Masukรุ่งเช้า
หรูอวี้เซียนลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ขณะที่สาวใช้คนสนิทกำลังเตรียมน้ำชาตามปกติ จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น นางหันไปมองด้วยแววตาสงสัย "ใครมาแต่เช้า" สาวใช้เปิดประตูออก ก่อนจะหันมากระซิบ "คุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ นางไม่ได้เข้ามา แค่นำของมาให้แล้วก็จากไป" หรูอวี้เซียนขมวดคิ้วทันที เดินไปยังประตู เห็นเพียงกล่องไม้เล็ก ๆ วางไว้เรียบร้อยบนขั้นบันได นางหยิบมันขึ้นมาอย่างลังเล ก่อนจะเปิดดูด้านใน ผ้าห่มผืนหนึ่งที่นางเคยทำหายไปเมื่อนานมาแล้ว ดูสะอาดเรียบร้อย เย็บปะตรงมุมด้วยด้ายสีเดียวกัน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรลอยอวล เป็นกลิ่นที่ช่วยให้นอนหลับสบาย ภายในกล่องยังมีถุงผ้าใบเล็กบรรจุยาสมุนไพรปรุงเอง พร้อมข้อความสั้น ๆ ที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา "ช่วงนี้เห็นเจ้าจามบ่อย ข้าให้คนไปถามหมอที่ตำบล ได้สูตรยาบำรุงมาเล็กน้อย ลองใช้ดู หากไม่ได้ผลก็อย่าเก็บไว้ให้นำไปทิ้งเสีย ข้าไม่ว่า" ซินอวี่ หรูอวี้เซียนนิ่งงัน มือที่จับกระดาษสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว นางไม่ได้พูดออกมา แต่กลับจำได้แม่นยำ ว่าตัวเองเคยไอจนแทบสำลักในเรือนกลางคืนหนึ่งและไม่มีใครสนใจ แม้ของเล็ก ๆ นี้จะไม่มีค่าอันใด แต่ความตั้งใจเบื้องหลัง มันกลับสร้างแรงสะเทือนเบา ๆ ขึ้นในใจ นางรีบวางกล่องลงราวกับมันร้อนผ่าว ริมฝีปากขยับเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว "นางสังเกตข้าตั้งแต่เมื่อไร" นางพยายามหาคำตอบว่าเหตุใดจู่ ๆ ซูซินอวี่ถึงเปลี่ยนไป เพราะแค่ต้องการสร้างภาพหรือเพราะรู้สึกผิดจริง ๆ ทว่าสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ แม้จะเต็มไปด้วยคำถาม หัวใจของนางก็อุ่นขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว สองวันต่อมาที่ลานฝึกดาบ เสียงฝีเท้าของทหารลาดตระเวนเบา ๆ ทั่วบริเวณโดยรอบ จวนซึ่งขึ้นชื่อว่ามีศัตรูในคราบสายเลือด วันนี้กลับดูอึมครึมมากเป็นพิเศษ ซูซินอวี่เดินช้า ๆ ผ่านทางเดินสวนหินกรวด ระหว่างจะออกไปยังเรือนด้านทิศใต้เพื่อสั่งอาหารพิเศษสำหรับพ่อบ้านผู้สูงวัยที่นางตั้งใจจะใช้โอกาสนี้สานสัมพันธ์เล็ก ๆ บ่าวรับใช้หญิงหลายคนที่เคยโดนทุบตี บัดนี้เริ่มมองตามด้วยความสงสัย คนที่เคยโกรธนางยามถูกด่าทอมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป หรือแม้แต่บ่าวรับใช้ที่เคยหลบหน้าเพราะความกลัวก็กล้าเงยหน้ามองมากขึ้น ทันใดนั้น ฉับ! เสียงกระบี่แทงลมเบา ๆ ดังมาจากลานฝึกเล็กหลังเรือนใหญ่ ดึงดูดความสนใจของนางโดยไม่ตั้งใจ ซูซินอวี่หันไปมองทันที แล้วนางก็ต้องชะงัก ชายหนุ่มในชุดองครักษ์สีเทาเข้ม รูปร่างสูงสมส่วน เคลื่อนไหวว่องไวเยี่ยงพยัคฆ์ ทุกการขยับเปี่ยมไปด้วยอำนาจเงียบเชียบ นั่นไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ เซี่ยอวี้หลัน องครักษ์ประจำจวนแม่ทัพซูที่อาศัยอยู่ในจวนนี้มาตั้งแต่วัยเยาว์ ดวงตาของเขาเฉียบคมราวกระบี่ ไม่แม้แต่จะเหลือบมองนางขณะซ้อมเพลงดาบกับทหารอีกคน ใบหน้าของเขานิ่งเสียยิ่งกว่าหินภูเขา แต่แววตากลับเปล่งประกายความเย็นชาจนสัมผัสได้แม้ในระยะไกล หัวใจซูซินอวี่เต้นสะดุด นางจำเขาได้อย่างชัดเจน ในความทรงจำของร่างเดิม ซูซินอวี่เคยกล่าวหาบุรุษผู้นี้ว่าคิดลวนลามตน ทั้งที่เขาเพียงช่วยรับนางไว้ไม่ให้ล้ม และคำสั่งของนางในวันนั้นก็คือคำตายของเขา หากไม่ใช่เพราะนายทหารผู้คุมโทษขอชีวิตให้ด้วยเหตุผลว่าเซี่ยอวี้หลันมีบุญคุณต่อชายแดน เขาคงไม่มีชีวิตยืนอยู่ตรงนี้ ซูซินอวี่สูดลมหายใจลึกก่อนเดินเข้าไปหา "องครักษ์เซี่ย" นางเอ่ยเสียงเรียบ เสียงนั้นเบาแต่ชัดเจนพอให้เหล่าทหารทั้งลานหยุดมือแล้วหันมามอง เขาไม่หัน หยุดเพียงปลายดาบแล้วเช็ดใบมีดลงบนผ้าอย่างไม่รีบไม่ร้อน ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝักช้า ๆ แล้วจึงหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคมกริบของเขามองตรงมาไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ นอกจากความเยือกเย็นเยี่ยงน้ำแข็ง "มีธุระใดกับข้าหรือ คุณหนู" เสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่ง แต่คล้ายมีหนามแหลมคมซ่อนอยู่ในทุกคำพูด ซูซินอวี่สบตาเขา กลืนน้ำลายลงคอเงียบ ๆ ก่อนยิ้มบาง เขาเป็นอีกคนที่นางควรขอโทษและสำนึกในบุญคุณ "ข้ามีเรื่องอยากคุยกับท่านสักครู่ได้หรือไม่" เซี่ยอวี้หลันยืนนิ่ง ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ มีเพียงสายตาเย็นชาห่างเหินที่นางสัมผัสได้ชัดเจน "ข้าไม่ว่าง" ทหารรอบข้างเงียบกริบ ราวกับทุกเสียงบนโลกหยุดไปชั่วขณะ ซูซินอวี่เข้าใจดีเพราะเจ้าของร่างเดิมเคยร้ายกาจกับเขามาก มิใช่แค่นางกล่าวหาเขาแต่นางมักดูถูกเหยียดหยามเขาบ่อยครั้งทั้งที่เขารับหน้าที่อารักขานางมาตลอดหลายปี การถูกใส่ร้ายอย่างไม่ยุติธรรมย่อมทำให้เซี่ยอวี้หลันไม่อยากเกี่ยวข้องกับนางอีก แม้แต่หางตาเขาก็ไม่อยากเหลือบแล "เช่นนั้นข้าก็ขอพูดตรงนี้เลยแล้วกัน ข้ารู้ว่าท่านอาจจะเกลียดข้าเพราะข้าไม่เคยทำเรื่องดี ๆ แล้วยัง เอ่อ ทำลายความหวังดีของท่าน" บรรยากาศลานฝึกดาบยังคงเงียบกริบต่อไป ซูซินอวี่ก้าวเข้าไปใกล้สบตาเซี่ยอวี้หลันตรง ๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบแต่มั่นคง "ข้าเคยทำสิ่งเลวร้ายลงไปมากมาย ข้ารู้ดีว่าไม่ว่าอย่างไรก็ลบล้างไม่ได้ แต่ข้าอยากขอโทษท่านในทุกเรื่องที่ผ่านมา" เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย สายตาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อปนเยาะหยัน "ขออภัยหรือ คุณหนูซูผู้เคยข่มองครักษ์อย่างข้าเสมือนเศษฝุ่นในจวน ถึงกับกล่าวขอโทษข้า" "ไม่ใช่แค่คำพูด" นางเอ่ยต่อไป เพราะโอกาสที่จะได้พบกับเซี่ยอวี้หลันไม่ได้มีง่าย ๆ หากไม่มีธุระจำเป็นที่ต้องอารักขานางจริง ๆ นางกับเขาก็ไม่เคยได้พบกัน "ข้าไม่ได้ต้องการให้ลืมหรือยกโทษ แค่อยากให้รู้ว่า ข้าไม่ใช่คนเดิมที่เคยทำให้ท่าน เอ่อ...ก็รู้แก่ใจดีว่าเรื่องใดบ้าง" เซี่ยอวี้หลันมองนางครู่หนึ่ง ดวงตานิ่งขรึม แล้วจึงหัวเราะในลำคอเบา ๆ "คนเราเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืนหรือ" "ใช่แล้ว" นางตอบทันที แววตาเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับสงสัยแต่ยังคงไว้ด้วยความระแวดระวัง วันนี้เกิดอาเพศใดขึ้นกันแน่ จู่ ๆ คุณหนูใหญ่ผู้เย่อหยิ่ง ชอบเหยียดหยามผู้อื่นไม่ไว้หน้ามายืนขอโทษเขาซึ่ง ๆ หน้ากลางแจ้งเช่นนี้โดยไร้วี่แววล่วงหน้า "ข้าจะไม่เชื่อคำพูด" เขากล่าวเสียงราบเรียบ "แต่ข้าจะดูจากการกระทำ" เขาโค้งศีรษะน้อย ๆ แล้วหมุนกายเตรียมจากไป เหลือเพียงสายลมที่พัดเบา ๆ และบ่าวรับใช้ที่แอบดูจากหลังต้นไม้หลายคนเริ่มลือกันอีกรอบ ซูซินอวี่ยืนนิ่ง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย "ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรหรอก เซี่ยอวี้หลัน แล้วท่านจะได้เห็นเอง" นางพูดเสียงไม่ดังมากแต่คนรอบ ๆ ล้วนได้ยินชัดเจน เซี่ยอวี้หลันชะงักเล็กน้อยกับคำเรียกขานที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ก่อนก้าวขาเดินต่อไปเงียบ ๆ ค่ำวันเดียวกันที่ลานฝึก ลานฝึกว่างเปล่าแล้ว เหลือเพียงแสงตะเกียงสลัวกับสายลมพัดเบายามค่ำคืน เซี่ยอวี้หลันยืนอยู่ใต้ชายคา เงาร่างสูงสง่าฉายชัดในความเงียบ มือขวากระชับฝักดาบแน่นขณะสายตาเหม่อมองเรือนคุณหนูใหญ่ที่มีแสงไฟส่องผ่านบานหน้าต่างออกมา "ขอโทษหรือ" เขาพึมพำเสียงเบา ดวงตาทอดมองไร้อารมณ์ แต่ภายในกลับปั่นป่วน เขาเคยเห็นนางเหยียบย่ำชีวิตคนด้วยรอยยิ้ม เคยได้ยินนางสั่งเฆี่ยนสาวใช้เพียงเพราะน้ำชาร้อนเกินไป และเขาผู้เคยถูกสั่งประหารเพียงเพราะช่วยนางไว้โดยที่นางไม่ได้ร้องขอ แต่นางในวันนี้ กล่าวขอโทษเขาต่อหน้าทหารทั้งลานอย่างไม่ปิดบังง่าย ๆ มองสบตาเขาอย่างนิ่งสงบ ไม่ใช่ด้วยความถือดีหรือหวาดกลัว และไม่ใช่แค่นั้น เขาแอบเห็นจากมุมไกลเมื่อช่วงบ่าย ซูซินอวี่กำลังช่วยคนในครัวนวดแป้ง ปลายแขนเสื้อนางเปื้อนแป้งขาว นางหัวเราะเบา ๆ ขณะถ่ายทอดเคล็ดลับอะไรบางอย่างให้หญิงวัยกลางคนในครัว เสียงหัวเราะของนางไม่มีความเย้ยหยัน ไม่มีการแสร้งเล่นละคร มันเป็นเสียงหัวเราะที่เขาไม่เคยได้ยินจากสตรีคนเดิมเลยแม้แต่ครั้งเดียว "เหมือนคนละคนจริง ๆ หรือ" เขาพึมพำอีกครั้ง แม้สมองจะไม่เชื่อ ในหัวใจยังขังความแค้นเอาไว้แน่น แต่ลึกลงไปในดวงตาคมดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับมีแววสับสนระคนวูบไหว เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ มองแสงไฟในเรือนที่ยังคงอบอุ่น "หากเจ้าคือคนเดิม ข้าจะรู้" เขากระซิบกับตนเอง "แต่หากเจ้าเปลี่ยนไปจริง ๆ ข้าจะเป็นคนพิสูจน์มันด้วยตาและดาบของข้าเอง" บ่ายวันต่อมาที่ลานซักผ้าในเรือนบ่าวรับใช้ เสียงซุบซิบของบ่าวไพร่ยังคงลอยวนอยู่ทั่วลาน "คุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปจริงหรือแค่เล่นละครกันแน่" "เมื่อวานยังเห็นช่วยแม่ครัวทำขนม วันนี้ก็มาที่ลานซักผ้าอีก" มองออกไปอีกด้าน ซูซินอวี่ในร่างใหม่กำลังนั่งพับแขนเสื้อ ข้างกายคืออ่างไม้ใหญ่และเสื้อผ้าเปื้อนดิน แม้นิ้วมือขาวบางจะเริ่มแดงจากน้ำเย็นจัด แต่นางก็ยิ้มบางอย่างใจเย็น ขณะช่วยสาวใช้แรกรุ่นคนหนึ่งซักผ้าอย่างอดทน "เจ้าวางมืออย่างนั้น ผ้าจะเปื่อยนะ ลองทำแบบนี้ดูสิ" เสียงนางนุ่มนวล ไม่ใช่เสียงของคุณหนูผู้เคยถือดีอีกแล้ว ที่ไกลออกไปหลังต้นไผ่ริมลาน เซี่ยอวี้หลันยืนพิงเงาไม้ ดวงตาเรียบเฉยแต่จับจ้องไม่วาง เขาพยักหน้าเบา ๆ ไปยังทหารคนหนึ่ง แล้วกระซิบสั้น ๆ "ปล่อยงูออกมา ควบคุมระยะไว้ แต่อย่าให้ถึงตาย" ไม่นานหลังจากนั้น เสียงหวีดร้องของสาวใช้คนหนึ่งก็ดังขึ้นจากแนวรั้ว "งะ…งู! งูเลื้อยเข้ามา!" บ่าวหลายคนตะโกนลั่น ลานซักผ้าแตกตื่นชั่วขณะ งูพิษตัวหนึ่งเลื้อยออกจากพุ่มไม้ จ้องตรงมาทางซูซินอวี่ที่เพิ่งจะลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับมันอย่างไม่ได้ตั้งตัว สาวใช้ข้างนางล้มกลิ้งถอยหนี แต่ซูซินอวี่เพียงนิ่ง เงื้อมือคว้ากะละมังใกล้ตัวแล้วขว้างใส่ น้ำในอ่างสาดกระจายถูกร่างงูทำให้มันชะงัก แล้วถอยกรูดด้วยเสียงขู่ฟ่อ ก่อนที่มันจะเลื้อยกลับมาอีกครั้ง เสียงฉึก! ดังขึ้นแหวกอากาศ ดาบยาวเล่มหนึ่งเสียบปักพื้นตรงหน้ามันอย่างแม่นยำ งูชะงัก ก่อนเลื้อยหนีไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนหันขวับมองไปทางต้นเสียง แต่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า ซูซินอวี่ยืนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดจากความตื่นตกใจ แต่นัยน์ตาไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว หากแต่เปี่ยมไปด้วยความสงสัย เป็นใครกัน ดาบเล่มนั้นปักได้เฉียบคมเกินกว่าจะเป็นฝีมือของบ่าวไพร่ธรรมดา เซี่ยอวี้หลันยืนประสานมืออยู่เหนือชายคา สายลมพัดชายเสื้อคลุมของเขาแผ่วเบา แต่สายตานั้นนิ่งเรียบ เย็นเฉียบ "เจ้ากลัว แต่ไม่ตื่นตระหนก" "เจ้าป้องกันตนเอง ไม่ร้องขอความช่วยเหลือ" "และเจ้าไม่ไล่โทษใครหลังจากเหตุการณ์นั้นจบ" เขาขบกรามแน่นช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ กับตนเอง "หากเจ้ายังเสแสร้ง ข้าจะเปิดโปงเจ้าเองแต่หากเจ้าคือคนใหม่ เจ้ากำลังน่าสนใจขึ้นทุกทีแล้ว ซูซินอวี่" เสียงกระซิบบางเบาที่ไม่มีใครได้ยิน จากนั้นร่างสูงสง่าก็หายลับไปจากตรงนั้นราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นซูซินอวี่น้ำตาเอ่อคลอเพราะหัวใจเรียกร้องถึงเขาอย่างแรงกล้า'หากท่านยังรออยู่ขอให้ปิ่นนี้สั่นอีกครั้งเถิด'ทันใดนั้น ปลายปิ่นในมวยผมของเธอเริ่มสั่นสะเทือน หัวใจของเธอกระตุกวูบโลกโบราณ ณ ตำแหน่งเดิมที่นางเคยล้มลงเซี่ยอวี้หลันนั่งนิ่ง ดวงตาหลับพริ้ม แต่ภายในใจเริ่มอ่อนล้า เขารู้สึกถึงเสียงรอบข้างที่เปลี่ยนไปทันใดนั้นแสงเรืองรองปรากฏตรงพื้นผิวกำแพงอีกครั้งผู้คนในโลกโบราณที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใกบ้กำแพงหันมองอย่างตกตะลึง ขณะที่ในโลกปัจจุบัน คนในร้านของเก่าเริ่มร้องเสียงหลง เมื่อแสงเรืองรองสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงผนังร้าน"นั่นมันอะไรกัน"แสงสว่างเจิดจ้าเปิดออกเป็นประตูวงแหวนแห่งมิติ ตรงใจกลางของมันปรากฏภาพของอีกโลกชัดเจนซูซินอวี่ในชุดทำงานเรียบง่าย ยืนนิ่ง น้ำตารินในดวงตา จ้องมองข้ามมิติไปยังเซี่ยอวี้หลันที่กำลังฝืนตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ในดวงตาของเขามีเพียงเงาสะท้อนของนาง ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยคำถาม ความโหยหา และความรักสุดใจ"เจ้าจะกลับมาใช่หรือไม่"เสียงของเขาสั่นพร่าเธอพยักหน้าช้า ๆ ริมฝีปากขยับอย่างไร้เสียงว่า"ข้าคิดถึงท่าน"จิตวิญญาณของทั้งสองเชื่อมถึงกันอย่างแน่นแฟ้นและในวินาทีนั้นเอง เ
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะแสงไฟสีขาวเหนือศีรษะกระพริบเล็กน้อยกลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ลอยอยู่ในอากาศซูซินอวี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆเปลือกตาหนักราวกับแบกรับคืนและวันจำนวนมาก"คุณเฟิ่ง ได้ยินหมอไหมคะ"เสียงพยาบาลถามเอ่ยเบา ๆ เธอกะพริบตาถี่ ๆ หันมองรอบห้อง"นี่คือ…""โรงพยาบาลค่ะ"หมอคนหนึ่งกล่าวอย่างใจเย็น"คุณหมดสติไปหนึ่งเดือนเต็ม หลังประสบอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อต"หลังจากพักฟื้น เธอกลับไปยังอพาร์ตเมนต์เดิมห้องยังเหมือนเดิม แต่เหมือนไม่ใช่ของเธอ ของบางอย่างหายไป เอกสารราชการบางอย่างระบุว่า"ไม่พบข้อมูลผู้หญิงชื่อเฟิ่งเสี่ยวอิงในทะเบียนราษฎร์"เธอไปยังที่ทำงานเดิม ยื่นบัตรประจำตัวเข้างานเหมือนทุกครั้ง""ขอโทษค่ะเราไม่มีพนักงานชื่อนี้และข้อมูลในระบบก็ไม่ปรากฏ"เธอถามเพื่อนร่วมงานเก่า แต่ทุกคนล้วนมองเธอราวกับคนแปลกหน้า"ขอโทษนะ เราไม่รู้จักคุณค่ะ"ซูซินอวี่กลับมาเป็นเฟิ่งเสี่ยวอิง เธอเดินอยู่กลางเมืองท่ามกลางเสียงรถยนต์ ผู้คนเดินขวักไขว่ แต่เธอกลับเหมือนไม่มีตัวตนในโลกนี้กลับมาได้แต่เหมือนไม่เคยมีชีวิตอยู่เธอไม่รู้ว่าโลกปัจจุบัน ประตูมิติอยู่ที่ใด ไม่มีโอกาสได้เห็นตอนที่มาถึงที่นี่
หลายวันหลังจากงานเลี้ยงเปิดจวนซูซินอวี่ได้รับคนรับใช้จากจวนแม่ทัพซูมาอยู่ด้วยหลายคนจากการจัดการของฉินซื่อ นางลงมือทำสวนกับคนสวนเพิ่ม ปลูกดอกไม้นานาชนิดและปลูกสมุนไพรบางชนิดเอาไว้ใช้ยามขาดแคลนจวนตระกูลเซี่ยกว้างใหญ่ ด้านหลังจวนแทบไม่มีผู้ใดเดินมาถึง นางจึงเริ่มออกสำรวจไปรอบจวนพร้อมกับคนรับใช้สามสี่คน แล้วให้พวกเขาช่วยกันถางป่าที่ยังรกจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย"เสร็จแล้วขอรับฮูหยิน"เสียงคนสวนรายงานขณะที่นางยืนทอดมองไปยังกำแพงสูงเบื้องหน้ากำลังครุ่นคิดว่าบริเวณนี้จะจัดการอย่างไรให้ไม่ดูวังเวงและน่ากลัวเกินไป"พวกเจ้ากลับไปได้ ข้าจะดูตรงนี้อีกหน่อย"สาวรับใช้มองไปโดยรอบอย่างไม่ไว้ใจ นางไม่ยอมไปและเตือนซูซินอวี่"ฮูหยินไปกันเถิดเจ้าค่ะ ตรงนี้ไม่น่าอยู่หรอกเจ้าค่ะ"ซูซินอวี่พูดยิ้มแย้ม"ไม่มีอะไรน่ากลัวไม่ต้องห่วง เขตของตระกูลเซี่ยปลอดภัยทุกที่ไม่มีป่ารกแล้วด้วย""แต่..."นางจึงตัดบทสาวรับใช้"เจ้ากลับไปก่อนเถอะอีกไม่นานข้าจะตามไป"นางลังเลแต่ก็ไม่กล้าขัดจึงยอมทำตามคำสั่งโดยดีซูซินอวี่มองไปรอบ ๆ ชั่วครู่เห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกตินางจึงเตรียมตัวกลับ"ต้องไปร่างแผนก่อนแล้วค่อยกลับมาดูใหม่"ท
หลังพิธีแต่งงานผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่วัน เช้าวันหนึ่ง เซี่ยอวี้หลันพานางเดินทางโดยรถม้าธรรมดาที่ไร้เครื่องประดับ ผ่านแนวป่ารกร้างเลียบเมืองหลวงออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ"ที่นั่นคือ..."ซูซินอวี่ถามขึ้นเมื่อมองเห็นกำแพงสูงเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยรอยตะไคร่และเถาวัลย์เลื้อยพัน ประตูไม้หนาที่ยังคงตั้งตระหง่านแม้จะถูกปิดตายมานานหลายสิบปี มีตราประทับราชสำนักซีดจางจากกาลเวลา ใบไม้แห้งลู่ลมอยู่บนหลังคาและกระเบื้องที่พังไปบางส่วนเซี่ยอวี้หลันยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่พูดสิ่งใด จนกระทั่งเขายื่นมือไปดึงผ้าคลุมหน้ากุญแจที่ขึ้นสนิมออก แล้วใช้กุญแจเก่าแก่ไขออกด้วยมือของตนเสียง กรึก ดังแผ่วเบากลอนประตูที่ถูกลงกลอนมานานเปิดออกช้า ๆบานประตูใหญ่เปิดออกเผยให้เห็นจวนตระกูลเซี่ยในสภาพที่ถูกลืมพื้นหินกรวดเต็มไปด้วยเศษใบไม้ศาลาริมสระบัวที่เคยงดงามกลับทรุดโทรม หลังคาหลุดลุ่ย ไม้ไผ่ที่เคยปลูกเรียงราย บัดนี้แห้งกรัง แตกหักล้มระเนระนาด"ข้าเคยมองที่นี่จากความฝัน มันเงียบแต่งดงาม"เซี่ยอวี้หลันพูดขึ้นพลางมองไปโดยรอบเขาพานางเดินผ่านโถงใหญ่ที่เคยมีม่านแพรสีฟ้าโบกไหว ผ่านเรือนเล็กเรือนน้อยที่เคยเป็นเรือนรับรองแขก
ใต้แสงตะเกียงและผ้าแพรแดงยามจื่อ (เวลาเที่ยงคืน) ผ่านไปเพียงไม่นานภายในเรือนหอ กลิ่นหอมของดอกหอมหมื่นลี้ลอยอ่อน ๆ จากมุมห้อง ม่านผ้าแพรสีแดงปักลายหงส์และมังกรสะบัดเบา ๆ ตามแรงลมอุ่นตะเกียงน้ำมันคู่รักลายหงส์มังกรยังส่องแสงนิ่ง ดั่งเป็นพยานแห่งคืนแรกซูซินอวี่นั่งอยู่ที่ริมเตียงชุดเจ้าสาวชั้นนอกถูกถอดออกเหลือเพียงเสื้อคลุมบางสีแดงอ่อนลายเงาดอกเหมย เรือนผมรวบขึ้นหลวม ๆ เผยต้นคอขาวเนียน ใบหน้ายังแดงระเรื่อจากเหล้าดองรักที่ดื่มร่วมกันเมื่อตอนหัวค่ำเสียงฝีเท้าของเขาดังขึ้นแผ่วเบาในห้อง ไม่นานร่างสูงในชุดคลุมยาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้านางเซี่ยอวี้หลันหยุดยืนหน้าซูซินอวี่ สบตานางอย่างเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ คุกเข่าลงตรงหน้าแล้ววางมือลงบนตักนางอย่างแผ่วเบา"ข้าจะไม่เร่งเร้าเจ้าแม้จะเป็นวันแต่งงาน หากเจ้าไม่พร้อม เพียงบอกข้า"ซูซินอวี่เงยหน้าขึ้น สบดวงตาคมเข้มที่สะท้อนภาพตนเองอย่างอ่อนโยนนางเอ่ยเสียงเบา"ข้าไม่ได้กลัวเพียงแต่หัวใจข้ายังไม่หยุดเต้นแรง แต่ข้าไม่คิดจะหนีข้าอยากอยู่กับท่าน"ดวงตาเซี่ยอวี้หลันอ่อนแสงลงทันใด"เช่นนั้นข้าขอสัมผัสเจ้าด้วยความอ่อนโยน ไม่ใช่ด้วยสิทธิของสามีแต่ด้วย
หลังงานเลี้ยงผ่านพ้นไปสิบวัน ซูซินอวี่กำลังตากดอกไม้แห้งสำหรับทำขนมและยา กลิ่นหอมของดอกไม้อบอวลไปทั่ว นางอยู่เพียงลำพังในลานเงียบสงบ ร่างบางนั่งตัวตรงอย่างตั้งใจ มือเรียวจัดเรียงกลีบดอกไม้แต่สายตากลับเหม่อลอย"ทำไมท่านต้องพูดต่อหน้าผู้คนขนาดนั้นด้วยเล่า ท่านจริงใจกับข้าจริงหรือแค่ล้อเล่นกันแน่"นางบ่นพึมพำกับตัวเอง แต่มุมปากกลับมีรอยยิ้มบางซ่อนอยู่ รอยยิ้มที่แม้แต่ตนเองก็ไม่ทันรู้ตัว"เขาเปลี่ยนไปหรือข้าเองที่เปลี่ยน"ซูซินอวี่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือเกลี่ยกลีบดอกไม้ไปมาเบา ๆ นางเริ่มรู้สึกว่าหัวใจของตนไม่ได้นิ่งเฉยเช่นกันช่วงเวลานี้เป็นการพิสูจน์ตัวเองของเซี่ยอวี้หลันในหลายเรื่องราว เขาตั้งใจทำงานสร้างผลงาน ชื่อเสียงและทรัพย์สินขึ้นมา และไม่ละเลยที่จะมาเยี่ยมเยียนซูซินอวี่เป็นครั้งคราวแม่ทัพซูและฉินซื่อยืนอยู่หน้าเรือนกลาง ทั้งคู่ต่างมองดูหนุ่มสาวพูดคุยกันเงียบ ๆ ในวันหนึ่ง"เจ้าคิดว่าต้องรอไปอีกเป็นปีหรือไม่"แม่ทัพเอ่ยถามนาง ฉินซื่อทอดสายตามองทั้งคู่แล้วเผยรอยยิ้มออกมา"ไม่ต้องแล้วกระมังเจ้าคะ หากยืดเยื้อไปกว่านี้จะนานเกินไป เราทุกคนรู้จักเซี่ยอวี้หลันดี เขาพิสูจน์ตัวเองมา
ซูซินอวี่เฝ้าสังเกตอยู่หลายวันกลับไม่มีข่าวคราวใดของนางในวันก่อนเล็ดลอดออกไป สถานการณ์ยังปกติดี นั่นหมายความว่าเซี่ยอวี้หลันไม่ได้กลั่นแกล้งนางและเขาก็ออกไปทำงานกับแม่ทัพซูแล้วกลับมาฝึกทหารตามปกติดังเดิมหนึ่งเดือนผ่านไปจวนแม่ทัพซูไม่มีเหตุการณ์ใดร้ายแรงเกิดขึ้นซูซินอวี่จึงวางใจได้ เขาเพียงทดสอบแต่
บ่ายวันถัดมา ที่ร้านขนมตระกูลหลี่ร้านขนมที่ตั้งอยู่ริมทางในย่านตะวันออกอันเงียบสงบไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่สะอาดสะอ้าน กลิ่นขนมอบใหม่ลอยคลุ้งออกมาจากห้องด้านในชวนให้คนผ่านทางหยุดยืนราวกับต้องมนตร์สะกดซูซินอวี่ในชุดผ้าฝ้ายธรรมดายืนถือห่อผ้าขนาดเล็กอยู่หน้าร้าน นางลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกแล
หลังจากเหตุการณ์ที่งูเลื้อยเข้ามาในลานซักผ้าซูซินอวี่สั่งให้คนรับใช้ผู้ชายเข้าไปตรวจสอบรอบ ๆ เพื่อความปลอดภัยและสั่งให้คนเก็บกวาดทำความสะอาดลานทั้งหมดให้ดูโล่งสบายตานางไม่ได้สืบหาตัวคนปริศนาที่ช่วยไล่งูไป หากเป็นเมื่อก่อนเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นนางคงสั่งลงโทษคนดูแลลานซักผ้าและสั่งทหารออกตามล่าตัวคนที
ซูซินเยว่พยายามสร้างข่าวลือขึ้นมาใหม่ในหมู่คนรับใช้และทหารในจวน คนที่เคยถูกซูซินอวี่กดขี่ในเมื่อก่อน ต่างนึกขุ่นเคืองนางขึ้นมาใหม่ ทว่าก็ยังไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากซูซินอวี่ไม่ตอบโต้ นางยังส่งคนมาช่วยงานบ่าวรับใช้ที่ทำงานหนักเหล่านั้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ๆ ขึ้นมาใหม่"ได้ข่าวว่าห้องพักของพวกเจ้า







