LOGINแสงอรุณแรกของวันสาดลอดผ่านกระดาษหน้าต่างสีขาวบาง ทาบลงบนพื้นไม้ขัดมันภายในห้องหอจนเกิดเป็นลวดลายอ่อนจาง กลิ่นกำยานจากกระถางทองเหลืองยังคงลอยอ้อยอิ่งปะปนกับกลิ่นดอกเหมยที่ถูกสายลมพัดเข้ามาจากสวนด้านนอก
ซูเยว่หนิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันมองไปยังตั่งไม้ริมหน้าต่างว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย ราวกับบุรุษผู้เป็นเจ้าของไม่เคยนอนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก
ภาพเมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในความคิดอย่างชัดเจน หนังสือหย่าที่ถูกฉีกต่อหน้าสายตาเย็นชาของเซียวอวี้เฉินและประโยคที่ทำให้หัวใจของนางสั่นสะเทือน "ชาตินี้...เจ้าจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น"
ซูเยว่หนิงถอนหายใจเบา ๆ แม้จะย้อนเวลากลับมาแล้ว แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปอย่างที่นางคาดหวัง เดิมทีนางคิดว่า หากยื่นหนังสือหย่าให้อ๋องเก้า เขาคงตอบตกลงโดยง่าย เพราะในชาติที่แล้วเขาแทบไม่เคยฝืนใจนาง ทว่าความจริงกลับตรงกันข้ามบุรุษผู้นั้นไม่เพียงปฏิเสธ หากยังแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"พระชายาเพคะ" เสียงเยี่ยนเอ๋อร์ดังขึ้นจากหน้าประตู
"ถึงเวลาชำระพระพักตร์แล้วเจ้าค่ะ"
"เข้ามาเถิด"
ประตูถูกผลักเปิดออก สาวใช้สี่คนเดินเข้ามาพร้อมขันน้ำอุ่น ผ้าไหมสะอาด และสำรับอาหารเช้าที่จัดวางอย่างประณีต ซูเยว่หนิงชะงักไปเล็กน้อย ในชาติที่แล้ว...หลังแต่งเข้าจวนอ๋องได้เพียงวันเดียว นางถูกปล่อยให้นั่งรับประทานอาหารเพียงลำพัง อาหารก็เป็นเพียงของธรรมดา มิได้สมฐานะพระชายา เหล่าสาวใช้ยังลอบนินทาอยู่หลังฉากกั้นว่าอีกไม่นานนางคงถูกท่านอ๋องทอดทิ้งแต่ภาพตรงหน้ากลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทุกคนก้มหน้าด้วยความเคารพ ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา
เยี่ยนเอ๋อร์ยิ้มอย่างอารมณ์ดี
"ท่านอ๋องมีรับสั่งตั้งแต่ยามเฉินเจ้าค่ะ"
ซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้น
"รับสั่งอันใด"
"ท่านอ๋องเรียกบ่าวทุกคนมารวมตัวที่ลานกลางจวน"
เยี่ยนเอ๋อร์เล่าต่อด้วยสีหน้าตื่นเต้น
"พระองค์ตรัสว่า..." นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวช้า ๆ
"'ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พระชายาเปรียบดังเจ้าของจวน หากผู้ใดกล้าลบหลู่หรือทำให้พระชายาไม่พอใจ ผู้นั้นจงเก็บข้าวของออกจากจวนเสีย'"
ซูเยว่หนิงนิ่งงัน นางแทบไม่เชื่อหูตัวเองคำพูดเช่นนี้...ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว ระหว่างที่นางกำลังครุ่นคิด เสียงโวยวายก็ดังมาจากลานด้านนอก
"ปล่อยข้า!"
"ข้าอยู่รับใช้จวนนี้มาตั้งยี่สิบปี!"
"เหตุใดต้องไล่ข้าด้วย!"
ซูเยว่หนิงเดินออกไปยังระเบียง ด้านล่างของเรือน แม่นมหลิวกำลังถูกองครักษ์สองนายเชิญตัวออกจากจวน หญิงวัยกลางคนผู้นี้เคยเป็นแม่นมของพระสนมผู้เลี้ยงดูเซียวอวี้เฉิน จึงอาศัยความอาวุโสกดขี่สาวใช้และคอยสร้างความลำบากให้นางอยู่เสมอ ชาติที่แล้ว แม่นมหลิวเคยจงใจสั่งครัวไม่ให้ส่งอาหารให้นางทั้งวัน เมื่อซูเยว่หนิงนำเรื่องไปร้องเรียน เซียวอวี้เฉินกลับเงียบเฉย อย่างน้อย...นางก็เคยเข้าใจเช่นนั้น
แต่วันนี้...แม่นมหลิวกลับถูกไล่ออกจากจวนตั้งแต่เช้าวันแรก องครักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"เป็นพระบัญชาของท่านอ๋อง"
"เมื่อเช้าพบว่าเจ้าพูดจาดูหมิ่นพระชายา"
"จวนอ๋องไม่ไว้คนเช่นเจ้า"
แม่นมหลิวหน้าซีด
"ข้าเพียงบ่นไม่กี่คำ!"
"ข้า..."
"ลากตัวออกไป"
สิ้นคำสั่ง องครักษ์ก็เชิญตัวนางออกไปทันที
ซูเยว่หนิงยืนนิ่งอยู่กับที่ หัวใจเต็มไปด้วยความสับสนหากเป็นชาติที่แล้ว...เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นหรือว่า...เพราะการกระทำของนางเมื่อคืน ทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนไปแต่ต่อให้เปลี่ยนเพราะเหตุใด เซียวอวี้เฉินก็ไม่น่าจะรู้ได้ว่าแม่นมหลิวจะเป็นภัยต่อนาง เว้นเสียแต่ว่า...ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน จนปลายนิ้วของนางเย็นเฉียบ
"หรือว่า..."
"เขาจะรู้อนาคตเช่นเดียวกับข้า..."
ซูเยว่หนิงยืนอยู่บนระเบียงเรือนเป็นเวลานาน สายตายังคงทอดมองประตูจวนที่แม่นมหลิวถูกเชิญตัวออกไป นางไม่เข้าใจเหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้น อย่างน้อย...ก็ไม่ใช่ในวันนี้
ในชาติที่แล้ว แม่นมหลิวยังคงอยู่ในจวนอีกหลายเดือน คอยสร้างปัญหาให้นางครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งแอบลดเบี้ยหวัดของสาวใช้ที่รับใช้นาง สั่งครัวให้นำอาหารเย็นชืดมาให้ และปล่อยข่าวลือว่าพระชายาไม่เป็นที่โปรดปรานของท่านอ๋อง
ทุกครั้งที่ซูเยว่หนิงคิดจะเอาเรื่อง กลับมีคนออกหน้าปกป้องแม่นมหลิวเสมอ แต่วันนี้...ทุกอย่างกลับจบลงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน
"พระชายา" เยี่ยนเอ๋อร์เอ่ยเรียกเบา ๆ
"ท่านอ๋องมีรับสั่งให้บ่าวจัดรถม้าไว้แล้วเจ้าค่ะ"
ซูเยว่หนิงละสายตาจากลานด้านล่าง
"รถม้า?"
"เจ้าค่ะ วันนี้เป็นวันที่ต้องเข้าวังไปถวายบังคมฮองเฮาตามธรรมเนียมหลังพิธีอภิเษก"
ซูเยว่หนิงพยักหน้าเบา ๆ นางจำได้ในชาติที่แล้ว การเข้าวังครั้งนี้เต็มไปด้วยความอึดอัด ฮองเฮาจงใจทำให้นางขายหน้า ส่วนพระชายาขององค์ชายคนอื่นต่างพากันหัวเราะเยาะ เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เหล่านั้น นางก็อดกำหมัดแน่นไม่ได้
"เช่นนั้นก็เตรียมตัวเถิด"
"เจ้าค่ะ"
ไม่นานนัก ซูเยว่หนิงก็แต่งกายเรียบร้อย
วันนี้นางเลือกสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อน ปักลายเหมยสีเงินอย่างเรียบง่าย มิได้โดดเด่นเกินฐานะ แต่ก็สง่างามสมกับเป็นพระชายาอ๋อง เมื่อก้าวออกจากเรือน เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านหน้า องครักษ์สี่นายคุกเข่าพร้อมกัน
"ถวายบังคมพระชายา"
ซูเยว่หนิงชะงัก
"พวกเจ้าคือ..."
ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์ประสานมือคำนับ
"กระหม่อมหลี่เฟิง หัวหน้าองครักษ์ประจำจวน"
"ท่านอ๋องมีรับสั่งว่า ตั้งแต่วันนี้ กระหม่อมและองครักษ์อีกสามนายจะติดตามคุ้มครองพระชายาตลอดเวลา"
ซูเยว่หนิงขมวดคิ้ว
"คุ้มครองข้าหรือ"
"ขอรับ"
"เหตุใด"
หลี่เฟิงก้มศีรษะ
"กระหม่อมมีหน้าที่ปฏิบัติตามพระบัญชา"
ซูเยว่หนิงไม่ได้ซักถามต่อ แม้ภายนอกจะยังสงบนิ่ง แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความสับสน ในชาติที่แล้ว...นางแทบไม่เคยเห็นองครักษ์เหล่านี้เพราะเซียวอวี้เฉินมักพาพวกเขาไปด้วยทุกครั้งที่ออกจากจวน
แล้วเหตุใดวันนี้...จึงแบ่งคนมาคุ้มครองนาง ระหว่างทางไปยังหน้าจวน ซูเยว่หนิงรู้สึกได้ว่าทุกคนในจวนต่างมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่มีเสียงซุบซิบนินทา ไม่มีแววตาดูแคลน เมื่อเดินผ่าน ทุกคนต่างรีบก้มศีรษะทำความเคารพ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน และศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงนั้น...คือเซียวอวี้เฉิน
เมื่อมาถึงหน้าจวน รถม้าคันใหญ่ที่ประดับตราอ๋องเก้าจอดรออยู่แล้วองครักษ์ยืนเรียงแถวทั้งสองฝั่ง ซูเยว่หนิงกำลังจะก้าวขึ้นรถ แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับร่างสูงในชุดสีดำที่ยืนหันหลังอยู่ใต้ต้นสน เซียวอวี้เฉินกำลังพูดคุยกับคนผู้หนึ่ง แม้เสียงจะเบา แต่ซูเยว่หนิงยังพอจับใจความได้
"...คืนนี้"
"...อย่าให้พลาด"
"...จับเป็น"
หลี่เฟิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบรับคำ
"ขอรับ"
เซียวอวี้เฉินพยักหน้าเพียงครั้งเดียว ก่อนหันกลับมา เมื่อเห็นซูเยว่หนิงยืนอยู่ เขาชะงักไปเพียงเสี้ยวอึดใจ
"เหตุใดยังไม่ขึ้นรถ"
"หม่อมฉันเพิ่งมา" นางตอบพลางสังเกตสีหน้าของเขา ยังคงสงบนิ่งเช่นเดิมราวกับบทสนทนาเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
เซียวอวี้เฉินเดินเข้ามาใกล้ สายตาของเขาเหลือบมองปิ่นหยกบนศีรษะของนาง ก่อนยกมือขึ้นจัดปลายริบบิ้นที่ปลิวตามลมให้เข้าที่การกระทำเรียบง่ายนั้น ทำให้ซูเยว่หนิงชะงักไปชั่วครู่ชาติที่แล้ว...เขาไม่เคยทำเช่นนี้
"ลมแรง" เขาพูดเพียงสั้น ๆ
"ระวังจะเป็นหวัด"
ซูเยว่หนิงเม้มริมฝีปาก หัวใจกลับอุ่นวาบอย่างประหลาดทั้งที่รู้ว่าไม่ควรหวั่นไหวแต่ทุกการกระทำของเขา กลับแตกต่างจากความทรงจำของนางทีละน้อยหลังเข้าวังและกลับถึงจวนในช่วงเย็น ทุกอย่างดูสงบผิดปกติ
ทว่าคืนนั้นเอง...ซูเยว่หนิงกลับสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกนางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแต่สัญชาตญาณบางอย่างกำลังร้องเตือน
นอกหน้าต่าง...เงาดำสายหนึ่งเคลื่อนไหวผ่านหลังคาอย่างรวดเร็วตามด้วยอีกคนและอีกคน เสียงเบาราวกับแมวเหยียบกระเบื้อง หากไม่ตั้งใจฟัง ย่อมไม่มีวันได้ยิน
ซูเยว่หนิงรีบลุกจากเตียง เดินไปแง้มหน้าต่างเพียงเล็กน้อย ภาพที่เห็นทำให้ลมหายใจของนางสะดุดบุรุษชุดดำหลายคนกำลังปีนข้ามกำแพงจวนเข้ามาทุกคนถือดาบสั้นเคลือบแสงเย็นเยียบ
มือสังหาร!
นางจำเหตุการณ์นี้ได้ทันที ในชาติที่แล้ว...คืนนี้เองที่มีมือสังหารบุกจวนอ๋อง แต่พวกมันไม่เคยมาถึงเรือนชั้นใน เพราะถูกองครักษ์พบเสียก่อน
ทว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้กลับไม่เหมือนอดีตแม้แต่น้อย ใต้ต้นสนกลางลาน...ร่างสูงของเซียวอวี้เฉินยืนอยู่ก่อนแล้ว ในมือของเขาถือกระบี่ยาวเล่มหนึ่งราวกับ...กำลังรอคนเหล่านั้นมาตั้งแต่แรก
แสงจันทร์สาดลงบนลานหินจนเกิดเงายาวทอดผ่านพื้น เซียวอวี้เฉินยืนอยู่ใต้ต้นสนเพียงลำพัง
ชายเสื้อคลุมสีดำปลิวไหวตามสายลมยามราตรี กระบี่ยาวในมือยังคงชี้ลงสู่พื้นอย่างสงบนิ่ง หากแต่ท่วงท่าของเขากลับเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันจนแม้แต่สายลมยังดูเหมือนหยุดพัด
ซูเยว่หนิงแง้มหน้าต่างเพียงนิดเดียว นางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เขา...มายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อใด หรือเขาจะบังเอิญตรวจตราจวนในคืนนี้ แต่เมื่อความคิดนั้นผุดขึ้น นางก็ส่ายหน้าเบา ๆ ไม่ใช่...หากเป็นเพียงการตรวจตรา เหตุใดองครักษ์ลับอีกนับสิบคนจึงซ่อนตัวอยู่ตามชายคา ระเบียง และมุมมืดของเรือนชั้นในพวกเขาไม่เคลื่อนไหว ไม่ส่งเสียง ราวกับกำลังรอคอยช่วงเวลาบางอย่างหัวใจของซูเยว่หนิงเต้นแรง ภาพในอดีตแล่นผ่านความคิด
ชาติที่แล้ว มือสังหารกลุ่มนี้บุกเข้ามาได้ลึกกว่านี้มาก กว่าจะมีคนพบ พวกมันก็เกือบลอบสังหารองค์ชายน้อยที่มาพักค้างคืนในจวนสำเร็จ
แต่คืนนี้...ทุกอย่างกลับเหมือนถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า ทันใดนั้นเอง ชายชุดดำคนหนึ่งกระโดดลงจากกำแพงอย่างเงียบเชียบ ตามมาด้วยอีกคน อีกสามคน และอีกหลายคนพวกมันกระจายกำลังอย่างมีแบบแผน พยายามหลีกเลี่ยงทางเดินหลัก มุ่งตรงเข้าสู่เรือนชั้นในแต่ยังไม่ทันก้าวได้ถึงสิบก้าว
เซียวอวี้เฉินก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"มาช้ากว่าที่ข้าคิด"
มือสังหารทั้งหมดชะงักพร้อมกัน หนึ่งในนั้นตะโกนเสียงต่ำ
"เขารู้ตัวแล้ว!"
สิ้นเสียงนั้น บุรุษชุดดำทุกคนก็ชักดาบออกจากฝักพร้อมกัน แสงจันทร์สะท้อนคมดาบวาบวับ แต่เซียวอวี้เฉินกลับไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว เขาเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อย
"ลงมือ" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากความมืด
"รับบัญชา!"
ชั่วพริบตาเดียว เงาดำอีกนับสิบก็พุ่งลงมาจากหลังคา องครักษ์ลับ! เสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่นไปทั่วลาน
เคร้ง!
เคร้ง!
ประกายไฟแตกกระจายทุกครั้งที่คมกระบี่ปะทะกัน
ซูเยว่หนิงยืนมองด้วยความตกตะลึง นี่ไม่ใช่การตั้งรับแต่เป็น...การวางกับดัก เซียวอวี้เฉินรู้ว่าคืนนี้จะมีมือสังหาร ไม่เพียงรู้เขายังรู้จำนวน รู้เส้นทาง และเตรียมกำลังไว้ครบถ้วน มือสังหารที่บุกเข้ามาต่างเสียเปรียบตั้งแต่วินาทีแรก หลายคนถูกจับกุม บางคนถูกปลดอาวุธ ส่วนคนที่คิดจะหลบหนี ล้วนถูกองครักษ์ลับสกัดไว้ทุกทิศทางการต่อสู้กินเวลาเพียงไม่นานก่อนที่ลานกว้างจะกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงครางเบา ๆ ของผู้บาดเจ็บ
เซียวอวี้เฉินเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าชายชุดดำผู้หนึ่งที่ยังมีลมหายใจ ปลายกระบี่แตะลงบนพื้นหินข้างตัวอีกฝ่าย
"ผู้ใดส่งพวกเจ้ามา"
ชายชุดดำเม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบ
เซียวอวี้เฉินไม่ได้แสดงความโกรธ เขาเพียงหันไปทางหลี่เฟิง
"พาตัวไป"
"ขอรับ"
"สอบสวนอย่างเงียบที่สุด"
"อย่าให้ข่าวรั่วถึงวังหลวง"
ซูเยว่หนิงขมวดคิ้ว
ประโยคสุดท้ายนั่น...เหมือนเขารู้ว่าหากข่าวนี้ไปถึงวัง จะเกิดผลกระทบเช่นไร แต่ตามความทรงจำของนาง เรื่องนี้ควรเป็นความลับที่ถูกเปิดเผยอีกหลายวันให้หลัง เหตุใดเขาจึงสั่งการได้ราวกับเคยผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้ว
ขณะเดียวกัน เซียวอวี้เฉินกลับเงยหน้าขึ้นมองมายังเรือนของนางแม้ระยะจะไกล แต่สายตาของทั้งสองกลับประสานกันพอดีซูเยว่หนิงรีบถอยจากหน้าต่างด้วยความตกใจหัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอกเขาเห็นนางหรือไม่หรือเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบา ๆ
ก๊อก...ก๊อก...
"พระชายา" เป็นเสียงของหลี่เฟิง
"ท่านอ๋องรับสั่งให้กระหม่อมมาตรวจดูว่าพระชายาปลอดภัยหรือไม่"
ซูเยว่หนิงสูดหายใจลึกก่อนเปิดประตู
"ข้าไม่เป็นอะไร"
หลี่เฟิงค้อมศีรษะ
"ดีแล้วขอรับ"
"ท่านอ๋องมีรับสั่งเพิ่มเติม"
"ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป จะมีองครักษ์ลับผลัดเวรเฝ้าบริเวณเรือนของพระชายาตลอดยี่สิบสี่ชั่วยาม"
ซูเยว่หนิงชะงัก
"เหตุใดต้องทำถึงเพียงนั้น"
หลี่เฟิงตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"ท่านอ๋องตรัสว่า..."
เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
"ครั้งนี้...จะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดอีก"
ครั้งนี้...อีกแล้ว คำพูดสั้น ๆ นั้นเหมือนค้อนหนักทุบลงกลางความคิดของซูเยว่หนิง ตั้งแต่คืนเข้าหอจนถึงคืนนี้
เซียวอวี้เฉินพูดคำที่เกี่ยวกับ "ครั้งนี้" และ "ชาตินี้" หลายครั้งเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ นางเดินกลับไปยืนที่หน้าต่างอีกครั้งด้านล่าง เซียวอวี้เฉินกำลังยืนมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม
แต่ในสายตาของซูเยว่หนิง...บุรุษผู้นี้กลับยิ่งเต็มไปด้วยปริศนานางกำกรอบหน้าต่างแน่น พลางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
"เซียวอวี้เฉิน..."
"แท้จริงแล้ว..."
"...ท่านปิดบังสิ่งใดไว้กันแน่"
ลมหนาวพัดผ่านลานจวนอีกครั้ง แต่คราวนี้ ไม่ได้พัดพาเพียงความหนาวเย็น หากยังพัดพาความสงสัยที่เริ่มหยั่งรากลึกในหัวใจของซูเยว่หนิง ความสงสัยที่อาจเปลี่ยนทุกสิ่งในชีวิตของทั้งสองไปตลอดกาล
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล
รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั
แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง
แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ
สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง
สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"







