تسجيل الدخول"เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอะไรงั้นหรือ"
"ท่านยังคงเย็นชากับข้าเหมือนเมื่อก่อนเลยนะเจ้าคะ"
"ข้าไม่ใช่คนพูดมากเหมือนพี่ชายเจ้า ผู้คนถึงได้คิดว่าข้าเป็นคนเช่นนี้"
"ข้านำชามาให้เจ้าค่ะ" ว่าพลางเทน้ำชาให้เขาด้วยความชำนาญ
"ขอบใจ"
"..."
ครั้นดื่มชาจนหมดจอกเฉียนหลงเว่ยที่เห็นสตรีตรงหน้าเอาแต่อมยิ้มให้แต่กลับไม่พูดไม่จา เขาจึงขมวดคิ้วยุ่งด้วยความไม่พอใจ
"เจ้ามีเรื่องอยากพูดกับข้าอีกหรือไม่ หากไม่..." ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้พูดจนจบประโยค นางได้แทรกขึ้นเสียก่อน ราวกับกลัวว่าจะถูกไล่ให้กลับเรือนเสียอย่างนั้น
"ข้าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดท่านถึงเลือกข้ามาเป็นฮูหยิน แต่ข้าจะไม่ถามเหตุผลอันใดทั้งสิ้น ข้าขอเพียงได้ทำหน้าที่ภรรยา คอยใส่ใจดูแลท่านแค่นี้ก็เป็นพอ"
"ไม่จำเป็น ขอเพียงเจ้าทำหน้าที่นายหญิงของตระกูลเฉียนไม่ให้ขาดตกบกพร่องก็พอ ที่ข้าเลือกแต่งเจ้ามาเป็นฮูหยินมิใช่เพราะชอบพอหรือเพราะมีใจให้"
"ชะ...เช่นนั้นเป็นเพราะอะไรงั้นหรือเจ้าคะ" น้ำเสียงที่นางเอื้อนเอ่ยออกมาสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับฝืนกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา"
"เรื่องนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้" หลงเว่ยหันหน้าหนีไปอีกทาง ยามเห็นนัยน์ตาของนางเริ่มแดงก่ำ
"ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ"
เมื่อไม่อาจบังคับหยดน้ำตาไม่ให้ร่วงหล่นลงมาได้อีก นางจึงได้ขอตัวออกจากห้องไปพร้อมกับรอยน้ำตาที่เปื้อนใบหน้า หยุนซือที่เห็นฮูหยินวิ่งออกไปได้แต่มองตามด้วยความสงสัย
นางปิดประตูเรือนนอนพร้อมกับลงกลอนเพื่อไม่ให้ใครเข้ามา แล้วทรุดตัวนั่งลงร่ำไห้สะอึกสะอื้น นับว่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สูญเสียบิดาและพี่ชายในคราวเดียวกันที่นางร้องไห้เสียใจเช่นนี้
"เฉียนหลงเว่ย ท่านช่างใจร้ายกับข้ายิ่งนัก หากข้าบังคับความรู้สึกของตัวเองได้ ข้าคงไม่รักท่านตั้งแต่แรก"
อวี้จวินหรงใช้เวลาเรียนรู้งานในจวนไม่นานนัก เพราะเรื่องในจวนส่วนใหญ่นางคุ้นชินดีอยู่แล้ว
"ตั้งแต่ฮูหยินแต่งเข้าจวนมาทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยมากทีเดียว ถึงขนาดที่นายท่านยังเอ่ยปากชม"
"หึ ข้าไม่เห็นว่านางจะดีเลิศเลอเหมือนที่เจ้าพูด แม้จะจัดการเรื่องในจวนได้ดี แต่นางเป็นเพียงสตรีธรรมดาที่ไม่สามารถสนับสนุนสามีได้ ก็ไม่ต่างจากคนไร้ค่ามิใช่หรือ"
"ข้าไร้ค่าหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่สาวใช้อย่างเจ้าจะมาตัดสินได้"
"ฮะ...ฮูหยิน"
"ดูท่าแล้วข้าคงต้องจัดระเบียบคนในจวนใหม่เสียแล้ว มิเช่นนั้นคงทำให้ทั้งข้าและท่านพี่อับอายแน่"
"ฮูหยิน ได้โปรดให้อภัยข้าสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ"
"ในเมื่อเป็นความผิดครั้งแรกของเจ้า ข้าจะไม่ถือสาเอาความ แต่ถ้ามีครั้งต่อไปข้าไม่ละเว้นเจ้าแน่"
"ขอบคุณฮูหยินที่เมตตา"
เมื่อมีเวลาว่างนางมักเข้าครัวทำขนมเป็นของว่างให้เขาเสมอ แม้เขาเคยบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับนางก็ตามที แต่นางยังคงหวังในใจลึก ๆ ว่าเวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น ไม่ต้องรักนางเฉกเช่นคู่สามีภรรยาก็ได้ นางขอเพียงอ้อมกอดจากเขาสักเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว
"คุณชาย ฮูหยินให้คนนำขนมมาให้ขอรับ"
"นางว่างนักหรือ ถึงได้ทำขนมมาให้ข้าบ่อยเช่นนี้" หลงเว่ยพูดขึ้น ขณะที่ตายังไม่ละจากตัวหนังสือตรงหน้า
"ใครว่าล่ะขอรับ ฮูหยินยุ่งมาก แต่นางก็ยังหาเวลามาทำขนมที่ท่านชอบกินอีก ท่านไม่ใจอ่อนชอบพอนางสักนิดเลยหรือ"
"หยุนซือ เจ้าหยุดพูดจาไร้สาระได้แล้ว เจ้าไปบอกนางด้วยว่าข้ามีงานสำคัญต้องทำ จะไม่อยู่จวนสักระยะ"
"เหตุใดท่านถึงไม่ไปบอกนางเองล่ะขอรับ ฟังจากปากท่านย่อมดีกว่า"
"พูดมากเสียจริง"
"บ่าวยังมีอีกเรื่องที่ต้องรายงานขอรับ"
"เรื่องอะไร"
"ดูเหมือนว่าฮูหยินจะถูกสาวใช้ดูแคลนนะขอรับ นางบอกว่าฮูหยินเป็นเพียงสตรีไร้ค่าที่ไม่อาจสนับสนุนสามีได้"
เมื่อได้ยินคำกล่าวของบ่าวรับใช้คนสนิทเขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยความโมโห
"เป็นแค่สาวใช้ แต่กล้าบังอาจมาว่าเจ้านาย คนเช่นนี้จะเก็บไว้ในจวนไม่ได้ ไปจัดการเสีย"
"ขอรับ"
หยุนซือสั่งโบยสาวใช้คนนั้นสามสิบที ก่อนไล่ให้นางไปอยู่เรือนเกษตรที่อยู่ห่างจากจวนนับร้อยลี้ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
"ถึงกับต้องไล่นางออกไปจากจวนเลยหรือ"
"บ่าวที่ไม่เคารพเจ้านาย แค่ถูกโบยกับไล่ออกจากจวนยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำขอรับ หากเป็นเมื่อก่อน..." จวินหรงที่รอฟังชายหนุ่มตรงหน้าพูดจนจบประโยคได้แต่จ้องหน้าค้าง เพราะเขาไม่ได้พูดอันใดต่อ
"หากเป็นเมื่อก่อนอะไรงั้นหรือ รีบพูดมาเร็วเข้า"
หยุนซือมีท่าทีอึกอักอย่างเห็นได้ชัด ยามมองไปยังข้างหลังของนางที่มีเจ้านายของตัวเองยืนจ้องเขม็ง
"อะ...เอ่อ ไม่มีอะไรขอรับ บ่าวยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก ขอตัวก่อนนะขอรับ!"
"ดะ...เดี๋ยวสิ" ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะเอ่ยขัด เขาก็ได้วิ่งหายไปแล้วด้วยความรวดเร็วราวกับว่าเห็นผีเสียอย่างนั้น
"ฮูหยิน" เหวินเยว่สะกิดชายเสื้อเบา ๆ ให้นางหันหลังมา
"มีอะไรหรือ ทะ...ท่านพี่"
"เจ้าออกไปก่อน" เขาหันไปบอกสาวใช้ของนาง
"มาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ"
"ขนมของเจ้า ข้ากินจนเอียนแล้ว ทีหลังไม่ต้องทำมาให้ข้าอีก"
"ฝีมือข้าไม่ถูกปากท่านหรือเจ้าคะ"
"แม้เจ้าจะทำขนมได้รสชาติดีเลิศมากเท่าใด แต่หากต้องกินทุกวัน หากเป็นเจ้าเจ้าจะยังอยากกินอีกรึไม่"
"หากเป็นข้าคงคิดเหมือนท่านเช่นกัน" นางส่งยิ้มแหย ๆ เมื่อคิดว่าต้องกินขนมหวานพวกนั้นทุกวัน คงรู้สึกเบื่อหน่ายจนไม่อยากกินอีก
"ข้ามีงานสำคัญต้องทำ คงไม่ได้กลับจวนสักระยะ "
"งานสำคัญงั้นหรือ"
"ใช่ ระหว่างที่ข้าไม่อยู่อำนาจทุกอย่างข้ายกให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจแทน"
"ไปนานเท่าใดหรือเจ้าคะ"
"อาจจะสักหนึ่งหรือสองเดือน"
"นานขนาดนั้นเชียวหรือ"
"ไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่ได้ไปออกรบเสียหน่อย"
ราวกับว่ารู้ใจนางว่ารู้สึกเช่นไร ถึงได้เอ่ยออกมาเช่นนี้ บนโลกใบนี้นางเหลือเพียงเขาผู้เดียว ย่อมหวั่นวิตกเป็นธรรมดาที่สามีจะไม่อยู่ที่เมืองหลวง
โชคร้ายที่อาการคลุ้มคลั่งของฮูหยินผู้เฒ่าไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ เพราะได้รับพิษในปริมาณมากเขาจึงส่งถานไฉให้กลับไปดูแลมารดาตามเดิม โดยให้สาวใช้คนอื่นคอยสอดส่องดูพฤติกรรมของนางควบคู่ไปด้วย แม้สาวใช้ผู้นี้คิดจะฆ่ามารดาของเขา แต่ถึงอย่างไรพวกนางสองคนก็ใช้ชีวิตด้วยกันมานาน เขาจึงให้นางได้ไถ่โทษด้วยการดูแลฮูหยินผู้เฒ่าจนกว่าคนใดคนหนึ่งจะเป็นคนจากไปก่อนซินเหยียนกับอวี่ซูอยู่ที่จวนสกุลซ่งนานกว่าที่คิด เพราะต้องรักษาบาดแผลของสาวใช้คนสนิท แม้ตอนนี้บาดแผลของนางจะหายดี แต่ตอนนี้ซินเหยียนเกิดอาการเท้าบวมเพราะการตั้งครรภ์ทำให้เดินเหินไม่ค่อยสะดวกนัก“นายหญิง บ่าวว่ารอให้คลอดก่อนแล้วพวกเราค่อยกลับไปที่จวนสกุลเซียวดีหรือไม่”“ไม่ได้หรอก กว่าข้าจะคลอดก็อีกตั้งหลายเดือน ที่นั่นขาดคนดูแลมานาน อีกอย่างข้าอยากกลับจวนแล้ว”“ช่วยตริตรองดูอีกรอบเถิดเจ้าค่ะ”“ข้าคิดดีแล้ว”“เจ้าจะรีบกลับบ้านเดิมไปทำไมเล่า หรือว่าเจ้าอึดอัดที่ต้องทนเห็นหน้าข้า” ซ่งอันหยางถามขึ้นมา เดิมทีเขาเพียงแค่อยากมาดูนางเสียหน่อย แต่กลับได้ยินทั้งคู่พูดคุยเรื่องกลับจวนเสียนี่“พวกเราไม่ได้เป็นสามีภรรยากันแล้ว ตอนนี้ข้ากับท่านเป็นเพียงคน
ฝ่ามือแกร่งลูบศีรษะของภรรยาด้วยความทนุถนอม ความอบอุ่นจากมือของเขาทำให้ซินเหยียนหลับตาพริ้มประหนึ่งถูกขับกล่อมด้วยบทกลอนอันไพเราะ“ท่านโหวจะทำเช่นไรต่อไปหรือขอรับ ดูท่าว่าฮูหยินจะโกรธท่านไม่น้อย”“ข้ารู้นิสัยของนางดี ถ้านางเพียงแค่โกรธเคืองข้า ข้าคงไม่ต้องรู้สึกเป็นกังวลเหมือนในตอนนี้” เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำว่าเกลียดออกมาเสียด้วยซ้ำ จึงพูดออกมาแต่เพียงเท่านี้“ตอนนี้ข้าหวังเพียงให้นางกับลูกอยู่อย่างสุขสบาย ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับนางคงทำได้เพียงค่อย ๆ บอกเล่าที่มาที่ไปให้นางฟัง”“แล้วถ้าฮูหยินไม่ให้อภัย”“ข้าก็จะไม่ย่อท้อ เมื่อครั้งแรกเริ่มข้าคิดจะหลอกใช้นางก็จริง แต่พอนานวันเข้าข้ากลับหลงลืมความตั้งใจนี้ ช่างน่าขันที่ข้าดันหลงรักคนที่คิดจะหลอกใช้โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป” เขาตอบบ่าวรับใช้ แต่ไม่ได้หันไปมองหน้ากู่เจ๋อสักนิดซ่งอันหยางมอบจุมพิตที่หน้าผากนวลแผ่วเบา ก่อนปลีกตัวออกจากห้องนอนของตัวเองไป ตั้งแต่ที่นางเป็นลมเขาไม่อาจวางใจว่านางกับลูกจะปลอดภัยจึงได้พาตัวนางกับสาวใช้กลับมาที่จวนสกุลซ่งเมื่อท่านโหวออกไปแล้วหยาดน้ำตาได้ไหลเป็นทางยาวอาบแก้มทั้งสองข้าง นางทั้งรู้สึกสับสนแ
ตั้งแต่ที่รู้ว่าตัวเองตั้งท้องจวบจนเวลาล่วงเลยมาถึงตอนที่นางตั้งครรภ์ได้สี่เดือนแล้ว คราแรกซินเหยียนหวั่นวิตกเพราะท้องของนางดูเหมือนจะใหญ่กว่าปกติ หากเทียบกับระยะเวลาตั้งครรภ์ แต่พอท่านหมอบอกว่านางได้ลูกแฝดนางถึงเบาใจลง โชคดีที่นางไม่ได้แพ้ท้องหนักเหมือนสตรีอื่น นางแค่รู้สึกวิงเวียนเวลาตื่นนอน และยังชอบกินผลไม้รสเปรี้ยวมากเป็นพิเศษ“ท้องของท่านใหญ่ขึ้นมากเลยนะเจ้าคะ” อวี่ซูพูดด้วยน้ำเสียงปลื้มปิติ“เป็นเพราะข้าท้องแฝด ท้องของข้าถึงได้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ”“บ่าวว่าท่านต้องได้ลูกชายแน่ ๆ เลยเจ้าค่ะ”“เจ้ารู้ได้ยังไงกัน”“อันที่จริงระหว่างไปจ่ายตลาดบ่าวได้ยินชาวบ้านพูดกัน ว่าถ้าหากสตรีมีครรภ์ชอบกินอาหารรสเปรี้ยวจะได้ลูกชาย ส่วนถ้าชอบกินเผ็ดจะได้ลูกสาว”“งั้นหรือ”“เจ้าค่ะ”ร่างบางลูบท้องตัวเองด้วยความรักใคร่ นางใช้ชีวิตอยู่ที่นี่หลายเดือนจนเริ่มจะชินกับเรือนหลังนี้ แม้จะไม่ได้ใหญ่โตหรือโอ่อ่าเหมือนเรือนที่นางเคยอยู่ ทว่าหากเทียบกับเมื่อก่อนนางมีความสุขมากกว่าที่ไม่ต้องทนเห็นสามีข้องเกี่ยวกับสตรีอื่นช่วงแรกนางยังแอบร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง ด้วยยังทำใจไม่ได้ที่ถูกสามีหลอกใช้ ทว่าตอนนี้นางเริ่มท
เวลาผ่านไปเพียงไม่นานนัก กู่เจ๋อได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงพร้อมกับบ่าวรับใช้คนอื่น เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วซ่งอันหยางจึงถวายกีฎาพร้อมหลักฐานการกระทำความผิดของขุนนางในราชสำนักรวมทั้งเซียวเต๋อด้วยเช่นกัน ตั้งแต่คนผู้นี้เข้ารับตำแหน่งขุนนางก็ได้ทำการทุจจริตโดยได้รับการหนุนหลังจากใต้เท้าหลุนผู้ซึ่งเป็นบิดาของพระสนมอวี้กุ้ยเฟยทำให้ตอนนี้ราชสำนักกับวังหลังเกิดความวุ่นวายไม่น้อย เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและองค์ชายหกแล้ว อวี้กุ้ยเฟยไม่ลังเลที่จะรีบบอกให้บิดายอมรับโทษแต่โดยดีและขออภัยโทษกับองค์ฮ่องเต้ด้วยการตัดสินใจเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้เห็นแก่องค์ชายหกที่ไม่อาจมีท่านตาเป็นนักโทษจึงทำเพียงปลดใต้เท้าหลุนออกจากตำแหน่งแล้วให้เกษียณอยู่ที่จวน และเพื่อไม่ให้ตระกูลหลุนเรืองอำนาจฮ่องเต้ทรงมิให้ตระกูลหลุนทั้งตระกูลเข้ารับตำแหน่งขุนนางเป็นระยะเวลาสิบปีส่วนเซียวเต๋อที่เป็นท่านอาของเซียวซินเหยียนถูกริบทรัพย์ทั้งหมดพร้อมกับเนรเทศให้ไปอยู่ชายแดนพร้อมฮูหยินทำให้ตอนนี้ที่จวนสกุลเซียวไร้ซึ่งเจ้านายเป็นคนดูแลเดิมทีแล้วเขาเพียงต้องการกำจัดเซียวเต๋อให้พ้นทางเพราะหากปล่อยให้คนผู้นี้มีอำนาจในราชสำนักเกรงว่าไม่ช
“ต่อให้ข้าต้องกลายเป็นคนใจดำ แต่เพื่อสกุลซ่งแล้วข้าทำได้ทุกอย่าง”“ท่านอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ว่าแต่เดิมแล้วท่านชิงชังตระกูลเซียวก็เพราะว่าท่านเคยถูกบิดาของซินเหยียนถอนหมั้นตอนที่ท่านยังสาว”“อันหยาง!” นางตวาดเรียกชื่อลูกชายเสียงดัง ตอนที่โดนจี้จุดอ่อนเข้า“ในเมื่อท่านแม่ไม่ไว้หน้าข้าก่อน ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกันนะขอรับ”“เจ้าคิดจะทำอะไร”“ท่านทำให้ฮูหยินของข้าไม่อาจกลับมาสู้หน้าคนอื่นได้ ข้าก็จะทำให้ท่านได้ลิ้มรสความรู้สึกนี้เช่นกัน”“แต่ข้าเป็นแม่ของเจ้านะ!”“ข้าก็เป็นลูกชายของท่านเช่นกัน” เขาตอบกลับมารดาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งประดุจสายน้ำไหล“เจ้ากับนางพอหย่าขาดกันแล้วก็กลายเป็นเพียงคนแปลกหน้า แต่สายเลือดไม่มีทางตัดกันขาดได้”“ท่านแม่ ท่านหมายความว่ายังไง”“หึ ดูเอาเองเถิด” ว่าพลางยื่นใบหย่าที่เซียวซินเหยียนลงนามแล้วให้บุตรชายดู“นี่มัน”“ดูเอาเถิด พอแม่ยื่นใบหย่าขาดภรรยาที่เจ้าเคยให้ไว้เมื่อหลายปีก่อนแก่นาง นางไม่ได้ฉุกคิดสักนิด แต่ลงนามในใบหย่านี้ทันที”ซ่งอันหยางได้ยินคำพูดของมารดาถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่คิดว่านางจะยอมลงนามง่ายดายถึงเพียงนี้ หากมิใช่เพราะมารดาบอกเรื่องบางอย่างแก่น
ด้วยความกระวนกระวายใจที่ไม่ได้รับจดหมายตอบกลับจากเมืองหลวง ทำให้ซ่งอันหยางอยู่ไม่สุข เขากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับซินเหยียน“เป็นอะไรไปหรือขอรับ” กู่เจ๋อถามเจ้านาย“จดหมายที่ข้าส่งไปเมืองหลวงเหตุใดถึงไม่ได้รับการตอบกลับมาเสียที”“บางทีจดหมายที่ท่านโหวส่งไปอาจยังไม่ถึงมือของฮูหยินก็ได้นะขอรับ”“ด้วยระยะเวลานับตั้งแต่ข้าให้คนส่งจดหมายไป ข้าว่าต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแน่นอน” ซ่งอันหยางคาดเดา“บ่าวว่าท่านคิดมากไปแล้วล่ะขอรับ”“ส่งคนของเราไปสืบข่าวที่จวน ข้าต้องมั่นใจว่าไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นกกับนาง”เวลาผ่านราวครึ่งเดือนเขาก็ได้รับจดหมายตอบกลับมา แต่ไม่ใช่จดหมายจากคนที่เขารอทันทีที่ร่างสูงเปิดอ่านจดหมาย พอเห็นเนื้อหาในจดหมายยิ่งทำให้เขาโกรธจนไม่สามารถเก็บความรู้สึกเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยได้อีก“ให้คนไปเรียกข้ามา มีเรื่องสำคัญจะสั่งการหรือขอรับ” กู่เจ๋อถามผู้เป็นเจ้านาย“ไม่มีเวลาแล้ว พวกเราต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว”“ทำไมต้องรีบเร่งถึงเพียงนี้ หรือว่าเกิดเรื่องขึ้นที่เมืองหลวง”“ข้าไม่อยู่ที่จวนเพียงสองเดือน แต่ในจวนกลับเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น แม้จะเป็นฝีมือของท่านแม่ ข้า
“ข้าลืมคำนึงถึงเรื่องนี้ไป เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” หม่าโจวฉือบอกเสียงเรียบ ทว่านัยน์ตากลับเศร้าสร้อยยิ่งนักยามนึกถึงความจริงข้อนี้ “ใต้เท้าเฉียนไม่อยู่ที่เมืองหลวงเพียงเดือนเดียว แต่ฮูหยิน ของเขากลับรู้จักสนิทชิดเชื้อกับบุรุษอื่นเสียแล้ว หวังว่าท่านคงไม่ได้สวมหมวกเขียวให้เขาหรอกนะ
จวนสกุลหลินจัดงานหมั้นให้บุตรชายคนรองยิ่งใหญ่ทีเดียว จวินหรงได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน แม้ข้างกายไร้ซึ่งผู้เป็นสามี หนึ่งเดือนผ่านไปนางยังไม่เห็นแม้แต่วี่แววว่าเขาจะกลับมา แม้แต่จดหมายยังไม่อาจส่งไปหาได้เหตุเพราะเขาไม่ได้มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง “ฮูหยิน
ร่างบางในชุดแต่งงานสีมงคลนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ในเรือนหอ รอคอยให้บุรุษผู้เป็นสามีมาถอดผ้าคลุมหน้าออก ทว่าเวลาผ่านไปหลายชั่วยามกลับไร้ร่องรอยของชายหนุ่ม “ฮูหยิน เข้านอนเถิดเจ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยขึ้นหน้าห้อง เมื่อเวลาล่วงเลยเกินครึ่งค่อนคืนไปแล้ว ทว่าเจ้าบ่าวยังไม่ได้มาปรากฏตัวทั้งที่งานเลี้ย
เฉินซือเฉียนให้ทหารกับคนรับใช้บางส่วนเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ในขณะที่ตัวเองพร้อมบ่าวคนสนิทเดินทางไปเมืองลั่วหยาง“ท่านแม่ทัพ” อี้ฉีเรียกเจ้านายของตน“มีอะไร”“พวกเรามาที่ลั่วหยางทำไมหรือขอรับ” เขาแสร้งถาม“เจ้าไม่ต้องทำเป็นหว่านหินถามทาง ก็แค่ทางผ่านเท่านั้น” ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็น คิดว่าอ







