แชร์

บทที่ 2 หนังสือหย่า

ผู้เขียน: Ladyporn
last update วันที่เผยแพร่: 2026-09-16 11:10:25

เสียงลมหายใจของซูเยว่หนิงกระท่อนกระแท่น ราวกับคนที่เพิ่งหลุดพ้นจากฝันร้ายอันยาวนาน

นางลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว

ม่านสีแดงสดปักลายหงส์ทองพลิ้วไหวอยู่เหนือศีรษะ กลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยคลุ้งไปทั่วห้อง เสียงประทัดและเสียงดนตรีจากด้านนอกดังแว่วมาตามสายลม เป็นเสียงแห่งงานมงคลที่คุ้นหูจนทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ

นางรีบยกมือขึ้นแตะแก้มของตนเอง ผิวกายเรียบเนียน ไม่มีรอยฟกช้ำ ไม่มีคราบเลือด ไม่มีร่องรอยของการทรมานในตำหนักเย็น ปลายนิ้วสั่นเทาเลื่อนลงมาที่ลำคอ ก่อนจะกำชายเสื้อสีแดงเข้มไว้แน่น

"...ข้ายังมีชีวิตอยู่" น้ำเสียงของนางแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

ซูเยว่หนิงรีบก้าวลงจากเตียง ทั้งที่ปลายเท้ายังอ่อนแรง นางเดินโซเซไปยังกระจกทองเหลืองบานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่มุมห้อง ภาพสะท้อนที่ปรากฏทำให้นางนิ่งงัน สตรีในกระจกมีใบหน้างดงามดั่งบุปผาแรกแย้ม ดวงตากลมโตยังเต็มไปด้วยความอ่อนเยาว์ ผิวขาวละเอียดราวหยกขาว ริมฝีปากแต้มสีชาดอ่อนตามธรรมเนียมเจ้าสาว ชุดเจ้าสาวสีชาดปักดิ้นทองหรูหราแนบพอดีกับเรือนกาย มงกุฎหงส์ประดับไข่มุกและหยกยังคงอยู่บนศีรษะ

ทั้งหมด...เหมือนเมื่อสองปีก่อนทุกประการ นี่คือคืนแต่งงานของนางกับอ๋องเก้า ซูเยว่หนิงยกมือขึ้นปิดริมฝีปาก กลั้นเสียงสะอื้นที่เกือบหลุดออกมา นางย้อนกลับมาจริง ๆ ไม่ได้เป็นเพียงความฝัน ไม่ได้เป็นภาพลวงตาก่อนตาย

สวรรค์...มอบโอกาสให้นางอีกครั้งจริง ๆ ความทรงจำในวาระสุดท้ายผุดขึ้นอย่างชัดเจน ภาพของฮองเฮาที่หัวเราะเยาะ จดหมายขององค์ชายสาม ดวงตาของเซียวอวี้เฉินที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับนาง

"หากมีชาติหน้า...จงเชื่อข้า..."

น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้ม ซูเยว่หนิงหลับตาลงแน่น

"ข้าขอโทษ..." นางพึมพำกับตัวเอง

"ชาติก่อน...ข้าไม่เคยเชื่อท่านเลยสักครั้ง"

แม้แต่วันที่เขาพยายามอธิบาย แม้แต่วันที่เขาเตือนว่านางกำลังถูกหลอกใช้ แม้แต่วันที่เขาคุกเข่าอ้อนวอนให้นางอยู่ในจวน อย่าออกไปพบองค์ชายสาม นางก็ยังคิดว่าเขาเพียงต้องการกักขังนางไว้ เมื่อคิดย้อนกลับไป ทุกคำพูดของเขาล้วนเป็นการปกป้อง

ส่วนทุกการตัดสินใจของนาง...กลับผลักเขาไปสู่หายนะ

เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น

"พระชายาเพคะ" เป็นเสียงของสาวใช้คนสนิท เยี่ยนเอ๋อร์

"ท่านอ๋องใกล้จะเสด็จมาถึงแล้ว เจ้าค่ะ"

หัวใจของซูเยว่หนิงเต้นแรง

คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น

ในชาติที่แล้ว นางเอาแต่นั่งเงียบ ไม่แม้แต่จะมองหน้าสามีของตน เมื่อเซียวอวี้เฉินเข้ามาในห้อง นางก็กล่าวคำเย็นชาว่า

"หม่อมฉันไม่มีวันรักท่าน"

แล้วหลังจากนั้น...ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ไม่เคยดีขึ้นอีกเลย

ซูเยว่หนิงกำหมัดแน่น

"ไม่ได้..."

"ครั้งนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนเดิม"

นางเริ่มเดินวนอยู่ภายในห้อง หากอยู่ต่อ...เขาจะต้องถูกดึงเข้าสู่แผนการชิงบัลลังก์อีกครั้ง สุดท้ายถูกกล่าวหาว่าคิดกบฏ ส่วนตระกูลซูจะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องและจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด...ก็คือการแต่งงานครั้งนี้ หากไม่มีการแต่งงาน เซียวอวี้เฉินคงไม่ต้องคอยปกป้องนาง ไม่ต้องเสียทหารนับหมื่น ไม่ต้องยอมคุกเข่าหน้าท้องพระโรงเพราะตระกูลซู ไม่ต้องตาย...เพราะนาง

ซูเยว่หนิงสูดหายใจลึก

"ใช่..."

"หากไม่มีข้า ชีวิตของเขาคงดีกว่านี้"

เมื่อนึกได้เช่นนั้น นางรีบเดินไปยังโต๊ะหนังสือบนโต๊ะมีพู่กัน ขวดหมึก และกระดาษเซวียนอย่างดีเตรียมไว้พร้อม นางนั่งลงช้า ๆ ปลายนิ้วเรียวหยิบแท่งหมึกขึ้นมาฝนกับแท่นหินเสียงฝนหมึกดังครืด...ครืด...ในห้องที่เงียบสงัด

ซูเยว่หนิงมองน้ำหมึกสีดำสนิทอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจลึก

"ครั้งนี้..."

"ข้าจะไม่เป็นภาระของท่านอีก"

นางจุ่มปลายพู่กันลงในหมึก แล้วเริ่มเขียนทีละตัวอักษรด้วยมือที่ยังสั่นเล็กน้อย

หนังสือหย่า

"ด้วยการสมรสครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะราชโองการ มิใช่ความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย..."

"หม่อมฉัน ซูเยว่หนิง สมัครใจถอนตัวจากฐานะพระชายา..."

"นับแต่นี้ไป ความเป็นความตายของหม่อมฉัน จะไม่เกี่ยวข้องกับจวนอ๋องเก้า..."

ทุกตัวอักษรเหมือนกรีดลงบนหัวใจของนางเพราะนางรู้ดี...บุรุษผู้นั้นไม่เคยทำผิดต่อนางเลย แต่หากต้องแลกด้วยการที่เขาจะมีชีวิตอยู่ การถูกเกลียดอีกครั้ง...นางก็ยอม

เมื่อเขียนคำสุดท้ายเสร็จ ซูเยว่หนิงค่อย ๆ วางพู่กันลง นางหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมามองอยู่เนิ่นนาน คราบน้ำตาหยดลงบนมุมกระดาษโดยไม่รู้ตัว

"เซียวอวี้เฉิน..." นางเอ่ยชื่อของเขาเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"ชาตินี้...ข้าจะคืนอิสรภาพให้ท่าน"

ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้ามั่นคงก็ดังขึ้นจากนอกห้อง สาวใช้ทั้งหมดรีบค้อมศีรษะ เสียงหนึ่งประกาศอย่างนอบน้อม

"ท่านอ๋องเสด็จแล้วเพคะ"

ซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นถี่จนแทบทะลุออกจากอกนางค่อย ๆ กำหนังสือหย่าไว้แน่นสายตาจับจ้องไปยังบานประตูไม้สีแดง วินาทีต่อมา...ประตูห้องหอก็ค่อย ๆ ถูกผลักเปิดออกจากด้านนอกบานประตูไม้แกะสลักลายเมฆมงคลค่อย ๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดเอากลิ่นหอมของดอกเหมยที่บานสะพรั่งในสวนลอยเข้ามาภายในห้องหอ

เปลวเทียนสีแดงที่ตั้งเรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่งไหวเอนตามแรงลม เงาของบุรุษผู้หนึ่งทอดยาวบนพื้นหินอ่อน ก่อนร่างสูงสง่าจะก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา

เซียวอวี้เฉิน...อ๋องเก้าแห่งแคว้นต้าเซิ่ง

บุรุษผู้ได้รับการกล่าวขานว่ามีพระพักตร์หล่อเหลาราวเซียน แต่เย็นชาราวกับหิมะบนยอดเขาพันปี

เขาสวมฉลองพระองค์พิธีอภิเษกสีแดงเข้มปักดิ้นทองอย่างประณีต เรือนผมดำสนิทรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย มงกุฎหยกดำบนศีรษะยิ่งขับให้ใบหน้าคมคายดูสง่างาม

แต่สิ่งที่สะดุดตาซูเยว่หนิงที่สุด...ไม่ใช่ความหล่อเหลา หากเป็นดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่นางเพิ่งเห็นเป็นครั้งสุดท้ายในตำหนักเย็น ลึกซึ้ง...สงบนิ่ง...และซ่อนความอ้างว้างไว้อย่างยากจะอธิบาย เพียงได้สบตากัน หัวใจของซูเยว่หนิงก็พลันเจ็บแปลบ ภาพบุรุษที่ยืนอาบเลือดในชาติที่แล้วซ้อนทับกับบุรุษตรงหน้า จนนางแทบแยกไม่ออกว่าอะไรคืออดีต อะไรคือปัจจุบัน

เซียวอวี้เฉินปิดประตูห้องเบา ๆ

ภายในห้องหอเหลือเพียงคนสองคน ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเปลวเทียนแตกดังเปรี๊ยะเป็นครั้งคราว ต่างฝ่ายต่างมองกัน แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ ซูเยว่หนิงรู้สึกว่าลำคอแห้งผากชาติที่แล้ว นางเคยเฝ้ารอให้องค์ชายสามมาช่วยเคยรังเกียจการได้อยู่ร่วมกับบุรุษผู้นี้แต่วันนี้...เพียงเขายืนอยู่ตรงหน้า นางกลับอยากร้องไห้เสียให้รู้แล้วรู้รอด

เซียวอวี้เฉินเป็นฝ่ายละสายตาก่อน เขาเดินไปยังโต๊ะน้ำชาอย่างไม่เร่งรีบ ยกกาน้ำขึ้นรินชาใส่ถ้วยสองใบไอน้ำอุ่นลอยกรุ่นขึ้นบางเบา เขาวางถ้วยหนึ่งไว้ตรงหน้าที่นั่งของนาง อีกถ้วยวางตรงหน้าตนเองทุกการกระทำยังคงสุขุมและเป็นระเบียบเช่นเดียวกับในความทรงจำแต่ไม่รู้เหตุใด...ซูเยว่หนิงกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปนางไม่อาจอธิบายได้ว่าคือสิ่งใด อาจเป็นแววตา อาจเป็นท่าที หรืออาจเป็นความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันต่างจากชายผู้เงียบขรึมในคืนแต่งงานของชาติที่แล้วอย่างประหลาด

เซียวอวี้เฉินยกถ้วยชาขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

"นั่งเถิด"

ซูเยว่หนิงสะดุ้งเล็กน้อย นางรีบนั่งลงอย่างว่าง่ายแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสับสน ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง

ซูเยว่หนิงกำชายแขนเสื้อแน่น เดิมทีนางตั้งใจว่าจะพูดทันทีที่พบหน้าแต่เมื่อเขาอยู่ตรงหน้า ความกล้าทั้งหมดกลับหายไปนางกัดริมฝีปากเบา ๆ ก่อนจะสูดหายใจลึก

"ท่านอ๋อง..."

เซียวอวี้เฉินเงยหน้าขึ้น

สายตาสงบนิ่งจับจ้องมาที่นาง

"หม่อมฉัน..." นางชะงักไปชั่วครู่ ก่อนรวบรวมความกล้าทั้งหมด ดึงกระดาษที่พับไว้อย่างเรียบร้อยออกมาจากแขนเสื้อ สองมือของนางยื่นมันไปตรงหน้าเขา

"โปรดรับสิ่งนี้ไว้"

เซียวอวี้เฉินเหลือบมองกระดาษแผ่นนั้น

ไม่ได้รีบรับ แต่ถามขึ้นสั้น ๆ

"คืออะไร"

ซูเยว่หนิงก้มหน้าลง

"หนังสือหย่า"

ทันทีที่คำสองคำนี้ดังขึ้น บรรยากาศภายในห้องพลันเย็นเยียบลงอย่างประหลาด แม้แต่เปลวเทียนยังดูเหมือนจะไหววูบ

เซียวอวี้เฉินไม่พูดอะไร เขายื่นมือไปรับกระดาษแผ่นนั้นอย่างช้า ๆ ปลายนิ้วเรียวยาวคลี่กระดาษออกทีละน้อย ดวงตาคมกวาดอ่านข้อความตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้าย

ระหว่างนั้น...ใบหน้าของเขาแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีความโกรธ ไม่มีความตกใจ ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มเยาะ ยิ่งเขาเงียบเท่าไรซูเยว่หนิงก็ยิ่งประหม่านางแอบเงยหน้าขึ้นมองเขาอยู่หลายครั้งแต่กลับอ่านความคิดของบุรุษผู้นี้ไม่ออกเลยเวลาผ่านไปราวกับยาวนานนับชั่วยาม

ในที่สุด...เซียวอวี้เฉินก็พับกระดาษกลับช้า ๆ เขาเงยหน้าขึ้นสบตานาง ดวงตาคู่นั้นลึกจนเหมือนซ่อนคลื่นพายุไว้ภายใน ซูเยว่หนิงฝืนยิ้มบาง ๆ

"ท่านอ๋อง..."

"หม่อมฉันทราบดีว่าการแต่งงานครั้งนี้มิใช่สิ่งที่ท่านปรารถนา"

"หากเรายุติความสัมพันธ์เสียตั้งแต่วันนี้..."

"ต่อไปต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตของตนเอง น่าจะเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย"

นางก้มหน้าลงอีกครั้ง เสียงค่อยลงอย่างเห็นได้ชัด

"หม่อมฉันจะไม่สร้างความลำบากให้จวนอ๋องอีก"

สิ้นคำพูดนั้น ภายในห้องกลับเงียบเสียยิ่งกว่าเดิม เซียวอวี้เฉินยังคงมองกระดาษในมือ

ก่อนจะ...ค่อย ๆ ใช้นิ้วทั้งสองข้างจับมุมกระดาษ ซูเยว่หนิงมองเขาอย่างไม่เข้าใจ

วินาทีต่อมา...

แควก! เสียงกระดาษขาดดังชัดเจน ซูเยว่หนิงเบิกตากว้างเขาฉีกมันออกเป็นสองส่วน จากนั้นเป็นสี่ส่วน แปดส่วน จนกระทั่งเศษกระดาษสีขาวร่วงหล่นลงบนพื้นราวกับหิมะ นางนิ่งอึ้งสมองขาวโพลนทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนแทบตั้งตัวไม่ทัน

เซียวอวี้เฉินปล่อยเศษกระดาษทั้งหมดลงบนพื้น ก่อนจะยกสายตาขึ้นมาสบตานางอีกครั้งดวงตาของเขาเย็นเฉียบแต่ลึกลงไปกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ซูเยว่หนิงไม่เคยเห็นมาก่อนความรู้สึกนั้น...เหมือนความเจ็บปวดที่ถูกกดทับมานานแสนนาน

เขาเอ่ยขึ้นช้า ๆ ทีละคำ

"ซูเยว่หนิง..." น้ำเสียงทุ้มต่ำทำให้นางเผลอกลั้นหายใจ

จากนั้น...

เขาจึงกล่าวประโยคที่ทำให้หัวใจของนางหยุดเต้นไปชั่วขณะ

"ชาตินี้...เจ้าจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น"

ซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้นทันที

"...ชาตินี้?" นางทวนคำพูดนั้นเบา ๆ

ในอกเริ่มเกิดความสงสัยอย่างรุนแรงเหตุใด...เขาจึงใช้คำว่า "ชาตินี้" ราวกับ...เขารู้ว่ามี "ชาติที่แล้ว" คำว่า "ชาตินี้" ยังคงก้องอยู่ในหูของซูเยว่หนิงไม่หยุด นางนั่งนิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง จ้องมองบุรุษตรงหน้าราวกับไม่รู้จักเขาหัวใจที่เคยสงบนิ่งกลับเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เหตุใด...เหตุใดเขาจึงพูดเช่นนั้น ในชาติที่แล้ว เซียวอวี้เฉินไม่ใช่คนพูดมาก เขาไม่เคยใช้อารมณ์ ไม่เคยแสดงความรู้สึก ยิ่งไม่เคยพูดถ้อยคำกำกวมที่ชวนให้ผู้อื่นตีความ แต่บุรุษตรงหน้ากลับต่างออกไปราวกับกำลังพยายามซ่อนบางสิ่งไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย

ซูเยว่หนิงฝืนยิ้มบาง ๆ แม้ภายในจะเต็มไปด้วยความสับสน

"ท่านอ๋อง..."

"หม่อมฉัน...ฟังไม่เข้าใจ"

เซียวอวี้เฉินมองนางอยู่อึดใจ ก่อนลดสายตาลงไปยังเศษกระดาษที่กองอยู่บนพื้น เสียงของเขาสงบนิ่ง

"เจ้ามิจำเป็นต้องเข้าใจ"

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอีกคำ ก่อนวางลงอย่างแผ่วเบา

"แต่หนังสือหย่า..."

"อย่าได้คิดเขียนอีก"

ซูเยว่หนิงขมวดคิ้ว

"เพราะเหตุใด"

คราวนี้เซียวอวี้เฉินไม่ตอบในทันที เขาเพียงมองเปลวเทียนที่กำลังลุกไหว ดวงตาลึกล้ำจนยากจะคาดเดาความคิด

หลังผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยขึ้น

"เพราะเจ้าคือพระชายาของข้า"

ประโยคเรียบง่ายนั้น กลับทำให้ซูเยว่หนิงใจสั่น หากเป็นชาติที่แล้ว นางคงรีบโต้กลับทันที แต่บัดนี้...นางทำได้เพียงก้มหน้าลง ปลายนิ้วกำชายแขนเสื้อแน่น

"แต่หม่อมฉัน..."

"ไม่อยากเป็นภาระของท่าน"

เซียวอวี้เฉินหันมาสบตานาง

"ผู้ใดบอกว่าเจ้าเป็นภาระ"

"ข้า..."

ซูเยว่หนิงพูดไม่ออก

นางไม่อาจบอกเขาได้ว่า ในอนาคตเพราะตัวนางเอง เขาจะสูญเสียทั้งกองทัพ สูญเสียคนสนิท สูญเสียชื่อเสียง และสุดท้ายยังต้องเอาชีวิตมาแลกเพื่อช่วยนาง

นางจึงทำได้เพียงหลบสายตา

"หม่อมฉันเพียงคิดว่า..."

"หากเราแยกจากกันตั้งแต่วันนี้ ชีวิตของท่านคงราบรื่นกว่านี้"

เซียวอวี้เฉินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะในลำคอเบา ๆเป็นเสียงหัวเราะที่ซูเยว่หนิงไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่ใช่ความขบขันแต่เหมือนการเยาะเย้ยโชคชะตา

"ราบรื่นหรือ" เขาพึมพำ

"เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ"

คำถามนั้นทำให้นางชะงัก

เขาเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะยังคงโปรยปรายไม่หยุด

"ต่อให้ไม่มีเจ้า..."

"ชีวิตของข้าก็ไม่เคยราบรื่น"

น้ำเสียงนั้นสงบเหลือเกิน แต่กลับแฝงความเหนื่อยล้าที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อน ซูเยว่หนิงเผลอมองใบหน้าด้านข้างของเขาชั่วขณะหนึ่ง...นางรู้สึกเหมือนบุรุษตรงหน้าแบกรับบางสิ่งที่หนักอึ้งเกินกว่าคนผู้หนึ่งจะรับไหวความคิดหนึ่งแล่นวาบเข้ามาในหัวหรือว่า...เขาเองก็...ไม่...เป็นไปไม่ได้

ซูเยว่หนิงรีบสลัดความคิดนั้นทิ้ง การย้อนเวลากลับมาเพียงคนเดียวก็เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายแล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่เซียวอวี้เฉินจะย้อนกลับมาด้วย นางสูดลมหายใจลึก ก่อนเปลี่ยนเรื่อง

"ท่านอ๋อง"

"คืนนี้...ท่านพักที่นี่เถิด"

เซียวอวี้เฉินหันกลับมามอง

นางรีบกล่าวต่อ

"หม่อมฉันจะไปนอนห้องด้านข้าง"

"ไม่ได้"

เขาตอบทันที

ซูเยว่หนิงกะพริบตา

"เหตุใด"

"คืนนี้เป็นคืนเข้าหอ"

เขาเอ่ยเรียบ ๆ

"หากพรุ่งนี้มีข่าวว่าอ๋องเก้ากับพระชายาแยกห้องกันตั้งแต่คืนแรก"

"เจ้าคิดว่าผู้ใดจะได้ประโยชน์"

คำถามนั้นทำให้นางอึ้งไป ในชาติที่แล้ว...นางไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ นางเพียงทำตามอำเภอใจ แต่ตอนนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป นางจึงเข้าใจว่าทุกสายตาในวังหลวงต่างจับจ้องจวนอ๋องเก้าอยู่ตลอดแม้แต่เรื่องเล็กน้อย ก็สามารถถูกนำไปสร้างเป็นข่าวลือเพื่อโจมตีทางการเมืองได้

เซียวอวี้เฉินลุกขึ้นยืนทเขาเดินไปยังตั่งไม้ริมหน้าต่าง ก่อนหยิบผ้าห่มอีกผืนมาวางลง

"คืนนี้..."

"เจ้าพักบนเตียง"

"ข้าจะพักที่นี่"

ซูเยว่หนิงรีบลุกขึ้น

"มิได้!" นางพูดเร็วเสียจนตัวเองยังตกใจ

เซียวอวี้เฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย

นางเม้มริมฝีปาก ก่อนพูดเบาลง

"หม่อมฉันหมายถึง..."

"ท่านเป็นเจ้าของห้อง"

"ไม่ควรให้ท่านลำบาก"

เซียวอวี้เฉินมองนางนิ่ง แววตาของเขาอ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที

"เจ้า..." เขาเว้นจังหวะ

"...เปลี่ยนไปมาก"

ซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจแทบหยุดเต้นประโยคนั้น...ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกจับได้ นางรีบก้มหน้า

"คนเราย่อมเปลี่ยนแปลงได้"

เซียวอวี้เฉินไม่ได้ซักต่อ

เขาเพียงพยักหน้าเบา ๆ

"เช่นนั้นก็ดี"

จากนั้นจึงดับตะเกียงหลายดวง เหลือไว้เพียงโคมไฟดวงเล็กที่ให้แสงสลัว

ภายในห้องเงียบลงอีกครั้ง

ซูเยว่หนิงนอนอยู่บนเตียง แต่กลับหลับตาไม่ลง นางแอบหันไปมองร่างสูงที่นั่งพิงตั่งไม้ริมหน้าต่าง เขาหลับตา ราวกับเข้าสู่ห้วงนิทราแล้ว แต่ไม่รู้เหตุใด...นางกลับรู้สึกว่าบุรุษผู้นั้นยังไม่หลับและกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่เช่นเดียวกับตัวนาง

คืนนี้...แม้ทุกอย่างจะดูเหมือนคืนเข้าหอธรรมดาแต่ซูเยว่หนิงกลับมั่นใจว่าโชคชะตาเริ่มเปลี่ยนไปแล้วและจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนั้น...อาจไม่ใช่แค่การที่นางย้อนเวลากลับมา หากแต่อาจรวมถึงบุรุษผู้เงียบขรึมที่นั่งอยู่ไม่ไกล

ผู้ซึ่งเอ่ยคำว่า..."ชาตินี้..." ราวกับเขาเคยผ่าน "ชาติที่แล้ว" มาเช่นเดียวกัน

เสียงลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างแผ่วเบา ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามา เซียวอวี้เฉินลืมตาขึ้นช้า ๆ เขาเหลือบมองสตรีบนเตียงที่หลับไปแล้ว ก่อนทอดสายตาไปยังเศษกระดาษหนังสือหย่าที่ยังคงกองอยู่บนพื้น ดวงตาคมเข้มฉายแววปวดร้าวเพียงชั่วครู่ ก่อนเขาจะพึมพำเบาเสียจนมีเพียงตนเองที่ได้ยิน

"ครั้งนี้..."

"ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าจากข้าไปอีก"

แล้วเขาก็หลับตาลงอีกครั้ง ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 15 : ชาตินี้ไม่มีวันปล่อยเจ้า

    ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 14 ศึกชิงบัลลังก์

    รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 13 คืนก่อนพายุ

    แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 12 ความลับของสองชาติ Nc

    แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 11 ศึกลอบสังหาร

    สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 10 คนที่รู้อนาคต

    สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status