ログインด้วยความสงสัย เธอเอื้อมมือไปที่หน้าจอเพื่อซูมดูพื้นที่ว่างนั้นให้ชัดเจนขึ้น แต่ทันทีที่นิ้วของเธอสัมผัสหน้าจอ เธอกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้น พื้นที่ว่างบนแผนที่นั้นเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวลึก เธอพยายามจะดึงมือกลับ แต่แรงดึงดูดนั้นมีพลังมากกว่าที่เธอคิด
ก่อนที่จางเหม่ยจะทันได้ตั้งตัว ร่างของเธอกลับถูกดึงเข้าไปในจุดที่ว่างเปล่านั้น ราวกับเธอกำลังหลุดเข้าไปในมิติที่ไม่รู้จัก ทุกอย่างรอบตัวกลายเป็นความมืดลึกล้ำ เธอไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะไปที่ไหน แต่ความรู้สึกที่ถูกดึงเข้าไปนั้นรุนแรงจนไม่อาจต้านทานได้
พอจางเหม่ยลืมตาตื่นอีกทีรอบตัวก็กลายเป็นห้องสีขาวโล่งมองไปไม่เห็นกำแพงเลยสักฝั่ง บนหัวปรากฏข้อความอ่านได้ว่า ลงทะเบียนเรียบร้อย พื้นที่ว่างนี้เป็นของคุณแล้ว ได้โปรดเติมของไว้ที่นี่ด้วย
อ้อ ที่แท้บริเวณว่างนี้ก็คือมิติว่างที่องค์กรสายลับของเธอกำลังพัฒนาอยู่นั่นเอง กลายเป็นว่าสายลับหลงยุคอย่างเธอดันได้ใช้งานมันเสียอย่างนั้น คิดๆไปแล้วแสดงว่าพื้นที่ภายในองค์กรที่อยู่ในผังห้องบัญชาการนั่นก็เป็นของเธอด้วยน่ะสิ! จางเหม่ยเพียงคิดว่าตนอยากออกจากมิติพื้นที่ว่างนี้เธอก็มาปรากฏที่ห้องบัญชาการอีกครั้ง ตอนนี้จางเหม่ยก้าวเดินอย่างรวดเร็วเป็นผลจากการตื่นเต้นที่จะได้เห็นว่าตนมีตัวช่วยดีอย่างไรเมื่อต้องมาอยู่ในยุคที่จีนอยู่ในช่วงอดอยากเช่นนี้
จางเหม่ยรู้สึกตื่นเต้นเมื่อพบว่าทุกอย่างในองค์กรสายลับนี้ล้วนเป็นของเธอ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ว่างที่ดูเหมือนสามารถเก็บของได้ไม่จำกัด หรือห้องต่างๆ ที่มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีล้ำสมัย เธอจินตนาการไปไกลถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ในการจัดการกับครอบครัวสกุลจาง จินตนาการว่าตัวเองจะมีวัตถุดิบและอาหารไม่ขาดปาก มีเครื่องมืออันทรงพลังเพื่อช่วยให้เธออยู่เหนือพวกเขาได้ ความตื่นเต้นของเธอพุ่งสูงขึ้นเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด
เมื่อเดินออกจากห้องบัญชาการ จางเหม่ยตรงไปยังห้องใกล้ที่สุด นั่นคือห้องแต่งกาย เธอคาดหวังว่าจะพบเสื้อผ้าดีหรือชุดกันหนาวที่เพียงพอให้เธอทนทานต่อสภาพอากาศหนาวเย็น แต่เมื่อเธอเปิดประตูเข้าไป ภายในห้องกลับพบเพียงชุดสีซีดที่ไม่ขาด แต่ก็ดูธรรมดา ชุดเหล่านั้นเหมือนกับชุดที่คนสกุลจางใส่อยู่ทุกวัน ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรือแตกต่างจากสิ่งที่เธอมีอยู่แล้วเลย
ด้วยความผิดหวัง จางเหม่ยเดินไปสำรวจห้องอื่นๆ ภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นห้องฟิตเนสที่เคยเต็มไปด้วยเครื่องออกกำลังกายทันสมัย หรือคลังเก็บวัตถุดิบที่เคยอัดแน่นด้วยอุปกรณ์และเสบียง ทุกอย่างกลับกลายเป็นเพียงห้องว่างๆ ที่มีเพียงของพื้นฐานที่เก่าและซีด ไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เธอจำได้จากชาติที่แล้วเลย
เธอเดินต่อไปยังห้องวิจัย ที่เคยเป็นที่เก็บอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และอาวุธสุดล้ำ แต่สิ่งที่เธอพบกลับเป็นเพียงเครื่องมือที่เรียบง่ายและล้าสมัย คงมีแต่ห้องสมุดที่เต็มไปด้วยหนังสือหลากหมวดหมู่ที่น่าจะเป็นประโยชน์ที่สุดในตอนนี้
ความหวังที่เคยสูงส่งของจางเหม่ยค่อยๆ ลดลงจนแทบจะหมดสิ้น แต่เมื่อเธอเดินมาถึงห้องพยาบาล ความรู้สึกบางอย่างในตัวเธอกลับพลิกผัน ห้องนี้แม้จะไม่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย แต่ก็ยังมียาพื้นฐานอยู่บ้าง เมื่อเธอค้นหาภายในห้อง พบยาพาราเซตามอลและยาแก้ไข้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอต้องการมากในตอนนี้
จางเหม่ยหยิบยาแก้ไข้ขึ้นมาและรับประทานมัน ความรู้สึกผิดหวังยังคงมีอยู่ แต่เธอก็เริ่มเข้าใจว่าระบบในองค์กรนี้ดูเหมือนจะสร้างสิ่งต่างๆ ตามสิ่งที่เธอได้เห็นและพบมาในชาติปัจจุบัน มันเป็นความท้าทายใหม่ที่เธอต้องเผชิญ และแม้สิ่งที่เธอหวังไว้จะไม่เป็นไปตามที่คิด แต่จางเหม่ยก็รู้ว่าเธอยังมีโอกาสที่จะเรียนรู้และปรับตัวในสถานการณ์นี้ เธอคิดอย่างมุ่งมั่นว่าการเอาชีวิตรอดและแก้แค้นในโลกนี้จะต้องใช้ความฉลาดและการวางแผนอย่างรอบคอบมากกว่าที่เคย
แม้ว่าการที่ระบบนี้มีข้อจำกัด แต่การมีสิ่งพื้นฐานยังคงเป็นข้อดีในยุคที่ขาดแคลนทรัพยากร การปรับตัวและการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้สูงสุดจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเอาชีวิตรอด
ขณะที่เธอหลับตาลง สภาพแวดล้อมของห้องพยาบาลเริ่มจางหายไป ความฝันเริ่มพาเธอออกมาจากองค์กรสายลับที่เคยเป็นบ้านของเธอในชาติที่แล้ว เธอกลับรู้สึกถึงความสงบและความคุ้นเคยในสถานที่ที่เคยเป็นบ้านของเธอมาก่อนอย่างไม่อยากจากไปไหนแต่ก็ไม่สามารถฝืนความจริงได้ที่ว่าตอนนี้เธอกลายเป็นจางเหม่ย ลูกสาวขี้โรคอ่อนแอของสกุลจางแล้ว...
บทส่งท้ายหลังจากนั้นไม่ถึงเดือน เหม่ยและเว่ยเจียตัดสินใจที่จะกลับไปที่บ้านหลี่ในเมืองจ้านเจียงเพื่อให้เหม่ยได้คลอดลูกที่นั่น เว่ยเจียต้องการอยู่เคียงข้างเธอและดูแลอย่างใกล้ชิด เขาต้องกลับไปรับยศพันโทใหม่ในค่ายทหารใกล้ๆ จึงคิดว่าเป็นการดีที่จะกลับไปเยี่ยมครอบครัวไปด้วยเมื่อรถของพวกเขาจอดลงหน้าบ้านหลี่ เหม่ยรู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย แม้เธอจะพยายามเตรียมใจมาแล้ว แต่ความทรงจำที่ผ่านมาก็ยังทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจนัก เมื่อพวกเขาลงจากรถ เธอก็เห็นแม่หลี่ พี่สาวฉิงอี้ และน้องสาวยืนรออยู่หน้าบ้าน แต่พวกเธอไม่กล้าสบตาเหม่ยโดยตรง แววตาของพวกเธอแสดงถึงความระมัดระวังและรู้สึกผิดอยู่ลึกๆแม่หลี่เป็นคนแรกที่พูดขึ้น “เอ่อ... เหม่ย ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะจ๊ะ” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเหม่ยพยักหน้าเบาๆ และยิ้มอ่อนให้โดยไม่ได้พูดอะไรมาก เธอรู้สึกถึงความไม่เต็มใจของครอบครัวหลี่ที่จะต้อนรับเธอกลับมา แต่พวกเขาจำต้องพูดขอโทษเพราะได้คุยกับเว่ยเจียมาก่อนหน้านี้พี่สาวฉิงอี้สังเกตเห็นเหม่ยสวมเสื้อผ้าสวยงามและเครื่องประดับหลายชิ้น “ดูเหมือนคนรวยจริงๆ” เธอพึมพำเบาๆ ให้แม่และน้องสาวได้ยินแม่
เหม่ยมองเขาด้วยความประหลาดใจ "แล้วพวกเขายอมเหรอคะ?"เว่ยเจียยิ้ม "ไม่ยอมง่ายๆ หรอกครับ แต่ผมจัดการเรื่องนี้ได้ ไม่ต้องห่วง"พวกเขานั่งคุยกันต่อ เว่ยเจียเล่าถึงเรื่องของจางจวนที่เหม่ยได้เตือนไว้ในจดหมาย "คุณพูดถูกทุกอย่าง จางจวนขโมยของไปหลายอย่าง ผมให้คนตามจับตัวเขาเข้าคุกไปแล้ว แม้ว่าของที่ขโมยไปจะไม่ได้คืนเพราะถูกขายไปหมดแล้ว แต่ผมขอบคุณคุณมากนะ แม้ว่าทางบ้านผมจะทำเรื่องไม่ดีกับคุณ แต่คุณก็ยังคิดจะช่วยพวกเขา"เหม่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน "ฉันแค่อยากให้คุณปลอดภัย ฉันรู้ว่าคุณรักครอบครัวของคุณมาก ฉันก็เลยทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเขาไม่ต้องเดือดร้อน"เว่ยเจียยิ้มและพูดขึ้นอย่างจริงใจ "ของที่หายไปก็ให้เป็นบทเรียนกับแม่และพี่ๆ นั่นแหละ ผมเชื่อว่าพวกเขาคงได้เรียนรู้จากเรื่องนี้มากพอสมควร"ความเข้าใจและความรักระหว่างพวกเขากลับคืนมาอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านม่านหน้าต่างให้ห้องนอนของเหม่ยดูอบอุ่นและเป็นส่วนตัว เว่ยเจียจ้องมองเหม่ยด้วยแววตาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น เหม่ยเองก็จ้องมองกลับด้วยสายตาที่ไม่ต่างกัน ทั้งสองต่างรู้สึกถ
“ไม่สำคัญว่าคุณมาช้าไหมขอแค่คุณมาก็พอแล้วค่ะ ฉันและลูกน้อยรอคุณเสมอ...”ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปากของเหม่ย เว่ยเจียรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน เขาตกใจจนพูดไม่ออก เขารู้ทันทีว่าภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ข่าวนี้ ความรู้สึกหลากหลายไหลท่วมท้นเข้าไปในใจของเขา ทั้งความดีใจ ความรู้สึกผิด และความซาบซึ้งจนมันกลั่นเป็นน้ำตาของลูกผู้ชายชาติทหาร น้ำตาที่ไม่ได้ไหลออกมานานแล้ว แต่ตอนนี้มันกลับกลั่นจากหัวใจของเขาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เว่ยเจียคิดย้อนไปถึงเวลาที่เขาอยู่ในสนามรบ เขาทำเพื่อชาติ ทุ่มเททุกอย่างเพื่อหน้าที่โดยไม่คิดถึงชีวิตของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน เหม่ย ภรรยาที่เขารักก็ทำเพื่อครอบครัวของเขาเช่นกัน เธอต้องอดทนกับครอบครัวของเขา เผชิญหน้ากับความยากลำบากและความอึดอัดใจ รวมทั้งต้องหนีออกจากบ้านที่เธอเคยอยู่เพื่อปกป้องลูกในครรภ์ และเดินทางข้ามเมืองมาอย่างลำบากความรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งทำให้เว่ยเจียรู้สึกเหมือนถูกทับทมด้วยหินหนัก เขาไม่สามารถยืนได้อีกต่อไป ขาของเขาอ่อนแรงจนต้องคุกเข่าลงตรงหน้าภรรยา น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของเขาอย่างไม่อาจห้าม เหม่ยมองสามีที่ค
25วันนี้ที่รอคอย...หลี่เหม่ยเดินทางมาเมืองเซินเจิ้นหลังจากออกมาจากบ้านหลี่แล้ว เพราะเธอรู้ว่าเมืองที่ติดชายทะเลนี้จะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลจีนจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ที่นี่จะมีการกำหนดนโยบายพิเศษต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุน เช่น การลดภาษีและข้อบังคับที่ผ่อนคลายมากขึ้นเหม่ยรู้ว่าเมืองเซินเจิ้นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในขณะนี้ แต่เธอมีความรู้และวิสัยทัศน์ว่าเมืองนี้จะเจริญรุ่งเรืองในอนาคต เธอจึงรีบเดินทางมาก่อนที่รัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะต้องการมาดูลาดราวและศึกษาพื้นที่ทำมาหากิน เธอใช้เวลาช่วงแรก ๆ ในการทำเรื่องขอเช่าบ้านและร้านค้าในพื้นที่ที่ยังไม่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ ทำให้สามารถเช่าได้ในราคาที่ถูก นอกจากนี้ เธอยังได้เลือกทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดก่อนใคร พร้อมเจรจาธุรกิจกับคนในท้องถิ่นที่ผลิตวัตถุดิบที่เธอต้องการ และเจรจาเชื่อมสัมพันธ์กับโรงงานเล็ก ๆ บางแห่งที่รัฐเริ่มปล่อยให้ชาวเมืองดูแลเองเธอเริ่มสำรวจพื้นที่รอบ ๆ และพบว่ามีร้านค้าเล็ก ๆ และบ้านเก่าหลายหลังที่เจ้าของ
24ความจริงที่เจ็บปวดหลายเดือนผ่านไป ในที่สุดสงครามก็สิ้นสุดลง เสียงปืนใหญ่และเสียงระเบิดเงียบสงบ ปล่อยให้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิเริ่มแต่งแต้มท้องฟ้าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เว่ยเจียยืนมองทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองจ้านเจียงจากหน้าต่างรถขบวนทหารที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน ความรู้สึกอบอุ่นและความตื่นเต้นพุ่งพล่านในใจของเขาเมื่อคิดถึงการได้กลับไปพบกับเหม่ย ภรรยาสุดที่รักของเขาใจของเว่ยเจียคะนึงหาเหม่ยมากเหลือเกิน เขาจินตนาการถึงรอยยิ้มหวานๆ ของเธอที่เขาคิดถึงตลอดเวลาที่อยู่ในสนามรบ เธอเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตของเขา เป็นคนที่ทำให้เขารู้สึกมีความหวังและมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อกลับมาอยู่กับเธออีกครั้ง ในระหว่างที่เขารับหน้าที่เป็นพันตรีในสนามรบ เสื้อกันกระสุนที่เหม่ยมอบให้เขาก็ได้ช่วยชีวิตเขาหลายครั้ง หากไม่มีเสื้อเกราะกันกระสุนของเธอ เขาอาจจะตายไปแล้ว ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณเหม่ยมากขึ้นกว่าเดิม"เหม่ยจะรู้สึกอย่างไรนะ เมื่อเห็นฉันกลับมาโดยไม่แจ้งข่าวล่วงหน้า?" เว่ยเจียคิดในใจด้วยความคาดหวังเขาหลับตาลงสักครู่เพื่อจินตนาการถึงภาพของเหม่ยที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน
“เหม่ย หยุดก่อน! ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”แม้เหม่ยจะรู้สึกไม่ดีแต่ก็ยอมหันกลับมายืนรอฟังสิ่งที่แม่สามีอยากพูดด้วย“ฉันสงสัยว่าหล่อนขโมยเครื่องประดับของฉันไป...” แม่หลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความสงสัยและความโกรธ “เครื่องประดับของฉันหายไปหลายชิ้นในช่วงนี้ และจางจวนบอกว่าเห็นเธอออกมาจากห้องทำงานของฉันตอนดึกๆ หลายครั้ง”เหม่ยตกใจเล็กเล็กน้อยกับเรื่องที่ได้ยิน ร่างกายรู้สึกอ่อนแรงมากขึ้นแต่พยายามรักษาสีหน้าให้คงที่“ฉันไม่เคยเข้าไปในห้องทำงานของคุณเลยค่ะ แม่หลี่”“อย่ามาปฏิเสธเลย” ฉิงอี้พูดเสริม “จางจวนมีหลักฐาน เธอทำผ้าเช็ดหน้าตกไว้ในห้องทำงานของแม่หลี่เมื่อคืนนั้นเอง”จางจวนยิ้มเยาะ ยื่นผ้าเช็ดหน้าที่มีคนเห็นว่าเหม่ยใช้เป็นประจำปักอยู่ขึ้นมาให้ดู “นี่คือผ้าเช็ดหน้าของคุณ ใช่ไหมคะ?”เหม่ยพยายามจะหาคำอธิบาย แต่รู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนแรงและเหนื่อยมากเกินไปที่จะพูดอะไรออกมาได้“ใช่... แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันเข้าไปขโมยอะไร อาจเป็นเธอเองที่ใส่ร้ายฉันก็ได้”“หน้าซีดเชียวนะ ดูเหมือนเธอจะกลัวที่พวกเราจับได้สินะ”แม่หลี่กล่าวอย่างเย็นชา “เธอคิดว่าจะโกหกและทำให้หลงเชื่อคำพูดปากเปล่าของเธอง







