Share

บทที่ 11

ทั้งสามคนขายของกันจนลืมหิว เมื่อสิ่งที่เตรียมมาหมดลงแต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้ต่างก็ถามขึ้นด้วยความเสียดาย

“แม่หนู เกลือกับมะม่วงกวนยังมีอีกไหม” หญิงวัยชราผู้เดินลงมาจากศาลาถามขึ้นพลางมองไปทางกระจาดอันว่างเปล่า

“เย็นนี้หนูจะนำมาขายอีกครั้งจ้ะ” คำตอบของเด็กหญิงได้เรียกรอยยิ้มให้กับผู้ที่ยืนรออยู่ไม่น้อย

“ดี ดี ย่าจะให้เด็ก ๆ ที่บ้านมาซื้อว่าแต่คืนนี้แม่หนูจะมีของกินอะไรมาขายนอกจากมะม่วงกวนไหม”

“หนูจะนำจิ้งหรีดคั่วมาขายจ้ะ รับรองว่าดูยี่เกไปเคี้ยวจิ้งหรีดไปเพลินแน่นอน”

“จิ้งหรีดรึ มันกินได้เหรอแม่หนู ยายอยู่มาจนป่านนี้เพิ่งจะรู้นี่แหละ” หญิงชราคนเดิมถามขึ้นอย่างสนใจ

“กินได้จ้ะพี่เอิบ ฉันลองกินดูแล้วอร่อยลิ้นทีเดียว” บุญมีตอบแทนหลานตัวน้อย

“เอ็งพูดซะข้าอยากกินทีเดียว” หญิงชราผู้กำลังเคี้ยวหมากส่งเสียงตอบอย่างมักคุ้น

“แล้วพี่จะติดใจ หากไม่เป็นการรบกวนพี่เกินไปนัก พี่ก็ช่วยบอกคนในหมู่บ้านให้ด้วยนะว่าบ้านฉันมีอะไรขายบ้าง” บุญมีถือโอกาสกล่าวชวนเชื่อสินค้าของครอบครัว

“ได้สิ สินค้าบ้านเอ็งแปลกใหม่อีกทั้งราคาก็ไม่แพงข้าย่อมช่วยเหลืออยู่แล้วเอาไว้ค่อยเจอกันใหม่นะ หลานชายข้าเดินมานู่นแล้ว”

คล้อยหลังลูกค้ามากมายเดินจากไป ชะอมก็นับเงินที่ใส่เอาไว้ในถุงผ้าให้พ่อกับลุงรู้

“ได้มาเท่าไหร่หรือลูก” ทองก้อนถามขึ้นพลางยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผากเช่นเดียวกับทองคำ

“สองร้อยจ้ะ”

“หา! เอ็งไม่ได้นับผิดนะหลาน” ทองคำถามขึ้นเสียงดัง

ชะอมยกยิ้มให้กับท่าทางของชายต่างวัยในครอบครัว เงินเพียงสองร้อยพวกเขายังตกใจถึงเพียงนี้อีกหน่อยหากฉันหาได้มากขึ้นเขาจะไม่ช็อคกันใช่ไหม

“ชะอม เอ็งเก็บเงินเอาไว้ให้ดีนะลูกอย่าได้ไปบอกใครล่ะ” บุญมีได้สติเอ่ยเตือน

“ปู่ไม่เก็บเอาไว้ให้หนูก่อนเหรอ หรือว่าหนูจะเอาไปฝากไว้กับย่าดี” ชะอมถามขึ้นด้วยความสงสัย

“เอ็งเก็บเอาไว้เถอะ เป็นเด็กไม่มีคนสงสัยเท่าผู้ใหญ่” ทองคำเป็นผู้พูดแทน

“เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะ แต่หนูจะต้องแบ่งเงินให้กับทุกคนก่อนนะเพราะพวกเราต่างก็เหนื่อยมาด้วยกัน”

“แล้วแต่เอ็งเถอะ” ทองคำเอ่ยออกมาอีกโดยปราศจากความโลภ

ดังนั้นชะอมจึงได้นำเงินมาหารสี่ที่ทำเช่นนี้เพราะเธอต้องการนำส่วนหนึ่งเก็บคืนปู่เพื่อให้ไปไถ่ถอนแหวนของย่าอีกสามส่วนก็แยกให้กับปู่ย่า ลุงกับป้า และพ่อแม่

“นี่คือเงินของเช้านี้จ้ะ” ชะอมยื่นให้ลุงจำนวนห้าสิบบาท ทองคำรับเงินมามือสั่นเพราะเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งวันเขาทำเงินได้มากขนาดนี้ซึ่งมากกว่าแรงคนงานตั้งสี่เท่า

“หลานคิดเงินถูกแน่นะ” คนเป็นลุงถามซ้ำ

“แน่นอนจ้ะ เรื่องเงินเชื่อหัวหนูได้รับรองไม่มีพลาด” ชะอมได้ทีคุยโอ้อวดตน

“สมกับเป็นหลานสาวข้าเก่งเหมือนย่าไม่มีผิด” สายใจได้ทีกล่าวผสมโรงจึงทำให้คนในครอบครัวพากันหัวเราะให้กับคำพูดของหล่อน

“ย่าจ๋า นี่เงินของย่าจ้ะ” ชะอมยื่นเงินจำนวนหนึ่งร้อยให้กับหญิงวัยกลางคน

“เอ็งเก็บเอาไว้เถอะย่ายังมีเงินที่เหลือจากคราวก่อนอยู่” สายใจปฏิเสธ “ถ้าอย่างนั้นหนูจะเก็บเอาไว้ก่อนรออีกไม่นานแหวนของย่าจะกลับมาหาย่าเหมือนเดิม อีกทั้งหนูจะทำให้ครอบครัวของเราเป็นเศรษฐีด้วยดีไหมจ๊ะ”

“จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ได้อีกเหมือนกันนะลูก รวยเกินไปย่าก็เกรงพวกเสือ” คำพูดของย่าทำให้ชะอมมองเธอสีหน้าสงสัย

“ย่าเขาหมายถึงโจรนะลูก” ทองก้อนอธิบาย

ชะอมพยักหน้าหงึกหงัก จริงสินะ เราก็ลืมเรื่องพวกนี้ไปเสียสนิท “ถ้าอย่างนั้นเรารวยกันแบบเงียบ ๆ ก็แล้วกันดีไหมจ๊ะ” คำพูดอันแสนซื่อของคนเป็นหลานได้เรียกรอยยิ้มให้กับผู้ใหญ่ในครอบครัวอีกรอบ

“ถ้าอยากจะรวยพวกเราก็กลับบ้านไปเตรียมของมาขายกันเถอะ จะว่าไปเอ็งเคยถามปู่ถึงต้นอ้อยนี่ เอ็งจะนำมาขายด้วยหรือเปล่าล่ะปู่จะพาไปดู”

“ดีสิจ๊ะปู่”

“ถ้าอย่างนั้นเอ็งไปกับปู่นะเรื่องของขายเดี๋ยวย่ากับพ่อแม่เอ็งจะจัดการเอง”

“ขอบคุณจ้ะย่า”

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็กลับเรือนกันเถอะ” เมื่อผู้อาวุโสกล่าวแบบนี้สองพี่น้องทองก็หาบกระจาดเปล่าขึ้นบ่า

เมื่อโมกกับมะขามเห็นคนในครอบครัวเตรียมตัวกลับพวกเขาก็บอกลาเกลอของตน

คนตัวเล็กโบกมือให้เพื่อน “เย็นนี้ค่อยเจอกันนะ”

“ได้เลยข้าจะเตรียมสตางค์มาซื้อจิ้งหรีดคั่วบ้านเอ็ง” เจ้ากล่ำพูดโดยมีเจ้าแดงพยักหน้าเห็นพ้อง

หลังเดินถึงบ้าน ชะอมจึงได้นั่งซ้อนท้ายจักรยานคนเป็นปู่โดยทิศทางที่ปู่พาไปนั้นเป็นคนละทางกับบ้านตน

มะขามผู้ตามติดมาด้วยจึงได้ส่งเสียงพูดขึ้นอย่างคุ้นชิน

“ปู่จ๋า ปู่จะพาพี่จ๋าไปบ้านเหนือเหรอ” ทิศทางเส้นนี้เด็กชายตัวน้อยเคยตามปู่มาหลายครั้งเขาจึงจำได้แม่น

“ใช่แล้ว พี่เอ็งอยากดูต้นอ้อย”

“แล้วปู่ได้เอามีดมาด้วยไหมจ๊ะ หนูอยากกิน” เด็กชายพูดเจื้อยแจ้วดวงตามองไปทางถนนลูกรังด้านหน้าอย่างคาดหวัง

“เจ้าหลานคนนี้นับวันยิ่งตะกละ” ชายสูงวัยกว่ากล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ

ทางด้านชะอมผู้นั่งซ้อนท้ายอยู่ด้านหลังเธอก็กวาดตามองทัศนียภาพรอบด้านด้วยความสนใจ “ปู่จ๋า ที่นี่เขาปลูกมะพร้าวกันเหรอ”

“ใช้แล้วละ หนูอยากได้เหรอ” บุญมีถามขึ้นด้วยความสงสัย “หนูคิดว่าเราทำน้ำตาลจากมะพร้าวก็ได้นะจ๊ะ” จบคำพูดของหลานสาว บุญมีก็เบรครถจักรยานอย่างกะทันหัน

“เอ็งว่าอะไรนะลูก”

“ปู่หมายถึงเรื่องอะไรจ๊ะ” ชะอมยังจับต้นชนปลายไม่ถูกถามขึ้นอย่างมึนงง

“ที่เอ็งบอกว่ามะพร้าวนำมาทำน้ำตาลได้มันเป็นเรื่องจริงเหรอ” ชะอมจึงได้ฉีกยิ้มกว้างตอบออกไปอย่างมั่นใจ “ได้สิจ๊ะ อีกทั้งยังหอมหวานทำขนมได้หลายอย่างทีเดียว”

เด็กชายตัวน้อยผู้ชอบกินเอ่ยถามขึ้นอย่างใคร่รู้ทันที “พี่จ๋า ขนมคืออะไรอร่อยไหม”

“ขนมก็คือของกินเล่นมีหลายอย่างเอาไว้พี่จะทำให้น้องกินนะ” “ได้จ้ะ ไม่ว่าพี่จ๋าจะทำอะไรหนูก็อร่อยทั้งนั้น”

บุญมีผู้ยังคงตกตะลึงกับคำตอบของหลานจึงได้ถามขึ้นในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ “ชะอม การที่เอ็งให้ปู่พาไปดูต้นอ้อยเอ็งคิดจะเอามาทำอะไร”

“ก็ทำน้ำตาลอ้อยไงจ๊ะ”

“หลานข้า เอ็งไปอยู่ที่นั่นแค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ได้ความรู้กลับมามากมายเลยอย่างนั้นเหรอไม่ว่าจะเรื่องอ่านออกหรือคำนวณทั้ง ๆ ที่เอ็งยังไม่ได้เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ”

แย่แล้วยัยเฌอเอมงานนี้ต้องแถอย่างเดียวอีกแล้วสินะ “ใช่จ้ะ ไม่เพียงแค่นี้นะหนูยังเขียนหนังสือได้อีกด้วย”

“พี่จ๋าเก่งมากเลย พี่ช่วยสอนหนูด้วยนะจ๊ะ” มะขามผู้เป็นแฟนคลับตัวยงของคนเป็นพี่เอ่ยชม

“ได้สิ แต่พี่ได้ยินมาว่าพี่โมกเองก็สอนน้องให้หัดเขียนอยู่ไม่ใช่เหรอ มะขามเรียนไปถึงไหนแล้วล่ะ”

สองพี่น้องตะโกนพูดคุยกันโต้ลมหลังจากบุญมีเริ่มออกตัวขี่จักรยานอีกครั้งด้วยความใจร้อนแฝงความตื่นเต้น

(หากว่าชะอมทำน้ำตาลได้จริงหมู่บ้านทุ่งเนินดินแห่งนี้คงจะเจริญมากกว่าหมู่บ้านอื่นเรื่องนี้นับว่าเป็นผลดีทีเดียว)

เมื่อถึงดงอ้อยที่ไม่มีเจ้าของ ชะอมมองด้วยความเสียดายที่อ้อยพันธุ์นี้ไม่เหมาะจะเอามาทำน้ำตาลแม้ว่ามันจะให้รสหวานก็ตาม “เราตัดแล้วนำไปคั้นน้ำขายกันดีไหมจ๊ะแต่จะเอามาทำน้ำตาลหนูว่ามันไม่เหมาะ”

“น่าเสียดายนะ แต่ถ้าเอ็งจะตัดมาคั้นน้ำเห็นทีว่าวันพรุ่งค่อยให้พ่อกับลุงของเอ็งมาตัด” บุญมีค่อนข้างผิดหวังเล็กน้อยทว่าหลังจากได้ยินคำพูดต่อมาของคนเป็นหลานเจ้าตัวจึงมีสีหน้าดีขึ้น

“ยังมีมะพร้าวนี่จ๊ะ พวกเราไปดูกันเถอะ หากว่าสามารถเจรจาซื้อน้ำหวานจากช่อมะพร้าวได้ เราก็สามารถทำน้ำตาลจากมันได้เหมือนกัน” คำพูดนี้ได้เรียกความกระฉับกระเฉงให้คนเป็นปู่อีกครั้ง

บุญมีจึงได้ขี่จักรยานพาหลานสาวหลานชายมายังสวนเกลอตนซึ่งสหายคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นคนที่เคยต่อยตีกันในสมัยวัยรุ่นนั่นเอง

“พี่โต อยู่บ้านไหม” บุญมีตะโกนแข่งกับเสียงหมาเห่าภายในรั้วบ้านหลังนี้

“อยู่โว้ย” เสียงของชายวัยหกสิบตะโกนขึ้นก่อนร่างผอมทว่ายังแข็งแรงเดินปัดผ้าข้าวมาไล่แมลงปรากฏออกมา

“เอ็งสองคนไหว้ปู่โตซะ เขาเป็นเจ้าของสวนแห่งนี้”

สองพี่น้องกระพุ่มมือไหว้ เอ่ยทักทายชายสูงวัยตรงหน้าพร้อมกัน “ไหว้พระเถอะ” ชายสูงวัยยกยิ้มจนเห็นฟันสึกหรอตามอายุพลางเอ่ยไล่หมาสองตัวให้ไปไกลก่อนเปิดประตู

“เข้ามานั่งกินน้ำกินท่าก่อน ว่าแต่ลมอะไรหอบเอ็งมาหาข้าได้ล่ะ ข้าได้ข่าวเอ็งอยู่เนือง ๆ ว่าจะไปเยี่ยมก็ติดไม่มีใครเฝ้าสวน” บุญมีฟังชายชรารุ่นพี่พูดอย่างเข้าใจ

“ก็ลูกหลานบอกให้พี่ขายก็ไม่ยอมนี่เขาได้งานได้การกันอยู่เมืองหลวงแต่พี่ก็ยังจะดึงดันอยู่ที่นี่”

“ก็ข้าเสียดายสวนตรงนี้นี่ เอ็งก็รู้ว่ากว่าพ่อแม่ข้าจะมีสวนใหญ่โตเช่นนี้ใช้เวลาตั้งหลายปีตอนวัยรุ่นไอ้เราก็เกเรกว่าจะคิดได้ก็เกือบจะเสียสวนแห่งนี้ไป” ผู้พูดถอนหายใจยามนึกถึงอดีต

“แต่พี่ก็ทำให้มันอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี่ เรื่องเก่าผ่านมาแล้วพี่ก็ปล่อยวางบ้างเถอะ”

“ข้ารู้ ว่าแต่เอ็งแวะมาหาข้ามีเรื่องอะไรอย่างนั้นเหรอมีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีเรื่องอะไรหรอก ที่ฉันมาก็เพื่ออยากจะถามพี่ว่าสนใจจะขายน้ำหวานจากจั่นไหม”

“เอ็งอยากกินเหรอ ไม่ต้องถามซื้อหรอกเอ็งเอากระบอกไม้ไผ่ขึ้นไปรองน้ำเอาตามใจเลยข้าไม่หวง”

ในระหว่างการสนทนาก็ได้มีเสียงตะโกนเรียกจากหน้าประตูรั้ว “จดหมายครับ”

“เอ็งนั่งรอสักประเดี๋ยวนะข้าขอไปรับจดหมายก่อน”

ด้วยความใจร้อนเมื่อโตรับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์เขาก็เปิดออกอ่านทันทีจากนั้นใบหน้าของชายชราก็ขมวดมุ่นอย่างคิดหนัก

“พี่โต เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” บุญมีเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นท่าทางอันไม่ปกติของเกลอรุ่นพี่

“ลูกของข้าอยากให้ไปอยู่ด้วยเพราะไม่มีใครคอยดูแลหลานชายคนเล็กตอนนี้งานการของเขาค่อนข้างยุ่ง แต่ถ้าหากข้าไปก็เป็นห่วงสวนไหนจะไอ้สองตัวนี้อีก”

“ฉันว่าเจ้าแต้มก็อยากให้พี่ไปอยู่ด้วยนั่นแหละส่วนสวนพี่ก็หาคนดูแลรวมถึงไอ้สองตัวนี้ด้วย”

“มี เอ็งสนใจดูแลสวนให้ข้าไหม ที่ดินตรงนี้มีสามไร่ข้าจะขายให้เอ็งไร่ละห้าร้อยและวานเอ็งช่วยข้าดูแลเจ้าสองตัวนี้ด้วย หากข้าไปอยู่เมืองหลวงครั้งนี้เกรงว่าคงจะไม่ได้กลับมาอีก”

“พี่โต ฉันยังไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอกและทำไมพี่ถึงพูดแบบนี้กัน” แม้บุญมีจะรู้สึกเสียดายสวนแห่งนี้แต่เรื่องเงินนั้นเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว

ชะอมเองก็รู้สึกเสียดายเช่นเดียวกับคนเป็นปู่เพราะมะพร้าวที่สวนแห่งนี้สามารถทำประโยชน์ได้อีกเยอะ

“พี่โต พี่ลองบอกขายคนอื่นดีไหม” บุญมีเสนอ

“ข้าไม่อยากให้คนอื่น เอ็งก็รู้ว่าที่แห่งนี้มีความทรงจำมากมายแต่หากเป็นเอ็งมันคนละเรื่องไม่อย่างนั้นข้าไม่เสนอราคาแค่นี้ให้เอ็งหรอก”

“ปู่โตจ๊ะ ปู่รอสักเจ็ดวันได้ไหม” คำพูดของชะอมไม่เพียงแต่เรียกความสนใจของชายชราเจ้าของชื่อเพียงเท่านั้นแม้แต่บุญมีเองก็สงสัยในการกระทำของหลานสาวเหมือนกัน

“ได้ ข้าจะรอหากว่าไม่ได้จริง ๆ ข้าคงจะหักใจทิ้งให้มันกลายเป็นสวนร้างจนกว่าจะมีเวลากลับมาหรือไม่ก็คงต้องแล้วแต่เจ้าแต้ม

“พี่อย่าเพิ่งมองโลกในแง่ร้ายเกินไปนัก บางทีพี่อาจจะได้กลับมาดูแลเองก็ได้”

ในระหว่างปู่สนทนาอยู่กับเกลอของตน ชะอมได้แต่นั่งนิ่งใช้ความคิดและคาดหวังว่าเถ้าแก่โรงน้ำปลาจะรับซื้อเกลือของครอบครัว ท่านยมให้พรฉันด้วยนะ เจ้าตัวรำลึกถึงผู้ที่พาตนมายังสถานที่แห่งนี้

(เจ้ามนุษย์น้อยเอ๋ยจะนึกถึงข้าทั้งที่ก็มีเรื่องร้องขอเชียวนะ เห็นแก่ที่เจ้าไม่โวยวายข้าช่วยก็ได้แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องอยู่ที่ความสามารถของเจ้าด้วยหึหึ) รอยยิ้มร้ายของยมทูตตนนี้หากชะอมมาเห็นไม่รู้ว่าหล่อนจะว่ายังไง

หรือถ้าหากเธอรู้เกรงว่ายมทูตตนนี้น่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบซะมากกว่าเพราะเขาคงลืมไปแล้วว่าเหตุการณ์ผิดพลาดทั้งหมดเกิดจากตน
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 155

    “นายพูดอะไรเหลวไหล พวกเราไปดูน้องใหม่กันเถอะไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะดูแลดีหรือเปล่า” “อาการของนายดีขึ้นแล้วอย่างนั้นเหรอ” “อืม ไปเถอะ” ส่วนสาวน้อยชมพู่หลังจากข้าวกล่องของเธอถูกชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นกินจนหมดเจ้าตัวจึงได้มาหาข้าวที่โรงอาหารกิน “จะกินอะไรดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 154

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 153

    แขไขเอามือผลักอกของเขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ฉันไม่บอบบางขนาดนั้นหรอกค่ะ” จมูกแดง ๆ ของหล่อนทำให้พร้อมรู้สึกว่าเด็กสาวดูน่ารักน่าเอ็นดู ไวเท่าความคิดชายหนุ่มได้นำมือของตนวางลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเธอก่อนพูดออกมาด้วยความสำนึกผิด “พี่ขอโทษค่ะ ที่ทำให้น้องเจ็บตัว” หัวใจของแขไขคล

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 152

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 151

    “แม่มึงแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะได้ลูกสะใภ้กันล่ะ” คำพูดของทองคำได้ทำให้คนเป็นลูกมีสีหน้าฉงนระคนอยากรู้ “ทำไมล่ะจ๊ะพ่อ” “ก็คนอย่างแม่เอ็งมีคนเดียวยังไงล่ะแล้วก็เป็นเมียของพ่อด้วยฮ่า ๆ” คำตอบของทองคำทำให้ทั้งลูกและแม่ต่างเบนหน้าหนีไปคนละทาง ตั้งแต่วันนั้นคุณหมอหนุ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 150

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบห

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 8

    หลังจากครอบครัวของชะอมได้ที่ดินแปลงนั้นมาท่ามกลางความมึนงงของชาวบ้านที่ต่างเล่าลือกันถึงการกระทำของผู้ใหญ่บุญมี “เจ้าบุญเอ็งวิปลาสไปแล้วเหรอถึงได้ซื้อที่ดินตรงนั้น เอ็งก็รู้เหมือนกันกับข้านี่ แม้ว่าที่ตรงนั้นจะติดแหล่งน้ำทว่ามันกลับปลูกสิ่งใดไม่ขึ้น” กำนันผู้เป็นรุ่นพี่ของชายวัยห้าสิบเดิ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 7

    “กินได้สิจ๊ะ” คำตอบของหลานสาวทำให้ทองคำซึ่งกำลังกินข้าวถึงกับสำลัก “แค่ก ๆ ดินมันกินได้จริงเหรอชะอม” “หนูไม่ได้ให้นำดินมากินจ้ะ แต่จะนำมาต้มทำเป็นเกลือต่างหาก แต่ทั้งนี้หนูจะต้องไปดูสภาพดินก่อนว่ามันเป็นอย่างที่หนูต้องการหรือเปล่า” “ต้มเกลือ แม้แต่เรื่องนี้เอ็งก็รู้อย่างนั้นเ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 6

    “แม่ ชะอมเป็นอะไรหรือจ๊ะ” มะลิเอ่ยถามแม่สามีหลังจากเด็กทั้งสามคนพากันไปล้างเนื้อล้างตัวหลังบ้าน “ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนั่นและหลานนิ่งเงียบมาตั้งแต่นั่งหลังนางเผือกจนมาถึงบ้านนี่แหละ เอ็งอย่างเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ แม่ว่าตอนนี้เอ็งรีบเอาปลาพวกนี้ไปขังเอาไว้ก่อนเถอะ จากนั้นรอให้ชะอมมาจัดก

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 5

    “ย่าไม่เคยเห็นวิธีอย่างนี้มาก่อนเลย มันดักปลาได้จริงเหรอ” ผู้สูงวัยกว่าถามอย่างใคร่รู้สายตาของเธอไม่ละไปจากสิ่งที่เด็กชายหญิงกระทำ “หนูคิดว่าได้จ้ะ เอาละเราทิ้งไว้อย่างนี้สักพักแล้วค่อยกลับมาดูกัน ย่ากาบมาทำอะไรหรือจ๊ะ” “ย่าก็ว่าจะมาหาเก็บหอยเก็บผักนั่นแหละ ว่าแต่หลานหายป่วยด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status