Masukบรรยากาศในห้องนั่งเล่นยามเย็นเงียบสงบ มีเพียงแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา เซเรน่านั่งอยู่บนโซฟามือเรียวกุมถ้วยชาสีขาวไว้ ข้างตัวมีหนังสือปกแข็งที่เปิดค้างอยู่ เธอค่อย ๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ กลิ่นหอมของชาเอิร์ลเกรย์แตะปลายจมูก รสขมละมุนของมันคล้ายกับความรู้สึกในใจที่สงบของเซเรน่า
ไม่นานเสียงเครื่องยนต์รถยนต์คันหรูดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนที่ประตูคฤหาสน์จะเปิดออก เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะหนักแน่น เพียงเท่านั้นเธอก็จำได้ดีแม้ไม่ต้องมองก็รู้ว่าใครกำลังกลับมา
ภาคินกลับมาแล้วสินะ...
ภาคินเดินเข้ามาในด้วยสีหน้าเรียบเฉียบ แต่ในดวงตาคมกลับมีบางอย่างปะปนอยู่ ทั้งหงุดหงิดและไม่เข้าใจ เมื่อเห็นท่าทีนิ่งเฉยของเซเรน่าที่มีต่อเขามาสักพัก
“กลับมาแล้วเหรอคะ” เซเรน่าเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ โดยไม่เงยหน้าจากหนังสือ
“เซเรน่า เธอกำลังเล่นละครอะไรอีก”
ภาคินหยุดเท้าอยู่ตรงหน้าโซฟา มองหญิงสาวที่นั่งนิ่งราวกับเขาเป็นเพียงอากาศ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เซเรน่าปิดหนังสือช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยของเธอนิ่งสงบราวกับผืนน้ำ
“ฉันไม่ได้เล่นละครค่ะ แค่กำลังใช้ชีวิตของตัวเองเท่านั้นเอง”
“ใช้ชีวิต?” เขาทวนคำ เสียงต่ำลง “โดยการทำเหมือนไม่เห็นฉันอยู่ในสายตาเหรอ”
“ถ้าคุณต้องการให้ฉันสนใจทุกครั้งที่คุณขยับตัวล่ะก็ ฉันคงต้องเลิกหายใจไปก่อน” เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ
“เธอปากร้ายขึ้นนะ” คำพูดนั้นแทงเข้าไปกลางใจชายหนุ่ม เขากัดฟันแน่น
“ฉันไม่ได้พูดเพื่อต่อปากต่อคำค่ะ ฉันแค่เหนื่อยที่จะตามหลังใครเหมือนเงา แล้วคืนนี้อยากทานอะไรคะ ฉันจะให้แม่บ้านเตรียมไว้” เธอพูดเรียบ ๆ พลางวางหนังสือลงบนโต๊ะ
ภาคินมองเธออย่างไม่เชื่อสายตา ผู้หญิงคนนี้ใช่หรือเซเรน่าที่เคยร้องไห้ขอให้เขาอยู่ด้วยทุกคืน ใช่ผู้หญิงที่เคยงอแงเมื่อเขากลับบ้านดึกงั้นเหรอ
ยามนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับคนล่ะคน ตอนนี้เธอนิ่งเกินไป จนเขาหงุดหงิดอย่างประหลาด
“จะทำตัวนิ่งเฉยไปถึงเมื่อไหร่” เขาถามอีก เสียงต่ำเหมือนคำข่มขู่
“จนกว่าจะไม่รู้สึกอะไรกับคุณอีกแล้วมั้งคะ”
เมื่อสิ้นเสียงหวานของเซเรน่า บรรยากาศภายในห้องโถงเงียบลงทันที เสียงนาฬิกาดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ภาคินจะพูดอะไรต่อ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกฝั่งของห้อง กอหญ้าปรากฏตัวในชุดเดรสลายดอกไม้สีพาสเทลที่ภาคินเป็นคนซื้อให้ ใบหน้าน่ารักแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน ดวงตากลมโตดูเปล่งประกายอย่างตั้งใจ
“พี่ภาคิน กลับมาแล้วเหรอคะ วันนี้ฉันทำขนมไว้ให้ด้วยนะคะ อยากให้พี่ชิมจัง” เธอเดินเข้าไปหาชายหนุ่มอย่างออดอ้อน มือเรียวแตะต้นแขนเขาเบา ๆ
พี่?
ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างภาคินกับกอหญ้า สนิทสนมกันรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ทั้งที่ภรรยาอย่างเซเรน่าไม่เคยได้เรียกเขาด้วยคำนั้น แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะเธอไม่ใช่เซเรน่าตัวจริงเสียหน่อย
“อืม ไว้ทีหลังแล้วกัน ฉันเหนื่อย” ภาคินตอบ แต่สายตาก็อ่อนลงทันที
“ก็ได้ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว” กอหญ้าทำปากเบะ ก่อนเธอจะหันมายิ้มให้เซเรน่า “คุณเซเรน่าคะ เรื่องเมื่อวาน...ฉันอยากขอโทษอีกครั้งค่ะ เรื่องวันนั้น...มันเป็นความผิดของฉันเองจริง ๆ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว”
เซเรน่ายิ้มบาง ๆ พลางคิดในใจ มีเวลาให้ขอโทษเธอทั้งวัน แต่หญิงสาวกลับเลือกรอให้ภาคินกลับมาและกล่าวขอโทษเธอต่อหน้าเขา ด้วยใบหน้ารู้สึกผิดจนใครเห็นก็ต้องสงสาร
ทว่ากลับไม่ใช่เซเรน่า
“แต่ฉันรู้สึกผิดมากจริง ๆ นะคะ ฉันไม่อยากให้คุณเซเรน่าคิดว่าฉันตั้งใจจะทำให้ดูแย่ หรือแย่งความสนใจจากใครบางคน” กอหญ้าพูดเสียงหวานแต่สายตากลับวาววับ
“ฉันไม่คิดหรอกค่ะ เพราะไม่มีอะไรให้แย่งตั้งแต่แรก” เซเรน่าตอบเรียบ น้ำเสียงเย็นแต่ไม่เสียมารยาท
“คุณพูดเก่งจังเลยนะคะ ฉันอิจฉาจังที่พูดได้ตรง ๆ แบบนั้น” กอหญ้าชะงักไปนิด แต่ยังคงฝืนยิ้ม
“ตรงไปตรงมา บางทีมันก็ไม่จำเป็นต้องสวยงามหรอกค่ะ แค่พูดความจริงก็พอ”
“อืม...แต่บางทีผู้หญิงก็ควรพูดให้น่ารักบ้างนะคะ จะได้ไม่ดูแข็งเกินไป” กอหญ้าพูดพลางยิ้มหวานแต่สายตากรีดราวมีหนาม
“แต่บางที ‘ความน่ารัก’ ก็อาจแปลว่า ‘เสแสร้ง’ สำหรับบางคนก็ได้นะคะ” เซเรน่าเงยหน้ามองเธอ ยกยิ้มจาง ๆ
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของกอหญ้าเปลี่ยนวูบ ก่อนที่เธอหัวเราะกลบเกลื่อน เมื่อเห็นภาคินยังคงยืนอยู่ด้วย
“แหม ฉันคงไม่กล้าเสแสร้งหรอกค่ะ โดยเฉพาะกับคนอย่างคุณเซเรน่า”
“ดีค่ะ เพราะฉันเบื่อกับคนที่ชอบสวมหน้ากากเหมือนกัน”
บรรยากาศในห้องเริ่มตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนภาคินที่ยืนมองอยู่นานต้องเอ่ยขัด
“พอได้แล้ว”
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดแรงเลยจริง ๆ”
กอหญ้ารีบก้มหน้าลง เธอเดินเข้าไปหาเขาเหมือนเด็กน้อยที่รอให้ปลอบ มือเล็กแตะปลายแขนของเขาเบา ๆ พร้อมเสียงเรียกหวานแผ่วเบา เซเรน่ามองภาพนั้นอย่างเฉยชา เธอหยิบถ้วยชาใหม่ขึ้นจิบ พลางพูดเรียบ ๆ
“ขอโทษนะคะ แต่ฉันจะขึ้นไปพักแล้ว”
“เดี๋ยว” เสียงของภาคินรั้งไว้ เธอหยุดเดิน หันกลับมามองเขา
“เย็นนี้พ่อของฉันโทรมาชวนให้พวกเราไปทานข้าวด้วยกัน”
“ค่ะ ฉันจะเตรียมตัว” เซเรน่าพยักหน้าช้า ๆ พลางลอบถอนหายใจเบา ๆ
คำตอบที่สั้นและไม่ลังเลนั้นทำให้กอหญ้าหน้าเสีย เธอรีบพูดขึ้นเสียงหวาน
“คุณลุงชวนไปทานข้าวเหรอคะ? น่ารักจังเลย กอหญ้าอยากไปด้วยจังจะได้เจอคุณลุงด้วย---”
“ไว้วันหลังนะ พ่อบอกว่าแค่ครอบครัวเท่านั้น” ภาคินก็เอ่ยอย่างรู้สึกผิดขณะลูบผมของเธอ
“แหม...ก็แค่ไปทานข้าวเองนี่คะ ฉันไม่ได้จะไปกวนเลยนะคะ พี่ภาคิน” กอหญ้าชะงัก ก่อนจะฝืนยิ้มหวานทั้งที่ในใจหงุดหงิดแทบแย่
“ฉันบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้” น้ำเสียงของเขาเด็ดขาด หากแต่แฝงความอ่อนโยนที่ปิดไม่มิด
ในขณที่บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วขณะ ก่อนที่เซเรน่าจะหัวเราะเบา ๆ อย่างอดไม่ได้ เสียงหัวเราะแผ่วแต่แหลมพอจะทำให้ทั้งคู่หันมามอง
“ขอโทษค่ะ แค่เห็นสีหน้าคุณกอหญ้าตอนนี้ ฉันนึกถึงเด็กที่อยากได้ของเล่นแต่ผู้ใหญ่ไม่ซื้อให้นิดหน่อย” เธอยกมือแตะริมฝีปาก
“คุณเซเรน่า!”
กอหญ้าเสียงสั่น แต่ภาคินกลับหันมามองเซเรน่าด้วยสายตาที่ผสมทั้งความหงุดหงิดและสับสน
“นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขำ”
“สำหรับฉัน มันก็ไม่ได้จริงจังอะไรหรอกค่ะ คุณอยากให้ฉันไป ฉันก็ไปแค่นั้น”
“แล้วอย่าทำให้พ่อฉันไม่พอใจ เข้าใจไหม”
“ค่ะ ฉันจะเป็นภรรยาที่ดี...เท่าที่จำเป็นต้องเป็นต่อหน้าคุณพ่อของคุณ”
น้ำเสียงของเธอราบเรียบจนแทบไม่มีอารมณ์ใด ๆ แต่กลับทำให้ภาคินรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง เพราะเซเรน่ากำลังพูดเหมือนความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่มีความหมายเลยแม้แต่น้อย
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







