Masukตอนที่ 3 แปลก
‘ตงหยาง’ เพิ่งกลับมาจากปฏิบัติภารกิจนอกพื้นที่ เขาทำงานทั้งวันทั้งคืนเพิ่งได้กลับก็ตอนนี้ เขาก้าวลงจากรถมาพร้อมเพื่อนร่วมงานอีกสองคน แม้สีหน้าจะเหนื่อยล้า แต่ท่าทางของเขายังคงสุขุมเช่นเดิม
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในบ้าน ก็สัมผัสได้ถึงความเงียบ ซึ่งมันค่อนข้างแตกต่างจากทุกครั้งที่เขากลับบ้านมา ปกติภรรยาจะต้องนั่งรอ มีน้ำมาเย็นมาคอยต้อนรับ ความเงียบนี้ทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ จนถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เพราะไม่ค่อยชินกับความเงียบนี้สักเท่าไร
“เป็นอะไรหรือเปล่า” ‘เฉินคุน’ ถามขึ้นอย่างสงสัย เพราะอยู่ ๆ เพื่อนก็ชะงักไม่ยอมเดินเข้าบ้านต่อ
“เปล่า ไม่มีอะไร” ตงหยางส่ายหน้าเบา ๆ
น้ำเสียงที่ตอบกลับไปเรียบสนิท ราวกับไม่มีสิ่งใดให้ใส่ใจ ทั้งที่ในใจเขารู้ดีว่า บ้านวันนี้เงียบผิดปกติ เพราะตามปกติแล้ว ไม่ว่าเขาจะกลับช้าเพียงใด เธอก็มักรออยู่เสมอ อย่างน้อยก็ต้องมีเสียงเคลื่อนไหวของเธออยู่ตลอด แต่วันนี้กลับไม่มี
‘หรือเพราะวันนี้กลับมาเร็วเกินไป’ ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมา ไม่รู้เพราะไม่อยากให้คนอื่นรับรู้ หรือเพราะตัวเขาเองยังไม่อยากยอมรับ
“แล้วภรรยาของนายล่ะ อยู่ไหนเหรอ ฉันยังไม่เคยเห็นตัวจริงสักครั้ง” ‘อ้าวเทียน’ มองหาภรรยาของเพื่อน แต่ก็ไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในบ้านเลย จะบอกว่าไม่เคยเห็นก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เขาเคยเห็นแต่ไกล ๆ เท่านั้น
“คงออกไปซื้อของมาทำอาหาร” ตงหยางตอบไปตามที่คิด วันนี้เขากลับเร็วกว่าปกติ จึงเป็นไปได้ว่าเธอยังไม่ทันเตรียมอะไร
“ไปคุยงานกันต่อเถอะ” เขาเดาว่าเป็นแบบนั้น ไม่อย่างนั้นบ้านก็คงไม่เงียบแบบนี้
กว่าการสนทนาเรื่องงานจะสิ้นสุดลง ฟ้าด้านนอกก็เปลี่ยนเป็นสีหม่นเสียแล้ว เมื่อประตูห้องทำงานถูกเปิดออก ทั้งสามคนถึงรู้ตัว อ้าวเทียนกับเฉินคุนรีบร้อนกลับ เพราะยังมีเรื่องต้องไปจัดการต่อ
“มืดแล้วเหรอเนี่ย ยังไม่ได้ทำอะไรก็มืดแล้ว” เฉินคุนไม่คิดว่าจะคุยเรื่องงานนานขนาดนี้
“พรุ่งนี้เช้าเจอกัน” อ้าวเทียนก็รีบไม่ต่างกัน
“อืม ระวังตัวด้วย” ตงหยางตอบสั้น ๆ
เมื่อเพื่อนกลับไปแล้วก็เหลือเพียงตงหยางกับความเงียบที่เข้ามาปกคลุมอีกครั้ง ความรู้สึกว่างเปล่าก็ชัดเจนขึ้นอย่างประหลาด
“ทำไมเงียบแบบนี้... ” เขาถอดเสื้อคลุมวางไว้บนพนักเก้าอี้ ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวโดยไม่รู้ตัว
ปกติแล้วเวลานี้ กลิ่นอาหารควรลอยคลุ้งอยู่ทั่วบ้าน หรืออย่างน้อยก็ควรมีอะไรบ่งบอกว่าเธอกลับมาแล้ว แต่ห้องครัวกลับสะอาดเรียบร้อยราวกับไม่มีใครใช้
ตงหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วไปเปิดตู้เย็นดู ภายในมีเพียงกล่องอาหารที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ คล้ายเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนหน้า คราวนี้ความผิดปกติเริ่มชัดเจนขึ้น เขาออกจากห้องครัวแล้วตรงไปที่ห้องนอนของภรรยาทันที
บ้านพักแห่งนี้แม้จะเป็นบ้านพักข้าราชการ แต่ก็เป็นบ้านขนาดใหญ่ มีสองห้องนอน มีห้องทำงานอีกห้อง และมีขนาดพื้นที่กว้างขวางพอสมควร ตั้งแต่แต่งงานมา หลังมื้อเย็นเราก็ต่างคนต่างแยกย้าย เขาเข้าห้องทำงานหรือห้องนอนของตัวเอง ส่วนเธอก็กลับเข้าห้องของเธอ เพราะเป็นแบบนี้มาตลอด เขาจึงแทบไม่เคยรู้ความเคลื่อนไหวของเธอ
“เล่อเล่อ... คุณอยู่ไหม” เขายกมือเคาะประตูเบา ๆ ถ้าตามปกติแค่เขาเรียก เธอจะรีบออกมาทันที ทว่าครั้งนี้ กลับไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จากด้านในเลย
หย่งเล่อได้ยินเสียงเคาะประตูก็ชั่งใจว่าจะเงียบต่อไปดี หรือจะเปิดประตูเผชิญหน้า เธอชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเดินไปแง้มประตูออกเพียงเล็กน้อย
“ฉันไม่สบาย คงทำอาหารไม่ได้” น้ำเสียงของเธอราบเรียบจนแทบไร้อารมณ์
“เสื้อผ้าก็เหมือนกัน ฉันไม่ได้เตรียมไว้ให้ คุณจัดการตัวเองได้เลย” เธอพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาโต้แย้ง
“แค่นี้นะ ฉันอยากพักผ่อน” พูดจบ เธอก็ปิดประตูลงทันที
ตงหยางถึงกับงุนงง เพราะตั้งแต่แต่งงานมา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอพูดกับเขาเช่นนี้ เขายอมรับว่าตั้งตัวไม่ทันและยังไม่ได้ถามอะไรเลยก็โดนปิดประตูใส่หน้าเสียก่อน
“คุณไม่สบายตรงไหน เป็นอะไรมากไหม” ตงหยางยกมือเคาะประตูถามอีกครั้ง ทว่าด้านในกลับเงียบสนิท ไม่มีเสียงตอบรับ ราวกับคนในห้องตั้งใจไม่รับรู้การมีอยู่ของเขา และเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า... ประตูบานนี้ไม่ได้กั้นแค่ห้องนอน แต่กั้นระยะห่างบางอย่างที่เขาไม่เคยสังเกตมาก่อน
เมื่อเห็นว่าด้านในยังคงเงียบ ตงหยางเลยตัดสินใจหันหลังเดินลงบันไดไปชั้นล่าง เขาตรงไปยังห้องครัวที่เคยมีคนจัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้ แต่วันนี้ต้องลงมือเอง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเลยก็ว่าได้
เขาม้วนแขนเสื้อขึ้นก่อนเปิดตู้เย็น หยิบวัตถุดิบเท่าที่มีออกมา แล้วเริ่มเตรียมมื้อเย็นอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ถึงจะพอทำอาหารได้บ้าง แต่น้อยครั้งที่เขาจะลงมือทำอาหารเอง
เขายังตั้งหม้อต้มข้าวต้มอีกหนึ่งชาม เพราะนึกได้ว่าเธอบอกว่าไม่สบาย แม้อีกฝ่ายจะไม่ยอมเปิดปากอธิบาย แต่ในฐานะสามี เขาจะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ก็คงไม่ได้
ผ่านไปครู่หนึ่งอาหารก็เสร็จเรียบร้อย เขาตักข้าวต้มใส่ชาม ก่อนจะถือขึ้นไปชั้นบนอีกครั้ง
“ผมทำข้าวต้มมาให้” เขาเคาะประตูแล้วพูดกับคนข้างในอีกครั้ง
ทว่าในห้องยังคงเงียบเช่นเดิม
“ผมวางไว้หน้าประตูนะ” ตงหยางหยุดรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยบอกเสียงเบา
หย่งเล่อได้ยินทุกคำที่เขาพูด ได้ยินแม้กระทั่งเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
“มาแปลก ปกติฉันแทบป้อนข้าวให้เขาเลย บริการทุกระดับน่าประทับใจ แต่ก็ไม่เคยมาเคาะห้องฉันเลยสักครั้ง” เธอไม่คิดว่าเขาจะลงมือทำอาหารให้ด้วยตัวเอง
แต่ความแปลกใจก็เป็นเพียงความแปลกใจ ไม่ได้ทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นแม้แต่น้อย เพราะตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาล เธอก็เตรียมอาหารไว้สำหรับตัวเองแล้ว
ในห้องมีทั้งขนม น้ำดื่ม และอาหารง่าย ๆ ครบถ้วน เธอไม่คิดจะอดอาหารเพื่อเรียกร้องความสนใจ เธอไม่คิดจะทำร้ายตัวเองเพื่อขอความรัก ถึงอกหักไม่สมหวังในความรัก แต่เธอก็กินทุกครั้งที่หิว แม้ไม่หิวแต่เมื่อถึงเวลาเธอก็กิน ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองอดเลยสักมื้อ!
ตอนที่ 5 เรา... มาหย่ากันเถอะตงหยางเลิกงานเร็วกว่าปกติ เขาอยากกลับไปคุยกับภรรยาให้รู้เรื่อง อย่างน้อยก็ต้องถามว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งแต่เช้าแทบไม่ได้กินอะไรจริงจังเลยสักมื้อ ปกติแล้วในกระเป๋าจะมีกล่องข้าววางรออยู่เสมอ เปิดออกมาก็เจอกับอาหารที่ภรรยาเตรียมให้ทุกวัน แต่วันนี้ไม่มีตอนเที่ยงเขาเลยต้องออกไปซื้อกินเอง ซึ่งเป็นร้านประจำที่เพื่อนกับลูกน้องชอบพาไป รสชาติจัดจ้านแต่กลับไม่ถูกปาก เขากินไปได้ไม่กี่คำก็หยุด รู้สึกว่ามันไม่ถูกปาก เขาก็ไม่เข้าใจ แต่ก่อนเขาก็กินร้านนี้เหมือนกับคนอื่น ๆ ก็ยังรู้สึกว่ามันอร่อยอยู่เลย แต่มาตอนนี้เขากลับรู้สึกว่ามันไม่ได้อร่อยเหมือนเดิมเสียแล้วตงหยางไม่คาดหวังว่าภรรยาจะลุกขึ้นมาทำอาหาร เพราะรู้ว่าเธอไม่สบาย แค่หวังว่าในตู้เย็นอาจยังมีอาหารที่เธอทำเหลืออยู่สักอย่างสองอย่างให้พอประทังความหิวไปได้พอเดินเข้าบ้านก็เห็นแสงไฟสว่างอยู่บางส่วน บรรยากาศไม่ถึงกับมืดสนิทเหมือนเมื่อคืน มันทำให้เขารู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกพอเข้ามาด้านในก็ไม่เห็นภรรยาอยู่ เขาจึงตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง“เล่อเล่อ คุณกินข้าวหรือยัง” ไม่มีคำตอบจากด้านใน เขา
ตอนที่ 4 พ่อสามีเช้าวันต่อมา ตงหยางตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เขาเตรียมตัวออกไปทำงานเหมือนทุกวัน ทว่าขณะที่กำลังจะก้าวออกจากบ้านก็เห็นรถยนต์ของพ่อจอดอยู่หน้าบ้านไม่นานนักชายวัยกลางคนก็ลงจากรถ ใบหน้าขรึมเข้มเดินตรงเข้ามาโดยไม่รอให้ใครเชิญ แรงกดดันจากฝีเท่านั้นหนักแน่นจนบรรยากาศยามเช้าเย็นเฉียบขึ้นมาทันที“เมียแกเป็นอย่างไรบ้าง” ‘ตงหยวน’ ถามทันทีที่เห็นหน้าลูกชาย“หมอว่าอย่างไรบ้าง อาการหนักไหม” เขาเพิ่งรู้ข่าวว่าลูกสะใภ้เกิดอุบัติเหตุ ถ้าเขารู้เร็วกว่านี้คงไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลแล้ว“พ่อหมายความว่าอย่างไรเหรอครับ” ตงหยางคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ“อย่าบอกนะว่าแกไม่รู้” ตงหยวนหรี่ตามองหน้าลูกชายความเงียบแผ่ขยายอยู่ระหว่างพ่อกับลูก“เมื่อวาน ‘เล่อเล่อ’ ส่งคนไปบอกว่าเกิดอุบัติเหตุ ต้องนอนโรงพยาบาล” เสียงของตงหยวนเข้มขึ้น“แล้วแกไม่รู้เลยหรือ” ไม่ใช่แค่เสียงที่เข้มขึ้น แม้แต่สีหน้าและท่าทางก็บ่งบอกถึงความไม่พอใจตงหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย ความตกใจแวบผ่านดวงตา เพราะเขาไม่รู้จริง ๆ“แกเป็นผัวเขาประสาอะไร เมียเกิดเรื่องถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล แต่แกกลับไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง! ” ตงหยวนจ้องลูกชายเข
ตอนที่ 3 แปลก‘ตงหยาง’ เพิ่งกลับมาจากปฏิบัติภารกิจนอกพื้นที่ เขาทำงานทั้งวันทั้งคืนเพิ่งได้กลับก็ตอนนี้ เขาก้าวลงจากรถมาพร้อมเพื่อนร่วมงานอีกสองคน แม้สีหน้าจะเหนื่อยล้า แต่ท่าทางของเขายังคงสุขุมเช่นเดิมทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในบ้าน ก็สัมผัสได้ถึงความเงียบ ซึ่งมันค่อนข้างแตกต่างจากทุกครั้งที่เขากลับบ้านมา ปกติภรรยาจะต้องนั่งรอ มีน้ำมาเย็นมาคอยต้อนรับ ความเงียบนี้ทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ จนถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เพราะไม่ค่อยชินกับความเงียบนี้สักเท่าไร“เป็นอะไรหรือเปล่า” ‘เฉินคุน’ ถามขึ้นอย่างสงสัย เพราะอยู่ ๆ เพื่อนก็ชะงักไม่ยอมเดินเข้าบ้านต่อ“เปล่า ไม่มีอะไร” ตงหยางส่ายหน้าเบา ๆน้ำเสียงที่ตอบกลับไปเรียบสนิท ราวกับไม่มีสิ่งใดให้ใส่ใจ ทั้งที่ในใจเขารู้ดีว่า บ้านวันนี้เงียบผิดปกติ เพราะตามปกติแล้ว ไม่ว่าเขาจะกลับช้าเพียงใด เธอก็มักรออยู่เสมอ อย่างน้อยก็ต้องมีเสียงเคลื่อนไหวของเธออยู่ตลอด แต่วันนี้กลับไม่มี‘หรือเพราะวันนี้กลับมาเร็วเกินไป’ ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมา ไม่รู้เพราะไม่อยากให้คนอื่นรับรู้ หรือเพราะตัวเขาเองยังไม่อยากยอมรับ“แล้วภรรยาของนายล่ะ อยู่ไหนเหรอ ฉันยังไม่เ
ตอนที่ 2 ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเช้าวันถัดมา หย่งเล่อให้คนไปส่งข่าวที่บ้านแม่สามีซึ่งอยู่คนละมุมเมือง เธอบอกเพียงว่าเกิดอุบัติเหตุ และต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เลยไม่สามารถไปพบได้เมื่อจัดการสิ่งที่ควรทำเรียบร้อยแล้ว เธอกลับไม่รู้ว่าควรหัวเราะให้กับโชคชะตา หรือควรร้องไห้ให้กับความจริงตรงหน้าตลอดทั้งวัน ตลอดทั้งคืน เธอนอนอยู่ในห้องพักของโรงพยาบาลคนเดียวตามที่ตั้งใจไว้ ทว่ามันกลับพิสูจน์เรื่องหนึ่งได้ เหมือนตอกย้ำให้เธอยอมรับความจริงนี้ให้ได้ นั่นคือสามีของเธอไม่ได้ใส่ใจถึงขั้นไม่รู้ว่าเธอหายไปไหนทั้งคืน ทั้งที่เราอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน และเวลาปกติเธอแทบไม่เคยออกไปไหน ทว่าตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุจนถึงตอนนี้ ไม่มีใครตามหาเธอเลย“เฮงซวยเอ๊ย! ” เธอกัดฟันด่าเบา ๆ อยู่บนเตียงคนไข้“หายออกจากบ้านทั้งคืนก็ยังไม่คิดจะตามหาเลยสักนิด ถ้าใส่ใจสักหน่อย แค่ตรวจสอบการใช้สิทธิ์การรักษาก็รู้แล้ว” ถ้าจะบอกว่าเธอไม่บอกเองแล้วเขาจะรู้ได้อย่างไร เธอก็อยากจะบอกว่าเธอคือภรรยาของตำรวจ เวลามารักษาที่โรงพยาบาล เธอแค่ยื่นเรื่องเอกสาร ไม่ต้องจ่ายเงินเพราะมันคือสวัสดิการ นั่นหมายความว่าหากเขาอยากตรวจ
ตอนที่ 1 นิยายวาย‘สวีหย่งเล่อ’ ก้าวออกจากบ้านพักอย่างรีบเร่ง เพราะแม่สามีตามให้ไปพบ เธอค่อนข้างกังวลอยู่พอสมควร เพราะทุกครั้งที่ถูกเรียก มักเป็นเรื่องไม่ดีตลอด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ชักช้า ยังรีบร้อนไปหาแม่สามีอยู่ดีบนถนนยังชุ่มด้วยสายฝนที่โปรยลงมาไม่ขาด ทำให้พื้นลื่นกว่าปกติ เมื่อเธอเพิ่มความเร็วมากเกินไป รถจึงเสียการทรงตัวและไถลออกข้างทาง ก่อนจะพุ่งชนเข้ากับต้นไม้ข้างถนน แรงกระแทกเหวี่ยงร่างเธอไปข้างหน้า ขณะที่ภาพรอบตัวหมุนคว้าง และทุกอย่างก็มืดสนิทเธอรู้สึกตัวขึ้นอีกทีก็ตอนที่อยู่โรงพยาบาล และเมื่อหมอตรวจดูแล้วก็พบว่าร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง แม้ร่างกายจะปลอดภัย ทว่าสมองกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีความทรงจำจำนวนหนึ่งหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายความทรงจำเหล่านั้นบอกเธอว่า โลกใบนี้คือโลกของนิยายเรื่องหนึ่ง และตัวเธอเป็นเพียงนางร้ายตัวประกอบใน ‘นิยายวาย’ ส่วนสามีของเธอคือพระเอกของเรื่อง ซึ่งหมายความว่า การแต่งงานครั้งนี้มีไว้เป็นเพียงฉากหน้า อย่างไรพระเอกก็ถูกกำหนดให้ลงเอยกับนายเอก เพราะนี่คือนิยายชายรักชาย“ฉันแทบไม่ได้อ่านเนื้อหาในนั้นเลย” หย่งเล่ออยากจะร้องไห้เธอรู้เพียงบ







