Home / รักโบราณ / เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา / บทที่ 3 สามีผู้เปลี่ยนไป

Share

บทที่ 3 สามีผู้เปลี่ยนไป

Author: Ladyporn
last update publish date: 2026-09-16 11:10:48

แสงอรุณแรกของวันสาดลอดผ่านกระดาษหน้าต่างสีขาวบาง ทาบลงบนพื้นไม้ขัดมันภายในห้องหอจนเกิดเป็นลวดลายอ่อนจาง กลิ่นกำยานจากกระถางทองเหลืองยังคงลอยอ้อยอิ่งปะปนกับกลิ่นดอกเหมยที่ถูกสายลมพัดเข้ามาจากสวนด้านนอก

ซูเยว่หนิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันมองไปยังตั่งไม้ริมหน้าต่างว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย ราวกับบุรุษผู้เป็นเจ้าของไม่เคยนอนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก

ภาพเมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในความคิดอย่างชัดเจน หนังสือหย่าที่ถูกฉีกต่อหน้าสายตาเย็นชาของเซียวอวี้เฉินและประโยคที่ทำให้หัวใจของนางสั่นสะเทือน "ชาตินี้...เจ้าจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น"

ซูเยว่หนิงถอนหายใจเบา ๆ แม้จะย้อนเวลากลับมาแล้ว แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปอย่างที่นางคาดหวัง เดิมทีนางคิดว่า หากยื่นหนังสือหย่าให้อ๋องเก้า เขาคงตอบตกลงโดยง่าย เพราะในชาติที่แล้วเขาแทบไม่เคยฝืนใจนาง ทว่าความจริงกลับตรงกันข้ามบุรุษผู้นั้นไม่เพียงปฏิเสธ หากยังแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"พระชายาเพคะ" เสียงเยี่ยนเอ๋อร์ดังขึ้นจากหน้าประตู

"ถึงเวลาชำระพระพักตร์แล้วเจ้าค่ะ"

"เข้ามาเถิด"

ประตูถูกผลักเปิดออก สาวใช้สี่คนเดินเข้ามาพร้อมขันน้ำอุ่น ผ้าไหมสะอาด และสำรับอาหารเช้าที่จัดวางอย่างประณีต ซูเยว่หนิงชะงักไปเล็กน้อย ในชาติที่แล้ว...หลังแต่งเข้าจวนอ๋องได้เพียงวันเดียว นางถูกปล่อยให้นั่งรับประทานอาหารเพียงลำพัง อาหารก็เป็นเพียงของธรรมดา มิได้สมฐานะพระชายา เหล่าสาวใช้ยังลอบนินทาอยู่หลังฉากกั้นว่าอีกไม่นานนางคงถูกท่านอ๋องทอดทิ้งแต่ภาพตรงหน้ากลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทุกคนก้มหน้าด้วยความเคารพ ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา

เยี่ยนเอ๋อร์ยิ้มอย่างอารมณ์ดี

"ท่านอ๋องมีรับสั่งตั้งแต่ยามเฉินเจ้าค่ะ"

ซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้น

"รับสั่งอันใด"

"ท่านอ๋องเรียกบ่าวทุกคนมารวมตัวที่ลานกลางจวน"

เยี่ยนเอ๋อร์เล่าต่อด้วยสีหน้าตื่นเต้น

"พระองค์ตรัสว่า..." นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวช้า ๆ

"'ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พระชายาเปรียบดังเจ้าของจวน หากผู้ใดกล้าลบหลู่หรือทำให้พระชายาไม่พอใจ ผู้นั้นจงเก็บข้าวของออกจากจวนเสีย'"

ซูเยว่หนิงนิ่งงัน นางแทบไม่เชื่อหูตัวเองคำพูดเช่นนี้...ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว ระหว่างที่นางกำลังครุ่นคิด เสียงโวยวายก็ดังมาจากลานด้านนอก

"ปล่อยข้า!"

"ข้าอยู่รับใช้จวนนี้มาตั้งยี่สิบปี!"

"เหตุใดต้องไล่ข้าด้วย!"

ซูเยว่หนิงเดินออกไปยังระเบียง ด้านล่างของเรือน แม่นมหลิวกำลังถูกองครักษ์สองนายเชิญตัวออกจากจวน หญิงวัยกลางคนผู้นี้เคยเป็นแม่นมของพระสนมผู้เลี้ยงดูเซียวอวี้เฉิน จึงอาศัยความอาวุโสกดขี่สาวใช้และคอยสร้างความลำบากให้นางอยู่เสมอ ชาติที่แล้ว แม่นมหลิวเคยจงใจสั่งครัวไม่ให้ส่งอาหารให้นางทั้งวัน เมื่อซูเยว่หนิงนำเรื่องไปร้องเรียน เซียวอวี้เฉินกลับเงียบเฉย อย่างน้อย...นางก็เคยเข้าใจเช่นนั้น

แต่วันนี้...แม่นมหลิวกลับถูกไล่ออกจากจวนตั้งแต่เช้าวันแรก องครักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"เป็นพระบัญชาของท่านอ๋อง"

"เมื่อเช้าพบว่าเจ้าพูดจาดูหมิ่นพระชายา"

"จวนอ๋องไม่ไว้คนเช่นเจ้า"

แม่นมหลิวหน้าซีด

"ข้าเพียงบ่นไม่กี่คำ!"

"ข้า..."

"ลากตัวออกไป"

สิ้นคำสั่ง องครักษ์ก็เชิญตัวนางออกไปทันที

ซูเยว่หนิงยืนนิ่งอยู่กับที่ หัวใจเต็มไปด้วยความสับสนหากเป็นชาติที่แล้ว...เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นหรือว่า...เพราะการกระทำของนางเมื่อคืน ทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนไปแต่ต่อให้เปลี่ยนเพราะเหตุใด เซียวอวี้เฉินก็ไม่น่าจะรู้ได้ว่าแม่นมหลิวจะเป็นภัยต่อนาง เว้นเสียแต่ว่า...ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน จนปลายนิ้วของนางเย็นเฉียบ

"หรือว่า..."

"เขาจะรู้อนาคตเช่นเดียวกับข้า..."

ซูเยว่หนิงยืนอยู่บนระเบียงเรือนเป็นเวลานาน สายตายังคงทอดมองประตูจวนที่แม่นมหลิวถูกเชิญตัวออกไป นางไม่เข้าใจเหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้น อย่างน้อย...ก็ไม่ใช่ในวันนี้

ในชาติที่แล้ว แม่นมหลิวยังคงอยู่ในจวนอีกหลายเดือน คอยสร้างปัญหาให้นางครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งแอบลดเบี้ยหวัดของสาวใช้ที่รับใช้นาง สั่งครัวให้นำอาหารเย็นชืดมาให้ และปล่อยข่าวลือว่าพระชายาไม่เป็นที่โปรดปรานของท่านอ๋อง

ทุกครั้งที่ซูเยว่หนิงคิดจะเอาเรื่อง กลับมีคนออกหน้าปกป้องแม่นมหลิวเสมอ แต่วันนี้...ทุกอย่างกลับจบลงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน

"พระชายา" เยี่ยนเอ๋อร์เอ่ยเรียกเบา ๆ

"ท่านอ๋องมีรับสั่งให้บ่าวจัดรถม้าไว้แล้วเจ้าค่ะ"

ซูเยว่หนิงละสายตาจากลานด้านล่าง

"รถม้า?"

"เจ้าค่ะ วันนี้เป็นวันที่ต้องเข้าวังไปถวายบังคมฮองเฮาตามธรรมเนียมหลังพิธีอภิเษก"

ซูเยว่หนิงพยักหน้าเบา ๆ นางจำได้ในชาติที่แล้ว การเข้าวังครั้งนี้เต็มไปด้วยความอึดอัด ฮองเฮาจงใจทำให้นางขายหน้า ส่วนพระชายาขององค์ชายคนอื่นต่างพากันหัวเราะเยาะ เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เหล่านั้น นางก็อดกำหมัดแน่นไม่ได้

"เช่นนั้นก็เตรียมตัวเถิด"

"เจ้าค่ะ"

ไม่นานนัก ซูเยว่หนิงก็แต่งกายเรียบร้อย

วันนี้นางเลือกสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อน ปักลายเหมยสีเงินอย่างเรียบง่าย มิได้โดดเด่นเกินฐานะ แต่ก็สง่างามสมกับเป็นพระชายาอ๋อง เมื่อก้าวออกจากเรือน เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านหน้า องครักษ์สี่นายคุกเข่าพร้อมกัน

"ถวายบังคมพระชายา"

ซูเยว่หนิงชะงัก

"พวกเจ้าคือ..."

ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์ประสานมือคำนับ

"กระหม่อมหลี่เฟิง หัวหน้าองครักษ์ประจำจวน"

"ท่านอ๋องมีรับสั่งว่า ตั้งแต่วันนี้ กระหม่อมและองครักษ์อีกสามนายจะติดตามคุ้มครองพระชายาตลอดเวลา"

ซูเยว่หนิงขมวดคิ้ว

"คุ้มครองข้าหรือ"

"ขอรับ"

"เหตุใด"

หลี่เฟิงก้มศีรษะ

"กระหม่อมมีหน้าที่ปฏิบัติตามพระบัญชา"

ซูเยว่หนิงไม่ได้ซักถามต่อ แม้ภายนอกจะยังสงบนิ่ง แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความสับสน ในชาติที่แล้ว...นางแทบไม่เคยเห็นองครักษ์เหล่านี้เพราะเซียวอวี้เฉินมักพาพวกเขาไปด้วยทุกครั้งที่ออกจากจวน

แล้วเหตุใดวันนี้...จึงแบ่งคนมาคุ้มครองนาง ระหว่างทางไปยังหน้าจวน ซูเยว่หนิงรู้สึกได้ว่าทุกคนในจวนต่างมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่มีเสียงซุบซิบนินทา ไม่มีแววตาดูแคลน เมื่อเดินผ่าน ทุกคนต่างรีบก้มศีรษะทำความเคารพ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน และศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงนั้น...คือเซียวอวี้เฉิน

เมื่อมาถึงหน้าจวน รถม้าคันใหญ่ที่ประดับตราอ๋องเก้าจอดรออยู่แล้วองครักษ์ยืนเรียงแถวทั้งสองฝั่ง ซูเยว่หนิงกำลังจะก้าวขึ้นรถ แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับร่างสูงในชุดสีดำที่ยืนหันหลังอยู่ใต้ต้นสน เซียวอวี้เฉินกำลังพูดคุยกับคนผู้หนึ่ง แม้เสียงจะเบา แต่ซูเยว่หนิงยังพอจับใจความได้

"...คืนนี้"

"...อย่าให้พลาด"

"...จับเป็น"

หลี่เฟิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบรับคำ

"ขอรับ"

เซียวอวี้เฉินพยักหน้าเพียงครั้งเดียว ก่อนหันกลับมา เมื่อเห็นซูเยว่หนิงยืนอยู่ เขาชะงักไปเพียงเสี้ยวอึดใจ

"เหตุใดยังไม่ขึ้นรถ"

"หม่อมฉันเพิ่งมา" นางตอบพลางสังเกตสีหน้าของเขา ยังคงสงบนิ่งเช่นเดิมราวกับบทสนทนาเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

เซียวอวี้เฉินเดินเข้ามาใกล้ สายตาของเขาเหลือบมองปิ่นหยกบนศีรษะของนาง ก่อนยกมือขึ้นจัดปลายริบบิ้นที่ปลิวตามลมให้เข้าที่การกระทำเรียบง่ายนั้น ทำให้ซูเยว่หนิงชะงักไปชั่วครู่ชาติที่แล้ว...เขาไม่เคยทำเช่นนี้

"ลมแรง" เขาพูดเพียงสั้น ๆ

"ระวังจะเป็นหวัด"

ซูเยว่หนิงเม้มริมฝีปาก หัวใจกลับอุ่นวาบอย่างประหลาดทั้งที่รู้ว่าไม่ควรหวั่นไหวแต่ทุกการกระทำของเขา กลับแตกต่างจากความทรงจำของนางทีละน้อยหลังเข้าวังและกลับถึงจวนในช่วงเย็น ทุกอย่างดูสงบผิดปกติ

ทว่าคืนนั้นเอง...ซูเยว่หนิงกลับสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกนางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแต่สัญชาตญาณบางอย่างกำลังร้องเตือน

นอกหน้าต่าง...เงาดำสายหนึ่งเคลื่อนไหวผ่านหลังคาอย่างรวดเร็วตามด้วยอีกคนและอีกคน เสียงเบาราวกับแมวเหยียบกระเบื้อง หากไม่ตั้งใจฟัง ย่อมไม่มีวันได้ยิน

ซูเยว่หนิงรีบลุกจากเตียง เดินไปแง้มหน้าต่างเพียงเล็กน้อย ภาพที่เห็นทำให้ลมหายใจของนางสะดุดบุรุษชุดดำหลายคนกำลังปีนข้ามกำแพงจวนเข้ามาทุกคนถือดาบสั้นเคลือบแสงเย็นเยียบ

มือสังหาร!

นางจำเหตุการณ์นี้ได้ทันที ในชาติที่แล้ว...คืนนี้เองที่มีมือสังหารบุกจวนอ๋อง แต่พวกมันไม่เคยมาถึงเรือนชั้นใน เพราะถูกองครักษ์พบเสียก่อน

ทว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้กลับไม่เหมือนอดีตแม้แต่น้อย ใต้ต้นสนกลางลาน...ร่างสูงของเซียวอวี้เฉินยืนอยู่ก่อนแล้ว ในมือของเขาถือกระบี่ยาวเล่มหนึ่งราวกับ...กำลังรอคนเหล่านั้นมาตั้งแต่แรก

แสงจันทร์สาดลงบนลานหินจนเกิดเงายาวทอดผ่านพื้น เซียวอวี้เฉินยืนอยู่ใต้ต้นสนเพียงลำพัง

ชายเสื้อคลุมสีดำปลิวไหวตามสายลมยามราตรี กระบี่ยาวในมือยังคงชี้ลงสู่พื้นอย่างสงบนิ่ง หากแต่ท่วงท่าของเขากลับเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันจนแม้แต่สายลมยังดูเหมือนหยุดพัด

ซูเยว่หนิงแง้มหน้าต่างเพียงนิดเดียว นางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

เขา...มายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อใด หรือเขาจะบังเอิญตรวจตราจวนในคืนนี้ แต่เมื่อความคิดนั้นผุดขึ้น นางก็ส่ายหน้าเบา ๆ ไม่ใช่...หากเป็นเพียงการตรวจตรา เหตุใดองครักษ์ลับอีกนับสิบคนจึงซ่อนตัวอยู่ตามชายคา ระเบียง และมุมมืดของเรือนชั้นในพวกเขาไม่เคลื่อนไหว ไม่ส่งเสียง ราวกับกำลังรอคอยช่วงเวลาบางอย่างหัวใจของซูเยว่หนิงเต้นแรง ภาพในอดีตแล่นผ่านความคิด

ชาติที่แล้ว มือสังหารกลุ่มนี้บุกเข้ามาได้ลึกกว่านี้มาก กว่าจะมีคนพบ พวกมันก็เกือบลอบสังหารองค์ชายน้อยที่มาพักค้างคืนในจวนสำเร็จ

แต่คืนนี้...ทุกอย่างกลับเหมือนถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า ทันใดนั้นเอง ชายชุดดำคนหนึ่งกระโดดลงจากกำแพงอย่างเงียบเชียบ ตามมาด้วยอีกคน อีกสามคน และอีกหลายคนพวกมันกระจายกำลังอย่างมีแบบแผน พยายามหลีกเลี่ยงทางเดินหลัก มุ่งตรงเข้าสู่เรือนชั้นในแต่ยังไม่ทันก้าวได้ถึงสิบก้าว

เซียวอวี้เฉินก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"มาช้ากว่าที่ข้าคิด"

มือสังหารทั้งหมดชะงักพร้อมกัน หนึ่งในนั้นตะโกนเสียงต่ำ

"เขารู้ตัวแล้ว!"

สิ้นเสียงนั้น บุรุษชุดดำทุกคนก็ชักดาบออกจากฝักพร้อมกัน แสงจันทร์สะท้อนคมดาบวาบวับ แต่เซียวอวี้เฉินกลับไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว เขาเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อย

"ลงมือ" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากความมืด

"รับบัญชา!"

ชั่วพริบตาเดียว เงาดำอีกนับสิบก็พุ่งลงมาจากหลังคา องครักษ์ลับ! เสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่นไปทั่วลาน

เคร้ง!

เคร้ง!

ประกายไฟแตกกระจายทุกครั้งที่คมกระบี่ปะทะกัน

ซูเยว่หนิงยืนมองด้วยความตกตะลึง นี่ไม่ใช่การตั้งรับแต่เป็น...การวางกับดัก เซียวอวี้เฉินรู้ว่าคืนนี้จะมีมือสังหาร ไม่เพียงรู้เขายังรู้จำนวน รู้เส้นทาง และเตรียมกำลังไว้ครบถ้วน มือสังหารที่บุกเข้ามาต่างเสียเปรียบตั้งแต่วินาทีแรก หลายคนถูกจับกุม บางคนถูกปลดอาวุธ ส่วนคนที่คิดจะหลบหนี ล้วนถูกองครักษ์ลับสกัดไว้ทุกทิศทางการต่อสู้กินเวลาเพียงไม่นานก่อนที่ลานกว้างจะกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงครางเบา ๆ ของผู้บาดเจ็บ

เซียวอวี้เฉินเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าชายชุดดำผู้หนึ่งที่ยังมีลมหายใจ ปลายกระบี่แตะลงบนพื้นหินข้างตัวอีกฝ่าย

"ผู้ใดส่งพวกเจ้ามา"

ชายชุดดำเม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบ

เซียวอวี้เฉินไม่ได้แสดงความโกรธ เขาเพียงหันไปทางหลี่เฟิง

"พาตัวไป"

"ขอรับ"

"สอบสวนอย่างเงียบที่สุด"

"อย่าให้ข่าวรั่วถึงวังหลวง"

ซูเยว่หนิงขมวดคิ้ว

ประโยคสุดท้ายนั่น...เหมือนเขารู้ว่าหากข่าวนี้ไปถึงวัง จะเกิดผลกระทบเช่นไร แต่ตามความทรงจำของนาง เรื่องนี้ควรเป็นความลับที่ถูกเปิดเผยอีกหลายวันให้หลัง เหตุใดเขาจึงสั่งการได้ราวกับเคยผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้ว

ขณะเดียวกัน เซียวอวี้เฉินกลับเงยหน้าขึ้นมองมายังเรือนของนางแม้ระยะจะไกล แต่สายตาของทั้งสองกลับประสานกันพอดีซูเยว่หนิงรีบถอยจากหน้าต่างด้วยความตกใจหัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอกเขาเห็นนางหรือไม่หรือเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ

ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบา ๆ

ก๊อก...ก๊อก...

"พระชายา" เป็นเสียงของหลี่เฟิง

"ท่านอ๋องรับสั่งให้กระหม่อมมาตรวจดูว่าพระชายาปลอดภัยหรือไม่"

ซูเยว่หนิงสูดหายใจลึกก่อนเปิดประตู

"ข้าไม่เป็นอะไร"

หลี่เฟิงค้อมศีรษะ

"ดีแล้วขอรับ"

"ท่านอ๋องมีรับสั่งเพิ่มเติม"

"ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป จะมีองครักษ์ลับผลัดเวรเฝ้าบริเวณเรือนของพระชายาตลอดยี่สิบสี่ชั่วยาม"

ซูเยว่หนิงชะงัก

"เหตุใดต้องทำถึงเพียงนั้น"

หลี่เฟิงตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"ท่านอ๋องตรัสว่า..."

เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

"ครั้งนี้...จะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดอีก"

ครั้งนี้...อีกแล้ว คำพูดสั้น ๆ นั้นเหมือนค้อนหนักทุบลงกลางความคิดของซูเยว่หนิง ตั้งแต่คืนเข้าหอจนถึงคืนนี้

เซียวอวี้เฉินพูดคำที่เกี่ยวกับ "ครั้งนี้" และ "ชาตินี้" หลายครั้งเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ นางเดินกลับไปยืนที่หน้าต่างอีกครั้งด้านล่าง เซียวอวี้เฉินกำลังยืนมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม

แต่ในสายตาของซูเยว่หนิง...บุรุษผู้นี้กลับยิ่งเต็มไปด้วยปริศนานางกำกรอบหน้าต่างแน่น พลางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

"เซียวอวี้เฉิน..."

"แท้จริงแล้ว..."

"...ท่านปิดบังสิ่งใดไว้กันแน่"

ลมหนาวพัดผ่านลานจวนอีกครั้ง แต่คราวนี้ ไม่ได้พัดพาเพียงความหนาวเย็น หากยังพัดพาความสงสัยที่เริ่มหยั่งรากลึกในหัวใจของซูเยว่หนิง ความสงสัยที่อาจเปลี่ยนทุกสิ่งในชีวิตของทั้งสองไปตลอดกาล

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 15 : ชาตินี้ไม่มีวันปล่อยเจ้า

    ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 14 ศึกชิงบัลลังก์

    รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 13 คืนก่อนพายุ

    แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 12 ความลับของสองชาติ Nc

    แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 11 ศึกลอบสังหาร

    สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 10 คนที่รู้อนาคต

    สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status