ทั้งสามคนขายของกันจนลืมหิว เมื่อสิ่งที่เตรียมมาหมดลงแต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้ต่างก็ถามขึ้นด้วยความเสียดาย
“แม่หนู เกลือกับมะม่วงกวนยังมีอีกไหม” หญิงวัยชราผู้เดินลงมาจากศาลาถามขึ้นพลางมองไปทางกระจาดอันว่างเปล่า
“เย็นนี้หนูจะนำมาขายอีกครั้งจ้ะ” คำตอบของเด็กหญิงได้เรียกรอยยิ้มให้กับผู้ที่ยืนรออยู่ไม่น้อย
“ดี ดี ย่าจะให้เด็ก ๆ ที่บ้านมาซื้อว่าแต่คืนนี้แม่หนูจะมีของกินอะไรมาขายนอกจากมะม่วงกวนไหม”
“หนูจะนำจิ้งหรีดคั่วมาขายจ้ะ รับรองว่าดูยี่เกไปเคี้ยวจิ้งหรีดไปเพลินแน่นอน”
“จิ้งหรีดรึ มันกินได้เหรอแม่หนู ยายอยู่มาจนป่านนี้เพิ่งจะรู้นี่แหละ” หญิงชราคนเดิมถามขึ้นอย่างสนใจ
“กินได้จ้ะพี่เอิบ ฉันลองกินดูแล้วอร่อยลิ้นทีเดียว” บุญมีตอบแทนหลานตัวน้อย
“เอ็งพูดซะข้าอยากกินทีเดียว” หญิงชราผู้กำลังเคี้ยวหมากส่งเสียงตอบอย่างมักคุ้น
“แล้วพี่จะติดใจ หากไม่เป็นการรบกวนพี่เกินไปนัก พี่ก็ช่วยบอกคนในหมู่บ้านให้ด้วยนะว่าบ้านฉันมีอะไรขายบ้าง” บุญมีถือโอกาสกล่าวชวนเชื่อสินค้าของครอบครัว
“ได้สิ สินค้าบ้านเอ็งแปลกใหม่อีกทั้งราคาก็ไม่แพงข้าย่อมช่วยเหลืออยู่แล้วเอาไว้ค่อยเจอกันใหม่นะ หลานชายข้าเดินมานู่นแล้ว”
คล้อยหลังลูกค้ามากมายเดินจากไป ชะอมก็นับเงินที่ใส่เอาไว้ในถุงผ้าให้พ่อกับลุงรู้
“ได้มาเท่าไหร่หรือลูก” ทองก้อนถามขึ้นพลางยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผากเช่นเดียวกับทองคำ
“สองร้อยจ้ะ”
“หา! เอ็งไม่ได้นับผิดนะหลาน” ทองคำถามขึ้นเสียงดัง
ชะอมยกยิ้มให้กับท่าทางของชายต่างวัยในครอบครัว เงินเพียงสองร้อยพวกเขายังตกใจถึงเพียงนี้อีกหน่อยหากฉันหาได้มากขึ้นเขาจะไม่ช็อคกันใช่ไหม
“ชะอม เอ็งเก็บเงินเอาไว้ให้ดีนะลูกอย่าได้ไปบอกใครล่ะ” บุญมีได้สติเอ่ยเตือน
“ปู่ไม่เก็บเอาไว้ให้หนูก่อนเหรอ หรือว่าหนูจะเอาไปฝากไว้กับย่าดี” ชะอมถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เอ็งเก็บเอาไว้เถอะ เป็นเด็กไม่มีคนสงสัยเท่าผู้ใหญ่” ทองคำเป็นผู้พูดแทน
“เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะ แต่หนูจะต้องแบ่งเงินให้กับทุกคนก่อนนะเพราะพวกเราต่างก็เหนื่อยมาด้วยกัน”
“แล้วแต่เอ็งเถอะ” ทองคำเอ่ยออกมาอีกโดยปราศจากความโลภ
ดังนั้นชะอมจึงได้นำเงินมาหารสี่ที่ทำเช่นนี้เพราะเธอต้องการนำส่วนหนึ่งเก็บคืนปู่เพื่อให้ไปไถ่ถอนแหวนของย่าอีกสามส่วนก็แยกให้กับปู่ย่า ลุงกับป้า และพ่อแม่
“นี่คือเงินของเช้านี้จ้ะ” ชะอมยื่นให้ลุงจำนวนห้าสิบบาท ทองคำรับเงินมามือสั่นเพราะเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งวันเขาทำเงินได้มากขนาดนี้ซึ่งมากกว่าแรงคนงานตั้งสี่เท่า
“หลานคิดเงินถูกแน่นะ” คนเป็นลุงถามซ้ำ
“แน่นอนจ้ะ เรื่องเงินเชื่อหัวหนูได้รับรองไม่มีพลาด” ชะอมได้ทีคุยโอ้อวดตน
“สมกับเป็นหลานสาวข้าเก่งเหมือนย่าไม่มีผิด” สายใจได้ทีกล่าวผสมโรงจึงทำให้คนในครอบครัวพากันหัวเราะให้กับคำพูดของหล่อน
“ย่าจ๋า นี่เงินของย่าจ้ะ” ชะอมยื่นเงินจำนวนหนึ่งร้อยให้กับหญิงวัยกลางคน
“เอ็งเก็บเอาไว้เถอะย่ายังมีเงินที่เหลือจากคราวก่อนอยู่” สายใจปฏิเสธ “ถ้าอย่างนั้นหนูจะเก็บเอาไว้ก่อนรออีกไม่นานแหวนของย่าจะกลับมาหาย่าเหมือนเดิม อีกทั้งหนูจะทำให้ครอบครัวของเราเป็นเศรษฐีด้วยดีไหมจ๊ะ”
“จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ได้อีกเหมือนกันนะลูก รวยเกินไปย่าก็เกรงพวกเสือ” คำพูดของย่าทำให้ชะอมมองเธอสีหน้าสงสัย
“ย่าเขาหมายถึงโจรนะลูก” ทองก้อนอธิบาย
ชะอมพยักหน้าหงึกหงัก จริงสินะ เราก็ลืมเรื่องพวกนี้ไปเสียสนิท “ถ้าอย่างนั้นเรารวยกันแบบเงียบ ๆ ก็แล้วกันดีไหมจ๊ะ” คำพูดอันแสนซื่อของคนเป็นหลานได้เรียกรอยยิ้มให้กับผู้ใหญ่ในครอบครัวอีกรอบ
“ถ้าอยากจะรวยพวกเราก็กลับบ้านไปเตรียมของมาขายกันเถอะ จะว่าไปเอ็งเคยถามปู่ถึงต้นอ้อยนี่ เอ็งจะนำมาขายด้วยหรือเปล่าล่ะปู่จะพาไปดู”
“ดีสิจ๊ะปู่”
“ถ้าอย่างนั้นเอ็งไปกับปู่นะเรื่องของขายเดี๋ยวย่ากับพ่อแม่เอ็งจะจัดการเอง”
“ขอบคุณจ้ะย่า”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็กลับเรือนกันเถอะ” เมื่อผู้อาวุโสกล่าวแบบนี้สองพี่น้องทองก็หาบกระจาดเปล่าขึ้นบ่า
เมื่อโมกกับมะขามเห็นคนในครอบครัวเตรียมตัวกลับพวกเขาก็บอกลาเกลอของตน
คนตัวเล็กโบกมือให้เพื่อน “เย็นนี้ค่อยเจอกันนะ”
“ได้เลยข้าจะเตรียมสตางค์มาซื้อจิ้งหรีดคั่วบ้านเอ็ง” เจ้ากล่ำพูดโดยมีเจ้าแดงพยักหน้าเห็นพ้อง
หลังเดินถึงบ้าน ชะอมจึงได้นั่งซ้อนท้ายจักรยานคนเป็นปู่โดยทิศทางที่ปู่พาไปนั้นเป็นคนละทางกับบ้านตน
มะขามผู้ตามติดมาด้วยจึงได้ส่งเสียงพูดขึ้นอย่างคุ้นชิน
“ปู่จ๋า ปู่จะพาพี่จ๋าไปบ้านเหนือเหรอ” ทิศทางเส้นนี้เด็กชายตัวน้อยเคยตามปู่มาหลายครั้งเขาจึงจำได้แม่น
“ใช่แล้ว พี่เอ็งอยากดูต้นอ้อย”
“แล้วปู่ได้เอามีดมาด้วยไหมจ๊ะ หนูอยากกิน” เด็กชายพูดเจื้อยแจ้วดวงตามองไปทางถนนลูกรังด้านหน้าอย่างคาดหวัง
“เจ้าหลานคนนี้นับวันยิ่งตะกละ” ชายสูงวัยกว่ากล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ
ทางด้านชะอมผู้นั่งซ้อนท้ายอยู่ด้านหลังเธอก็กวาดตามองทัศนียภาพรอบด้านด้วยความสนใจ “ปู่จ๋า ที่นี่เขาปลูกมะพร้าวกันเหรอ”
“ใช้แล้วละ หนูอยากได้เหรอ” บุญมีถามขึ้นด้วยความสงสัย “หนูคิดว่าเราทำน้ำตาลจากมะพร้าวก็ได้นะจ๊ะ” จบคำพูดของหลานสาว บุญมีก็เบรครถจักรยานอย่างกะทันหัน
“เอ็งว่าอะไรนะลูก”
“ปู่หมายถึงเรื่องอะไรจ๊ะ” ชะอมยังจับต้นชนปลายไม่ถูกถามขึ้นอย่างมึนงง
“ที่เอ็งบอกว่ามะพร้าวนำมาทำน้ำตาลได้มันเป็นเรื่องจริงเหรอ” ชะอมจึงได้ฉีกยิ้มกว้างตอบออกไปอย่างมั่นใจ “ได้สิจ๊ะ อีกทั้งยังหอมหวานทำขนมได้หลายอย่างทีเดียว”
เด็กชายตัวน้อยผู้ชอบกินเอ่ยถามขึ้นอย่างใคร่รู้ทันที “พี่จ๋า ขนมคืออะไรอร่อยไหม”
“ขนมก็คือของกินเล่นมีหลายอย่างเอาไว้พี่จะทำให้น้องกินนะ” “ได้จ้ะ ไม่ว่าพี่จ๋าจะทำอะไรหนูก็อร่อยทั้งนั้น”
บุญมีผู้ยังคงตกตะลึงกับคำตอบของหลานจึงได้ถามขึ้นในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ “ชะอม การที่เอ็งให้ปู่พาไปดูต้นอ้อยเอ็งคิดจะเอามาทำอะไร”
“ก็ทำน้ำตาลอ้อยไงจ๊ะ”
“หลานข้า เอ็งไปอยู่ที่นั่นแค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ได้ความรู้กลับมามากมายเลยอย่างนั้นเหรอไม่ว่าจะเรื่องอ่านออกหรือคำนวณทั้ง ๆ ที่เอ็งยังไม่ได้เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ”
แย่แล้วยัยเฌอเอมงานนี้ต้องแถอย่างเดียวอีกแล้วสินะ “ใช่จ้ะ ไม่เพียงแค่นี้นะหนูยังเขียนหนังสือได้อีกด้วย”
“พี่จ๋าเก่งมากเลย พี่ช่วยสอนหนูด้วยนะจ๊ะ” มะขามผู้เป็นแฟนคลับตัวยงของคนเป็นพี่เอ่ยชม
“ได้สิ แต่พี่ได้ยินมาว่าพี่โมกเองก็สอนน้องให้หัดเขียนอยู่ไม่ใช่เหรอ มะขามเรียนไปถึงไหนแล้วล่ะ”
สองพี่น้องตะโกนพูดคุยกันโต้ลมหลังจากบุญมีเริ่มออกตัวขี่จักรยานอีกครั้งด้วยความใจร้อนแฝงความตื่นเต้น
(หากว่าชะอมทำน้ำตาลได้จริงหมู่บ้านทุ่งเนินดินแห่งนี้คงจะเจริญมากกว่าหมู่บ้านอื่นเรื่องนี้นับว่าเป็นผลดีทีเดียว)
เมื่อถึงดงอ้อยที่ไม่มีเจ้าของ ชะอมมองด้วยความเสียดายที่อ้อยพันธุ์นี้ไม่เหมาะจะเอามาทำน้ำตาลแม้ว่ามันจะให้รสหวานก็ตาม “เราตัดแล้วนำไปคั้นน้ำขายกันดีไหมจ๊ะแต่จะเอามาทำน้ำตาลหนูว่ามันไม่เหมาะ”
“น่าเสียดายนะ แต่ถ้าเอ็งจะตัดมาคั้นน้ำเห็นทีว่าวันพรุ่งค่อยให้พ่อกับลุงของเอ็งมาตัด” บุญมีค่อนข้างผิดหวังเล็กน้อยทว่าหลังจากได้ยินคำพูดต่อมาของคนเป็นหลานเจ้าตัวจึงมีสีหน้าดีขึ้น
“ยังมีมะพร้าวนี่จ๊ะ พวกเราไปดูกันเถอะ หากว่าสามารถเจรจาซื้อน้ำหวานจากช่อมะพร้าวได้ เราก็สามารถทำน้ำตาลจากมันได้เหมือนกัน” คำพูดนี้ได้เรียกความกระฉับกระเฉงให้คนเป็นปู่อีกครั้ง
บุญมีจึงได้ขี่จักรยานพาหลานสาวหลานชายมายังสวนเกลอตนซึ่งสหายคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นคนที่เคยต่อยตีกันในสมัยวัยรุ่นนั่นเอง
“พี่โต อยู่บ้านไหม” บุญมีตะโกนแข่งกับเสียงหมาเห่าภายในรั้วบ้านหลังนี้
“อยู่โว้ย” เสียงของชายวัยหกสิบตะโกนขึ้นก่อนร่างผอมทว่ายังแข็งแรงเดินปัดผ้าข้าวมาไล่แมลงปรากฏออกมา
“เอ็งสองคนไหว้ปู่โตซะ เขาเป็นเจ้าของสวนแห่งนี้”
สองพี่น้องกระพุ่มมือไหว้ เอ่ยทักทายชายสูงวัยตรงหน้าพร้อมกัน “ไหว้พระเถอะ” ชายสูงวัยยกยิ้มจนเห็นฟันสึกหรอตามอายุพลางเอ่ยไล่หมาสองตัวให้ไปไกลก่อนเปิดประตู
“เข้ามานั่งกินน้ำกินท่าก่อน ว่าแต่ลมอะไรหอบเอ็งมาหาข้าได้ล่ะ ข้าได้ข่าวเอ็งอยู่เนือง ๆ ว่าจะไปเยี่ยมก็ติดไม่มีใครเฝ้าสวน” บุญมีฟังชายชรารุ่นพี่พูดอย่างเข้าใจ
“ก็ลูกหลานบอกให้พี่ขายก็ไม่ยอมนี่เขาได้งานได้การกันอยู่เมืองหลวงแต่พี่ก็ยังจะดึงดันอยู่ที่นี่”
“ก็ข้าเสียดายสวนตรงนี้นี่ เอ็งก็รู้ว่ากว่าพ่อแม่ข้าจะมีสวนใหญ่โตเช่นนี้ใช้เวลาตั้งหลายปีตอนวัยรุ่นไอ้เราก็เกเรกว่าจะคิดได้ก็เกือบจะเสียสวนแห่งนี้ไป” ผู้พูดถอนหายใจยามนึกถึงอดีต
“แต่พี่ก็ทำให้มันอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี่ เรื่องเก่าผ่านมาแล้วพี่ก็ปล่อยวางบ้างเถอะ”
“ข้ารู้ ว่าแต่เอ็งแวะมาหาข้ามีเรื่องอะไรอย่างนั้นเหรอมีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีเรื่องอะไรหรอก ที่ฉันมาก็เพื่ออยากจะถามพี่ว่าสนใจจะขายน้ำหวานจากจั่นไหม”
“เอ็งอยากกินเหรอ ไม่ต้องถามซื้อหรอกเอ็งเอากระบอกไม้ไผ่ขึ้นไปรองน้ำเอาตามใจเลยข้าไม่หวง”
ในระหว่างการสนทนาก็ได้มีเสียงตะโกนเรียกจากหน้าประตูรั้ว “จดหมายครับ”
“เอ็งนั่งรอสักประเดี๋ยวนะข้าขอไปรับจดหมายก่อน”
ด้วยความใจร้อนเมื่อโตรับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์เขาก็เปิดออกอ่านทันทีจากนั้นใบหน้าของชายชราก็ขมวดมุ่นอย่างคิดหนัก
“พี่โต เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” บุญมีเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นท่าทางอันไม่ปกติของเกลอรุ่นพี่
“ลูกของข้าอยากให้ไปอยู่ด้วยเพราะไม่มีใครคอยดูแลหลานชายคนเล็กตอนนี้งานการของเขาค่อนข้างยุ่ง แต่ถ้าหากข้าไปก็เป็นห่วงสวนไหนจะไอ้สองตัวนี้อีก”
“ฉันว่าเจ้าแต้มก็อยากให้พี่ไปอยู่ด้วยนั่นแหละส่วนสวนพี่ก็หาคนดูแลรวมถึงไอ้สองตัวนี้ด้วย”
“มี เอ็งสนใจดูแลสวนให้ข้าไหม ที่ดินตรงนี้มีสามไร่ข้าจะขายให้เอ็งไร่ละห้าร้อยและวานเอ็งช่วยข้าดูแลเจ้าสองตัวนี้ด้วย หากข้าไปอยู่เมืองหลวงครั้งนี้เกรงว่าคงจะไม่ได้กลับมาอีก”
“พี่โต ฉันยังไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอกและทำไมพี่ถึงพูดแบบนี้กัน” แม้บุญมีจะรู้สึกเสียดายสวนแห่งนี้แต่เรื่องเงินนั้นเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว
ชะอมเองก็รู้สึกเสียดายเช่นเดียวกับคนเป็นปู่เพราะมะพร้าวที่สวนแห่งนี้สามารถทำประโยชน์ได้อีกเยอะ
“พี่โต พี่ลองบอกขายคนอื่นดีไหม” บุญมีเสนอ
“ข้าไม่อยากให้คนอื่น เอ็งก็รู้ว่าที่แห่งนี้มีความทรงจำมากมายแต่หากเป็นเอ็งมันคนละเรื่องไม่อย่างนั้นข้าไม่เสนอราคาแค่นี้ให้เอ็งหรอก”
“ปู่โตจ๊ะ ปู่รอสักเจ็ดวันได้ไหม” คำพูดของชะอมไม่เพียงแต่เรียกความสนใจของชายชราเจ้าของชื่อเพียงเท่านั้นแม้แต่บุญมีเองก็สงสัยในการกระทำของหลานสาวเหมือนกัน
“ได้ ข้าจะรอหากว่าไม่ได้จริง ๆ ข้าคงจะหักใจทิ้งให้มันกลายเป็นสวนร้างจนกว่าจะมีเวลากลับมาหรือไม่ก็คงต้องแล้วแต่เจ้าแต้ม
“พี่อย่าเพิ่งมองโลกในแง่ร้ายเกินไปนัก บางทีพี่อาจจะได้กลับมาดูแลเองก็ได้”
ในระหว่างปู่สนทนาอยู่กับเกลอของตน ชะอมได้แต่นั่งนิ่งใช้ความคิดและคาดหวังว่าเถ้าแก่โรงน้ำปลาจะรับซื้อเกลือของครอบครัว ท่านยมให้พรฉันด้วยนะ เจ้าตัวรำลึกถึงผู้ที่พาตนมายังสถานที่แห่งนี้
(เจ้ามนุษย์น้อยเอ๋ยจะนึกถึงข้าทั้งที่ก็มีเรื่องร้องขอเชียวนะ เห็นแก่ที่เจ้าไม่โวยวายข้าช่วยก็ได้แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องอยู่ที่ความสามารถของเจ้าด้วยหึหึ) รอยยิ้มร้ายของยมทูตตนนี้หากชะอมมาเห็นไม่รู้ว่าหล่อนจะว่ายังไง
หรือถ้าหากเธอรู้เกรงว่ายมทูตตนนี้น่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบซะมากกว่าเพราะเขาคงลืมไปแล้วว่าเหตุการณ์ผิดพลาดทั้งหมดเกิดจากตน