เข้าสู่ระบบบ่ายวันถัดมา ที่ร้านขนมตระกูลหลี่
ร้านขนมที่ตั้งอยู่ริมทางในย่านตะวันออกอันเงียบสงบไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่สะอาดสะอ้าน กลิ่นขนมอบใหม่ลอยคลุ้งออกมาจากห้องด้านในชวนให้คนผ่านทางหยุดยืนราวกับต้องมนตร์สะกด ซูซินอวี่ในชุดผ้าฝ้ายธรรมดายืนถือห่อผ้าขนาดเล็กอยู่หน้าร้าน นางลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกแล้วก้าวขาเข้าไป เสียงกระดิ่งเหนือประตูไม้ดังขึ้นแผ่วเบา แม่นางหลี่เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะห่อขนม ใบหน้าสะอาด ดวงตาสงบนิ่งเช่นเคย หากแต่นิ่งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้มาเยือน "คุณหนูซู" เสียงเรียกนั้นเต็มไปด้วยความแปลกใจและระแวดระวัง แม้ไม่ใช่น้ำเสียงหยาบคาย แต่ก็ไม่ได้สนิทสนม "อย่าเรียกเช่นนั้นเลย" ซูซินอวี่ยกมือเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มบาง "เราเป็นคนคุ้นเคยกัน เรียกพี่ซินอวี่ก็ได้" แม่นางหลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่คุ้นชินกับน้ำเสียงและท่าทางนุ่มนวลเช่นนี้มาก่อน กระนั้นนางก็เชิญซูซินอวี่เข้ามาข้างในตามมารยาท "ข้ามีของมาฝากเจ้าเป็นพิเศษ" ซูซินอวี่วางห่อผ้าในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะค่อย ๆ แกะออกเผยให้เห็นขนมลูกกลมขนาดพอดีคำ ผิวบางเนียน หยดน้ำผึ้งป่าเคลือบบาง ๆ มีกลิ่นข้าวหอมลอยจาง ๆ "นี่คือขนมที่ข้าเพิ่งลองทำเป็นครั้งแรก ตามตำราเก่าของท่านย่า ข้าคิดถึงรสชาติที่เคยชิมเมื่อตอนเด็ก เลยอยากลองทำขึ้นมาใหม่" แม่นางหลี่นิ่งงัน สีหน้าไม่เปลี่ยน ทว่าแววตากลับไหววูบบางอย่าง "แล้ว เหตุใดถึงนำมาให้ข้า" ซูซินอวี่คลี่ยิ้มบาง สบตาหลี่ชิงหรูนิ่งก่อนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงมั่นคง "เพราะเมื่อก่อน ข้าเคยทำผิดกับเจ้าไว้มาก" เสียงของซูซินอวี่ไม่ดังนัก แต่นุ่มนวลและแน่วแน่ "ข้าเคยเหยียบขนมของเจ้า ทั้งที่มันอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่เจ้าทำตามสูตรของท่านแม่เจ้า" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ดวงตาของหลี่ชิงหรูสั่นไหวเล็กน้อย แต่ยังไม่เอื้อมมือไปหยิบขนม "ข้าไม่หวังให้เจ้าลืมทุกอย่างในวันเดียว แต่หากเจ้ารับขนมนี้ไว้ อย่างน้อยข้าจะได้รู้ว่าเจ้าพร้อมจะเปิดโอกาสให้ข้าได้ชดเชยความผิดที่เคยก่อ" น้ำเสียงซูซินอวี่เจือแววจริงใจ หากเป็นคนอื่นอาจคิดว่าเสแสร้ง แต่แววตาในยามนี้ของนางกลับสงบจนแม่นางหลี่รู้สึกว่าคำพูดนั้นมิได้กลวงเปล่า "ขนมนี้เป็นคำขอโทษจากข้า" ซูซินอวี่เอ่ยขึ้นในที่สุด แม้ในใจจะยังไม่ไว้ใจนัก แต่ก็ไม่อาจมองข้ามท่าทางที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ได้ "ขนมนี้ น่ากินดี" หลี่ชิงหรูเอ่ยช้า ๆ ขณะค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง "เจ้ากล้าฝากฝีมือให้ข้าชิมก็แปลว่าไม่กลัวถูกตำหนิ" นางเอ่ยเสียงเบา "ข้ากลัวว่าหากเจ้าตำหนิแล้ว จะไม่ยอมรับอีกชิ้นต่างหาก" ซูซินอวี่กล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ หลี่ชิงหรูมองหน้าอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบขนมขึ้นมาลองกัดคำหนึ่งอย่างเงียบ ๆ เคี้ยวช้า ๆ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย "รสชาติยังไม่เสมอกันเท่าไร แต่หอมดี น้ำผึ้งป่าช่วยกลบกลิ่นแป้งได้มาก" "ข้าจะพยายามปรับสูตร จนกว่าจะดีพอให้เจ้าชิมโดยไม่ต้องอดทนกลืนรสชาติแย่ ๆ ลงไปอีก" ซูซินอวี่ยิ้มตาเป็นประกาย ดวงตาที่เคยแฝงความหยิ่งยะโส กลับอ่อนโยนขึ้นอย่างชัดเจน บรรยากาศในร้านขนมสงบนิ่ง แต่ในความเงียบนั้น กลับมีบางอย่างที่เริ่มเปลี่ยนไป แม่นางหลี่เหลือบมองขนมชิ้นที่เหลือในห่อ แล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ "เจ้ามีเวลาหรือไม่ ช่วยข้าคัดเมล็ดงาหน่อย ข้าจะสอนวิธีหยอดแป้งให้ไม่ติดมือ" ซูซินอวี่พยักหน้าทันที "ได้สิ" สตรีทั้งสองเริ่มลงมือ ซูซินอวี่ฝึกทำขนมอยู่กับหลี่ชิงหรูจนกระทั่งถึงเย็นนางจึงกลับเข้าจวนพร้อมสาวรับใช้ติดตามสองคน นับเป็นอีกครั้งที่นางได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอกเพราะแม่นางหลี่กับตระกูลซูเป็นมิตรที่ดีต่อกัน หลายวันต่อมา ณ ลานฝึกทหาร นับตั้งแต่วันที่เซี่ยอวี้หลันเห็นซูซินอวี่ในชุดสามัญชน เดินเร่งฝีเท้าอยู่กลางตลาดด้วยรอยยิ้มเบิกบานและดวงตาสดใส เขาก็เริ่มเฝ้ามองนางมากขึ้นในทุกเรื่อง แม้เจ้าตัวจะพูดจาอ่อนหวาน ประพฤติตัวเรียบร้อยดั่งกุลสตรีที่ฝึกมาอย่างดี ดูนางเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกว่าสตรีผู้นี้มิใช่คนเดิม "ท่านองครักษ์ ไม่ชอบกินขนมที่ข้าทำหรือเจ้าคะ" ซูซินอวี่ยื่นกล่องขนมที่ห่อด้วยผ้าแพรลายเรียบง่ายให้ มือเรียวขาวมีรอยแป้งจาง ๆ เกาะตามปลายนิ้ว ที่นางดูภาคภูมิใจนัก เซี่ยอวี้หลันที่กำลังจมอยู่ในห้วงคำนึงของตัวเองได้ยินเสียง เขาหันมองนางพลางเหลือบมองกล่องนั้น เขาไม่ได้ยื่นมือไปรับทันทีแต่กลับถามเสียงราบเรียบ "เจ้าทำเองหรือ" "เจ้าค่ะ ข้าไปหาซื้อมะพร้าวขูดเองที่ตลาดวันก่อน แล้วแอบยืมครัวบ่าวทำขนมด้วยมือทั้งสองข้างนี้ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ไม่เป็นระเบียบหรอกนะเจ้าคะ" นางพูดจบแล้วหัวเราะแห้ง ๆ อย่างเก้อเขินเล็กน้อย เขาไม่ได้พูดอะไร แต่รับกล่องขนมไป เปิดดูแวบหนึ่งแล้ววางไว้ข้างตัว ไม่รู้สึกคุ้นชินกับน้ำเสียง คำพูดและท่าทีที่ดูแปลกไป ซูซินอวี่คนเก่าชอบพูดจาข่มเหงผู้อื่น ไร้น้ำใจและไม่มีน้ำเสียงนุ่มนวลหรือให้ความเคารพผู้อื่นเช่นนี้มาก่อน หลายวันต่อมา เขาสั่งให้บ่าวคนสนิทไปสืบว่าซูซินอวี่เคยทำขนมเองหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ "นางเคยจับของร้อนผิดมือจนร้องไห้ วิ่งหนีจากครัวตั้งแต่ยังเยาว์วัย" แต่ตอนนี้ สตรีคนเดิมกลับเดินคล่องแคล่วอยู่ในครัว ตวงแป้ง ต้มน้ำตาลได้คล่องมือราวกับฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งในสวนหลังจวนขณะที่เซี่ยอวี้หลันนั่งอ่านตำราทหารใต้ต้นบ๊วย รอเข้าพบท่านแม่ทัพเพื่อหารือเรื่องการงาน สายตาเหลือบไปเห็นสตรีในชุดเรียบง่าย เดินถือถาดต้นกล้าไปปลูกที่แปลงพืชสมุนไพรด้านหลังจวน แสงแดดยามสายตกกระทบใบหน้าขาวของนาง เงาเปลือกตาระยิบระยับ ทำให้เขาเพ่งมองโดยไม่รู้ตัว 'นางผู้เคยกลัวแม้แต่ไส้เดือน บัดนี้กลับกล้าเดินย่ำดินเปียก ยื่นมือลงพรวนดินเองเช่นนี้ น่าสงสัยยิ่งนัก' วันต่อมาเขาจึงทดสอบบางอย่าง เขาเรียกนางมาเฝ้าที่ห้องหนังสือของจวนแม่ทัพ ทดสอบว่านางจะยอมมาหรือไม่แต่แล้วนางก็มา หากเป็นเมื่อก่อนนางคงชี้หน้าว่าเขาบังอาจและพูดจาดูถูกสารพัดเท่าที่นางจะคิดออกมาได้ เซี่ยอวี้หลันชี้ไปที่ตำราเล่มหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "ตำรานี้เป็นเรื่องกฎระเบียบราชสำนัก เจ้าคงเคยอ่านแล้ว ช่วยข้าอธิบายบทนี้หน่อยสิ" นางรับมา เปิดดูครู่หนึ่ง สีหน้าแน่วแน่ ทว่า "ข้าต้องขออภัยเจ้าค่ะ ในนี้มีบางคำที่ข้าไม่คุ้น ไม่อาจอธิบายชัดเจน" 'หึ' เขาหลุบตาลงครุ่นคิด หากเป็นซูซินอวี่คนเดิม นางจะต้องตอบแม่นยำอย่างไร้ที่ติ นางอ่านตำราพวกนี้จนขึ้นใจเพื่อเตรียมตัวเข้าไปเป็นคนในวังหลวง แล้วนี่คืออะไร แต่ในเวลาเดียวกัน ใบหน้าซื่อตรงของนางตอนยอมรับว่าไม่รู้ กลับทำให้เขานิ่งงัน คืนนั้นหลังจากกลับจากห้องเก็บตำราเขาเดินไปยังริมะเบียงหน้าเรือนของตน เงยหน้ามองฟ้าที่ไร้ดาว ขบคิดกับตนเองนานแสนนาน ‘หากนางโกหก เหตุใดจึงไม่อำพรางให้แนบเนียนกว่านี้’ ‘หากนางคือผู้อื่น เหตุใดสายตานางดูเปิดเผยยังคล้ายนางในเมื่อก่อนที่ไม่หลบสายตาผู้ใด แต่ยามมองข้าไม่มีความเย่อหยิ่งเหมือนแต่ก่อน หรือข้าคิดมากไปเอง' เขาเดินกลับเข้าไปในห้อง นั่งลงข้างโต๊ะ เขียนบันทึกยามดึกด้วยลายมือมั่นคง "มีบางอย่างเปลี่ยนไปในตัวนาง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่น่าระแวง มีบางสิ่งทำให้ข้ารู้สึกอยากเข้าใกล้" ยามบ่ายวันหนึ่ง ภายหลังฝนตกพรำ ทางเดินภายในจวนยังลื่นเฉอะแฉะ กลิ่นดินชื้นตลบอบอวล หลายเดือนมานี้เซี่ยอวี้หลันเข้าออกเรือนกลางเพื่อหารือเรื่องงานกับท่านแม่ทัพและฝึกทหารจนค่ำมืดบ่อยครั้ง และนางก็มักเข้ามาดูแลทหารบาดเจ็บจากการฝึกและช่วยต้มยามาให้คนที่เจ็บป่วยอยู่ไม่ขาด จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบหน้ากันอยู่เป็นประจำและได้รู้จักนิสัยแท้จริงของนาง เซี่ยอวี้หลันเดินออกจากเรือนหลังตรวจบัญชีทหารเสร็จ ขณะเดินผ่านลานหิน ก็เห็นสตรีคนหนึ่งก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ริมสวน แขนเสื้อเปื้อนโคลน เส้นผมหลุดรุ่ยจากปิ่นปักผม นางกำลังพยายามพยุงลิงตัวน้อยตัวหนึ่งขึ้นจากบ่อดอกบัวที่น้ำขุ่นข้น "เสี่ยวจิ่ว เจ้าออกมานะ เดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะรู้หรือไม่" ไม่รู้ว่านางไปได้ลิงตัวนี้มาจากที่ใด เสียงของนางร้อนรนอย่างแท้จริง เขาหยุดมองโดยไม่รู้ตัวและไม่ตั้งใจจะยื่นมือช่วย แต่ขาไม่รักดีกลับก้าวเข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบ "มันตกลงไปตอนไหน" เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง ซูซินอวี่สะดุ้งหันกลับมาแทบไม่ทัน "องครักษ์เซี่ย เอ่อ ข้าแค่เผลอวางผลไม้ไว้ แล้วมันปีนขึ้นไปจนพลัดตกเจ้าค่ะ" เสื้อคลุมนางชื้นและเปื้อนดิน เซี่ยอวี้หลันควรตำหนิ แต่เขากลับถอดเสื้อคลุมของตนออกแทน แล้วยื่นให้นางอย่างเรียบเฉย "คลุมไว้ก่อน เดี๋ยวลมเข้า จะได้ไม่เป็นไข้" นางตะลึงไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะพูดอย่างนี้ สีหน้าเขาก็ยังคงนิ่งเรียบ เหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศเสียมากกว่า "ขอบคุณเจ้าค่ะ" "ดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ หากล้มไปอีกคน ท่านแม่ทัพคงต้องส่งคนทั้งจวนไปรักษาทั้งลิงทั้งคนกระมัง" ปากว่าเช่นนั้น แต่แววตาเขากลับเหลือบมองมือนางที่แดงเพราะคว้าน้ำจากบ่อด้วยความกังวลจาง ๆ เขายื่นมือไปช่วยนางอุ้มลิงขึ้นมาพร้อมกับแนะนำด้วยท่าทีเก้อ ๆ "ข้าจะเอามันไปปล่อยในป่า มันคงพลัดหลงกับแม่เข้ามาในนี้ เจ้ารีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวจะไม่สบาย" กล่าวจบร่างสูงที่อุ้มสัตว์ตัวน้อยก็เร่งฝีเท้าเดินเบี่ยงออกไปอีกทาง ซูซินอวี่มองตามด้วยความเสียดาย นางเพิ่งเจอลิงน้อยตัวนี้แท้ ๆ แต่เมื่อนึกถึงว่าแม่ของมันคงตามหาลูกนางก็ได้แต่ถอนหายใจ "โชคดีนะเสี่ยวจิ่ว" คืนนั้นขณะที่นางนอนหลับอยู่ในห้องสาวใช้คนสนิทเดินเข้ามากระซิบเบา ๆ "คุณหนูเจ้าคะ องครักษ์เซี่ยให้ข้าถือถุงยาสมุนไพรมาวางไว้ให้ ท่านให้บอกว่าเป็นของใครก็ได้" นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มจาง ๆ อย่างรู้ทัน ในใจรู้สึกอุ่นวาบขึ้นเล็กน้อย ขณะมองถุงสมุนไพรในมือ "องครักษ์เซี่ย สงวนท่าทียิ่งกว่าคนทั้งแคว้นรวมกันเสียอีก" ซูซินอวี่ยิ้มแย้มได้ไม่นาน เมื่อนางเปิดถุงยาออกแล้วพบว่าไม่ใช่อย่างที่นางคิด สักครู่บ่าวรับใช้สองคนมาที่เรือนเห็นยาในมือของนางก็ทำหน้าตกตะลึง "ถุงยาอยู่ในมือคุณหนูใหญ่จริงด้วย" รอยยิ้มเมื่อครู่จางหายไปแปรเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วแน่น ถุงยาที่เซี่ยอวี้หลันให้มาไม่ใช่ยาบำรุงร่างกายที่นางเข้าใจว่าเขาหวังดีแต่ไม่อยากเปิดเผยตัว ที่แท้เขาก็ส่งยาอันตรายมาไว้ในมือนางแล้วยัดเยียดข้อกล่าวหา "เขาจะแก้แค้นข้าเช่นนั้นหรือ" อีกฟากของจวนแม่ทัพ ลมพัดเบา ๆ ชวนให้บรรยากาศสดชื่น บนโต๊ะไม้กลางสวนมีถุงหญ้าป่ากับตำรับยาร่วงกระจัดกระจายไปทั่ว ร่างสูงในชุดน้ำเงินเข้มกอดอกยืนพิงเสาไม้ มุมปากยกยิ้มน้อย ๆ ภายใต้แสงสลัวของตะเกียงในสวนสีจาง ๆ เขากำลังทดสอบนางอีกครั้ง "ถ้านางเป็นเพียงสตรีที่เสแสร้ง ย่อมตกหลุมพรางเล็กน้อยนี้ได้ไม่ยาก" เขาสั่งให้คนรับใช้ใส่ยาปลอมลงในถุงแล้วบอกสาวใช้ให้นำไปให้นาง เขาอ้างว่าพบยาต้องห้ามในห้องของนางและส่งคนไปพิสูจน์ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่นางถือมันไว้ในมือ เพียงไม่นาน ร่างบอบบางในชุดเรียบง่ายก็ปรากฏตัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสนแต่ไม่ตกใจ ดวงตาคู่นั้นมองเขาตรง ๆ อย่างไม่หลบเลี่ยง "ท่านองครักษ์ ข้าเห็นว่าตัวยานั้นสำหรับแก้ท้องผูก หากใช้เกินขนาดก็อาจท้องเสียรุนแรงและหมดสติถึงแก่ชีวิตได้ มีคนเห็นถุงยาในมือข้าจริง แต่หากข้ามีความผิดข้ายินดีให้ค้นห้องอย่างเปิดเผย" น้ำเสียงมั่นคง แต่ไม่แข็งกร้าว สีหน้าไม่ได้บอกว่าโกรธหรือหวาดกลัว มีเพียงความใสซื่อที่แฝงความสงบเยือกเย็น เซี่ยอวี้หลันเดินเข้าไปใกล้ช้า ๆ สายตาคมยังจ้องไม่วาง "เจ้าจดจำสมุนไพรได้มากขนาดนี้ ตั้งแต่เมื่อไร" "ตั้งแต่ที่ข้าเคยต้องต้มยาให้ท่านแม่ตอนล้มป่วย ข้าจำได้จากกลิ่น สี และสรรพคุณ แม้ตอนนั้นข้าจะยังเด็กมาก แต่บางสิ่งก็ยากจะลืมได้เจ้าค่ะ" คำตอบของนางเรียบง่าย แต่เขากลับรู้สึกราวกับมีอะไรบางอย่างแน่นอก เขาคิดว่านางจะหลบเลี่ยงหรือแก้ตัว แต่กลับไม่ใช่ เขาหลุบตามองถุงยา ก่อนพูดเสียงแผ่ว "หากข้าสั่งให้ตรวจค้นจริง เจ้าจะไม่โกรธเช่นนั้นหรือ" "หากท่านทำเพื่อความปลอดภัยของผู้คน ข้าย่อมไม่ถือโทษโกรธเคือง" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่ออย่างอ่อนโยน "ข้าเข้าใจดีว่าในที่แห่งนี้ไม่ใช่ทุกคนจะเชื่อใจข้าได้ทันที" เขาเงียบไป ราวกับคำพูดนั้นกรีดผ่านเกราะบางในใจโดยไม่ตั้งใจ ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งกลับหันไปมองด้านข้าง ไม่ใช่เพราะไม่กล้าสบตา แต่เพราะไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าหัวใจเขากำลังไหวสะท้านเพราะสตรีตรงหน้า หลังจากนางกลับไปแล้ว คืนนั้นเขานั่งอยู่ในห้องทำงาน มองตำราที่เปิดค้างอยู่นานแต่ไม่อ่านต่อ มือยกถ้วยชาแนบริมฝีปาก แต่รสชาติกลับจืดชืดอย่างไม่เคยเป็น "สายตานางไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัวหรือเจตนาเร้นลับ หากนางเสแสร้ง เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่านางไม่ได้ปิดบังอะไรเลย" เรื่องนี้เขาจึงสั่งให้ยุติลง ไม่ต้องค้นห้องและซูซินอวี่ก็นำถุงยามามอบคืนให้แล้ว ขณะเดียวกันนางก็เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของเซี่ยอวี้หลัน ว่าเขาต้องการพิสูจน์นางมิได้ใส่ร้ายให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต "องครักษ์เซี่ยทำเช่นนี้นับว่าไม่ให้เกียรติคุณหนูนะเจ้าคะ" เสี่ยวเตี๋ยแย้งขึ้น เพราะตั้งแต่ซูซินอวี่ฟื้นขึ้นมานางก็ทำแต่เรื่องดี ๆ ต่อผู้อื่น "ช่างเขาเถอะ ข้าทำร้ายเขาเอาไว้มากเป็นธรรมดาที่เขาอยากเอาคืน แต่เขายังปรานีข้าไม่สั่งให้ทหารจับตัวไปลงโทษตามกฎและเรื่องนี้ไม่ได้มีคนอื่นรู้ไปมากกว่านี้ หากเขาจงใจทำร้ายข้า ป่านนี้ท่านพ่อคงมีคำสั่งมาแล้ว" นางเอ่ยขึ้นเสียงสงบนิ่งแต่เสี่ยวเตี๋ยยังเป็นกังวล "หากไม่เป็นอย่างที่คิดล่ะเจ้าคะ" นางสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างคนที่เตรียมใจไว้แล้ว "หากข้าชี้แจงเหตุผลแล้วยังสู้หลักฐานและพยานไม่ได้ ข้าก็จะรับโทษชดใช้กรรมที่เคยทำกับเขาเอาไว้" "คุณหนู!" นางยิ้มให้เสี่ยวเตี๋ยสบตานิ่งอย่างไม่หวั่นไหว "ไปพักผ่อนเถิดอย่าคิดมากเลย ข้าทำใจได้"ซูซินอวี่น้ำตาเอ่อคลอเพราะหัวใจเรียกร้องถึงเขาอย่างแรงกล้า'หากท่านยังรออยู่ขอให้ปิ่นนี้สั่นอีกครั้งเถิด'ทันใดนั้น ปลายปิ่นในมวยผมของเธอเริ่มสั่นสะเทือน หัวใจของเธอกระตุกวูบโลกโบราณ ณ ตำแหน่งเดิมที่นางเคยล้มลงเซี่ยอวี้หลันนั่งนิ่ง ดวงตาหลับพริ้ม แต่ภายในใจเริ่มอ่อนล้า เขารู้สึกถึงเสียงรอบข้างที่เปลี่ยนไปทันใดนั้นแสงเรืองรองปรากฏตรงพื้นผิวกำแพงอีกครั้งผู้คนในโลกโบราณที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใกบ้กำแพงหันมองอย่างตกตะลึง ขณะที่ในโลกปัจจุบัน คนในร้านของเก่าเริ่มร้องเสียงหลง เมื่อแสงเรืองรองสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงผนังร้าน"นั่นมันอะไรกัน"แสงสว่างเจิดจ้าเปิดออกเป็นประตูวงแหวนแห่งมิติ ตรงใจกลางของมันปรากฏภาพของอีกโลกชัดเจนซูซินอวี่ในชุดทำงานเรียบง่าย ยืนนิ่ง น้ำตารินในดวงตา จ้องมองข้ามมิติไปยังเซี่ยอวี้หลันที่กำลังฝืนตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ในดวงตาของเขามีเพียงเงาสะท้อนของนาง ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยคำถาม ความโหยหา และความรักสุดใจ"เจ้าจะกลับมาใช่หรือไม่"เสียงของเขาสั่นพร่าเธอพยักหน้าช้า ๆ ริมฝีปากขยับอย่างไร้เสียงว่า"ข้าคิดถึงท่าน"จิตวิญญาณของทั้งสองเชื่อมถึงกันอย่างแน่นแฟ้นและในวินาทีนั้นเอง เ
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะแสงไฟสีขาวเหนือศีรษะกระพริบเล็กน้อยกลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ลอยอยู่ในอากาศซูซินอวี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆเปลือกตาหนักราวกับแบกรับคืนและวันจำนวนมาก"คุณเฟิ่ง ได้ยินหมอไหมคะ"เสียงพยาบาลถามเอ่ยเบา ๆ เธอกะพริบตาถี่ ๆ หันมองรอบห้อง"นี่คือ…""โรงพยาบาลค่ะ"หมอคนหนึ่งกล่าวอย่างใจเย็น"คุณหมดสติไปหนึ่งเดือนเต็ม หลังประสบอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อต"หลังจากพักฟื้น เธอกลับไปยังอพาร์ตเมนต์เดิมห้องยังเหมือนเดิม แต่เหมือนไม่ใช่ของเธอ ของบางอย่างหายไป เอกสารราชการบางอย่างระบุว่า"ไม่พบข้อมูลผู้หญิงชื่อเฟิ่งเสี่ยวอิงในทะเบียนราษฎร์"เธอไปยังที่ทำงานเดิม ยื่นบัตรประจำตัวเข้างานเหมือนทุกครั้ง""ขอโทษค่ะเราไม่มีพนักงานชื่อนี้และข้อมูลในระบบก็ไม่ปรากฏ"เธอถามเพื่อนร่วมงานเก่า แต่ทุกคนล้วนมองเธอราวกับคนแปลกหน้า"ขอโทษนะ เราไม่รู้จักคุณค่ะ"ซูซินอวี่กลับมาเป็นเฟิ่งเสี่ยวอิง เธอเดินอยู่กลางเมืองท่ามกลางเสียงรถยนต์ ผู้คนเดินขวักไขว่ แต่เธอกลับเหมือนไม่มีตัวตนในโลกนี้กลับมาได้แต่เหมือนไม่เคยมีชีวิตอยู่เธอไม่รู้ว่าโลกปัจจุบัน ประตูมิติอยู่ที่ใด ไม่มีโอกาสได้เห็นตอนที่มาถึงที่นี่
หลายวันหลังจากงานเลี้ยงเปิดจวนซูซินอวี่ได้รับคนรับใช้จากจวนแม่ทัพซูมาอยู่ด้วยหลายคนจากการจัดการของฉินซื่อ นางลงมือทำสวนกับคนสวนเพิ่ม ปลูกดอกไม้นานาชนิดและปลูกสมุนไพรบางชนิดเอาไว้ใช้ยามขาดแคลนจวนตระกูลเซี่ยกว้างใหญ่ ด้านหลังจวนแทบไม่มีผู้ใดเดินมาถึง นางจึงเริ่มออกสำรวจไปรอบจวนพร้อมกับคนรับใช้สามสี่คน แล้วให้พวกเขาช่วยกันถางป่าที่ยังรกจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย"เสร็จแล้วขอรับฮูหยิน"เสียงคนสวนรายงานขณะที่นางยืนทอดมองไปยังกำแพงสูงเบื้องหน้ากำลังครุ่นคิดว่าบริเวณนี้จะจัดการอย่างไรให้ไม่ดูวังเวงและน่ากลัวเกินไป"พวกเจ้ากลับไปได้ ข้าจะดูตรงนี้อีกหน่อย"สาวรับใช้มองไปโดยรอบอย่างไม่ไว้ใจ นางไม่ยอมไปและเตือนซูซินอวี่"ฮูหยินไปกันเถิดเจ้าค่ะ ตรงนี้ไม่น่าอยู่หรอกเจ้าค่ะ"ซูซินอวี่พูดยิ้มแย้ม"ไม่มีอะไรน่ากลัวไม่ต้องห่วง เขตของตระกูลเซี่ยปลอดภัยทุกที่ไม่มีป่ารกแล้วด้วย""แต่..."นางจึงตัดบทสาวรับใช้"เจ้ากลับไปก่อนเถอะอีกไม่นานข้าจะตามไป"นางลังเลแต่ก็ไม่กล้าขัดจึงยอมทำตามคำสั่งโดยดีซูซินอวี่มองไปรอบ ๆ ชั่วครู่เห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกตินางจึงเตรียมตัวกลับ"ต้องไปร่างแผนก่อนแล้วค่อยกลับมาดูใหม่"ท
หลังพิธีแต่งงานผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่วัน เช้าวันหนึ่ง เซี่ยอวี้หลันพานางเดินทางโดยรถม้าธรรมดาที่ไร้เครื่องประดับ ผ่านแนวป่ารกร้างเลียบเมืองหลวงออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ"ที่นั่นคือ..."ซูซินอวี่ถามขึ้นเมื่อมองเห็นกำแพงสูงเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยรอยตะไคร่และเถาวัลย์เลื้อยพัน ประตูไม้หนาที่ยังคงตั้งตระหง่านแม้จะถูกปิดตายมานานหลายสิบปี มีตราประทับราชสำนักซีดจางจากกาลเวลา ใบไม้แห้งลู่ลมอยู่บนหลังคาและกระเบื้องที่พังไปบางส่วนเซี่ยอวี้หลันยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่พูดสิ่งใด จนกระทั่งเขายื่นมือไปดึงผ้าคลุมหน้ากุญแจที่ขึ้นสนิมออก แล้วใช้กุญแจเก่าแก่ไขออกด้วยมือของตนเสียง กรึก ดังแผ่วเบากลอนประตูที่ถูกลงกลอนมานานเปิดออกช้า ๆบานประตูใหญ่เปิดออกเผยให้เห็นจวนตระกูลเซี่ยในสภาพที่ถูกลืมพื้นหินกรวดเต็มไปด้วยเศษใบไม้ศาลาริมสระบัวที่เคยงดงามกลับทรุดโทรม หลังคาหลุดลุ่ย ไม้ไผ่ที่เคยปลูกเรียงราย บัดนี้แห้งกรัง แตกหักล้มระเนระนาด"ข้าเคยมองที่นี่จากความฝัน มันเงียบแต่งดงาม"เซี่ยอวี้หลันพูดขึ้นพลางมองไปโดยรอบเขาพานางเดินผ่านโถงใหญ่ที่เคยมีม่านแพรสีฟ้าโบกไหว ผ่านเรือนเล็กเรือนน้อยที่เคยเป็นเรือนรับรองแขก
ใต้แสงตะเกียงและผ้าแพรแดงยามจื่อ (เวลาเที่ยงคืน) ผ่านไปเพียงไม่นานภายในเรือนหอ กลิ่นหอมของดอกหอมหมื่นลี้ลอยอ่อน ๆ จากมุมห้อง ม่านผ้าแพรสีแดงปักลายหงส์และมังกรสะบัดเบา ๆ ตามแรงลมอุ่นตะเกียงน้ำมันคู่รักลายหงส์มังกรยังส่องแสงนิ่ง ดั่งเป็นพยานแห่งคืนแรกซูซินอวี่นั่งอยู่ที่ริมเตียงชุดเจ้าสาวชั้นนอกถูกถอดออกเหลือเพียงเสื้อคลุมบางสีแดงอ่อนลายเงาดอกเหมย เรือนผมรวบขึ้นหลวม ๆ เผยต้นคอขาวเนียน ใบหน้ายังแดงระเรื่อจากเหล้าดองรักที่ดื่มร่วมกันเมื่อตอนหัวค่ำเสียงฝีเท้าของเขาดังขึ้นแผ่วเบาในห้อง ไม่นานร่างสูงในชุดคลุมยาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้านางเซี่ยอวี้หลันหยุดยืนหน้าซูซินอวี่ สบตานางอย่างเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ คุกเข่าลงตรงหน้าแล้ววางมือลงบนตักนางอย่างแผ่วเบา"ข้าจะไม่เร่งเร้าเจ้าแม้จะเป็นวันแต่งงาน หากเจ้าไม่พร้อม เพียงบอกข้า"ซูซินอวี่เงยหน้าขึ้น สบดวงตาคมเข้มที่สะท้อนภาพตนเองอย่างอ่อนโยนนางเอ่ยเสียงเบา"ข้าไม่ได้กลัวเพียงแต่หัวใจข้ายังไม่หยุดเต้นแรง แต่ข้าไม่คิดจะหนีข้าอยากอยู่กับท่าน"ดวงตาเซี่ยอวี้หลันอ่อนแสงลงทันใด"เช่นนั้นข้าขอสัมผัสเจ้าด้วยความอ่อนโยน ไม่ใช่ด้วยสิทธิของสามีแต่ด้วย
หลังงานเลี้ยงผ่านพ้นไปสิบวัน ซูซินอวี่กำลังตากดอกไม้แห้งสำหรับทำขนมและยา กลิ่นหอมของดอกไม้อบอวลไปทั่ว นางอยู่เพียงลำพังในลานเงียบสงบ ร่างบางนั่งตัวตรงอย่างตั้งใจ มือเรียวจัดเรียงกลีบดอกไม้แต่สายตากลับเหม่อลอย"ทำไมท่านต้องพูดต่อหน้าผู้คนขนาดนั้นด้วยเล่า ท่านจริงใจกับข้าจริงหรือแค่ล้อเล่นกันแน่"นางบ่นพึมพำกับตัวเอง แต่มุมปากกลับมีรอยยิ้มบางซ่อนอยู่ รอยยิ้มที่แม้แต่ตนเองก็ไม่ทันรู้ตัว"เขาเปลี่ยนไปหรือข้าเองที่เปลี่ยน"ซูซินอวี่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือเกลี่ยกลีบดอกไม้ไปมาเบา ๆ นางเริ่มรู้สึกว่าหัวใจของตนไม่ได้นิ่งเฉยเช่นกันช่วงเวลานี้เป็นการพิสูจน์ตัวเองของเซี่ยอวี้หลันในหลายเรื่องราว เขาตั้งใจทำงานสร้างผลงาน ชื่อเสียงและทรัพย์สินขึ้นมา และไม่ละเลยที่จะมาเยี่ยมเยียนซูซินอวี่เป็นครั้งคราวแม่ทัพซูและฉินซื่อยืนอยู่หน้าเรือนกลาง ทั้งคู่ต่างมองดูหนุ่มสาวพูดคุยกันเงียบ ๆ ในวันหนึ่ง"เจ้าคิดว่าต้องรอไปอีกเป็นปีหรือไม่"แม่ทัพเอ่ยถามนาง ฉินซื่อทอดสายตามองทั้งคู่แล้วเผยรอยยิ้มออกมา"ไม่ต้องแล้วกระมังเจ้าคะ หากยืดเยื้อไปกว่านี้จะนานเกินไป เราทุกคนรู้จักเซี่ยอวี้หลันดี เขาพิสูจน์ตัวเองมา
ซูซินอวี่เฝ้าสังเกตอยู่หลายวันกลับไม่มีข่าวคราวใดของนางในวันก่อนเล็ดลอดออกไป สถานการณ์ยังปกติดี นั่นหมายความว่าเซี่ยอวี้หลันไม่ได้กลั่นแกล้งนางและเขาก็ออกไปทำงานกับแม่ทัพซูแล้วกลับมาฝึกทหารตามปกติดังเดิมหนึ่งเดือนผ่านไปจวนแม่ทัพซูไม่มีเหตุการณ์ใดร้ายแรงเกิดขึ้นซูซินอวี่จึงวางใจได้ เขาเพียงทดสอบแต่
หลังจากเหตุการณ์ที่งูเลื้อยเข้ามาในลานซักผ้าซูซินอวี่สั่งให้คนรับใช้ผู้ชายเข้าไปตรวจสอบรอบ ๆ เพื่อความปลอดภัยและสั่งให้คนเก็บกวาดทำความสะอาดลานทั้งหมดให้ดูโล่งสบายตานางไม่ได้สืบหาตัวคนปริศนาที่ช่วยไล่งูไป หากเป็นเมื่อก่อนเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นนางคงสั่งลงโทษคนดูแลลานซักผ้าและสั่งทหารออกตามล่าตัวคนที
รุ่งเช้าหรูอวี้เซียนลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ขณะที่สาวใช้คนสนิทกำลังเตรียมน้ำชาตามปกติ จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นนางหันไปมองด้วยแววตาสงสัย"ใครมาแต่เช้า"สาวใช้เปิดประตูออก ก่อนจะหันมากระซิบ"คุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ นางไม่ได้เข้ามา แค่นำของมาให้แล้วก็จากไป"หรูอวี้เซียนขมวดคิ้วทันที เดินไปยังปร
ซูซินเยว่พยายามสร้างข่าวลือขึ้นมาใหม่ในหมู่คนรับใช้และทหารในจวน คนที่เคยถูกซูซินอวี่กดขี่ในเมื่อก่อน ต่างนึกขุ่นเคืองนางขึ้นมาใหม่ ทว่าก็ยังไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากซูซินอวี่ไม่ตอบโต้ นางยังส่งคนมาช่วยงานบ่าวรับใช้ที่ทำงานหนักเหล่านั้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ๆ ขึ้นมาใหม่"ได้ข่าวว่าห้องพักของพวกเจ้า







