Share

เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499
เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499
Author: เฟยเทียน / เงาจันทราสีหมึก / กัญญ์ญาภัค

บทที่ 1

สายตาฝ้าฟางของชายชรากำลังมองไปยังหญิงชราผู้ร่วมชีวิตไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข แม้สายตาของเขาจะเริ่มขุ่นมัวเนื่องจากอายุที่มากขึ้น

แต่กระนั้นสายตาทั้งสองข้างก็ยังคงทอดมองด้วยความอ่อนโยนเฉกเช่นเมื่อครั้งวันวาน

“ตาคะ มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ ยายเรียกไปกินข้าวตั้งนานแล้วนะ” น้ำเสียงค่อนข้างดังของหลานสาวผู้กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นตะโกนข้างหูของเขา สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้เป็นเพราะหูของชายชราเริ่มจะไม่ได้ยินจากความเสื่อมถอยของสังขาร

“ตากำลังนั่งมองยายของหลานอยู่นะสิ ชมพู่เอ็งว่ายายสวยไหม” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยถามหลานสาวด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น

ซึ่งคำถามนี้ชมพู่อมยิ้มอย่างล้อเลียนในขณะมองใบหน้าของผู้เป็นตาพร้อมกับตอบออกไปเหมือนทุกวันนับตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่

“สวยจ้า ยายชะอมของหนูสวยที่สุด ไม่อย่างนั้นจะได้ตำแหน่งนางนพมาศประจำจังหวัดมาครองได้ยังไง”

“ใช่ไหมล่ะ ตาก็คิดเหมือนเอ็งนั่นแหละ ย้อนกลับไปตอนยายของเอ็งสาว ๆ นะ มีแต่คนมารุมจีบกันให้ครึก แต่ตากลับเป็นผู้โชคดีที่ได้ยายของเอ็งมาครองทั้งตัวและหัวใจ

เมื่อนึกถึงในตอนนั้นนะ หนุ่ม ๆ คู่แข่งของตาหลายคนน้ำตางี้ไหลเป็นทาง และยิ่งตอนตายกขันหมากไปสู่ขอยายนะ

ตาไม่อยากจะคุย คนพวกนั้นก็ยังเข้ามาจับไม้จับมือแสดงความยินดีกับตาด้วย” แม้ผู้พูดบอกไม่อยากจะคุยทว่าวาจากลับสวนทาง ชมพู่จึงได้แต่ฉีกยิ้มให้กับความคุยฟุ้งของผู้เป็นตา

“คนพวกนั้นเขาไม่แค้นใจตากันหรือจ๊ะ เขาถึงได้มาแสดงความยินดีแบบนี้” เด็กสาวถามขึ้นเหมือนเดิมอย่างไม่รู้สึกเบื่อ

“ยุคนั้นแม้ว่าจะเป็นยุคนักเลง ทว่าพวกเขาก็มีความเป็นลูกผู้ชายมากพอ รู้จักแพ้ รู้จักอภัย และเผอิญว่าตาเก่งกว่าคนพวกนั้นอย่างไรเล่า” ชายชราผู้เคยทำตัวเป็นนักเลงเก่ากล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ

ผู้เป็นหลานเองก็ฟังอย่างสนุกสนาน แม้ว่าเจ้าตัวจะฟังซ้ำ ๆ มาหลายรอบแล้วก็ตาม

ชะอมมองตากับหลานด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรักและรู้สึกสงสารผู้เป็นสามีที่ความทรงจำเริ่มถดถอย

แต่มีสิ่งเดียวที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนเรื่องเกี่ยวกับเธอชายคนนี้กลับไม่เคยลืม

“ตากับหลานมัวแต่คุยโวกันอยู่นั่นแหละ รีบมากินข้าวกินปลากันได้แล้ว วันพรุ่งนี้ชมพู่จะต้องเดินทางไปมหาวิทยาลัยนะ รีบกินรีบนอนจะได้ไม่ตื่นสาย” เสียงแหบแห้งของหญิงชราทำให้สองตาหลานส่งยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ

คนทั้งสามใช้ชีวิตในหมู่บ้านชนบทอันเป็นบ้านเดิมของชะอม ซึ่งลูกสาวกับลูกเขยผู้ทำงานอยู่เมืองหลวงต่างก็เคยร้องขอให้เธอกับสามีย้ายไปอยู่ด้วยกันตั้งหลายครั้ง

แต่เนื่องจากพวกเขาต่างใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่นี่มาทั้งชีวิต ดังนั้นจึงได้พากันปฏิเสธ อีกอย่างมะขามผู้เป็นน้องชายของชะอมก็ถือเพศบรรพชิตบวชไม่สึกอยู่ภายในวัดประจำหมู่บ้าน

ชะอมจึงไม่คิดจะทิ้งน้องชายเพียงคนเดียวไปอยู่ที่อื่น ทางด้านดินหรือปฐพีผู้เป็นสามีก็เข้าใจภรรยาเป็นอย่างดีถึงความรักและความผูกพันระหว่างพี่น้อง

รวมถึงถิ่นบ้านเกิดท้องทุ่งแห่งนี้ อันเป็นสถานที่ก่อเกิดทั้งความรัก ความเศร้า และอีกหลายเรื่องราวที่มีทั้งทุกข์และสุข

ดังนั้นบุตรสาวเพียงคนเดียวจึงไม่เล้าหลือให้บิดามารดาไปอยู่กับตนอีก กระนั้นด้วยความเป็นห่วงเจ้าตัวจึงได้ว่าจ้างญาติพี่น้องซึ่งรู้จักนิสัยใจคอมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยให้เป็นผู้ดูแลคนทั้งสองแทน

ส่วนเจ้าตัวกับครอบครัวก็จะเดินทางมาหาพ่อแม่ในช่วงวันหยุดหรือว่างจากงาน

โชคดีที่ว่าบ้านเกิดของมารดานั้นอยู่ห่างจากเมืองหลวงเพียงไม่กี่ชั่วโมงและในยุคสมัยนี้มีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตจึงทำให้ความกังวลมีไม่มากเหมือนสมัยก่อน

แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความเป็นห่วง ผู้เป็นลูกสาวจึงได้ส่งบุตรสาวคนเล็กที่มีความผูกพันกับตายายผิดจากพี่ชาย พี่สาว อีกทั้งเจ้าตัวก็เป็นเด็กขี้อ้อนให้มาอยู่กับพ่อแม่หลังจากจบม.6 ซึ่งผู้เป็นบุตรสาวก็ไม่ขัดข้อง

แถมซ้ำยังดีใจมากอีกด้วย ดังนั้นชมพู่จึงเลือกเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นมหาวิทยาลัยดังประจำจังหวัดแห่งนี้แทนการอยู่กับพ่อแม่ตน

และผู้เป็นตาเองก็รู้สึกเอ็นดูหลานสาวคนนี้เป็นอย่างมาก สาเหตุเป็นเพราะเจ้าตัวมีใบหน้าละม้ายคล้ายผู้เป็นยายสมัย สาว ๆ ไม่มีผิด จึงทำให้เธอเป็นที่รักของผู้เฒ่าชราทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง

โดยพี่น้องสองคนของเด็กสาวเองก็หาได้มีความอิจฉาผู้เป็นน้องไม่ เนื่องจากพวกเขาต่างก็พากันเอ็นดูน้องสาวคนนี้เช่นเดียวกัน

“ยายจ๋า นั่งเหม่ออะไรอีกแล้ว” ชมพู่ถามผู้เป็นยายที่กำลังทอดสายตามองออกไปทางระเบียงหน้าบ้าน

“ยายแค่คิดถึงเรื่องเก่านะลูก หนูกินขนมหรือยัง” หญิงชราถอนสายตาออกจากภาพด้านนอกในขณะที่พระอาทิตย์กำลังทอแสงสีส้มเป็นสัญญาณว่าแสงสุดท้ายของวันจะหมดลง

“กินแล้วจ้ะ ตาเองก็กำลังกินอยู่ ท่าทางของตาทำให้หนูอยากกินอีกรอบแล้ว ตั้งแต่หนูมาอยู่ที่นี่น้ำหนักของหนูขึ้นตั้งหลายกิโล” เด็กสาวพูดขึ้นพลางเอามือลูบท้องของตนไปมา

คำพูดของผู้หญิงอันเป็นที่รักทั้งคู่ได้ดังเข้าหูของชายชราผู้กำลังกลืนขนมอินทนิลลงคอ ก่อนที่เจ้าตัวจะพูดออกมาอย่างไม่เห็นด้วยกับคำพูดของหลานสาวคนโปรด

“หลานไม่อ้วนหรอก ตาคิดว่าออกจะผอมไปด้วยซ้ำ ตาจะพูดให้ฟัง หากเป็นในสมัยตอนตายังหนุ่มนะ ยิ่งใครมีรูปร่างอวบ ๆ หรืออ้วนนี่เขาจะคิดกันว่าที่บ้านมีฐานะ แต่จะว่าไปตอนที่ตาเจอกับยายของหลาน ยายของเอ็งก็ผอมนะทั้ง ๆ ที่บ้านของเขาก็ออกจะร่ำรวยกว่าทุกคนในหมู่บ้านด้วยซ้ำ” คำพูดของชายชราฟังดูย้อนแย้ง

“ตาจ๊ะ สรุปว่าอ้วนคือดีหรือไม่ดี หนูล่ะงง” ชมพู่ถามขึ้นด้วยสีหน้าฉงน

“ก็ต้องดีสิ แต่ตาว่ารูปร่างแบบยายเอ็งนั่นแหละดีที่สุด” คำตอบซื่อ ๆ ของชายชราทำให้หญิงต่างวัยทั้งคู่หัวเราะขึ้นพร้อมกัน

“สำหรับตา อะไร ๆ ก็ยายชะอมอันดับหนึ่งเสมอละจ้ะ” ชมพู่สัพยอก “เอ็งเพิ่งรู้รึ ตานึกว่าเอ็งรู้มาตั้งนานแล้วซะอีก” ชายชราส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก

ชะอมมองการโต้ตอบของสองตาหลาน ก่อนจะนึกย้อนไปถึงวันวาน

(หากในตอนนั้นฉันไม่ได้โอกาสมีชีวิตใหม่ก็คงจะไม่ได้เจอกับคู่ชีวิตที่แสนดีแบบนี้ ขอบคุณนะคะท่านยมที่มอบชีวิตครั้งที่สองอันแสนล้ำค่านี้ให้กับฉัน) หญิงชราคิดขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้างทั้งปากและตา

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 155

    “นายพูดอะไรเหลวไหล พวกเราไปดูน้องใหม่กันเถอะไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะดูแลดีหรือเปล่า” “อาการของนายดีขึ้นแล้วอย่างนั้นเหรอ” “อืม ไปเถอะ” ส่วนสาวน้อยชมพู่หลังจากข้าวกล่องของเธอถูกชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นกินจนหมดเจ้าตัวจึงได้มาหาข้าวที่โรงอาหารกิน “จะกินอะไรดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 154

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 153

    แขไขเอามือผลักอกของเขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ฉันไม่บอบบางขนาดนั้นหรอกค่ะ” จมูกแดง ๆ ของหล่อนทำให้พร้อมรู้สึกว่าเด็กสาวดูน่ารักน่าเอ็นดู ไวเท่าความคิดชายหนุ่มได้นำมือของตนวางลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเธอก่อนพูดออกมาด้วยความสำนึกผิด “พี่ขอโทษค่ะ ที่ทำให้น้องเจ็บตัว” หัวใจของแขไขคล

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 152

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 151

    “แม่มึงแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะได้ลูกสะใภ้กันล่ะ” คำพูดของทองคำได้ทำให้คนเป็นลูกมีสีหน้าฉงนระคนอยากรู้ “ทำไมล่ะจ๊ะพ่อ” “ก็คนอย่างแม่เอ็งมีคนเดียวยังไงล่ะแล้วก็เป็นเมียของพ่อด้วยฮ่า ๆ” คำตอบของทองคำทำให้ทั้งลูกและแม่ต่างเบนหน้าหนีไปคนละทาง ตั้งแต่วันนั้นคุณหมอหนุ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 150

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบห

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status