Masukแสงแดดอ่อนของยามสายลอดผ่านผ้าม่านสีครีมที่พลิ้วไหวตามแรงลมยามเช้า กลิ่นดอกไม้จากสวนหลังคฤหาสน์ลอยอ้อยอิ่งเข้ามาแตะจมูก กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของลาเวนเดอร์และกุหลาบขาวคล้ายจะปลุกร่างบางที่นอนอยู่บนเตียงนุ่มค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ
เซเรน่าขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความงุนงง พร้อมภาพเหตุการณ์ในบึงบัวเมื่อวานแล่นกลับมาเหมือนหนังสั้นที่เล่นซ้ำไปมา
เสียงน้ำ เสียงกรีดร้องของกอหญ้า
แรงดึงที่ฉุดร่างเธอลงใต้น้ำ
และใบหน้าคมคายของชายคนหนึ่งที่กระโจนลงมาช้วยเธอขุ้นจากบึงโดยไม่ลังเล
ไซรัส...
ชายผู้ซึ่งเป็นตัวร้ายผู้โหดเหี้ยม ที่เข้ามาช่วยชีวิตเธอแทนที่จะช่วยกอหญ้าตามบทเดิม
“เรื่องราวมันเริ่มเปลี่ยนไปอีกแล้วสินะ”
ริมฝีปากของเซเรน่ายกยิ้มจาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว เธอพึมพำเบา ๆ เสียงแหบพร่าเพราะฤทธิ์ไข้ที่ยังไม่หาย ก่อนที่ความคิดจะดำเนินต่อ เสียงเคาะประตูเบา ๆ พลันดังขึ้นสองครั้ง
“เซเรน่า…” เสียงเรียกนุ่มทุ้มที่เธอจำได้ดีดังขึ้น
“พี่ธันเหรอคะ” เธอเอ่ยเรียก ก่อนที่ประตูจะเปิดออกอย่างแผ่วเบา
ไม่นานชายหนุ่มในเชิ้ตขาวก็เดินเข้ามา ใบหน้าคมสันสะอาดสะอ้าน ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใยทันทีที่เห็นน้องสาวนอนซมอยู่บนเตียงกว้าง
“เป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามพลางเดินเข้ามานั่งข้างเตียง เขาเอื้อมมือแตะหน้าผากของเธอเพื่อวัดไข้
“ยังร้อนอยู่นิดหน่อย แต่ดีขึ้นแล้วค่ะ...แล้วก็ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงอีกแล้ว” เซเรน่าตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน พยายามไม่ให้เสียงของตนสั่นเครือ
“จะไม่ให้ห่วงได้ยังไงล่ะเซเรน่า พี่เกือบจะบ้าตอนรู้ข่าวว่าเธอตกน้ำ” ธันวาเหลือบมองไปรอบห้องที่เงียบงันก่อนจะเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ “แล้วไอ้ภาคินมุนอยู่ไหน มันรู้ไหมว่าน้องเกือบจะตายเพราะตกน้ำ?”
“เขารู้นั่นแหละค่ะ แต่ตอนนั้นเขามัวแต่ช่วยคนอื่นอยู่”
คำถามนั้นทำให้เซเรน่านิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบ
“คนอื่น?” ธันวาขมวดคิ้ว “อย่าบอกนะว่า…”
“กอหญ้าค่ะ”
เซเรน่าพูดตัดบทก่อนที่พี่ชายจะถามจนจบ น้ำเสียงของเธอเรียบเกินกว่าจะตีความว่าเสียใจ
“เขาปล่อยให้เธออยู่แบบนี้ได้ยังไง ทั้งที่เป็นภรรยาของมันแท้ ๆ ” ชายหนุ่มเม้มปากแน่นทันที
“อย่าว่าเขาเลยค่ะพี่ธัน เขาก็แค่ทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้อง ส่วนฉันก็แค่ไม่ได้อยู่ในหัวใจของเขา” เธอยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร
“แต่เธอยังเป็นภรรยามัน! คนแบบนั้นไม่ควรได้รับความภักดีจากเธอเลย เซเรน่า”
ธันวาเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย ความโกรธปะปนความเป็นห่วงทำให้แววตาเขาเคร่งเครียด หญิงสาวหันมองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนปนเหนื่อยล้า
“ฉันในตอนนี้ไม่ได้ภักดีต่อเขาหรอกค่ะ ฉันแค่เป็นภรรยาในนามของเขาไปวัน ๆ ก็เท่านั้นเอง”
บรรยากาศในห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงนาฬิกาที่เดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ธันวามองใบหน้าของน้องสาวอย่างเป็นห่วงในความสัมพันธ์แสนท็อกซิก เขาหยิบกล่องผลไม้ที่เตรียมมาออกจากถุง
“กินหน่อยสิ จะได้มีแรง” เขาพูดพลางปอกแอปเปิ้ลให้เธออย่างใจเย็น
“พี่ยังเหมือนเดิมเลยนะคะ ดูแลน้องสาวเหมือนเด็ก ๆ ตลอด” เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ แต่ในหัวกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
“แล้วเธอยังเหมือนเดิมหรือเปล่า” เขาเอ่ยถามเสียงเบา “ยังยิ้มได้ทั้งที่เจ็บอยู่ข้างใน”
หญิงสาวชะงัก มองหน้าธันวา ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตอนแรกคิดว่าอีกฝ่ายจะจับได้แล้วว่าเธอไม่ใช่เซเรน่าตัวจริง ทว่าความจริงแล้วชายหนุ่มกลับคิดว่าเธอคงเจ็บปวดในเรื่องของภาคิน เซเรน่าจึงเออออตามเพื่อไม่ให้เขาสงสัย
“พี่ธันคะ...บางทีคนเราก็ต้องเรียนรู้จะยิ้มทั้งที่ไม่มีอะไรน่าหัวเราะ มันช่วยให้หายใจได้ง่ายขึ้น”
“เธอไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้” ชายหนุ่มมองเธอด้วยแววตาห่วงใย
“แต่ในที่แบบนี้ ถ้าไม่เข้มแข็ง ฉันคงจะโดนกลืนหายไปแน่ ๆ” เซเรน่าพูดพลางเหลือบตามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเหล่าสาวใช้กำลังเดินสวนกันไปมาในสวน ซึ่งตอนนี้คงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของกอหญ้า
“ฉันได้ยินข่าวลือในบ้านหลังนี้แล้ว” ธันวากล่าวเสียงเย็น “พวกสาวใช้พูดกันไปทั่วว่ากอหญ้าน่ารัก สดใส เป็นคนอบอุ่น ส่วนเธอน่ะ ใจร้าย ขี้อิจฉาราวกับนางร้ายในละคร”
“ปล่อยเขาพูดไปเถอะค่ะ ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะสนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง” เซเรน่าตอบเรียบ
“เธอเปลี่ยนไปมากนะ เซเรน่า” ธันวานิ่งไป
“ใช่ค่ะ ฉันไม่ใช่เซเรน่าคนเดิมอีกแล้ว” เสียงของเธอแผ่วเบาแต่หนักแน่นราวกับยืนยัน
“ถ้าอะไร ๆ มันเกินจะทน พี่จะพาเธอกลับบ้าน อย่าอยู่ในที่ที่มีแต่ความลำบากใจแบบนี้”
“ขอบคุณค่ะพี่ธัน แต่ขอฉันอยู่ต่ออีกหน่อย ฉันอยากรู้ว่าถ้าฉันเปลี่ยนเส้นเรื่องไปแล้ว มันจะจบลงแบบไหน”
“เส้นเรื่อง?”
ธันวาทวนคำอย่างงง ๆ แต่เซเรน่ากลับเพียงยกยิ้มไม่ตอบอะไร เธอเริ่มกับสนุกกับนิยายเรื่องนี้เสียแล้ว อยากรู้ว่าหลังจากนี้กอหญ้าจะทำอะไรอีก และภาคินจะโง่งมหลงมารยาของกอหญ้าไปถึงไหน และมันยังไม่ถึงเวลาที่เธอจะหย่าตอนนี้
หลังจากนั้นเวลาผ่านไปจนถึงช่วงบ่าย ธันวายังอยู่ดูแลเธอไม่ห่าง เขาเปลี่ยนผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าผากให้ และอ่านหนังสือให้ฟังจากนิยายเล่มที่เธอวางไว้บนโต๊ะหัวเตียง ราวกับเธอเป็นเด็ก ๆ ทว่าเซเรน่าก็ไม่อยากแย้งอะไร เลยปล่อยให้เขาเล่าต่อไป
ระหว่างนั้นเสียงหัวเราะใส ๆ ของกอหญ้าจากสวนลอยเข้ามาเป็นระยะ เหมือนเสียงกระดิ่งที่สะท้อนความต่างระหว่างสองหญิงสาว เซเรน่าลอบถอนหายใจเมื่อนึกถึงคำพูดของสาวใช้ ที่กล่าวว่ากอหญ้าอาการทรุดหนักคนภาคินต้องอยู่เฝ้าดูอาการ
แล้วทำไมตอนนี้เธอกลับไปนั่งหัวเราะคิกคักอยู่ในสวนได้ ทั้งที่ตอนนี้เซเรน่ากลับนอนซมจากพิษไข้
เวลาเดียวกันทางศาลากลางสวนใหญ่ของคฤหาสน์ ภาคินกำลังยืนอยู่ที่ระเบียง มือหนึ่งถือแก้วกาแฟ อีกมือซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง แววตาเขามองออกไปยังสวนกุหลาบที่เซเรน่าเคยดูแล ดอกไม้ยังคงบานสะพรั่งงดงาม ในขณะที่ภาคินไม่เข้าใจว่าทำไมภาพหญิงสาวในสภาพร่างกายอ่อนแรงเมื่อวาน ถึงตามหลอกหลอนอยู่ในหัวไม่หยุด
“คุณภาคินคะ…เห็นพี่ ๆ แม่บ้านบอกว่าคุณเซเรน่าฟื้นแล้ว” เสียงหวานของกอหญ้าดังขึ้นจากด้านหลัง
“อืม” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะเบือนสายตากลับไปที่สวนอีกครั้ง
“เป็นห่วงเธอเหรอคะ?” กอหญ้าสังเกตสีหน้าของเขา แล้วค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้
“ไม่ใช่ ฉันแค่สงสัย ว่าทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้”
“กอหญ้าขอโทษนะคะ… ทั้งหมดเป็นเพราะฉันเองค่ะ” เธอพูดเสียงสั่น ปากเม้มจนดูอ่อนแอน่าสงสาร
“ช่างมันเถอะ เธอไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
ภาคินยกยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางยกมือลูบกลุ่มนมนุ่มของกอหญ้าเบา ๆ แต่นัยน์ตาคมกลับจับจ้องไปยังหน้าต่างห้องนอนของเซเรน่า แววตาที่เคยเย็นชายามนี้เริ่มแฝงความลังเลบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่เซเรน่า
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







