LOGINสองมือเล็กโอบกอดร่างของชายหนุ่มผู้เป็นสามีจากทางด้านหลังด้วยความรักใคร่ ทว่านางกลับได้รับเพียงแผ่นหลังแสนเย็นเฉียบจากเขาเท่านั้น อ้อมกอดแสนอบอุ่นที่นางเฝ้าคะนึงหานับตั้งแต่ได้เป็นฮูหยินของเขา ช่างน่าเศร้าที่นางไม่เคยได้รับจากเขาแม้สักคราเดียว จนกระทั่งวันหนึ่งได้รู้ความจริงบางเรื่องเข้า ถึงได้เข้าใจว่าเหตุใดสามีของตนถึงได้มีท่าทีเย็นชาเช่นนี้ เมื่อความรักของนางไม่อาจฉุดรั้งเขาไว้ได้อีก คงถึงเวลาที่นางต้องปล่อยมือและจากเขาไปพร้อมกับลูกน้อยในครรภ์
View Moreร่างบางในชุดแต่งงานสีมงคลนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ในเรือนหอ รอคอยให้บุรุษผู้เป็นสามีมาถอดผ้าคลุมหน้าออก ทว่าเวลาผ่านไปหลายชั่วยามกลับไร้ร่องรอยของชายหนุ่ม
“ฮูหยิน เข้านอนเถิดเจ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยขึ้นหน้าห้อง เมื่อเวลาล่วงเลยเกินครึ่งค่อนคืนไปแล้ว ทว่าเจ้าบ่าวยังไม่ได้มาปรากฏตัวทั้งที่งานเลี้ยงได้จบลงนานแล้ว
“เหวินเยว่ เจ้าไปพักผ่อนเถิด ข้าจะรอท่านพี่อีกเดี๋ยวเดียว หากเขาไม่มาข้าก็จะเข้านอนแล้วเช่นกัน” แม้ปากเอ่ยบอกสาวใช้เช่นนั้น แต่น้ำตากลับไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างไม่อาจห้ามปราม
สามเดือนก่อนหน้าเฉียนหลงเว่ยให้แม่สื่อมาสู่ขอนางที่จวนสกุลอวี้ เขากล่าวว่ายินดีรับนางเป็นภรรยาเอก หากหญิงสาวไม่รังเกียจ อวี้จวินหรงรู้สึกปิติยิ่งนักที่บุรุษที่ตนแอบรักมาหลายปีมาสู่ขอ นางตอบรับคำขอแต่งงานทันที เพราะคนในสกุลอวี้เหลือเพียงนางผู้เดียวแล้ว ทั้งมารดา บิดา และพี่ชายเพียงคนเดียว พวกเขาต่างเสียชีวิตไปจนหมด ทิ้งให้สตรีตัวเล็ก ๆ เช่นนางอยู่ในจวนอย่างโดดเดี่ยวแรมปี ในอดีตตระกูลอวี้เคยรุ่งโรจน์สูงสุดเท่าที่ตระกูลใดจะสามารถทำได้ แต่ทว่าหลังจากที่บิดาและพี่ชายของนางสิ้นชีพกลางสนามรบ ตระกูลอวี้ทั้งตระกูลได้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที ทั้งญาติพี่น้อง สหาย พวกเขาเหล่านั้นต่างเบือนหน้าหนีไปคนละทิศละทาง
ข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงถูกขายเพื่อนำไปใช้จ่ายภายในจวน จากที่เคยเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ที่บุรุษทุกคนต่างหมายปองกลับกลายเป็นว่าไม่มีผู้ใดคิดแต่งนางเข้าไปเป็นฮูหยินเอก อย่างมากคงได้เป็นเพียงอนุเท่านั้น ทำให้อวี้จวินหรงยังไม่ได้ออกเรือนเสียที
“คุณชายกู้ ชอบพอท่านถึงได้คิดหยิบยื่นโอกาสเช่นนี้ให้ แต่ท่านกลับจะทำลายโอกาสดี ๆ เช่นนี้หรือ” เสียงแม่สื่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“หากโอกาสดี ๆ ที่เจ้าว่าคือการที่ข้าต้องแต่งเป็นอนุของผู้อื่น ข้าขอไม่รับไว้ ฝากเจ้ากลับไปบอกคุณชายกู้ด้วย หากคิดว่าข้าสิ้นไร้ทุกสิ่งอย่างจนถึงกับต้องยอมเป็นอนุของเขา สู้ข้าตายเสียดีกว่า”
“นี่เจ้า!”
“หลีกไป!” เสียงหญิงวัยกลางคนอีกคนแทรกขึ้น
“เจ้าเป็นใครกัน”
“ข้าเป็นแม่สื่อที่ใต้เท้าเฉียนส่งมา เพื่อสู่ขอแม่นางอวี้เป็น ฮูหยินเอก”
“ท่านพี่เฉียนหลงเยว่ใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ หากท่านยินยอม ใต้เท้าเหยียนยินดีแต่งท่านเข้าจวนเป็นนายหญิงของสกุลเฉียน”
“...”
“ว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“ข้ายินดี” นางตอบกลับพร้อมกับส่งยิ้ม
เดิมทีนางคิดว่าท่านพี่หลงเยว่ต้องชอบพอนางถึงได้ทำเช่นนี้ แต่ตอนนี้นางกลับไม่แน่ใจเสียแล้ว คืนเข้าหอคืนแรกนับว่าเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของสตรี หากเรื่องถูกแพร่ออกไปว่านางถูกทิ้งให้อยู่ในเรือนหออย่างโดดเดี่ยว นางคงไม่อาจสู้หน้าผู้ใดได้ เพราะอาจทำให้บ่าวไพร่ในจวนรวมทั้งคนภายนอกติฉินนินทากันสนุกปากแน่
ทางฝั่งของเฉียนหลงเยว่เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอยู่นานจนเวลาล่วงเลยฤกษ์มงคลไปเสียแล้ว แต่กลับไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนอันใดสักนิดราวกับว่าไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
“คุณชาย เลยฤกษ์เข้าห้องหอแล้วนะขอรับ” หยุนซือบอกเจ้านาย
“…”
“คุณชาย”
“มีอะไร”
“ท่านไม่ไปเปิดผ้าคลุมหน้าให้ฮูหยินหรือขอรับ ไม่จำเป็นต้องร่วมหอกันก็ได้นี่ขอรับ”
“ไม่ล่ะ ข้ายังมีงานมากมายที่ต้องทำ” เอ่ยจบก็เดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเองทันที ไม่ได้สนใจสักนิดว่าสตรีที่รอเขาอยู่จะรู้สึกเช่นไร
ท้ายที่สุดแล้วคนที่นางรอก็ไม่ได้เข้าห้องมาจวบจนฟ้าสาง เช้าวันนี้อวี้จวินหรงตั้งใจไปพบหน้าสามีเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่นางเปลี่ยนสถานะเป็นฮูหยินของเขา
"ฮูหยิน น้ำชาที่ท่านให้เตรียมไว้เสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ" สาวใช่เอ่ยบอก
"เหวินเยว่ เจ้ายกถาดน้ำชาเดินตามข้ามา ข้าจะไปหาท่านพี่ที่เรือนใหญ่" นางหันไปสั่งสาวใช้คนสนิท แม้นางได้ชื่อว่าเป็นนายหญิงของจวน ทว่าไม่ได้อยู่เรือนเดียวกันกับเขา เรือนที่นางอาศัยอยู่คือเรือนรองตั้งห่างจากเรือนใหญ่ของผู้เป็นสามีพอสมควร
ขณะที่เดินผ่านหน้าบรรดาบ่าวรับใช้ในจวน หญิงสาวได้ยินเสียงซุบซิบนินทาไม่ขาดสาย จนกระทั่งเดินมาถึงจุดหมายจึงได้ให้หยุนซือเข้าไปรายงานคนด้านใน
"คุณชาย ฮูหยินมาขอพบท่านขอรับ"
"แค่เมื่อคืนข้าไม่ได้เข้าหอกับนาง นางถึงกับถ่อมาหาข้าถึงที่นี่เชียวหรือ"
"บ่าวว่าไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้นหรอกขอรับ ฟังจากน้ำเสียงของนางเมื่อครู่ นางไม่ได้โกรธเคืองท่านหรอกขอรับ"
"เช่นนั้นให้นางเข้ามา"
"ฮูหยิน เชิญด้านในขอรับ" ชายหนุ่มโค้งคำนับเล็กน้อย ก่อนเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อให้ทั้งคู่ได้พูดคุยกันตามลำพัง
“พี่ซือเฉียน ท่านคิดจะทำอะไร”“ข้าแค่อยากบอกเจ้าใกล้ ๆ เท่านั้นเอง ที่ผ่านมาเพราะไม่เจนจัดเรื่องรักใคร่เฉกเช่นชู้สาวทำให้ข้าไม่รู้ตัวว่าคิดเกินเลยกับเจ้ามากเกินกว่าน้องสาวของสหาย”“…”“สิ่งที่ข้าพูดในวันนี้เจ้าอาจไม่เชื่อ แต่ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นเอง ว่าพี่ซือเฉียนของเจ้าก็รักเจ้าเช่นกัน” ประโยคสุดท้ายเขากระซิบที่ข้างหู เพื่อให้นางได้ยินชัดเจนที่สุดหนึ่งเดือนมานี้ในที่สุดเขาได้ตกผลึกแล้วว่านอกจากการกระทำที่ต้องแสดงออกให้นางเห็น คำพูดก็สำคัญไม่แพ้กัน จากนี้ไปไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ เขาจะแสดงออกไปทิศทางเดียวกัน และจะรอจนกว่านางจะใจอ่อนยอมเปิดใจให้เขาอีกครั้งเพราะบิดาเร่งเร้าคอยส่งจดหมายมาที่สกุลเฉินทำให้สือจื่อหลันอับอายไม่น้อย สุดท้ายนางถึงได้ตัดสินใจแต่งกับคุณชายจากสกุลตู้ เหตุผลไม่มีอันใดมาก เพราะตู้เกาปินว่านอนสอนง่าย ทั้งยังสามารถชักจูงได้ง่ายแล้วมีหรือที่นางจะไม่ยอมแต่งงานกับบุรุษผู้นี้ นอกจากเหตุผลพวกนี้แล้วตระกูลตู้มีเพียงสามีนางที่เป็นผู้สืบทอด ด้วยผลประโยชน์ที่นางคิดอย่างถี่ถ้วน สือจื่อหลันถึงได้แต่งออกไป“ดูเหมือนว่าเจ้าจะเลือกสามีได้ดี”“แม้ว่าข้าจะเลือกสามีได้ดี แต่ก็
เกี้ยวเจ้าสาวหยุดลงที่หน้าประตูใหญ่สกุลเฉิน ก่อนที่ร่างสูงของเฉียนซือเฉียนจะก้าวลงมาจากหลังม้าเพื่อรอรับร่างบางในชุดสีแดงมงคล โดยที่เขายังไม่ได้เห็นหน้านางเสียด้วยซ้ำ“คุณหนู ท่านค่อย ๆ เดินนะเจ้าคะ” เสียงของซิ่วเหอบอกกับคุณหนูของตน“พวกเราเข้าไปข้างในกันเถิด ท่านพ่อกับท่านแม่กำลังรอพวกเราอยู่” เขาบอกเสียงนุ่มแล้วอุ้มนางก้าวผ่านประตูไป“คำนับฟ้าดิน คำนับบิดา คำนับมารดา”จนกระทั่งเสร็จพิธีตามขนบธรรมเนียมซูหรงได้มานั่งรอให้สามีหมาด ๆ เปิดผ้าคลุมหน้าก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสมบูรณ์“ข้าคงไม่ได้มาช้าเกินไปใช่รึไม่” บอกพลางก้าวเข้ามาใกล้หญิงสาวแล้วเปิดผ้าคลุมหน้าของนางออก เผยให้เห็นใบหน้างามที่วันนี้ถูกแต่งแต้มต่างจากปกติ วันนี้ซูหรงงดงามเป็นพิเศษ ครั้นคิดว่าอีกไม่นานตัวเองจะต้องทำเรื่องบางอย่าง แม่ทัพหนุ่มจึงได้กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่จนอีกคนจับสังเกตได้“ข้าจะนอนแล้วเจ้าค่ะ”“ให้ข้าช่วยถอดชุดให้หรือไม่”“เหตุใดถึงต้องถอดชุดด้วย”“เจ้าคงไม่คิดว่าสามีภรรยากันจะทำเพียงนอนด้วยกันเฉย ๆ หรอกกระมัง เพราะถ้าหากทำแค่นั้นคงไม่สามารถมีทายาทไว้สืบสกุลได้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีเลศนัยซูหรงที่ได้ฟังคำพูดนี้ถึ
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปพบซือเฉียน!” เขาบอกอย่างรีบร้อน เรื่องนี้คงเป็นฝีมือสหายตัวดีแน่ ๆ เฉินซือเฉียนผู้นี้ช่างเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ ตอนที่ไม่ได้ชอบพอน้องสาวของเขาก็พูดจาผลักไสไม่ไยดี แต่พอตัวเองเกิดอยากได้นางมาเป็นฮูหยินกลับใช้เบื้องบนมาผูกมัดน้องสาวของเขาเอาไว้ แล้วจะไม่ให้เขาไม่พอใจได้ยังไงกันร่างสูงเดินเข้ามายังโถงรับแขกก็สบเข้ากับใบหน้าถมึงทึงของซูอันที่มองมาด้วยความไม่พอใจฉายแววชัดเจน“ลมอะไรหอบเจ้ามาถึงที่นี่” สิ้นคำพูดนี้ ใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มได้หันไปตามแรงหมัดของบุรุษ“เจ้าทำอะไรไว้คิดว่าข้าไม่รู้งั้นรึ”“ดูจากท่าทางโมโหของเจ้าแล้ว พระราชโองการคงไปถึงที่จวนสกุลซูแล้วกระมัง”“ทำแบบนี้ทำไมกัน เจ้าเป็นคนพูดเองแท้ ๆ ว่าไม่เคยรู้สึกอันใดกับน้องสาวข้า พอนางตัดใจหนีเจ้าไปเมืองลั่วหยาง เจ้ากลับไม่ยอมปล่อยนาง”“หากข้าพูดไปคงน่าขัน ผู้ใดจะล่วงรู้เล่าว่าข้าจะเพิ่งมารู้ตัวเอาป่านนี้”“เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่”“ข้ารักน้องสาวเจ้า ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ข้าไม่อาจปล่อยให้นางลอดพ้นออกไปจากสายตาข้าได้”“เจ้าก็แค่อยากเอาชนะนาง อย่าหลอกตัวเองไปหน่อยเลย”“ข้าไม่เคยอยากเอาชนะนาง ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ต
“อีกไม่นานคงมีพระราชโองการลงมา เฉินซือเฉียนได้รับพระราชทานสมสรสจากฮ่องเต้แล้วคิดว่าเจ้าคงต้องตัดใจจากเรื่องนี้แล้วล่ะ” ใต้เท้าเฉินบอกนางเสียงเรียบ“พี่ซือเฉียนจะแต่งงานกับแม่นางคนใดหรือเจ้าคะ”“จะเป็นใครได้เล่า ถ้าไม่ใช่บุตรสาวของใต้เท้าซูต้าเฉิง”“ใต้เท้าซูงั้นหรือ” นางเอ่ยทวนด้วยน้ำเสียงสั่น“ข้าจะแต่งงานกับซูหรง”ราวกับถูกสิ่งของหนักอึ้งฟาดเข้าที่ใบหน้า สือจื่อหลันแทบจะข่มความไม่พอใจเอาไว้ไม่ได้ยามได้ยินว่าเขาจะแต่งงานกับสตรีที่นางมองว่าเป็นศัตรูอย่างซูหรง“ทำไมพวกท่านถึงได้ใจร้ายกับสตรีตัวเล็ก ๆ แบบข้านัก” ท้ายที่สุดนางได้ร้องไห้ออกมา ไม่ใช่เพราะโศกเศร้าเสียใจ แต่เป็นเพราะความแค้นเคืองที่จุกแน่นอยู่ในอก“เจ้าทำตัวเองแท้ ๆ ไยถึงได้โทษว่าเป็นความผิดของคนอื่น”“จื่อหลัน เรื่องพวกนี้เจ้าเป็นคนขอร้องเอง ข้าสามารถช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้ จงเลือกมาว่าจะออกเรือนกับใครระหว่างสองคนนี้ ส่วนเรื่องของซือเฉียนเจ้าก็หักห้ามใจเสียเถิด” เฉินลิ่วจงปลอบใจหญิงสาว แทนที่จะทำให้นางจะรู้สึกดีขึ้น ทว่ากลับได้ผลตรงกันข้าม“หากไม่ใช่พี่ซือเฉียน ข้าจะไม่ยอมออกเรือนไปกับใครทั้งนั้น”“พูดได้ดี ถ้าเช่นนั้นข้าจะ
แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าเป็นคำตอบ งานแต่งงานนี้เขาเป็นคนร้องขอด้วยตัวเอง เพียงแต่ต้องให้บิดาเป็นคนออกหน้าให้จะได้ไม่น่าเกลียดเกินไป“เจ้ารักนางหรือไม่ แม่ไม่อยากเห็นซูหรงเสียใจเพราะเจ้าอีก” นางเลือกเอ่ยตามตรง“ท่านแม่พูดอย่างกับว่าไม่รู้จักนิสัยของลูกเสียอย่างนั้น”“หากเจ้าไม่ยอมตอบแต่โดยดี แม่จะถือซะว่
เฉินซือเฉียนที่เพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงเมื่อกลางดึกที่ผ่านมาได้เห็นภาพพวกนี้เข้า เขารู้สึกไม่ค่อยใจนักยามคิดว่าบุรุษผู้นี้กำลังคิดเกินเลยกับนาง บุรุษก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ หากจะให้นางแต่งให้จางหย่งมิสู้เขาแต่งนางมาเป็นฮูหยินคงดีเสียกว่า อย่างน้อยนางจะไม่ต้องกังวลเรื่องมีอนุคิดได้ดังนั้นจึงยิ้มกริ่มอ
ครั้นได้ยินคำพูดนี้ของมารดาทำให้มือของนางหมดเรี่ยวแรงจนผ้าเช็ดหน้าร่วงหล่นลงพื้น ฮูหยินซูได้ก้มลงเก็บแล้วส่งคืนให้บุตรสาว“ข้า...ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน” บอกด้วยน้ำเสียงเบาหวิว แม้พี่ซือเฉียนจะให้คนส่งจดหมายมาหานาง แต่นางไม่เคยเปิดอ่านหนำซ้ำยังให้สาวใช้คนสนิทนำไปเผาทิ้ง สาเหตุที่ทำเช่นนี้เพราะไม่อ
ทันทีที่ได้เปิดอ่านจดหมายจากบิดา แม่ทัพหนุ่มยกยิ้มราวกับว่ารู้อะไรบางอย่างอยู่ก่อนแล้ว เมื่อหลายเดือนก่อนเขาให้อี้ฉีส่งจดหมายไปที่เมืองหลวงบอกว่าเขาถูกศัตรูทำร้ายจนอาจพิการไปตลอดชีวิตก็เพื่อรอดูว่าสือจื่อหลันจะทำเช่นไร รวมทั้งต้องการพนันกับบิดา ถ้าหากนางยังยืนกรานจะเป็นฮูหยินของเขาแสดงว่าพนันครั้งน

















