขาตามจีบฉันอย่างบ้าคลั่ง ซื้อของขวัญแพงๆ ให้สารพัด และคอยเช็ดน้ำตาให้เวลาฉันระบายความอัดอั้นตันใจที่โดนที่บ้านลำเอียง

เขาสัญญาว่าจะสร้างบ้านใหม่ให้ฉัน จะทำให้ฉันมีความสุขและมีรอยยิ้ม

ตอนนั้นเขารักฉันจริงๆ แต่เรื่องราวมันเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?

น่าจะเป็นตอนงานแต่งงาน ที่เขาได้เจอน้องสาวที่มีหน้าตาเหมือนกับฉันเปี๊ยบเป็นครั้งแรก แต่ดูอ่อนแอกว่า น่าทะนุถนอมกว่า

เขาเคยรักแรกพบเพราะหน้าตาของฉัน ก็ย่อมรักน้องสาวที่หน้าเหมือนฉันได้เช่นกัน

แถมเพราะความแปลกใหม่ เขาเลยยิ่งชอบเธอมากกว่า

คิดได้ดังนั้น ฉันก็ผลักกู้เย่ออกด้วยความรังเกียจ แล้วหันหลังเดินขึ้นข้างบนไป

แต่ไม่นานนัก ฉันก็ได้ยินเสียงเขาคุยโทรศัพท์กับพ่อแม่ที่ระเบียง

“โชคดีที่เจ็บแค่ที่หน้า ไม่ได้เจ็บตรงอื่น ไม่งั้นเรื่องทดลองยาคงยุ่งยากแน่”

ทุกคำพูดของเขา เหมือนมีดแหลมที่แทงทะลุหัวใจของฉัน

วินาทีนั้น ฉันจู่ๆ ก็รู้สึกว่า การที่ความตายกำลังใกล้เข้ามา อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้

ในที่สุดฉันก็จะได้ไม่ต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายพรรค์นี้อีก

ฉันเปิดประตูห้องด้วยขอบตาแดงก่ำ แต่กลับเห็นน้องสาวนอนอยู่บนเตียงของฉัน

พอเห็นรอยแผลเป็นบนหน้าฉัน เธอก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบเตียงหัวเราะจนตัวงอ

แรงเยอะขนาดนั้น ดูตรงไหนเหมือนคนป่วย

ฉันรู้มาตั้งนานแล้วว่าเธอแกล้งป่วย เพราะฉันเคยเห็นเธอแอบเอายาทิ้งลงท่อระบายน้ำที่โรงเรียน

ฉันเคยบอกพ่อกับแม่แล้ว แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาคือฝ่ามือไม่กี่ทีและคำด่าทอนับไม่ถ้วน

“พี่คะ ในที่สุดพี่ก็หน้าตาไม่เหมือนฉันสักที ทีนี้พี่เขยก็คงตัดใจจากพี่ได้ถาวรแล้วล่ะ”

เธอลูบรอยมีดบนหน้าฉัน ราวกับงูพิษที่กำลังแลบลิ้น

ฉันจับข้อมือเธอไว้ แล้วพูดเบาๆ ว่า “ตัดใจได้ก็ดี”

“เขาเป็นของเธอโดยสมบูรณ์แล้ว”

เหลือเวลาอีกสามวันก่อนการทดลองยาจะเริ่ม และชีวิตของฉันก็ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดเต็มที

ถึงตอนนั้น ตัวยาจะออกฤทธิ์ในร่างกายของฉัน ฉันจะมีผื่นขึ้นเต็มตัว จะอาเจียนและเจ็บปวดทรมาน

สุดท้ายก็จะตายเพราะโรคแทรกซ้อน หายใจลำบาก หัวใจหยุดเต้น ทิ้งไว้เพียงร่างอันเย็นชืดและเหม็นเน่า

ถึงเวลานั้น พ่อกับแม่ แล้วก็กู้เย่ จะมีปฏิกิริยายังไงกันนะ?

ตกใจ? หวาดกลัว? หรือว่าจะเศร้าเสียใจเพื่อฉัน จะหลั่งน้ำตาให้ฉันสักหยดไหมนะ?

ฉันเดาว่าคงไม่หรอก คนที่ไม่มีใครต้องการจากไป พวกเขาคงมีแต่จะดีใจ

สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว พ่อแม่และกู้เย่มาส่งฉันที่ศูนย์วิจัยยาด้วยตัวเอง

ที่หน้าห้องแล็บ พ่อแม่กอดน้องสาวด้วยความดีใจ ราวกับว่าการทดลองยาสำเร็จไปแล้ว

“ความพยายามไม่สูญเปล่าจริงๆ หยวนหยวน ความทุกข์ของลูกกำลังจะจบลงแล้วนะ”

“เดี๋ยวพวกเราไปกินมื้อใหญ่ฉลองล่วงหน้ากันเถอะ ไปกินอาหารฝรั่งเศสที่ลูกชอบที่สุดไง”

กู้เย่มองภาพนั้นด้วยสายตาอ่อนโยน แล้วเดินเข้าไปจับมือเธอ

“รอคุณหายดีแล้ว ผมพาคุณไปเที่ยวรอบโลกดีไหม?”

ทั้งที่ฉันเป็นคนเดินเข้าลานประหาร แต่ใจของพวกเขากลับจดจ่ออยู่แต่น้องสาว

นึกว่าจะชินชาไปตั้งนานแล้ว แต่วินาทีสุดท้ายของชีวิต หัวใจของฉันก็ยังเจ็บปวดเหมือนโดนมีดกรีด

ดังนั้น ฉันจึงอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปถามพวกเขาว่า

“ถ้าฉันตายในห้องแล็บ พวกคุณจะเสียใจไหม?”
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เมื่อฉันตาย ทุกคนจึงสำนึกผิด   บทที่ 9

    เสิ่นหยวนหยวนถูกจับกุมเข้าคุกแต่พ่อกับแม่กลับไม่มีเวลามานั่งเสียใจ และยิ่งไม่มีเวลาไปช่วยเธอข่าวฉาวโฉ่เรื่องลูกเศรษฐีฆ่าพี่สาวตัวเองพุ่งขึ้นสู่อันดับหนึ่งของข่าวบันเทิงทันทีคนตระกูลเฉิงเห็นสภาพศพที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นในข่าว และได้ยินชื่อของฉันในรายการ ก็รู้ตัวทันทีว่าถูกคนตระกูลเสิ่นหลอกต้มเข้าให้แล้วครั้งนี้ พวกเขาไม่ใจอ่อนอีกต่อไป จัดการทำให้ตระกูลเสิ่นล้มละลายภายในชั่วข้ามคืนเจ้าหนี้และนักข่าวปิดล้อมหน้าประตูบ้านจนแน่นขนัด พ่อแม่ที่แก่ชราสองคนได้แต่หลบหัวอยู่ในบ้านไม่กล้าออกไปไหนก้อนหินถูกปาเข้ามาจนกระจกแตก คำด่าทอนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าใส่หูพวกเขาไม่นาน พ่อก็เส้นเลือดในสมองแตก แต่แม่กลับไม่กล้าเปิดประตูเรียกรถพยาบาลสุดท้าย พ่อก็ตายแม่กอดศพพ่อร้องไห้จนแทบจะขาดใจ ดวงตาของแม่แดงก่ำ เต็มไปด้วยความเคียดแค้นจนกระทั่งต่อมาเสิ่นหยวนหยวนร้องขอให้แม่ไปเยี่ยมที่เรือนจำหลายต่อหลายครั้ง ก็ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเสิ่นหยวนหยวนฝากตำรวจมาบอกว่า ถ้าแม่ไม่ไป เธอจะฆ่าตัวตายตอนที่ตำรวจไปหาแม่ แม่ผู้ซึ่งเคยรักลูกสาวคนเล็กดั่งแก้วตาดวงใจกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ตอบกลับด้วย

  • เมื่อฉันตาย ทุกคนจึงสำนึกผิด   บทที่ 8

    (มุมมองบุคคลที่สาม)วันนั้น กู้เย่เองก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเสิ่นหยวนหยวน เขาจึงแอบสะกดรอยตามไปและในที่สุดก็ได้ยินความจริงที่น่าตกตะลึงจนขนหัวลุกพวกนั้นกู้เย่ไม่รู้ว่าตัวเองเดินออกมาจากห้องแล็บได้ยังไง รู้แค่ว่าวันนั้นฝนตกลงมาหนักมากกว่าเขาจะกลับถึงบ้าน ทั้งตัวก็เปียกโชกไปหมดแล้ว แต่เขากลับไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิดเขามองดูนิ้วมือที่สั่นเทาของตัวเอง นึกถึงศพที่เย็นชืดร่างนั้นที่เขาเพิ่งจะได้สัมผัสเมื่อครู่มันเย็นมาก เย็นจนบาดลึกถึงกระดูกเขานั่งลงบนโซฟา ดูไฟล์เสียงที่อัดไว้ในมือถือด้วยสีหน้าเจ็บปวดด้านหนึ่งคือความโกรธที่ถูกหลอก อีกด้านหนึ่งคนคนนั้นก็น้องสาวที่เขาประคบประหงมรักใคร่มาหลายปีเขากระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดขวด พอเงยหน้าขึ้น จู่ๆ ก็เห็นรูปแต่งงานที่แขวนอยู่บนผนังตรงหน้าในรูป เสิ่นชิงไม่ได้มองกล้อง แต่หันหน้าเงยขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยนพอมองไปเรื่อยๆ จู่ๆ กู้เย่ก็ยกมือปิดหน้าแล้วร้องไห้ออกมาเขาเคยสัญญาว่าจะพาเธอออกจากนรก คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นเขาเองที่ผลักเธอลงนรกกับมือคืนนั้น เขาดื่มเหล้าไปเยอะมาก กอดขวดเหล้าพร่ำเรี

  • เมื่อฉันตาย ทุกคนจึงสำนึกผิด   บทที่ 7

    “คุณตำรวจครับ ฝั่งคุณสรุปรูปคดีเสร็จแล้วใช่ไหมครับ?”ตำรวจงุนงงเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับกู้เย่ส่งเสียงอืม แล้วหยิบแฟลชไดรฟ์อันเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋า“งั้น ก็ถึงตาผมบ้าง”“ผมขอแจ้งความจับเสิ่นหยวนหยวน ข้อหาประกอบกิจการผิดกฎหมาย และเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”อะไรนะ?!พ่อกับแม่หันขวับกลับมาทันที จ้องมองเขาด้วยความไม่อยากจะเชื่อแต่กู้เย่ไม่อธิบายอะไรสักคำ เขาเปิดไฟล์เสียงให้เล่นออกมาทันทีทันทีที่กดเล่น เสียงแหลมๆ ของเสิ่นหยวนหยวนก็ดังขึ้น“...ใครใช้ให้แกไปฆ่ามันฮะ!”“…หนึ่งล้าน แล้วรับผิดแทนฉันซะ!”คลิปเสียงมีความยาวแค่สามสี่ประโยค แต่สำหรับทุกคน มันยาวนานราวกับผ่านไปหนึ่งศตวรรษสายตาของทุกคนจับจ้องไปที่เสิ่นหยวนหยวนที่ยืนอยู่ตรงประตูเธอยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ บนแก้มยังมีคราบน้ำตาจากการร้องไห้เมื่อครู่เพียงแต่ในแววตาของเธอไม่มีความโศกเศร้า เหลือเพียงความแค้นและความไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างรุนแรง“ที่แท้… คุณก็ได้ยินหมดแล้วสินะ”เสิ่นหยวนหยวนจ้องเขม็งไปที่ผู้ชายตรงหน้า แทบอยากจะฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆแต่กู้เย่มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อยความเย็นชาของเขาทำลา

  • เมื่อฉันตาย ทุกคนจึงสำนึกผิด   บทที่ 6

    กู้เย่คำรามอย่างบ้าคลั่ง แต่เขากลับไม่กล้าก้าวเข้าไปพิสูจน์ความจริงที่อยู่แค่เอื้อมแม้แต่ก้าวเดียวตำรวจรีบรุดมาถึง พอเห็นสภาพต่างก็หน้าถอดสี รีบติดต่อฝ่ายนิติเวชมาเก็บหลักฐานหลังจากวางสาย นายตำรวจที่เป็นหัวหน้าก็เดินบีบจมูกเข้าไป แล้วเปิดผ้าขาวที่คลุมหน้าฉันออกพอเห็นใบหน้าของฉันที่มีหนอนแมลงวันไต่ยั้วเยี้ย กู้เย่ก็เหมือนถูกฟ้าผ่า ร่างกายอ่อนยวบลงไปกองกับพื้นไม่ขยับเขยื้อนเขาตะเกียกตะกายคลานไปที่เตียงผู้ป่วยของฉัน กุมมือที่ผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูกของฉันไว้แล้วร้องไห้โฮ“เสิ่นชิง คุณล้อผมเล่นใช่ไหม… คุณอย่าทำให้ผมกลัวสิ… ก็แค่ทดลองยาเฉยๆ คุณจะตายได้ยังไง! ผมไม่เชื่อ! ผมไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด!”ฉันยืนอยู่ข้างๆ ยกมือขึ้นลูบแก้มเขา แต่มือกลับทะลุผ่านไปอย่างว่างเปล่าเมื่อก่อนเวลากู้เย่ร้องไห้ ฉันจะคอยเช็ดน้ำตาให้เขา แต่ตอนนี้ ฉันสัมผัสน้ำตาของเขาไม่ได้อีกแล้วฉันไม่อยากสัมผัสมันแล้วด้วย น้ำตาของเขาไหลช้าเกินไป และมันช่างไร้ค่าเหลือเกินตอนที่พ่อกับแม่พุ่งเข้ามา กู้เย่ก็ร้องไห้จนอาเจียนออกมาแล้ว แม่เห็นสภาพฉันก็เป็นลมล้มพับไปทันที ส่วนพ่อก็โรคหัวใจกำเริบกะทันหัน ถูกหามส่งโรงพยาบาลไ

  • เมื่อฉันตาย ทุกคนจึงสำนึกผิด   บทที่ 5

    ที่นอกประตู พ่อกับแม่ควงแขนเสิ่นหยวนหยวนเดินเข้ามาอย่างสนิทสนม พวกเขาดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นมากใบหน้ามีเลือดฝาดเปล่งปลั่ง แววตาฉายแววแห่งความสุขเสิ่นหยวนหยวนสวมชุดกระโปรงราคาแพง ยกมือทัดผม แหวนบนนิ้วนางส่องประกายเจิดจ้าแต่เธอกลับดูไม่ค่อยมีความสุข ในดวงตาซุกซ่อนความเกลียดชังอันลึกล้ำเอาไว้กู้เย่มองแล้วถอนหายใจ ยกมือขึ้นตบไหล่เธอเบาๆ เพื่อปลอบโยน“หยวนหยวนอย่างอแงสิครับ แหวนวงนี้ผมให้เป็นของขวัญที่คุณหายป่วยนะ อย่าเข้าใจผิด”“สำหรับผม คุณเป็นแค่น้องสาวของเสิ่นชิง และก็เป็นน้องสาวของผมด้วย แต่ภรรยาของผมคือเสิ่นชิงตลอดไป ไม่มีใครแย่งตำแหน่งของเธอไปได้”เสิ่นหยวนหยวนได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ สะบัดมือกู้เย่ออกแล้วกรีดร้องลั่น“เห็นฉันเป็นน้องสาว?! พี่ชายบ้านไหนแอบจูบน้องสาวตอนหลับในรถ! พี่ชายบ้านไหนให้แหวนเพชรเป็นของขวัญน้องสาว!”“กู้เย่ เราต่างก็รู้กันอยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอ? คุณชอบฉัน ฉันก็ชอบคุณ ฉันอยากเป็นภรรยาของคุณ! อีกอย่างนังแพศยาเสิ่นชิงหน้าเสียโฉมไปแล้ว มันไม่คู่ควรกับคุณเลยสักนิด!”“พอได้แล้ว!”พ่อตะคอกขัดจังหวะเสียงดัง มองลูกสาวที่ก้าวร้าวตรงหน้าด้วยคว

  • เมื่อฉันตาย ทุกคนจึงสำนึกผิด   บทที่ 4

    พ่อกับแม่หันหน้ามามอง วินาทีนี้เพิ่งจะตระหนักได้ถึงการมีตัวตนของฉัน บนใบหน้าจึงฉายแววกระอักกระอ่วนอยู่บ้างแต่พอได้ยินคำถามของฉันชัดๆ แม่ก็พูดขึ้นด้วยความโมโห“พูดจาเหลวไหลอะไร?! ก็แค่ทดลองยาง่ายๆ อย่ามาพูดจาอัปมงคลแบบนี้นะ!”พ่อเองก็มองฉันด้วยสายตาเย็นชาเช่นกัน“แกคิดจะกลับคำอีกแล้วใช่ไหม? ฉันจะบอกให้นะว่าเซ็นสัญญาไปแล้ว แกเข้าไปดีๆ จะดีกว่า รอยาวิจัยสำเร็จเมื่อไหร่ พวกเราจะมารับแกกลับบ้าน”กู้เย่จับมือฉันไว้อย่างอ่อนโยน“แป๊บเดียวเองครับ แค่เดือนเดียว รอคุณออกมา คุณอยากได้อะไรผมจะซื้อให้ทุกอย่างเลย”ฉันมองพ่อกับแม่ แล้วหันไปมองกู้เย่ สุดท้ายก็ถอนหายใจ แล้วดึงมือออกฉันหันหลังเดินเข้าห้องแล็บไปอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่มีความอาลัยอาวรณ์พวกเขาอีกแม้แต่นิดเดียวสิ่งที่เรียกว่าการทดลองยาไม่ได้เป็นไปตามปกติ การทดลองนั้นทรมานมาก ร่างกายของฉันในทุกๆ วันเหมือนมีมดนับพันตัวไต่ยั้วเยี้ยฉันเกาผิวหนังอย่างรุนแรง จนผิวเต็มไปด้วยรอยเลือดและบาดแผลในระหว่างนี้ พวกเขาไม่เคยมาดูดำดูดีฉันเลยแม้แต่ครั้งเดียวอาจจะกำลังกินมื้อใหญ่สุดหรู อาจจะกำลังชมพระอาทิตย์ตกที่ริมแม่น้ำแซนฉันไม่รู้หรอกฉันรู

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status