로그인งานเลี้ยงวันเกิดในครั้งนี้ไม่ได้แบ่งแยกห้องโถงระหว่างชายหญิง เหตุเพราะแขกเหรื่อที่เชิญมามิได้มีจำนวนมากมายเท่าใดนักจึงไม่จำเป็นที่ต้องทำเช่นนั้น
ก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มต้นขึ้นไม่ถึงหนึ่งเค่อร่างสูงของเจ้าของงานได้ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางเสียงซุบซิบนินนาในทุกย่างก้าวที่เดินเข้ามา เขาเปรยตามองทุกคนเล็กน้อยแล้วเดินไปนั่งตรงกลางห้องโถงข้าง ๆ ที่นั่งของอวี้จวินหรง
“ชุดที่ใต้เท้าเฉียนใส่มาวันนี้ช่างดูไม่เหมือนผู้ใดในเมืองหลวง ไม่ทราบว่าท่านให้ช่างเย็บปักจากที่ใดเป็นคนทำชุดให้หรือ” ใต้เท้าเฉาถามขึ้นด้วยความสนใจ เพราะลายปักบนชุดของใต้เท้าหนุ่มดูงดงามแปลกตา
“ชุดนี้ฮูหยินของข้าเป็นคนตัดเย็บให้ข้าเอง ไม่ได้ใช้ช่าง” เขาตอบเสียงดังฟังชัดจนทุกคนต่างหันมองเป็นตาเดียว เพราะดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มกับฮูหยินต่างจากข่าวลือที่บอกว่าเขากับฮูหยินไม่ลงรอยกัน
“ดูจากฝีเข็มลวดลายการปักก็รู้แล้วว่าฮูหยินใส่ใจท่านมาก”
“ใต้เท้าเฉียนโชคดีที่มีฮูหยินอย่างนางอยู่ข้างกาย”
“ข้าต้องโชคดีอยู่แล้ว ถ้าหากไม่มีนางงานเลี้ยงวันนี้คงไม่ราบรื่นเช่นนี้” เขาเอ่ยปากชมพร้อมกับมองหน้านาง แต่นางกลับทำเฉไฉหันหน้าไปอีกทาง วันนี้เขาอุตส่าห์เลือกสวมชุดของนางเพื่อหวังให้นางอารมณ์ดีขึ้น ทว่าดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก
เหอลี่หลินเห็นชายคนรักไม่ได้สวมชุดที่ตัวเองเป็นคนตัดได้แต่กำหมัดแน่น ทั้งรู้สึกกรุ่นโกรธ เสียใจและอึดอัดจนความรู้สึกทั้งมวลนี้อัดกันแน่นรอวันปะทุ วันนี้นางจะต้องหาโอกาสคุยกับเขาให้รู้เรื่อง ว่าทำไมถึงไม่ได้ใส่ชุดของนางทั้งที่เขาตกปากรับคำเสียดิบดี
“พอเห็นฮูหยินนั่งเคียงข้างกับท่านแล้ว ช่างดูเหมาะสมกันยิ่งนัก” ฮูหยินหวังประจบสอพลอ
“ใช่ ๆ พอเห็นเต็มตาเช่นนี้ ดูท่าแล้วคงอีกไม่นานในจวนตระกูลเฉียนคงได้มีคุณหนูคุณชายมาวิ่งเล่น” สิ้นคำพูดของฮูหยินว่านทำเอาเฉียนหลงเว่ยถึงกับแอบสำลักน้ำชา
“ข้ารู้ว่าท่านไม่ได้อยากมีลูกกับข้า แต่ช่วยสงวนท่าทีหน่อยเถิด ถือว่าข้าขอร้องนะเจ้าคะ” จวินหรงบอกสามี เพราะนางไม่อยากหน้าเสียต่อหน้าแขกภายในงาน
“เห็นทีคงอีกนาน ไม่แน่ฮูหยินเฉียนอาจไม่มีบุตรสักคนเลยก็เป็นได้นะเจ้าคะ”
“เหตุใดแม่นางหลี่ถึงได้พูดเช่นนี้”
“เพราะ...เพราะว่า” หลีลี่หยางมีท่าทีอึกอักอย่างเห็นได้ชัด เพราะถูกสายตามากมายจับจ้อง
“ขอบคุณแม่นางหลีที่อุตส่าห์เอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา ตอนนี้ข้าได้หาฤกษ์เตรียมเข้าหอกับฮูหยินของข้าแล้ว อีกไม่นานคงมีเด็ก ๆ หลายคนวิ่งเล่นในจวน” คำตอบของชายหนุ่มทำให้คนที่นั่งอยู่ด้านข้างหน้าแดงก่ำขึ้นมาแทบทันที นางไม่คิดว่าสามีจะกล้าเอ่ยเช่นนี้ออกมา แม้ว่าที่เขาพูดเช่นนี้เพื่อปกป้องนางก็ตามที แต่ก็อดรู้สึกเหนียมอายไม่ได้
ครั้นงานเลี้ยงจบลงทุกคนต่างกลับจวนของตัวเองไปรวมทั้งตัวนางเองเช่นกัน ระหว่างเดินกลับจวนได้พบชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ไม่ได้เจอกันเสียนานนับตั้งแต่งานของเลี้ยงตระกูลหลิน
“จวินหรง” หม่าโจวฉือร้องทัก เมื่อเห็นคนที่ตนรออยู่เบื้องหน้า เขามายืนรอนางที่นี่ราวครึ่งชั่วยาม เพื่อหวังได้พูดคุยกับหญิงสาวสักครั้งด้วยความเป็นห่วง
“คุณชายหม่า”
“เจ้าสบายดีรึไม่”
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ”
“ไม่เจอกันเสียนาน ใบหน้าเจ้าดูซูบผอมไปมากทีเดียว เฉียนหลงเว่ยผู้นั้นรังแกเจ้าใช่หรือไม่ เจ้าถึงได้เป็นเช่นนี้”
“เขาไม่ได้ทำอะไรข้าหรอก เพียงแต่ช่วงนี้ข้ายุ่งอยู่กับการจัดงานเลี้ยงถึงได้เป็นเช่นนี้” นางตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ข้าจากเมืองหลวงยังไม่ถึงครึ่งปีกลับได้ยินข่าวว่าเจ้าแต่งให้เฉียนหลงเว่ย เจ้าน่าจะส่งข่าวบอกข้าบ้าง” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“งานแต่งงานของข้าจัดขึ้นกะทันหันมาก แม้แต่ข้ายังตั้งตัวไม่ทันเสียด้วยซ้ำ ใครเล่าจะคิดว่าข้าจะได้เป็นฮูหยินของสกุลเฉียน”
“แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าเอาแต่เฝ้ามองบุรุษผู้นั้นอยู่ห่าง ๆ มีหรือข้าจะไม่รู้ว่าเจ้ารู้สึกเช่นไร เจ้าได้เป็นฮูหยินของเขาถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี ว่าแต่เจ้ามีความสุขดีหรือไม่ ฟังจากเสียงเล่าลือต่าง ๆ ดูเหมือนว่าเขาจะทำหน้าที่สามีได้ไม่ดีเท่าใดนัก”
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ”
“หากวันใดรู้สึกไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว เจ้าบอกข้าได้เลยอย่าได้คิดเกรงใจ”
“ข้าย่อมบอกท่านเป็นคนแรก”
เฉียนหลงเว่ยเดินตามหลังนางมาเห็นภาพที่ชายหนุ่มสกุลหม่ากำลังเอามือลูบหัวฮูหยินของตัวเอง เขาเดินตรงปรี่ไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วแล้วปัดมือชายผู้นั้นออกทันทีด้วยโทสะ
โชคร้ายที่อาการคลุ้มคลั่งของฮูหยินผู้เฒ่าไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ เพราะได้รับพิษในปริมาณมากเขาจึงส่งถานไฉให้กลับไปดูแลมารดาตามเดิม โดยให้สาวใช้คนอื่นคอยสอดส่องดูพฤติกรรมของนางควบคู่ไปด้วย แม้สาวใช้ผู้นี้คิดจะฆ่ามารดาของเขา แต่ถึงอย่างไรพวกนางสองคนก็ใช้ชีวิตด้วยกันมานาน เขาจึงให้นางได้ไถ่โทษด้วยการดูแลฮูหยินผู้เฒ่าจนกว่าคนใดคนหนึ่งจะเป็นคนจากไปก่อนซินเหยียนกับอวี่ซูอยู่ที่จวนสกุลซ่งนานกว่าที่คิด เพราะต้องรักษาบาดแผลของสาวใช้คนสนิท แม้ตอนนี้บาดแผลของนางจะหายดี แต่ตอนนี้ซินเหยียนเกิดอาการเท้าบวมเพราะการตั้งครรภ์ทำให้เดินเหินไม่ค่อยสะดวกนัก“นายหญิง บ่าวว่ารอให้คลอดก่อนแล้วพวกเราค่อยกลับไปที่จวนสกุลเซียวดีหรือไม่”“ไม่ได้หรอก กว่าข้าจะคลอดก็อีกตั้งหลายเดือน ที่นั่นขาดคนดูแลมานาน อีกอย่างข้าอยากกลับจวนแล้ว”“ช่วยตริตรองดูอีกรอบเถิดเจ้าค่ะ”“ข้าคิดดีแล้ว”“เจ้าจะรีบกลับบ้านเดิมไปทำไมเล่า หรือว่าเจ้าอึดอัดที่ต้องทนเห็นหน้าข้า” ซ่งอันหยางถามขึ้นมา เดิมทีเขาเพียงแค่อยากมาดูนางเสียหน่อย แต่กลับได้ยินทั้งคู่พูดคุยเรื่องกลับจวนเสียนี่“พวกเราไม่ได้เป็นสามีภรรยากันแล้ว ตอนนี้ข้ากับท่านเป็นเพียงคน
ฝ่ามือแกร่งลูบศีรษะของภรรยาด้วยความทนุถนอม ความอบอุ่นจากมือของเขาทำให้ซินเหยียนหลับตาพริ้มประหนึ่งถูกขับกล่อมด้วยบทกลอนอันไพเราะ“ท่านโหวจะทำเช่นไรต่อไปหรือขอรับ ดูท่าว่าฮูหยินจะโกรธท่านไม่น้อย”“ข้ารู้นิสัยของนางดี ถ้านางเพียงแค่โกรธเคืองข้า ข้าคงไม่ต้องรู้สึกเป็นกังวลเหมือนในตอนนี้” เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำว่าเกลียดออกมาเสียด้วยซ้ำ จึงพูดออกมาแต่เพียงเท่านี้“ตอนนี้ข้าหวังเพียงให้นางกับลูกอยู่อย่างสุขสบาย ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับนางคงทำได้เพียงค่อย ๆ บอกเล่าที่มาที่ไปให้นางฟัง”“แล้วถ้าฮูหยินไม่ให้อภัย”“ข้าก็จะไม่ย่อท้อ เมื่อครั้งแรกเริ่มข้าคิดจะหลอกใช้นางก็จริง แต่พอนานวันเข้าข้ากลับหลงลืมความตั้งใจนี้ ช่างน่าขันที่ข้าดันหลงรักคนที่คิดจะหลอกใช้โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป” เขาตอบบ่าวรับใช้ แต่ไม่ได้หันไปมองหน้ากู่เจ๋อสักนิดซ่งอันหยางมอบจุมพิตที่หน้าผากนวลแผ่วเบา ก่อนปลีกตัวออกจากห้องนอนของตัวเองไป ตั้งแต่ที่นางเป็นลมเขาไม่อาจวางใจว่านางกับลูกจะปลอดภัยจึงได้พาตัวนางกับสาวใช้กลับมาที่จวนสกุลซ่งเมื่อท่านโหวออกไปแล้วหยาดน้ำตาได้ไหลเป็นทางยาวอาบแก้มทั้งสองข้าง นางทั้งรู้สึกสับสนแ
ตั้งแต่ที่รู้ว่าตัวเองตั้งท้องจวบจนเวลาล่วงเลยมาถึงตอนที่นางตั้งครรภ์ได้สี่เดือนแล้ว คราแรกซินเหยียนหวั่นวิตกเพราะท้องของนางดูเหมือนจะใหญ่กว่าปกติ หากเทียบกับระยะเวลาตั้งครรภ์ แต่พอท่านหมอบอกว่านางได้ลูกแฝดนางถึงเบาใจลง โชคดีที่นางไม่ได้แพ้ท้องหนักเหมือนสตรีอื่น นางแค่รู้สึกวิงเวียนเวลาตื่นนอน และยังชอบกินผลไม้รสเปรี้ยวมากเป็นพิเศษ“ท้องของท่านใหญ่ขึ้นมากเลยนะเจ้าคะ” อวี่ซูพูดด้วยน้ำเสียงปลื้มปิติ“เป็นเพราะข้าท้องแฝด ท้องของข้าถึงได้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ”“บ่าวว่าท่านต้องได้ลูกชายแน่ ๆ เลยเจ้าค่ะ”“เจ้ารู้ได้ยังไงกัน”“อันที่จริงระหว่างไปจ่ายตลาดบ่าวได้ยินชาวบ้านพูดกัน ว่าถ้าหากสตรีมีครรภ์ชอบกินอาหารรสเปรี้ยวจะได้ลูกชาย ส่วนถ้าชอบกินเผ็ดจะได้ลูกสาว”“งั้นหรือ”“เจ้าค่ะ”ร่างบางลูบท้องตัวเองด้วยความรักใคร่ นางใช้ชีวิตอยู่ที่นี่หลายเดือนจนเริ่มจะชินกับเรือนหลังนี้ แม้จะไม่ได้ใหญ่โตหรือโอ่อ่าเหมือนเรือนที่นางเคยอยู่ ทว่าหากเทียบกับเมื่อก่อนนางมีความสุขมากกว่าที่ไม่ต้องทนเห็นสามีข้องเกี่ยวกับสตรีอื่นช่วงแรกนางยังแอบร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง ด้วยยังทำใจไม่ได้ที่ถูกสามีหลอกใช้ ทว่าตอนนี้นางเริ่มท
เวลาผ่านไปเพียงไม่นานนัก กู่เจ๋อได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงพร้อมกับบ่าวรับใช้คนอื่น เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วซ่งอันหยางจึงถวายกีฎาพร้อมหลักฐานการกระทำความผิดของขุนนางในราชสำนักรวมทั้งเซียวเต๋อด้วยเช่นกัน ตั้งแต่คนผู้นี้เข้ารับตำแหน่งขุนนางก็ได้ทำการทุจจริตโดยได้รับการหนุนหลังจากใต้เท้าหลุนผู้ซึ่งเป็นบิดาของพระสนมอวี้กุ้ยเฟยทำให้ตอนนี้ราชสำนักกับวังหลังเกิดความวุ่นวายไม่น้อย เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและองค์ชายหกแล้ว อวี้กุ้ยเฟยไม่ลังเลที่จะรีบบอกให้บิดายอมรับโทษแต่โดยดีและขออภัยโทษกับองค์ฮ่องเต้ด้วยการตัดสินใจเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้เห็นแก่องค์ชายหกที่ไม่อาจมีท่านตาเป็นนักโทษจึงทำเพียงปลดใต้เท้าหลุนออกจากตำแหน่งแล้วให้เกษียณอยู่ที่จวน และเพื่อไม่ให้ตระกูลหลุนเรืองอำนาจฮ่องเต้ทรงมิให้ตระกูลหลุนทั้งตระกูลเข้ารับตำแหน่งขุนนางเป็นระยะเวลาสิบปีส่วนเซียวเต๋อที่เป็นท่านอาของเซียวซินเหยียนถูกริบทรัพย์ทั้งหมดพร้อมกับเนรเทศให้ไปอยู่ชายแดนพร้อมฮูหยินทำให้ตอนนี้ที่จวนสกุลเซียวไร้ซึ่งเจ้านายเป็นคนดูแลเดิมทีแล้วเขาเพียงต้องการกำจัดเซียวเต๋อให้พ้นทางเพราะหากปล่อยให้คนผู้นี้มีอำนาจในราชสำนักเกรงว่าไม่ช
“ต่อให้ข้าต้องกลายเป็นคนใจดำ แต่เพื่อสกุลซ่งแล้วข้าทำได้ทุกอย่าง”“ท่านอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ว่าแต่เดิมแล้วท่านชิงชังตระกูลเซียวก็เพราะว่าท่านเคยถูกบิดาของซินเหยียนถอนหมั้นตอนที่ท่านยังสาว”“อันหยาง!” นางตวาดเรียกชื่อลูกชายเสียงดัง ตอนที่โดนจี้จุดอ่อนเข้า“ในเมื่อท่านแม่ไม่ไว้หน้าข้าก่อน ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกันนะขอรับ”“เจ้าคิดจะทำอะไร”“ท่านทำให้ฮูหยินของข้าไม่อาจกลับมาสู้หน้าคนอื่นได้ ข้าก็จะทำให้ท่านได้ลิ้มรสความรู้สึกนี้เช่นกัน”“แต่ข้าเป็นแม่ของเจ้านะ!”“ข้าก็เป็นลูกชายของท่านเช่นกัน” เขาตอบกลับมารดาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งประดุจสายน้ำไหล“เจ้ากับนางพอหย่าขาดกันแล้วก็กลายเป็นเพียงคนแปลกหน้า แต่สายเลือดไม่มีทางตัดกันขาดได้”“ท่านแม่ ท่านหมายความว่ายังไง”“หึ ดูเอาเองเถิด” ว่าพลางยื่นใบหย่าที่เซียวซินเหยียนลงนามแล้วให้บุตรชายดู“นี่มัน”“ดูเอาเถิด พอแม่ยื่นใบหย่าขาดภรรยาที่เจ้าเคยให้ไว้เมื่อหลายปีก่อนแก่นาง นางไม่ได้ฉุกคิดสักนิด แต่ลงนามในใบหย่านี้ทันที”ซ่งอันหยางได้ยินคำพูดของมารดาถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่คิดว่านางจะยอมลงนามง่ายดายถึงเพียงนี้ หากมิใช่เพราะมารดาบอกเรื่องบางอย่างแก่น
ด้วยความกระวนกระวายใจที่ไม่ได้รับจดหมายตอบกลับจากเมืองหลวง ทำให้ซ่งอันหยางอยู่ไม่สุข เขากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับซินเหยียน“เป็นอะไรไปหรือขอรับ” กู่เจ๋อถามเจ้านาย“จดหมายที่ข้าส่งไปเมืองหลวงเหตุใดถึงไม่ได้รับการตอบกลับมาเสียที”“บางทีจดหมายที่ท่านโหวส่งไปอาจยังไม่ถึงมือของฮูหยินก็ได้นะขอรับ”“ด้วยระยะเวลานับตั้งแต่ข้าให้คนส่งจดหมายไป ข้าว่าต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแน่นอน” ซ่งอันหยางคาดเดา“บ่าวว่าท่านคิดมากไปแล้วล่ะขอรับ”“ส่งคนของเราไปสืบข่าวที่จวน ข้าต้องมั่นใจว่าไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นกกับนาง”เวลาผ่านราวครึ่งเดือนเขาก็ได้รับจดหมายตอบกลับมา แต่ไม่ใช่จดหมายจากคนที่เขารอทันทีที่ร่างสูงเปิดอ่านจดหมาย พอเห็นเนื้อหาในจดหมายยิ่งทำให้เขาโกรธจนไม่สามารถเก็บความรู้สึกเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยได้อีก“ให้คนไปเรียกข้ามา มีเรื่องสำคัญจะสั่งการหรือขอรับ” กู่เจ๋อถามผู้เป็นเจ้านาย“ไม่มีเวลาแล้ว พวกเราต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว”“ทำไมต้องรีบเร่งถึงเพียงนี้ หรือว่าเกิดเรื่องขึ้นที่เมืองหลวง”“ข้าไม่อยู่ที่จวนเพียงสองเดือน แต่ในจวนกลับเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น แม้จะเป็นฝีมือของท่านแม่ ข้า
“เดิมทีเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับฮูหยิน คุณชายไม่ควรแต่งงานกับนางตั้งแต่แรก ล้างแค้นก็ส่วนล้างแค้น แต่เรื่องใช้ชีวิตคู่เมื่อทั้งคู่ไม่ได้มีใจต้องกันรังแต่จะทำให้นางมีทุกข์” “เป็นเพราะนางอยู่ที่จวนตามลำพัง ไม่มีผู้ใดคอยปกป้องคุ้มครอง หากเกิดอะไรขึ้นข้าคงไม่อาจไปสู้หน้าพี่ชายข
อวี้จวินหรงไม่ได้เดินตรงกลับเรือนของตัวเองในทันที นางเดินลัดเลาะไปยังศาลาริมน้ำที่ตั้งอยู่เกือบท้ายจวน หวังสงบสติอารมณ์ของตัวเองก่อนที่จะกลับเรือนไป หากเหวินเยว่เห็นนางเศร้าซึมประเดี๋ยวนางจะเป็นห่วงอีก “นายท่านกับแม่นางเหอเดิมทีต้องแต่งงานกัน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดทำไมถึงได้คิดเ
“ได้สิ เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีรึไม่” “เจ้าค่ะ” เหอลี่หลินเริ่มวัดขนาดตัวเขาทันที โดยเริ่มจากวัดความยาวแขนทั้งสองข้าง ก่อนตบท้ายด้วยการวัดความสูงตั้งแต่ไหล่จนถึงข้อเท้า “เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” “ทำไมถึงได้คิดตัดชุดให้ข้า” เขาถามนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราว
ใกล้วันเกิดผู้เป็นสามีเข้ามาทุกทีอวี้จวินหรงออกจากจวนมาเลือกซื้อผ้าเพื่อนำไปตัดเย็บชุดให้ชายหนุ่มด้วยความกระตือรือร้น นางเลือกแล้วเลือกอีกจนกว่าจะพึงพอใจ ในที่สุดจึงได้ผ้ามาหนึ่งพับ แม้ราคาผ้าที่นางเลือกจะไม่ได้มีราคาแพงสูงลิ่วหากเทียบกับคุณภาพของเนื้อผ้า เหตุเพราะเถ้าแก่ร้านผ้าเมื่อรู้ว่า







