LOGINสายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านระเบียงจวนอ๋องเก้า กลิ่นดอกเหมยที่เริ่มโรยราแทนที่ด้วยกลิ่นหอมอ่อนของดอกท้อที่กำลังผลิบาน บรรยากาศอันสงบงามหาได้ช่วยให้ซูเยว่หนิงคลายความหนักอึ้งในใจไม่
นับจากคืนที่มือสังหารบุกจวนผ่านมาสามวัน
ตลอดสามวันนั้น เซียวอวี้เฉินแทบไม่ได้อยู่จวน เขาออกจากเรือนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง กลับมาอีกครั้งก็เกือบยามจื่อ ทุกครั้งที่กลับมาจะตรงไปยังห้องหนังสือ ประชุมกับขุนนางคนสนิทและหลี่เฟิงจนดึกดื่น
แต่ถึงจะไม่ค่อยได้พบหน้า นางกลับสัมผัสได้ถึงการดูแลของเขาอยู่ทุกขณะ ทุกเช้าจะมีอาหารร้อนจัดเตรียมไว้ตรงเวลา ทุกครั้งที่ออกจากเรือน จะมีองครักษ์ลับติดตามห่าง ๆ โดยไม่รบกวนนาง แม้กระทั่งยาสมุนไพรสำหรับบำรุงร่างกาย ก็ถูกส่งมาถึงห้องทุกเย็น
ครั้งแรกซูเยว่หนิงคิดจะปฏิเสธ แต่เยี่ยนเอ๋อร์กลับกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ
"พระชายา หากพระองค์ไม่รับ บ่าวทั้งเรือนจะถูกลงโทษเจ้าค่ะ"
สุดท้ายนางจึงทำได้เพียงยอมรับ แม้ในใจจะยิ่งสับสนมากขึ้นทุกวัน
เซียวอวี้เฉิน...เหตุใดท่านจึงเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้
...
ยามสายของวันนั้น รถม้าจากวังหลวงแล่นมาหยุดหน้าจวน ขันทีหลวงผู้หนึ่งก้าวลงมาพร้อมราชโองการ
"มีรับสั่งจากฮองเฮา เชิญพระชายาอ๋องเก้าเข้าวังเพื่อร่วมงานชมดอกท้อในวันพรุ่งนี้"
ซูเยว่หนิงรับพระราชโองการด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แต่ภายในกลับเย็นวาบงานชมดอกท้อ...นางจำได้อย่างแม่นยำชาติที่แล้ว งานเลี้ยงครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้องค์ชายสามเข้าใกล้นางอีกครั้ง หลังจากงานเลี้ยง เขาจะจงใจ "บังเอิญ" พบกับนางในสวนหลวง แล้วใช้คำพูดอ่อนโยน หลอกให้นางเชื่อว่าเซียวอวี้เฉินกำลังคิดกบฏ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ซูเยว่หนิงก็แย้มยิ้มบาง ๆครั้งก่อน...นางโง่เขลาแต่ครั้งนี้...คนที่จะตกหลุมพราง จะไม่ใช่นางอีก
รุ่งเช้า...พระราชวังหลวงยังคงโอ่อ่าสง่างามเช่นเดิม
บุปผาหลากสีบานสะพรั่งเต็มสวนหลวง เหล่าพระชายาและคุณหนูจากตระกูลใหญ่ต่างแต่งกายด้วยอาภรณ์งดงาม เดินชมดอกไม้พลางสนทนากันอย่างออกรส
ทันทีที่ซูเยว่หนิงก้าวลงจากรถม้า สายตาหลายคู่ก็หันมามองบางคนยิ้มทักทาย บางคนกระซิบกระซาบ แต่ครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำดูหมิ่น ข่าวที่อ๋องเก้าสั่งขับแม่นมหลิวออกจากจวนเพราะลบหลู่พระชายา แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้ว
ไม่มีผู้ใดอยากเป็นคนต่อไป
"พระชายาซู" เสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากด้านหลัง
ซูเยว่หนิงหยุดฝีเท้า
เสียงนี้...นางจำได้แม้ผ่านมาสองชาติ นางค่อย ๆ หันกลับไปบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ฉลองพระองค์สีครามอ่อนปักลายมังกรสี่เล็บ ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยน ประดับรอยยิ้มที่ทำให้สตรีมากมายหลงใหล
องค์ชายสาม เซียวจื่อเหิง บุรุษที่นางเคยมอบทั้งหัวใจและเป็นคนที่ผลักนางลงสู่เหวลึกที่สุด เพียงเห็นใบหน้านั้น ความโกรธและความเจ็บปวดในชาติที่แล้วก็พลันปะทุขึ้นในอก แต่ซูเยว่หนิงกลับกดมันไว้ได้อย่างแนบเนียน นางย่อตัวทำความเคารพตามธรรมเนียม
"ถวายบังคมองค์ชายสาม"
เซียวจื่อเหิงรีบยื่นมือคล้ายจะประคอง
"พระชายาไม่ต้องมากพิธี"
ซูเยว่หนิงก้าวถอยหลังเพียงครึ่งก้าวอย่างสุภาพ ทำให้มือของอีกฝ่ายชะงักอยู่กลางอากาศ รอยยิ้มขององค์ชายสามแข็งค้างเพียงชั่วครู่ ก่อนกลับมาอ่อนโยนดังเดิม
"หลายวันมานี้ ข้าเป็นห่วงเจ้ามาก"
"ได้ยินว่าหลังแต่งเข้าจวนอ๋องเก้า เจ้าแทบไม่ได้ออกมาเลย"
"เป็นเพราะ..."
เขาแสร้งเว้นจังหวะ
"...อ๋องเก้าทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่"
หากเป็นชาติที่แล้ว เพียงได้ยินคำถามนี้ ซูเยว่หนิงคงรีบระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกไป แต่วันนี้ นางกลับเพียงยิ้มบาง ๆ
"เหตุใดองค์ชายจึงตรัสเช่นนั้นเพคะ"
เซียวจื่อเหิงหัวเราะเบา ๆ
"ผู้ใดในเมืองหลวงก็รู้ว่าอ๋องเก้าเย็นชา ไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ใกล้เขาแล้วมีความสุข"
"เจ้าเองก็คง..."
"หม่อมฉันมีความสุขดีเพคะ" ซูเยว่หนิงเอ่ยแทรกอย่างนุ่มนวล
ประโยคนั้นทำให้องค์ชายสามชะงัก เขามองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนแย้มยิ้มอีกครั้ง
"เจ้าคงไม่อยากให้ข้าเป็นห่วง"
"แต่ข้ารู้จักน้องเก้ามาตั้งแต่เด็ก"
"เขาเป็นคนทะเยอทะยาน"
"เพื่ออำนาจแล้ว..."
เขาลดเสียงลง
"...ไม่มีสิ่งใดที่เขาทำไม่ได้"
ซูเยว่หนิงก้มหน้าคล้ายกำลังครุ่นคิด
องค์ชายสามเห็นดังนั้น ดวงตาจึงวาบด้วยความพอใจ
เขาคิดว่า...เหยื่อเริ่มลังเลแล้ว แต่สิ่งที่ซูเยว่หนิงกล่าวต่อ กลับทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ จางหาย
"องค์ชายเพคะ"
"หม่อมฉันมีเรื่องสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง"
"เชิญถาม"
นางเงยหน้าขึ้น สบตาเขาตรง ๆ แววตาสงบนิ่งจนน่าประหลาด
"เหตุใดพระองค์จึงทรงทราบดีนัก...ว่าท่านอ๋องทรงเป็นคนเช่นไร"
"ทั้งที่ช่วงหลายปีมานี้ พระองค์กับท่านอ๋องแทบไม่ได้ไปมาหาสู่กันเลย"
เซียวจื่อเหิงนิ่งไป
เพียงชั่วครู่เดียว...แต่ซูเยว่หนิงก็เห็นแววตาที่สั่นไหวของเขาได้อย่างชัดเจน รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าขององค์ชายสามยังคงประดับอยู่เช่นเดิม แต่ดวงตาคู่นั้น...กลับไม่อ่อนโยนเหมือนเมื่อครู่ เพียงชั่วพริบตาเดียว ซูเยว่หนิงก็เห็นประกายแห่งความระแวดระวังแวบผ่านไป แม้มันจะหายไปอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับนางที่เคยถูกคนผู้นี้หลอกมาทั้งชีวิต ย่อมไม่มีทางมองพลาด
เซียวจื่อเหิงหัวเราะเบา ๆ
"เหตุใดเจ้าจึงถามเช่นนั้น"
ซูเยว่หนิงยกยิ้มอ่อน
"เพราะหม่อมฉันสงสัย"
"พระองค์ตรัสว่าท่านอ๋องทะเยอทะยาน"
"ตรัสว่าทรงเย็นชา"
"ตรัสว่าทรงทำได้ทุกอย่างเพื่ออำนาจ"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
"แต่หม่อมฉันเพิ่งแต่งเข้าจวนได้ไม่กี่วัน"
"กลับยังไม่เคยเห็นสิ่งใดดังที่พระองค์ตรัส"
องค์ชายสามยิ้มพลางส่ายหน้า
"คนเราย่อมไม่เผยธาตุแท้ออกมาให้เห็นตั้งแต่แรก"
"เจ้าควรระวังตัวไว้"
"เขาอาจกำลังหลอกเจ้าอยู่ก็เป็นได้"
คำพูดประโยคนี้...เหมือนเดิมทุกถ้อยคำซูเยว่หนิงจำได้ดีชาติที่แล้ว เขาก็ใช้คำพูดเช่นนี้ จากนั้นจึงค่อย ๆ ใส่ร้ายเซียวอวี้เฉินทีละเรื่อง สุดท้ายนางก็เชื่อทุกอย่าง ซูเยว่หนิงก้มหน้าลง คล้ายกำลังครุ่นคิด
เซียวจื่อเหิงจึงพูดต่ออย่างใจเย็น
"เยว่หนิง"
นี่เป็นครั้งแรกในชาตินี้ที่เขาเรียกนางด้วยชื่อ
"หากวันหนึ่ง...เจ้าไม่มีที่ไป"
"จงมาหาข้า"
"ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า"
ประโยคเดิม...แม้แต่น้ำเสียงก็แทบไม่ต่างจากชาติที่แล้วแต่คราวนี้ ซูเยว่หนิงกลับไม่รู้สึกอบอุ่นแม้แต่น้อย กลับกัน...นางรู้สึกหนาวเยือก เพราะรู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงเครื่องมือ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ก่อนถามด้วยรอยยิ้มบาง
"หากท่านอ๋องเป็นคนเลวจริงดังพระองค์ตรัส"
"เหตุใดพระองค์จึงไม่กราบทูลฮ่องเต้"
องค์ชายสามชะงัก
"หรือ..."
ซูเยว่หนิงเอียงศีรษะเล็กน้อย
"พระองค์ไม่มีหลักฐาน"
คำถามนั้นแทงเข้าเป้าราวลูกศร องค์ชายสามยังคงยิ้มแต่รอยยิ้มนั้นแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"เรื่องเช่นนี้..."
"บางครั้งก็ต้องใช้เวลา"
"อ้อ..." ซูเยว่หนิงพยักหน้า
"เช่นนั้นพระองค์ก็คงยังไม่มีหลักฐาน"
องค์ชายสามหัวเราะเบา ๆ
"เจ้าช่างซักถามเสียจริง"
"หม่อมฉันเพียงอยากเข้าใจ" ซูเยว่หนิงตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"เพราะในฐานะพระชายา"
"หม่อมฉันไม่อาจเชื่อคำกล่าวหาต่อสามีของตน โดยปราศจากหลักฐาน"
สิ้นประโยคนั้นบรรยากาศโดยรอบพลันเงียบลง แม้แต่ขุนนางและสตรีที่เดินผ่านไปมา ยังอดเหลือบมองทั้งสองไม่ได้ องค์ชายสามไม่คิดเลยว่า...สตรีที่เคยเชื่อฟังเขาทุกคำ วันนี้กลับใช้เหตุผลโต้แย้งเขาอย่างเป็นระบบเขามองซูเยว่หนิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนยิ้มบาง
"ดูเหมือน...เจ้าเปลี่ยนไปมาก"
ซูเยว่หนิงยิ้มตอบ
"คนเราย่อมเติบโตเพคะ"
คำตอบเรียบง่าย แต่กลับทำให้องค์ชายสามรู้สึกเหมือนกำลังพูดคุยกับคนละคน เขาพยายามเปลี่ยนเรื่อง
"ได้ยินว่าคืนก่อนจวนอ๋องเกิดเหตุวุ่นวาย"
ซูเยว่หนิงกะพริบตา
"ข่าวไปถึงพระองค์เร็วมาก"
องค์ชายสามตอบทันที
"ข่าวในเมืองหลวงแพร่เร็ว"
"จริงหรือเพคะ"
นางยิ้มอ่อน
"แต่เรื่องนั้นเกิดขึ้นภายในจวน"
"องครักษ์จับคนร้ายได้ทั้งหมด"
"ท่านอ๋องยังสั่งปิดข่าว"
"เหตุใดพระองค์จึงทรงทราบ"
คราวนี้...องค์ชายสามนิ่งไปจริง ๆ เพียงเสี้ยวอึดใจ แต่ซูเยว่หนิงเห็นชัดว่าอีกฝ่ายกำลังคิดหาคำตอบ สุดท้ายเขาจึงกล่าวว่า
"ข้าเพียงได้ยินข่าวลือ"
"ข่าวลือหรือ"
ซูเยว่หนิงพยักหน้า
"คงเป็นเช่นนั้น"
แม้นางจะไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ประโยคนั้นกลับทำให้องค์ชายสามรู้สึกเหมือนถูกจับผิด ในใจของเขาเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมา เหตุใดซูเยว่หนิงจึงถามแต่เรื่องที่ทำให้เขาตอบลำบาก
ก่อนหน้านี้...นางไม่เคยเป็นเช่นนี้ ยามนั้นเอง ขันทีหลวงก็เดินเข้ามาประกาศเสียงดัง
"งานเลี้ยงกำลังจะเริ่ม"
"เชิญพระชายาและพระองค์ทุกพระองค์เสด็จไปยังศาลาริมสระ"
องค์ชายสามจำต้องยุติบทสนทนา เขามองซูเยว่หนิงอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
"เยว่หนิง"
"หวังว่า...เราจะได้สนทนากันอีก"
ซูเยว่หนิงย่อตัวทำความเคารพ
"หม่อมฉันยินดีเสมอเพคะ"
แต่ในใจของนางกลับกล่าวอีกอย่าง "ครั้งนี้...ผู้ที่ถูกหลอก จะไม่ใช่ข้าอีกแล้ว"
องค์ชายสามหมุนกายเดินจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายแทนที่ด้วยสีหน้าครุ่นคิดเขาเหลือบมองคนสนิทที่เดินตามอยู่ด้านหลัง ก่อนเอ่ยเสียงเบา
"ไปสืบมา"
"ช่วงหลายวันที่ผ่านมา..."
"ในจวนอ๋องเก้าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง"
"โดยเฉพาะพระชายา"
"ข้าต้องการรู้ทุกอย่าง"
คนสนิทค้อมศีรษะ "ขอรับ"
องค์ชายสามหันกลับไปมองซูเยว่หนิงเป็นครั้งสุดท้าย แววตาของเขาฉายแววสงสัยอย่างปิดไม่มิด
"สตรีผู้นี้...เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อใดกัน"
งานเลี้ยงชมดอกท้อเริ่มขึ้นอย่างครึกครื้น
เสียงพิณบรรเลงแผ่วเบาเคล้ากับเสียงหัวเราะของเหล่าพระชายาและคุณหนูจากตระกูลใหญ่ ศาลาริมสระถูกประดับด้วยผ้าแพรสีชมพูอ่อน ดอกท้อที่กำลังผลิบานปลิวร่วงลงบนผิวน้ำเป็นระยะ งดงามราวภาพวาด
ซูเยว่หนิงนั่งอยู่ในตำแหน่งของพระชายาอ๋องเก้า นางรับถ้วยชาจากสาวใช้ พลางกวาดตามองไปรอบศาลาอย่างเงียบ ๆ ชาติที่แล้ว...นางมัวแต่เฝ้ามององค์ชายสาม จนไม่เคยสังเกตผู้คนรอบตัวเลยแต่ครั้งนี้ ทุกอย่างต่างออกไป นางเห็นสายตาของขุนนางแต่ละฝ่ายเห็นการแบ่งกลุ่มสนทนา เห็นแม้กระทั่งองครักษ์ที่ยืนรักษาการณ์อยู่ตามจุดต่าง ๆ
ดูเหมือนเมื่อรู้อนาคตแล้ว นางจะเริ่มมองเห็นสิ่งที่เคยมองข้าม
"พระชายาซู" เสียงหวานดังขึ้นจากด้านข้าง พระชายาขององค์ชายห้าประทับยิ้มอยู่ไม่ไกล
"ได้ยินว่าท่านอ๋องเก้าทรงโปรดพระชายามาก"
ซูเยว่หนิงยิ้มตอบเพียงบางเบา "พระชายาตรัสเกินไปแล้ว"
"เกินหรือ" อีกฝ่ายหัวเราะ
"ข่าวในเมืองหลวงลือกันทั่วว่าทรงขับแม่นมหลิวออกจากจวนเพราะนางพูดจาไม่เหมาะสมกับพระชายา"
"แม้แต่คนในวังยังตกใจ"
ซูเยว่หนิงเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
ระหว่างนั้น นางรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องมาจากอีกฟากของศาลา
องค์ชายสาม...แม้กำลังสนทนากับเหล่าขุนนาง แต่สายตาของเขากลับละจากนางแทบไม่ได้ เขาคงกำลังพยายามหาคำตอบว่าเหตุใดนางจึงเปลี่ยนไปทว่า...ผู้ที่กำลังมององค์ชายสามอยู่ หาใช่ซูเยว่หนิงเพียงคนเดียวไม่ ภายใต้ร่มเงาของต้นท้อใหญ่ด้านนอกศาลาร่างสูงในอาภรณ์สีดำยืนสงบนิ่งอยู่
เซียวอวี้เฉิน
วันนี้เขามิได้นั่งร่วมวงงานเลี้ยง เพราะกำลังสนทนาเรื่องราชการกับเสนาบดีฝ่ายกลาโหม แต่ตั้งแต่มาถึง เขากลับเหลือบมองมาทางศาลาหลายครั้งและทุกครั้ง...สายตาของเขาจะหยุดอยู่ที่คนสองคนเสมอซูเยว่หนิงกับองค์ชายสาม
หลี่เฟิงเดินเข้ามายืนด้านหลังผู้เป็นนาย ก่อนกล่าวเสียงเบา
"ท่านอ๋อง"
"เมื่อครู่องค์ชายสามสนทนากับพระชายาอยู่เป็นเวลานาน"
เซียวอวี้เฉินไม่ตอบ เขายังคงทอดสายตามองไปยังศาลา
หลี่เฟิงลังเลเล็กน้อย
"กระหม่อมจะส่งคนไปกันพระชายาออกมาหรือไม่"
"ไม่จำเป็น"
คำตอบนั้นสั้น กระชับ และหนักแน่น
หลี่เฟิงชะงัก ในชาติที่แล้ว...ทุกครั้งที่องค์ชายสามเข้าใกล้พระชายา ผู้เป็นนายของเขามักเลือกเดินหนี เพราะรู้ว่าพระชายาไม่พอพระทัยหากเขาเข้าไปแทรก แต่วันนี้...เหตุใดจึงปล่อยไว้
เซียวอวี้เฉินมองซูเยว่หนิงเงียบ ๆ เขาเห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้น เห็นองค์ชายสามใช้คำพูดเดิมเห็นซูเยว่หนิงย้อนถามทีละประโยคเห็นสีหน้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายและเห็นชัดเจน...ว่านางไม่ใช่ซูเยว่หนิงคนเดิมอีกแล้ว ความทรงจำในชาติที่แล้วผุดขึ้นในใจ วันเดียวกันนี้ สถานที่เดียวกันนี้
ซูเยว่หนิงเคยยืนยิ้มให้องค์ชายสาม จากนั้นจึงกลับมาทะเลาะกับเขาที่จวนกล่าวหาว่าเขาคิดกบฏกล่าวหาว่าเขาอยากชิงบัลลังก์
คืนนั้น...เป็นครั้งแรกที่หัวใจของเขาแตกสลาย แต่วันนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปซูเยว่หนิงไม่ได้เชื่อองค์ชายสามกลับเป็นฝ่ายทำให้อีกคนตอบคำถามไม่ได้เสียเอง
เมื่อนึกถึงภาพนั้น...มุมปากของเซียวอวี้เฉินก็ค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นเพียงรอยยิ้มบาง ๆแทบมองไม่เห็นทแต่สำหรับหลี่เฟิงที่ติดตามเขามาหลายปีกลับทำให้ถึงกับเบิกตากว้าง เขา...ยิ้มตั้งแต่ติดตามรับใช้มา หลี่เฟิงแทบนับครั้งที่ผู้เป็นนายยิ้มได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว
แต่วันนี้...เขาเห็นชัดเจนรอยยิ้มนั้นไม่ได้เกิดจากชัยชนะทางการเมือง ไม่ได้เกิดจากการปราบศัตรูหากเกิดจากสตรีผู้หนึ่ง หลี่เฟิงแสร้งกระแอมเบา ๆ
"ดูเหมือนพระชายาจะรับมือได้ดี"
เซียวอวี้เฉินละสายตาจากศาลา
ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ "นางทำได้ดีกว่าที่ข้าคิด"
แม้คำพูดจะเรียบเฉย แต่แววตากลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
หลี่เฟิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อย...คราวนี้โชคชะตาก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ซูเยว่หนิงซึ่งกำลังลุกออกจากศาลาเพื่อกลับรถม้า ก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังมองตนอยู่ นางหันไปตามสัญชาตญาณ สายตาของนางสบเข้ากับเซียวอวี้เฉินพอดี บุรุษผู้นั้นยืนอยู่ใต้ต้นท้อสายลมพัดกลีบดอกไม้ปลิวผ่านร่างของเขาและในวินาทีนั้นเอง...ซูเยว่หนิงก็เห็นรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าของเขาแม้จะเพียงชั่วพริบตาแต่นางแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด หัวใจของนางเต้นแรงอย่างประหลาด
ในชาติที่แล้ว...เซียวอวี้เฉินไม่เคยยิ้มให้นางไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากยิ้มแต่เพราะ...นางไม่เคยเปิดโอกาสให้เขายิ้มเลย เมื่อรู้ตัวว่าถูกมองอยู่ เซียวอวี้เฉินก็กลับมามีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม ราวกับรอยยิ้มเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
แต่เพียงเท่านั้น...ก็เพียงพอจะทำให้หัวใจของซูเยว่หนิงอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด นางยกยิ้มบางโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบหลุบตาลง
ไม่ไกลนัก...องค์ชายสามหันกลับมาเห็นภาพนั้นพอดีเขามองรอยยิ้มที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างคนทั้งสอง ดวงตาค่อย ๆ หรี่ลง มือที่กำถ้วยสุราแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกไม่สบายใจแผ่ซ่านในอก
เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่า...ซูเยว่หนิงไม่ได้เปลี่ยนเพราะการแต่งงาน แต่มีบางอย่าง...ที่เขายังไม่รู้ และบางอย่างนั้น...กำลังทำให้หมากตัวสำคัญของเขา หลุดออกจากการควบคุมทีละน้อย
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล
รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั
แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง
แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ
สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง
สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"







