เข้าสู่ระบบจวนสกุลหลินจัดงานหมั้นให้บุตรชายคนรองยิ่งใหญ่ทีเดียว จวินหรงได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน แม้ข้างกายไร้ซึ่งผู้เป็นสามี หนึ่งเดือนผ่านไปนางยังไม่เห็นแม้แต่วี่แววว่าเขาจะกลับมา แม้แต่จดหมายยังไม่อาจส่งไปหาได้เหตุเพราะเขาไม่ได้มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง
“ฮูหยินเฉียน เชิญทางนี้” เป็นฮูหยินหลินเอ่ยทักขึ้น ยามเห็นนางเดินเข้าจวนมาคนเดียว
“ใต้เท้าเฉียนไม่มาด้วยหรือ”
“ท่านพี่มีงานสำคัญทำให้ไม่สามารถมาร่วมงานได้ ต้องขออภัยฮูหยินหลินด้วยนะเจ้าคะ”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่ฮูหยินให้เกียรติมาร่วมงานหมั้นของลูกชายข้าถึงที่จวนก็ขอบคุณมากแล้ว” หญิงชราบอกด้วยความไม่ถือสา สาเหตุหนึ่งเพราะตระกูลเฉียนมีอำนาจมากที่สุดรองจากตระกูลเซี่ยที่กุมอำนาจในวังหลังเพราะฮองเฮาองค์ปัจจุบันเป็นคนจากสกุลเซี่ย ผู้คนในเมืองหลวงต่างทราบดีว่าทั้งสองตระกูลนี้ไม่ถูกกัน หากมีคนในตระกูลคนใดคนหนึ่งล้มลงย่อมต้องถูกฝ่ายตรงข้ามเหยียบซ้ำ
“ขอบคุณฮูหยินหลินที่เข้าใจ”
“เชิญด้านในก่อนเถิด ข้าจะให้สาวใช้นำทางให้”
หญิงสาวเดินตามสาวใช้เข้าไปยังโถงจัดงานก็เห็นเหล่า ฮูหยินและแม่นางจากสกุลต่าง ๆ นั่งอยู่ก่อนแล้ว
“ใช่นางที่มาจากสกุลอวี้หรือไม่” เสียงซุบซิบนินทาดังเป็นระลอก ยามเห็นว่าแขกที่มาเยือนคนล่าสุดเป็นผู้ใด
“ใต้เท้าเฉียนฉลาดเฉลียวเช่นนั้น ไม่น่าคิดสั้นแต่งสตรีเช่นนางเข้าจวน นอกจากนางจะไม่สามารถสนับสนุนหน้าที่การงานสามีได้แล้ว เนื้อตัวของนางยังเปลือยเปล่าไร้ซึ่งทรัพย์สมบัติอีก”
“หรือว่านางจะทำคุณไสย์ใส่ใต้เท้าเฉียน เขาถึงได้ลุ่มหลงนางถึงขั้นแต่งนางเป็นฮูหยินเอก”
“อะ...แฮ่ม” เสียงฮูหลินผู้เป็นเจ้าของงานกระแอมเสียงดัง หลังจากต้อนรับแขกคนสุดท้ายซึ่งก็คือฮูหยินเซี่ย เป็นการตักเตือนว่าไม่ควรพูดจาเช่นนี้ในวันมงคล
“ฮูหยินเฉียนเจ้าอย่าได้นำคำพูดของพวกนางไปใส่ใจเลย” ฮูหยินเซี่ยที่นั่งข้างนางเอ่ยขึ้น ด้วยความที่เป็นสตรีรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งยังเป็นนายหญิงของจวนตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้นางไม่ได้รู้สึกเกร็งเท่าใดนัก
“ข้าไม่สนใจสิ่งที่พวกนางพูดหรอกเจ้าค่ะ ข้าได้ยินคำพูดทำนองนี้จนชินเสียแล้ว ใช่ว่าข้าเป็นคนบังคับขืนใจเขาให้แต่งกับข้าเสียเมื่อใดกัน”
“ข้าได้ยินมาว่าใต้เท้าเฉียนส่งแม่สื่อไปสู่ขอท่านถึงที่จวน นับว่ามีความจริงใจต่อเจ้ายิ่งนัก”
“ทั่งแผ่นดินนี้คงมีเพียงสามีข้าผู้เดียวกระมัง ที่คิดแต่งสตรีไร้ซึ่งอำนาจและเงินทองมาเป็นฮูหยินเอก”
“ผู้คนต่างบอกว่าสองสิ่งนี้สำคัญ หากต้องเลือกแต่งงานกับใครสักคน แต่ข้ากลับไม่ได้คิดเช่นนั้น ชายหญิงมีใจตรงกันนี่ถึงนับว่าสำคัญ ดูจากที่ท่านมาร่วมงานแทนใต้เท้าเฉียนแล้ว เขาคงรักท่านมากทีเดียว”
อวี้จวินหรงเพียงส่งยิ้มให้สตรีตรงหน้าอย่างสงวนท่าที นางไม่ได้ตอบอันใดกลับไปเพราะรู้ดีแก่ใจว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้น อีกอย่างนางไม่ควรไว้ใจใครง่าย ๆ ยิ่งคนตรงหน้าเป็นถึงนายหญิงของตระกูลเซี่ยด้วยแล้วยิ่งไม่ควรไปข้องแวะด้วย เพราะไม่อาจรู้ได้ว่านางมาดีหรือร้าย
“สามีข้าซื้อสร้อยประดับมุกนี้ให้ข้า ข้ารู้สึกมีความสุขยิ่งนัก”
“สร้อยเส้นนี้ราคาไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึง ใต้เท้าเหลียงคงรักท่านมากถึงได้ยอมควักเงินจำนวนมากถึงเพียงนั้นเพื่อซื้อมันมาให้ท่าน”
“อาภรณ์ที่ท่านสวมอยู่ใช่ผ้าสูจิ่นที่องค์ฮ่องเต้พระราชทานให้ใช่หรือไม่”
“ฮูหยินเหลียงช่างตาแหลมจริง ๆ สามีข้ายกให้ข้านำมาตัดชุดน่ะเจ้าค่ะ”
“ข้าล่ะอิจฉาท่านจริง ๆ”
สตรีแทบทุกคนในห้องโถงนี้ต่างโอ้อวดสิ่งของกันไม่หยุดหย่อน พลันทำให้นางที่นั่งอยู่ด้วยเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มที แต่ก็ต้องอดทนรอจนกว่างานเลี้ยงจะจบลง
“แล้วฮูหยินเฉียนเล่า สามีท่านมอบของสิ่งใดให้ท่านบ้างหรือไม่” เหอลี่หลินถามขึ้นจนทำให้ทุกคนหันมาให้ความสนใจนางเป็นตาเดียว เพราะสามีนางเป็นบุรุษรูปงามทั้งยังเฉลียวฉลาด และมีอนาคตไกล ทำให้สตรีจากตระกูลชั้นสูงต่างหมายหมองปองอยากได้เขามาเป็นสามี
“หึ ดูจากอาภรณ์กับเครื่องประดับที่นางสวมมาวันนี้ก็รู้คำตอบแล้วไม่ใช่หรือ” หลีลี่หยางถือวิสาสะตอบแทนพร้อมกับใช้สายตาเหยียดมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความดูถูก
“แม่นางสูงศักดิ์ทั้งหลายช่างให้คุณค่ากับสิ่งของพวกนั้นเสียเหลือเกินนะขอรับ” เสียงบุรุษที่นางคุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าห้องโถงจนทุกคนต่างหันไปมอง
“คุณชายท่านนี้ มาที่นี่ได้อย่างไร โถงจัดงานเลี้ยงของบุรุษอยู่อีกฝั่งนะเจ้าคะ”
“ข้าย่อมรู้ เพียงแต่ได้ยินเสียงนกเสียงกาดังไม่หยุดจนทำให้ข้ารู้สึกรำคาญถึงได้มาที่นี่เพื่อดูว่าเป็นเสียงของผู้ใดที่แท้ก็เป็นเสียงของแม่นางจากสกุลหลีนี่เอง ข้าเข้าใจผิดไปรึนี่”
“คุณชาย ท่านหาว่าข้าเป็นนกงั้นหรือ” ลี่หยางเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“ข้ายังไม่ได้พูดถึงแม่นางหลีเสียหน่อย เหตุใดถึงได้ร้อนตัวเช่นนี้”
“คุณชายหม่า เชิญท่านกลับไปฝั่งงานเลี้ยงของบุรุษเถิด” ฮูหยินหลินพูดขึ้น
“ข้าไปแน่ แต่หลังจากที่ฮูหยินเฉียนตามข้ามาน่ะขอรับ”
“ขออภัยคุณชาย ชายหญิงไม่ควรอยู่ด้วยกันตามลำพัง แม้ข้าจะแต่งงานมีสามีแล้ว แต่ก็ไม่ควรใกล้ชิดบุรุษอื่นนอกจากสามี” นางตอบชายหนุ่ม หากเป็นแต่ก่อนนางคงเดินตามเขาไปอย่างไม่อิดออด เพราะไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งใด ทว่าบัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว นางต้องรักษาเกียรติของสกุลเฉียนเป็นอันดับแรก เรื่องส่วนตัวล้วนมาทีหลัง
โชคร้ายที่อาการคลุ้มคลั่งของฮูหยินผู้เฒ่าไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ เพราะได้รับพิษในปริมาณมากเขาจึงส่งถานไฉให้กลับไปดูแลมารดาตามเดิม โดยให้สาวใช้คนอื่นคอยสอดส่องดูพฤติกรรมของนางควบคู่ไปด้วย แม้สาวใช้ผู้นี้คิดจะฆ่ามารดาของเขา แต่ถึงอย่างไรพวกนางสองคนก็ใช้ชีวิตด้วยกันมานาน เขาจึงให้นางได้ไถ่โทษด้วยการดูแลฮูหยินผู้เฒ่าจนกว่าคนใดคนหนึ่งจะเป็นคนจากไปก่อนซินเหยียนกับอวี่ซูอยู่ที่จวนสกุลซ่งนานกว่าที่คิด เพราะต้องรักษาบาดแผลของสาวใช้คนสนิท แม้ตอนนี้บาดแผลของนางจะหายดี แต่ตอนนี้ซินเหยียนเกิดอาการเท้าบวมเพราะการตั้งครรภ์ทำให้เดินเหินไม่ค่อยสะดวกนัก“นายหญิง บ่าวว่ารอให้คลอดก่อนแล้วพวกเราค่อยกลับไปที่จวนสกุลเซียวดีหรือไม่”“ไม่ได้หรอก กว่าข้าจะคลอดก็อีกตั้งหลายเดือน ที่นั่นขาดคนดูแลมานาน อีกอย่างข้าอยากกลับจวนแล้ว”“ช่วยตริตรองดูอีกรอบเถิดเจ้าค่ะ”“ข้าคิดดีแล้ว”“เจ้าจะรีบกลับบ้านเดิมไปทำไมเล่า หรือว่าเจ้าอึดอัดที่ต้องทนเห็นหน้าข้า” ซ่งอันหยางถามขึ้นมา เดิมทีเขาเพียงแค่อยากมาดูนางเสียหน่อย แต่กลับได้ยินทั้งคู่พูดคุยเรื่องกลับจวนเสียนี่“พวกเราไม่ได้เป็นสามีภรรยากันแล้ว ตอนนี้ข้ากับท่านเป็นเพียงคน
ฝ่ามือแกร่งลูบศีรษะของภรรยาด้วยความทนุถนอม ความอบอุ่นจากมือของเขาทำให้ซินเหยียนหลับตาพริ้มประหนึ่งถูกขับกล่อมด้วยบทกลอนอันไพเราะ“ท่านโหวจะทำเช่นไรต่อไปหรือขอรับ ดูท่าว่าฮูหยินจะโกรธท่านไม่น้อย”“ข้ารู้นิสัยของนางดี ถ้านางเพียงแค่โกรธเคืองข้า ข้าคงไม่ต้องรู้สึกเป็นกังวลเหมือนในตอนนี้” เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำว่าเกลียดออกมาเสียด้วยซ้ำ จึงพูดออกมาแต่เพียงเท่านี้“ตอนนี้ข้าหวังเพียงให้นางกับลูกอยู่อย่างสุขสบาย ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับนางคงทำได้เพียงค่อย ๆ บอกเล่าที่มาที่ไปให้นางฟัง”“แล้วถ้าฮูหยินไม่ให้อภัย”“ข้าก็จะไม่ย่อท้อ เมื่อครั้งแรกเริ่มข้าคิดจะหลอกใช้นางก็จริง แต่พอนานวันเข้าข้ากลับหลงลืมความตั้งใจนี้ ช่างน่าขันที่ข้าดันหลงรักคนที่คิดจะหลอกใช้โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป” เขาตอบบ่าวรับใช้ แต่ไม่ได้หันไปมองหน้ากู่เจ๋อสักนิดซ่งอันหยางมอบจุมพิตที่หน้าผากนวลแผ่วเบา ก่อนปลีกตัวออกจากห้องนอนของตัวเองไป ตั้งแต่ที่นางเป็นลมเขาไม่อาจวางใจว่านางกับลูกจะปลอดภัยจึงได้พาตัวนางกับสาวใช้กลับมาที่จวนสกุลซ่งเมื่อท่านโหวออกไปแล้วหยาดน้ำตาได้ไหลเป็นทางยาวอาบแก้มทั้งสองข้าง นางทั้งรู้สึกสับสนแ
ตั้งแต่ที่รู้ว่าตัวเองตั้งท้องจวบจนเวลาล่วงเลยมาถึงตอนที่นางตั้งครรภ์ได้สี่เดือนแล้ว คราแรกซินเหยียนหวั่นวิตกเพราะท้องของนางดูเหมือนจะใหญ่กว่าปกติ หากเทียบกับระยะเวลาตั้งครรภ์ แต่พอท่านหมอบอกว่านางได้ลูกแฝดนางถึงเบาใจลง โชคดีที่นางไม่ได้แพ้ท้องหนักเหมือนสตรีอื่น นางแค่รู้สึกวิงเวียนเวลาตื่นนอน และยังชอบกินผลไม้รสเปรี้ยวมากเป็นพิเศษ“ท้องของท่านใหญ่ขึ้นมากเลยนะเจ้าคะ” อวี่ซูพูดด้วยน้ำเสียงปลื้มปิติ“เป็นเพราะข้าท้องแฝด ท้องของข้าถึงได้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ”“บ่าวว่าท่านต้องได้ลูกชายแน่ ๆ เลยเจ้าค่ะ”“เจ้ารู้ได้ยังไงกัน”“อันที่จริงระหว่างไปจ่ายตลาดบ่าวได้ยินชาวบ้านพูดกัน ว่าถ้าหากสตรีมีครรภ์ชอบกินอาหารรสเปรี้ยวจะได้ลูกชาย ส่วนถ้าชอบกินเผ็ดจะได้ลูกสาว”“งั้นหรือ”“เจ้าค่ะ”ร่างบางลูบท้องตัวเองด้วยความรักใคร่ นางใช้ชีวิตอยู่ที่นี่หลายเดือนจนเริ่มจะชินกับเรือนหลังนี้ แม้จะไม่ได้ใหญ่โตหรือโอ่อ่าเหมือนเรือนที่นางเคยอยู่ ทว่าหากเทียบกับเมื่อก่อนนางมีความสุขมากกว่าที่ไม่ต้องทนเห็นสามีข้องเกี่ยวกับสตรีอื่นช่วงแรกนางยังแอบร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง ด้วยยังทำใจไม่ได้ที่ถูกสามีหลอกใช้ ทว่าตอนนี้นางเริ่มท
เวลาผ่านไปเพียงไม่นานนัก กู่เจ๋อได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงพร้อมกับบ่าวรับใช้คนอื่น เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วซ่งอันหยางจึงถวายกีฎาพร้อมหลักฐานการกระทำความผิดของขุนนางในราชสำนักรวมทั้งเซียวเต๋อด้วยเช่นกัน ตั้งแต่คนผู้นี้เข้ารับตำแหน่งขุนนางก็ได้ทำการทุจจริตโดยได้รับการหนุนหลังจากใต้เท้าหลุนผู้ซึ่งเป็นบิดาของพระสนมอวี้กุ้ยเฟยทำให้ตอนนี้ราชสำนักกับวังหลังเกิดความวุ่นวายไม่น้อย เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและองค์ชายหกแล้ว อวี้กุ้ยเฟยไม่ลังเลที่จะรีบบอกให้บิดายอมรับโทษแต่โดยดีและขออภัยโทษกับองค์ฮ่องเต้ด้วยการตัดสินใจเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้เห็นแก่องค์ชายหกที่ไม่อาจมีท่านตาเป็นนักโทษจึงทำเพียงปลดใต้เท้าหลุนออกจากตำแหน่งแล้วให้เกษียณอยู่ที่จวน และเพื่อไม่ให้ตระกูลหลุนเรืองอำนาจฮ่องเต้ทรงมิให้ตระกูลหลุนทั้งตระกูลเข้ารับตำแหน่งขุนนางเป็นระยะเวลาสิบปีส่วนเซียวเต๋อที่เป็นท่านอาของเซียวซินเหยียนถูกริบทรัพย์ทั้งหมดพร้อมกับเนรเทศให้ไปอยู่ชายแดนพร้อมฮูหยินทำให้ตอนนี้ที่จวนสกุลเซียวไร้ซึ่งเจ้านายเป็นคนดูแลเดิมทีแล้วเขาเพียงต้องการกำจัดเซียวเต๋อให้พ้นทางเพราะหากปล่อยให้คนผู้นี้มีอำนาจในราชสำนักเกรงว่าไม่ช
“ต่อให้ข้าต้องกลายเป็นคนใจดำ แต่เพื่อสกุลซ่งแล้วข้าทำได้ทุกอย่าง”“ท่านอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ว่าแต่เดิมแล้วท่านชิงชังตระกูลเซียวก็เพราะว่าท่านเคยถูกบิดาของซินเหยียนถอนหมั้นตอนที่ท่านยังสาว”“อันหยาง!” นางตวาดเรียกชื่อลูกชายเสียงดัง ตอนที่โดนจี้จุดอ่อนเข้า“ในเมื่อท่านแม่ไม่ไว้หน้าข้าก่อน ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกันนะขอรับ”“เจ้าคิดจะทำอะไร”“ท่านทำให้ฮูหยินของข้าไม่อาจกลับมาสู้หน้าคนอื่นได้ ข้าก็จะทำให้ท่านได้ลิ้มรสความรู้สึกนี้เช่นกัน”“แต่ข้าเป็นแม่ของเจ้านะ!”“ข้าก็เป็นลูกชายของท่านเช่นกัน” เขาตอบกลับมารดาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งประดุจสายน้ำไหล“เจ้ากับนางพอหย่าขาดกันแล้วก็กลายเป็นเพียงคนแปลกหน้า แต่สายเลือดไม่มีทางตัดกันขาดได้”“ท่านแม่ ท่านหมายความว่ายังไง”“หึ ดูเอาเองเถิด” ว่าพลางยื่นใบหย่าที่เซียวซินเหยียนลงนามแล้วให้บุตรชายดู“นี่มัน”“ดูเอาเถิด พอแม่ยื่นใบหย่าขาดภรรยาที่เจ้าเคยให้ไว้เมื่อหลายปีก่อนแก่นาง นางไม่ได้ฉุกคิดสักนิด แต่ลงนามในใบหย่านี้ทันที”ซ่งอันหยางได้ยินคำพูดของมารดาถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่คิดว่านางจะยอมลงนามง่ายดายถึงเพียงนี้ หากมิใช่เพราะมารดาบอกเรื่องบางอย่างแก่น
ด้วยความกระวนกระวายใจที่ไม่ได้รับจดหมายตอบกลับจากเมืองหลวง ทำให้ซ่งอันหยางอยู่ไม่สุข เขากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับซินเหยียน“เป็นอะไรไปหรือขอรับ” กู่เจ๋อถามเจ้านาย“จดหมายที่ข้าส่งไปเมืองหลวงเหตุใดถึงไม่ได้รับการตอบกลับมาเสียที”“บางทีจดหมายที่ท่านโหวส่งไปอาจยังไม่ถึงมือของฮูหยินก็ได้นะขอรับ”“ด้วยระยะเวลานับตั้งแต่ข้าให้คนส่งจดหมายไป ข้าว่าต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแน่นอน” ซ่งอันหยางคาดเดา“บ่าวว่าท่านคิดมากไปแล้วล่ะขอรับ”“ส่งคนของเราไปสืบข่าวที่จวน ข้าต้องมั่นใจว่าไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นกกับนาง”เวลาผ่านราวครึ่งเดือนเขาก็ได้รับจดหมายตอบกลับมา แต่ไม่ใช่จดหมายจากคนที่เขารอทันทีที่ร่างสูงเปิดอ่านจดหมาย พอเห็นเนื้อหาในจดหมายยิ่งทำให้เขาโกรธจนไม่สามารถเก็บความรู้สึกเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยได้อีก“ให้คนไปเรียกข้ามา มีเรื่องสำคัญจะสั่งการหรือขอรับ” กู่เจ๋อถามผู้เป็นเจ้านาย“ไม่มีเวลาแล้ว พวกเราต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว”“ทำไมต้องรีบเร่งถึงเพียงนี้ หรือว่าเกิดเรื่องขึ้นที่เมืองหลวง”“ข้าไม่อยู่ที่จวนเพียงสองเดือน แต่ในจวนกลับเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น แม้จะเป็นฝีมือของท่านแม่ ข้า
งานเลี้ยงวันเกิดในครั้งนี้ไม่ได้แบ่งแยกห้องโถงระหว่างชายหญิง เหตุเพราะแขกเหรื่อที่เชิญมามิได้มีจำนวนมากมายเท่าใดนักจึงไม่จำเป็นที่ต้องทำเช่นนั้น ก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มต้นขึ้นไม่ถึงหนึ่งเค่อร่างสูงของเจ้าของงานได้ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางเสียงซุบซิบนินนาในทุกย่างก้าวที่เดินเข้ามา เขา
“เดิมทีเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับฮูหยิน คุณชายไม่ควรแต่งงานกับนางตั้งแต่แรก ล้างแค้นก็ส่วนล้างแค้น แต่เรื่องใช้ชีวิตคู่เมื่อทั้งคู่ไม่ได้มีใจต้องกันรังแต่จะทำให้นางมีทุกข์” “เป็นเพราะนางอยู่ที่จวนตามลำพัง ไม่มีผู้ใดคอยปกป้องคุ้มครอง หากเกิดอะไรขึ้นข้าคงไม่อาจไปสู้หน้าพี่ชายข
อวี้จวินหรงไม่ได้เดินตรงกลับเรือนของตัวเองในทันที นางเดินลัดเลาะไปยังศาลาริมน้ำที่ตั้งอยู่เกือบท้ายจวน หวังสงบสติอารมณ์ของตัวเองก่อนที่จะกลับเรือนไป หากเหวินเยว่เห็นนางเศร้าซึมประเดี๋ยวนางจะเป็นห่วงอีก “นายท่านกับแม่นางเหอเดิมทีต้องแต่งงานกัน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดทำไมถึงได้คิดเ
“ได้สิ เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีรึไม่” “เจ้าค่ะ” เหอลี่หลินเริ่มวัดขนาดตัวเขาทันที โดยเริ่มจากวัดความยาวแขนทั้งสองข้าง ก่อนตบท้ายด้วยการวัดความสูงตั้งแต่ไหล่จนถึงข้อเท้า “เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” “ทำไมถึงได้คิดตัดชุดให้ข้า” เขาถามนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราว







