LOGINแสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนาน
ไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้ง แววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน “ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้ง ชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย “ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่” คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ่านหัวใจของหญิงสาว เซเรน่าชะงักไปดวงตาสวยไหววูบ เธอเงียบอยู่นานก่อนจะฝืนยิ้มอ่อน “ฉันชื่อเซเรน่าค่ะ..เป็นภรรยาของคุณ...คุณเกิดอุบัติเหตุเลยมารักษาตัวที่นี่ค่ะ” เธอพูดอย่างอ่อนโยนแต่หัวใจกลับเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก ความจริงที่หมอแจ้งก่อนหน้านั้นว่าไซรัสสามีของเธออาจสูญเสียความทรงจำบางส่วน เธอไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงถึงเพียงนี้... ไซรัสมองเธอเงียบ ๆ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยปนอบอุ่นประหลาด “เซเรน่า....ผมรู้สึกคุ้นเคยกับคุณมากเลยทั้งที่จำเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับคุณไม่ได้...” “ที่คุ้นเคยเพราะพวกเราเป็นสามีภรรยากันยังไงคะ เดี๋ยวฉันจะไปแจ้งแพทย์นะคะว่าคุณฟื้นแล้วอยู่คนเดียวได้ใช่ไหมคะ” ไซรัสพยักหน้าตอบรับนัยน์ตาคมมองหญิงสาวที่เดินออกไปจากห้องเมื่อประตูปิดลง รอยยิ้มอบอุ่นก็ปรากฏบนใบหน้าของเขา “ผู้หญิงที่สวยขนาดนี้เป็นภรรยาของฉันจริง ๆ เหรอ....นี่มันบ้าไปแล้ว” หลายวันต่อมา...เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังไปทั่วห้องผู้ป่วยส่วนตัวที่อบอวลด้วยกลิ่นสะอาดและกลิ่นดอกลาเวนเดอร์จากเครื่องกระจายกลิ่น เซเรน่าหันมาพร้อมรอยยิ้มบางเมื่อเห็นศรันเปิดประตูห้องผู้ป่วยให้ลูกชายฝาแฝดของเธอวิ่งเข้ามา ทั้งคู่มีดวงตาสีฟ้าเข้มราวกับท้องทะเลในวันที่สงบ แววตาที่สดใสนั้นสะท้อนแสงอุ่นจากหน้าต่างจนเป็นประกาย “ป่ะป๊า!” เสียงเรียกนั้นทำให้หัวใจของไซรัสสะดุ้งวาบ ราวกับถูกใครบางคนเรียกให้ตื่นจากฝัน เขาเอนตัวขึ้นเล็กน้อย สีหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงงเปลี่ยนเป็นอบอุ่นปนตื้นตัน เขายื่นมือไปอย่างเงอะงะแต่ทั้งไซม่อนและเซธกลับกระโจนขึ้นเตียงอย่างไม่รีรอ แขนเล็กทั้งสองข้างโอบกอดลำตัวของเขาแน่นจนชายหนุ่มแทบหายใจไม่ออก “เฮ้ ๆ เดี๋ยวป่ะป๊าหายใจไม่ออก” เขาหลุดหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ในใจยังแปลกประหลาดนัก เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไร แค่สัมผัสจากอ้อมกอดเล็ก ๆ นี้ก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนคุ้นเคย “ป่ะป๊าจำพวกผมได้ไหมครับ?” ไซม่อนถามเสียงใส ดวงตาโตลุ้นระทึก ไซรัสนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือลูบศีรษะเด็กชายทั้งสองเบา ๆ “ตอนนี้...ยังไม่ค่อยได้หรอก แต่ป่ะป๊ารู้สึกคุ้นเคยกับการกอดของพวกลูกมาก เหมือน...เคยได้กอดแบบนี้บ่อย ๆ” เซธพองแก้ม “ก็แน่สิครับ ป่ะป๊ามักกอดพวกผมกับหม่าม้าเป็นประจำเลยนะ!” “กอดหม่าม้าด้วยเหรอ…” “ใช่ครับ!” ไซม่อนพูดต่อ “ป่ะป๊าชอบแอบกอดหม่าม้าตลอดเลย” คำพูดนั้นทำให้ไซรัสหัวเราะออกมาอีกครั้ง เขามองใบหน้าเล็กสองคู่ที่กำลังเถียงกันว่าใครจะเป็นคนดูแลเขาในวันนี้ ความอบอุ่นไหลเวียนอยู่ทั่วอกเป็นความรู้สึกที่แม้สมองจะลืมแต่หัวใจกลับจดจำอย่างลึกซึ้ง เซเรน่ามองภาพนั้นอยู่อย่างเงียบ ๆ ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายสัปดาห์พลันหายไปเมื่อเห็นรอยยิ้มของสามีและลูก ๆ เธอคลี่ยิ้มออกมาพลางเอ่ยขึ้นเสียงนุ่ม “เด็ก ๆ ก่อนมาเยี่ยมป่ะป๊าได้ทำการบ้านเสร็จแล้วใช่ไหม” “ผมทำการบ้านเสร็จหมดแล้วครับหม่าม้า” เด็กชายทั้งสองเอ่ยตบน้ำเสียงสดใส ไซรัสเงยหน้าขึ้นมองเธอสายตานั้นอ่อนโยน เขามองเธออย่างสำรวจราวกับพยายามจดจำทุกรายละเอียด เส้นผมสีดำที่รวบไว้ลวก ๆ ใบหน้าที่อ่อนล้าทว่าอบอุ่นดั่งแสงแดดและรอยยิ้มที่เขารู้สึกว่าคุ้นเคยเหลือเกิน “เซเรน่า...” เขาเอ่ยชื่อเธอเบา ๆ เสียงนั้นแผ่วจนแทบเป็นกระซิบ “ว่าไงคะ” “ทำไมคุณถึงเลือกแต่งงานกับผมเหรอครับ” “เพราะฉันรักคุณไงคะ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม คำตอบนั้นทำให้ไซรัสนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หัวใจจะสั่นไหวอย่างไม่อาจอธิบายเขามองเธออยู่นาน เหมือนบางอย่างในส่วนลึกของจิตใจเริ่มกระซิบเสียงแผ่ว ๆ ว่า เขาเคยพูดประโยคนี้กับเธอมาก่อน... เขาหลับตาลงพยายามนึกทบทวน แต่กลับรู้สึกได้เพียงแสงอุ่นที่ส่องผ่านม่าน เหมือนภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมทะเลมีรอยยิ้มแบบเดียวกัน... “คุณไซรัสครับ” เสียงของแพทย์ดังขึ้นจากประตูที่ถูกเปิดออก ร่างสูงย่างกายเดินเข้ามาในห้องพร้อมพยาบาล แพทย์หนุ่มเดิมตรวจอาการป่วยของไซรัสอย่างละเอียด ในขณะที่เด็กแฝดทั้งสองที่นั่งอยู่บนเตียงฟังหนูพูดอย่างตั้งใจ แม้ความจริงนั้นพวกเขาจะไม่รู้ความหมายเลยก็ตาม... “อาการดีขึ้นมากแล้วนะครับถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน อีกสองวันหมอจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ครับ แต่ยังต้องระวังเรื่องความเครียดและไม่ควรพยายามฝืนรื้อฟื้นความทรงจำด้วยตนเอง ปล่อยให้มันกลับมาเองจะปลอดภัยกว่า” ไซรัสพยักหน้าเบา ๆ ส่วนเซเรน่าก็เพียงยิ้มรับอย่างอ่อนโยน ส่วนเด็กแฝดทั้งสองเมื่อรู้ว่าพ่อของพวกเขากำลังจะกลับไปที่บ้านก็โห่ร้องด้วยความดีใจ บรรยากาศภายในห้องผู้ป่วยอบอวลไปด้วยความสุขและอบอุ่นของครอบครัวเสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







