เข้าสู่ระบบเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นไม้ปาร์เกต์ ทำให้เจ้าของร่างสูงใหญ่ที่กำลังยืนหันหลัง มือถือแก้วกาแฟร้อน ยืนมองวิวภูเขาสูงอย่างเพลิดเพลินหันมาส่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“เรื่องที่ฉันให้เธอไปทำ เรียบร้อยมั้ย?” เขาหันมาถาม คาดหวังว่าสิ่งตนสั่งไปจะสำเร็จ ทว่าร่างบางมีสีหน้าลำบากใจจนไม่กล้าสบตา
“คะ คือ ตอนนี้คนของไอ้ธันวามันกำลังจับตามองฉันอยู่ เกรงว่าอาจจะล่าช้ากว่าที่เรากำหนดไว้นะคะ”
คำตอบที่ทำเอาคิ้วหนาขมวดมุ่น ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปประชิดตัวพร้อมกับดึงคอเสื้อคนตรงข้าม
ร่างบางได้แต่ยืนนิ่งเนื้อตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว ผู้ชายคนนี้มันโรคจิตเธอรู้ แต่เพราะเม็ดเงินที่ได้มันมากกว่า ที่ตระกูลอิสระภักดีจ่ายให้มากกว่าสามเท่า มีหรือที่เธอจะไม่รับเงื่อนไข
“กูบอกแล้วไง ว่ามันต้องสำเร็จเท่านั้น” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ฟังดูเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง
“ฉะ ฉันจะพยายาม” ตอบรับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“มึงบอกว่าพยายามอย่างนั้นเหรอ หึ” ร่างสูงแสยะยิ้มเย็น พร้อมกับเอามือบีบแก้มคนไม่มีทางสู้
“ฉันขอร้อง อย่าทำอะไรฉันเลยนะคะคุณภวินทร์” เธอร้องอ้อนวอนพยายามแกะมือของเขาออก นัยน์ตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ในเมื่อความพยายามของมึงมันไม่สำเร็จ เหมือนกับเงินที่กูจ่ายไป งั้นก็ต้องจ่ายดอกให้กูหน่อย...จริงไหม?”
พูดจบก็เหวี่ยงหญิงสาวไปที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะแสยะยิ้มเหี้ยมพร้อมกับปลดเข็มขัดเส้นยาวออก จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เอามันมาพันกับมือ
“อย่าทำอะไรฉันเลยนะคะคุณวิน ฉันขอร้อง” หญิงสาวอ้อนวอนพร้อมกับกระพุ่มมือไหว้ เธอรู้ว่าตัวเองจะเจอกับอะไรต่อไป แต่ในเมื่อเลือกจะขี่หลังเสือแล้ว จะให้เธอถอยหลังออกมาก็คงไม่ทันแล้ว
เพี๊ยะ
กรี๊ดดดดดด
เสียงสายเข็มขัดกระทบกับผิวนวล ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ดังสนั่นลั่นห้องโถงใหญ่ แต่ทว่าไม่มีใครคิดจะห้ามปรามต่อภาพความรุนแรงของเหตุการณ์นี้เลยด้วยซ้ำ คนในบ้านทั้งหมดต่างยืนมองหญิงสาวด้วยความเวทนา ก่อนที่เธอจะล้มลงหมดสติอยู่ตรงนั้น
แอรินยืนมองแคนตาลูปลูกใหญ่ ที่เธอได้เป็นของฝากจากปิ่นที่ไปเที่ยวสมุทรสาครเมื่อสามวันก่อน ก่อนจะบรรจงผ่าแล้วตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ตู้เย็นไว้ให้สามีรับประทานหลังเลิกงาน
หลายวันมานี้อาการแพ้ท้องเริ่มทวีคูณ จนเธอได้แต่นอนอยู่ในห้องไม่สามารถที่จะออกไปไหนได้เลย ขณะที่เจ้าหนูพีพีเธอก็ได้ฝากพี่เลี้ยงอีกคนไว้ เพราะใบตองนั้นลางานไปต่างจังหวัดเกือบสองอาทิตย์
โชคดีที่วันนี้รู้สึกดีขึ้น เธอจึงลุกขึ้นมาพาเจ้าหนูพีพีป้อนข้าว พาอาบน้ำ พอเด็กน้อยเข้านอนเสร็จ พอดีกับสามีกลับมาจากทำงานพอดิบพอดี
“พ่อจะเอายังไงกับผมอีก” เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากประตูไม้ ทำให้แอรินต้องชะงัก เธอกำลังจะเอาแคนตาลูปเย็นๆ มาเสิร์ฟสามีที่ห้องทำงาน พอดีได้ยินว่าคนด้านในกำลังพูดคุยอะไรบางอย่างทำให้เธอต้องหยุดฟัง
“เลิกโทษว่าฉันเป็นคนฆ่าแม่แก แล้วเดินหน้าสร้างครอบครัวกับหนูแอร์ซะไอ้ธัน” ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม ดวงตาปนไปด้วยความทุกข์ใจจนเห็นได้ชัด
“หึ ก็ผมทำตามอยู่นี่ไง” ธันวายกยิ้มตรงมุมปาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชด
“ฉันถามหน่อยเถอะ ที่แกยอมแต่งงานกับหนูแอร์เป็นเพราะแกอยากแต่ง หรือเพราะฉันสั่งกันแน่ไอ้ธัน”
“ผมบอกพ่อไปกี่ครั้งแล้ว ต่อให้ผมแต่งงานกับคนที่ไม่ใช่แอริน ผมยังทำให้พ่อได้เลย”
ปัง!!
“ไอ้ธัน”
เสียงตบโต๊ะดังสนั่น ก่อนที่ธนินทร์จะชี้หน้าไปที่ลูกชายคนโตด้วยความโกรธจัด ขณะที่คนหลังประตูได้แต่จุกที่กลางอก
“พ่อสอนผมเองไม่ใช่เหรอ? ลืมไปแล้วหรือไง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน มองคนตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา
“ใช่ ฉันผิดเองที่นอกใจแม่แก” ชายวัยกลางคนยอมรับด้วยความจำนน
“...”
“แต่รู้ไหมว่าฉันก็เสียใจไม่น้อยกว่าแกหรอก ถ้าย้อนเวลาไปได้ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นเลย”
“...”
เกือบยี่สิบปีแล้วที่เขาต้องอยู่กับความรู้สึกผิดกับภรรยาผู้เป็นที่รัก แค่ความสุขเพียงชั่วคราว ทิ้งไว้ให้เธอเผชิญหน้ากับโรคร้ายเพียงลำพัง พอรู้ตัวว่ารักอีกฝ่ายมากเพียงใด นั่นคือวันที่เขาเสียเธอไปอย่างไม่มีวันหวนคืน
“ยอมรับใจตัวเอง ก่อนที่แกจะเป็นเหมือนฉันไอ้ธัน ฉันเตือนแกแล้วนะ” ธนินทร์พูดเตือนสติ
“ผมรู้ใจตัวเองตั้งนานแล้วครับ พ่อเอาเวลาที่สอนผม ไปดูแลเด็กของพ่อเถอะ” ธันวากล่าวเสียงเรียบ ทำเอาธนินทร์ถอนหายใจยาว
“แล้วถ้าฉันสั่งให้แกหย่ากับหนูแอร์ แกจะยอมหรือเปล่า?” หัวเรือใหญ่เอ่ยถามลูกชาย พลางมองปฏิกิริยาของคนตรงข้ามไปด้วย ขณะที่เจ้าของร่างสูงใหญ่ได้แต่เงียบ ราวกับคิดอะไรบางอย่าง
“ผมไม่คิดว่าจำเป็นตรงไหนที่ผมจะหย่ากับเธอ แอรินเป็นแม่ของลูกชายผม” เขาตอบ
“แค่นั้นเหรอ?”
“ครับ...แค่นั้น”
ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของธันวา ธนินทร์มั่นใจว่าเขาดูไม่ผิด ลูกชายคนโตของเขาหลงรักแม่ของลูกจนโงหัวไม่ขึ้น แต่เพราะทิฐิที่ตั้งไว้กลับแสดงออกตรงข้าม จนเขาได้แต่ส่ายศีรษะไปมา หวังเพียงแอรินจะทลายกำแพงที่ลูกชายของเขาได้ตั้งไว้ ในสักวันหนึ่ง
เช้าวันถัดมา ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาตื่นเห็นเพดานสีขาวที่ไม่คุ้นเคย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปมองคนที่กำลังฟุบหลับอยู่ข้างๆ เตียงนี่เขายังไม่ตายเหรอ?เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองครั้งแรก อยู่ๆ ภาพความฝันทำให้เขานึกย้อนกลับไป เขาจำได้ว่าเดินอยู่ในความมืด ปลายทางสีขาวทำให้เขาเดินตรงไป แต่ทว่ากลับมีคนคนหนึ่งกลับรั้งเขาไว้ผู้หญิงที่มีใบหน้าอ่อนโยนคล้ายภรรยา แต่ดูมีอายุกว่า เธอแนะนำตัวว่าเป็นแม่ของหญิงสาว ฝากฝั่งให้ช่วยดูแลลูกน้อยของเธอ และบอกให้เขาเดินไปอีกทาง ซึ่งปลายทางนั้นมีแอรินกับลูกๆ รออยู่“คุณธัน คุณตื่นแล้ว” เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย หญิงสาวก็เด้งตัวตื่นขึ้นมาทันที“ทำไมเราไม่ไปนอนที่โซฟาดีๆ ล่ะคะ” เขาถาม กลัวว่าภรรยาจะปวดหลัง แต่ทว่าแอรินกลับส่ายหน้า“แอร์รอให้คุณตื่น” เธอตอบ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยน้ำตา“เลิกร้องไห้ได้แล้ว พี่ไม่ชอบที่เราร้องไห้เลยรู้ไหม” เขาเอ่ยพลางเกลี่ยน้ำสีใสออกจากหางตาของเธอ“อืม...แต่คุณธัน”“เรียกพี่สิคะ เรียกคุณมันห่างเหินไปไหม” เขาพูดขัด พยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง จนแอรินต้องรีบเข้าไปช่วยประคองอีกแรง“แผลพี่มันจะปริเอาได้นะ ค่อยๆ ลุกสิคะ” หญิงสาวพูดดุ แต่ธันวากล
“โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยว่าไหม? ถ้าไม่ใช่มึง คุณธันคงไม่เป็นแบบนี้” และแล้วใบตองก็พูดความรู้สึกออกมาตั้งแต่เด็กหัวใจของเธอมีเพียงธันวาเพียงหนึ่งเดียว หากแต่ชายหนุ่มกลับไม่เหลียวแลเธอ แม้กระทั่งสถานะคู่นอนเหมือนกับปลายฟ้า ธันวายังให้เธอไม่ได้หัวใจที่แสนด้านชาของเขาเปลี่ยนไป ก็ตั้งแต่มีสองแม่ลูกนั้นเข้ามาในบ้าน ใบตองรับรู้ได้ถึงความรัก ความเอาใจใส่ที่ชายหนุ่มทำให้แอริน จนความอิจฉาพวยพุ่ง และคิดทำลายแม้กระทั่งตัวธันวาเองในเมื่อเธอไม่ได้ ก็ไม่ควรมีใครได้เขาไปเช่นกัน“พี่ชอบคุณธันเหรอคะ” แอรินถามเสียงเบา ดูไม่ออกจริงๆ ว่าใบตองรู้สึกอย่างไร“กูรักเขา มึงเข้าใจไหมว่ากูรักเขา” ใบตองตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติ ก่อนที่หญิงสาวจะควักของสีเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงมีดปลายแหลมถูกจ่ออยู่ที่คอของแอริน ความคมของเหล็กสีเงิน หากใช้แรงกดเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งเธอให้ไปอยู่อีกภพหนึ่งได้เลย“หยุด!! นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ”เสียงเปิดประตูเหล็กพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบนาย กรูเข้ามาพร้อมกับชี้ปลายกระบอกปืนไปทางใบตอง“วางมีดเถอะตอง” เจ้าของร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาตามหลัง พร้อมกับโน้มน้าวให้สาวใช้ของเขาวางอาวุ
แสงไฟสาดเข้ามาทำให้เปลือกตาบางค่อยๆ ลืมขึ้น ก่อนจะหรี่ตามองเพราะดวงตายังปรับโฟกัสได้ไม่ทัน ภาพแรกเธอมองเห็นหญิงสาวแสนคุ้นหน้ายืนอยู่ตรงหน้า กับชายหนุ่มมาดเนี้ยบที่เธอจำไม่เคยลืมว่าคืออดีตแฟนเพื่อนรักอย่างภวินทร์ในโกดังร้างซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองชลบุรี แทบจะไม่มีรถสัญจร ในนั้นมีหญิงสาวถูกจับตัวมาขังไว้ ลำตัวถูกเชือกมัดไว้กับเก้าอี้ไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เธอไม่สามารถกระดิกตัวไปไหนไม่ได้แอรินจำได้ว่ากำลังทำอาหารอยู่ในครัว พอไฟดับก็มีชายฉกรรจ์เข้ามาจากทางหลังบ้าน จากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยแต่ว่าตอนนี้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เธอไม่คาดคิดกลับมาอยู่ที่นี่ได้ หนำซ้ำรอยเขียวช้ำบริเวณใบหน้าและเนื้อตัวเด่นชัด“พี่ตองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” แอรินเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะคิดว่าใบตองนั้นคงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับเธอ แต่ทว่าหญิงสาวกลับมองด้วยสายตาเย็นชา ราวกับคนไม่รู้จักกัน“เลิกตอแหล แล้วเอาหน้าจริงมาคุยกันดีกว่า” ใบตองเอ่ย“พี่ตองพูดแบบนี้หมายความว่าไงคะ” แอรินสงสัยว่าเธอไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ถึงขั้นร่วมมือกับไอ้โรคจิตอย่างภวินท์“นี่เหรอแผนการของเธอ” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเรียบ“ค่
เช้าวันถัดมา แอรินตื่นตั้งแต่ตีห้าลุกขึ้นมาทำกับข้าว จัดของแบ่งใส่ถุงเอาไว้เตรียมไปทำบุญที่วัด เนื่องด้วยเป็นวัดพระใหญ่ ชาวบ้านจึงแห่กันไปฟังเทศน์กันเพื่อเป็นสิริมงคล และเธอเองก็ตั้งใจจะทำบุญอยู่แล้วเช่นกันขณะที่กำลังเตรียมของอยู่นั้น ร่างสูงของธันวาก็เข้ามาร่วมช่วยสองสาว แม้จะไม่เคยหยิบจับตะหลิว หรือแม้กระทั่งปอกหัวหอมก็ยังทำไม่เป็น แต่แม่บ้านสาวอย่างเพียรก็ใจเย็นช่วยสอน ด้วยความเห็นใจชายหนุ่มอยู่“คุณอยู่ที่นี่แหละ” เห็นใบหน้าของเขาดูอิดโรย แอรินจึงพูดบอก หลังจากนำอาหารใส่ท้ายรถเก๋งคันเล็กเป็นที่เรียบร้อย“ให้พี่ไปทำบุญด้วยสิ”“แต่...”“ขัดคนทำบุญมันบาปนะคะหนูแอร์” ธันวาพูดสวน เพราะรู้อยู่แล้วว่าภรรยาจะปฏิเสธ ทว่าข้ออ้างของเขากลับทำให้แอรินไม่สามารถขัดได้ทั้งคู่ตอนนี้อยู่ในรถ ธันวาอาสาขับรถ ส่วนสองสาวพากันนั่งอยู่เบาะท้าย ส่วนเจ้าหนูพีพีนั่งคาร์ซีทข้างคนขับก็หัวเราะเสียงดังเอิ๊กอ๊าก เพราะรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว“ไอ้รถคันนี้มันเล็กเกินไปไหมเนี่ย” ธันวาพูดบ่น หลังจากที่เข้ามานั่งในรถคันเล็ก เขารู้สึกอึดอัด ด้วยความที่ช่วงขายาว กับเบาะที่ปรับไปด้านหลังไม่ได้มาก“ให้ฉันขับไหมคะ” แอรินเสนอ
“คุณทำจะทำอะไรน่ะ”คนตัวเล็กรีบลุกจากที่นอนในทันที ก่อนจะเดินไปเปิดไฟ ความสว่างทำให้เห็นหน้าคนที่ไม่ได้เจอเกือบสองอาทิตย์ พลันรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย จากใบหน้าที่เคยหล่อเหลา บัดนี้แก้มของเขาตอบอย่างเห็นได้ชัด ส่วนขอบตาดำเพราะอดหลับอดนอนมาหลายคืนติดช่างไม่ดูแลตัวเองเอาเสียเลย..“พี่แค่อยากกอดเมียให้หายคิดถึง” เขาตอบน้ำเสียงเบา ไม่อยากรบกวนการนอนของเจ้าพีพี ที่กำลังหลับสบายอยู่ที่เปลไฟฟ้าตัวโปรด“เราสองคนหย่ากันแล้วค่ะ ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกันแล้ว” เธอย้ำสถานะต่อชายหนุ่ม“ได้ไง พี่ยังไม่เซ็น จะถือว่าสมบูรณ์ได้ยังไง” เขาตอบ“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ช่วยเซ็นให้มันจบๆ สักทีเถอะ ปล่อยเราสองคนแม่ลูกไปซะ” แอรินขอร้อง เธอเบื่อที่จะหนีเต็มทน ลำพังเธออยากจะกลับไปดูร้านทำเล็บที่กรุงเทพจะแย่อยู่แล้ว“พี่ไม่หย่า เรากลับบ้านกันเถอะนะแอร์” ชายหนุ่มพูดขอร้อง พยายามจะขยับเข้ามาใกล้ แต่แอรินกลับก้าวถอยหลังหนี“แอร์ไม่กลับ คุณกลับไปเถอะ เราไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ด้วยกันแล้วค่ะ” เธอพยายามพูดเกลี้ยกล่อมทว่าขณะที่กำลังพูดคุย สายตาของร่างสูงดันเหลือบไปเห็นแผงยาเป็นจำนวนมาก ที่ว
การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชนบท ห่างไกลจากผู้คนก็ไม่ได้แย่สักเท่าไร เพียงแต่ตอนนี้หญิงสาวกลับคิดถึงร้านทำเล็บเล็กๆ ของเธอเป็นอย่างมาก โชคดีที่ระหว่างนี้แอรินขอให้แม่บุญธรรมของเธอเข้ามาดูแลกิจการชั่วคราว ทำให้หายห่วงไปเปลาะหนึ่งส่วนอาการแพ้ท้องตอนนี้ทุเลาลงไปมาก อาจเพราะเด็กในท้องคงชอบที่จะอยู่กับอากาศบริสุทธิ์มากกว่าในเมือง ทำให้ช่วงนี้แอรินเริ่มทานอาหารได้เยอะ จนท้องยื่นออกมาเห็นเด่นชัด“มีอะไรให้เพียรช่วยอีกไหมคะ” แม่บ้านสาวเข้ามาเอ่ยถาม หลังจากที่ช่วยทำงานบ้านจนเสร็จหมดแล้ว“งั้นเพียรช่วยไปเก็บดอกมะลิได้ไหมจ๊ะ แอร์จะเอามาร้อยพวงมาลัยไปไหว้พระวันพรุ่งนี้” แอรินอยากหาอะไรทำฆ่าเวลา สบโอกาสที่ดอกมะลิกับกุหลาบในสวนบานสะพรั่ง เธอจึงอยากเอามาร้อยไปถวายพระ“ได้ค่ะ เดี๋ยวเพียรไปช่วยเก็บให้นะคะ” พูดจบแม่บ้านสาวก้มหน้าเดินออกไป ส่วนแอรินก็เดินไปตัดดอกกุหลาบสีแดงสดที่อยู่ในกระถางหน้าบ้านหวลนึกถึงความหลังตอนที่เธอยังเด็ก ตอนนั้นเธอมาอยู่กับแม่บุญธรรมไม่นานนัก ลดาสอนเธอร้อยพวงมาลัยขาย ได้ค่าขนมไปกินที่โรงเรียนอยู่เป็นประจำเพราะความจนมันทำให้แอรินแข็งแกร่ง ไม่ว่าเจอปัญหาในรูปแบบไหนเธอก็ไม่หวั่น เพร







