LOGINจางเหม่ยยืนสงบนิ่งสายตามองผู้หญิงสองคนตรงหน้าอย่างไม่เป็นมิตร เธอรู้ว่าทั้งแม่และพี่สามกำลังพยายามหาความจริงจากเธอ แต่เธอไม่มีเหตุผลที่จะยอมรับความผิดที่เธอไม่ได้ทำ
...หรืออย่างน้อยก็ทำให้คนอื่นคิดว่าเธอไม่ได้ทำ
"แล้วพวกพี่รู้ได้ยังไงว่าฉันไปที่นั่นมา ?" จางเหม่ยถามกลับอย่างท้าทายด้วยสายตาที่เยือกเย็น "หรือว่าทั้งพี่และแม่ก็ไปแถวนั้นเช่นกัน จะว่าไปแล้วพวกพี่ก็ดูยัดเยียดให้ฉันไปโผล่ที่นั่นเสียจริง ไม่แน่ฆาตกรอาจจะคือ..."
สายตาที่ส่งมาเหมือนจะบอกว่าพวกเธอมีพิรุธเหล่านั้นทำให้สองแม่ลูกขนลุกขึ้นมาโดยพลัน
จางจวนที่รู้สึกว่าความลับอาจจะถูกเปิดเผย รีบพูดตัดบท “เธอคงเหนื่อยมากแล้ว ไปพักเสียเถอะ”
จางเหม่ยเพียงยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาของพี่สาว "ฉันก็คิดอย่างนั้น" เธอกล่าวเบา ๆ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่ห้องของตน ปล่อยให้คุณแม่จางและจางจวนยืนเครียดอยู่กลางบ้าน
จางเหม่ยเดินกลับมาที่ห้องของตนเองอย่างช้าๆ ร่างกายที่อ่อนล้าเริ่มประท้วงจากความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดที่สะสมมาทั้งวัน แผลตะปูขูดก็เริ่มออกอาการปวดอีกรอบแล้ว ห้องของเธอเป็นเพียงห้องเล็กๆ เท่ารูหนู แทบจะไม่เหมาะสมกับการเป็นที่นอนของลูกสาวบ้านไหน ห้องนี้มีเพียงฟูกนอนเก่าๆ ที่ขาดวิ่นและมีกลิ่นเหม็นอับ ผ้าห่มที่ถูกพับไว้อย่างหยาบๆ ก็ไม่ต่างกัน มันทั้งขาดและเปื้อนคราบที่ล้างไม่ออก
เธอทรุดตัวลงบนฟูกเก่า ความหนาวเย็นจากพื้นดินซึมขึ้นมาทางฟูกผสมกับความร้อนจากร่างกายของเธอ ร่างกายของจางเหม่ยร้อนผ่าวเหมือนถูกไฟลน เธอรู้ดีว่าร่างนี้อ่อนแอและเจ็บป่วยอย่างหนัก แต่ไม่มีใครในครอบครัวสนใจที่จะดูแลเธอจริงๆ
จางเหม่ยพยายามคิดแผนที่จะเอาตัวรอดในต่อไป แต่ความคิดนั้นค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำ ท่ามกลางกองผ้าห่มเก่าๆ เธอนอนซมอยู่กับตัวเอง ไม่นานสติของเธอก็เริ่มเลือนลางและในที่สุดก็ดับไป
...
ในห้วงฝัน เธอพบว่าตนเองกำลังเดินหลงวนไปวนมาในความมืดที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทุกย่างก้าวเหมือนจะพาเธอไปสู่ทางตัน แต่ทันใดนั้น ที่ปลายทางก็ปรากฎสถานที่คุ้นเคย มันคือองค์กรสายลับที่เธอเคยทำงานอยู่ในชีวิตก่อน อุปกรณ์ทันสมัย และเสียงคำสั่งที่คุ้นเคยดังขึ้นรอบตัว เสียงเหล่านั้นดังก้องในหัวเธอราวกับจะเตือนให้เธอระลึกถึงความสามารถและภารกิจที่เธอเคยทำ แต่แล้วเสียงที่เคยดังก็เงียบหายไป เหลือเพียงแต่สิ่งก่อสร้างใหญ่โตตรงหน้า
ความรู้สึกตอนนี้นั้นช่างคลุมเครือ มันเป็นเพียงความฝันหรือความจริงกันแน่? มันเหมือนเธอกำลังเดินสำรวจและจับต้องสิ่งของที่เป็นของจริงอย่างไรอย่างนั้น
จางเหม่ยเดินไปตามทางเดินที่คุ้นเคยในองค์กรสายลับ แม้จะไม่แน่ใจว่านี่เป็นเพียงความฝันหรือความจริง แต่ทุกสิ่งที่เธอสัมผัสและเห็นนั้นชัดเจนจนแทบจะเป็นจริงได้เลย พื้นทางเดินเรียบลื่นและสะอาดสะอ้าน ผนังสีเงินมันวาวสะท้อนเงาของเธอในทุกมุม มันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เคยคุ้นเคยในชีวิตก่อนนี้
เมื่อย่างเท้าผ่านแต่ละพื้นที่ภายในองค์กรเธอก็จะคิดถึงอดีตที่ผ่านมา ภาพความทรงจำต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัวอย่างต่อเนื่อง
ในที่สุดจางเหม่ยเดินมาถึงห้องบัญชาการ ที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางขององค์กร ประตูห้องนี้เปิดกว้างราวกับรอคอยการมาของเธอ เธอเดินเข้าไปข้างในและพบกับจอมอนิเตอร์หลายจอเรียงรายที่แสดงข้อมูลต่างๆ อย่างรวดเร็ว โต๊ะทำงานที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ และเก้าอี้หมุนที่เตรียมพร้อมให้เจ้าหน้าที่สายลับเข้ามาทำงานได้ทุกเมื่อ ห้องนี้คือหัวใจขององค์กรที่เธอเคยใช้วางแผนและรับสั่งการภารกิจ
เธอเดินต่อไปยังจอลอยขนาดใหญ่ที่แสดงแผนผังขององค์กรสายลับ แผนที่นั้นลอยอยู่กลางอากาศ โดยสามารถมองเห็นตำแหน่งของห้องต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ห้องพักถูกจัดวางเรียงกันในฝั่งหนึ่งของแผนที่
ห้องแต่งกายและห้องพยาบาลตั้งอยู่ใกล้กับทางออกฉุกเฉิน เธอเคยเปลี่ยนชุดและรับอุปกรณ์ลับทุกครั้งก่อนออกปฏิบัติภารกิจที่ห้องแต่งกาย ส่วนห้องพยาบาลที่มีอุปกรณ์การแพทย์ครบครันสำหรับการรักษาบาดเจ็บหรือดูแลสุขภาพของสายลับหลังจากการปฏิบัติงานหนัก
อีกฝั่งของทางออกฉุกเฉินเชื่อมต่อกับคลังเก็บวัตถุดิบและห้องวิจัยทางฝั่งซ้ายสุดของแผนที่ ในตำแหน่งนี้ยังมีห้องสมุดที่ซ่อนอยู่มุมหนึ่ง ที่ซึ่งข้อมูลทุกอย่างถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย
...ทางด้านขวามีห้องฟิตเนสและโรงอาหารตั้งอยู่
ห้องฟิตเนสเต็มไปด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายทันสมัยเพื่อฝึกฝนทักษะการต่อสู้ และข้างกันเป็นโรงอาหารซึ่งเป็นสถานที่ที่สมาชิกในองค์กรทุกคนมักมาพักผ่อนและรับประทานอาหาร เธอได้ยินเสียงพูดคุยและหัวเราะเบาๆ ในบรรยากาศที่เคยคุ้นเคย แต่เมื่อได้สติอีกทีกลับพบว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่เลย มันเป็นความเงียบที่ไม่เป็นปกติ ทำให้เธอรู้สึกถึงความเหงาและความว่างเปล่าที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งองค์กร
ขณะที่จางเหม่ยมองไล่ไปตามแผนที่ สายตาของเธอหยุดลงที่พื้นที่ว่างบริเวณมุมซ้ายล่างของแผนที่ พื้นที่นั้นไร้รายละเอียดใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับเป็นจุดที่ถูกละเลยหรือซ่อนเร้น...
บทส่งท้ายหลังจากนั้นไม่ถึงเดือน เหม่ยและเว่ยเจียตัดสินใจที่จะกลับไปที่บ้านหลี่ในเมืองจ้านเจียงเพื่อให้เหม่ยได้คลอดลูกที่นั่น เว่ยเจียต้องการอยู่เคียงข้างเธอและดูแลอย่างใกล้ชิด เขาต้องกลับไปรับยศพันโทใหม่ในค่ายทหารใกล้ๆ จึงคิดว่าเป็นการดีที่จะกลับไปเยี่ยมครอบครัวไปด้วยเมื่อรถของพวกเขาจอดลงหน้าบ้านหลี่ เหม่ยรู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย แม้เธอจะพยายามเตรียมใจมาแล้ว แต่ความทรงจำที่ผ่านมาก็ยังทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจนัก เมื่อพวกเขาลงจากรถ เธอก็เห็นแม่หลี่ พี่สาวฉิงอี้ และน้องสาวยืนรออยู่หน้าบ้าน แต่พวกเธอไม่กล้าสบตาเหม่ยโดยตรง แววตาของพวกเธอแสดงถึงความระมัดระวังและรู้สึกผิดอยู่ลึกๆแม่หลี่เป็นคนแรกที่พูดขึ้น “เอ่อ... เหม่ย ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะจ๊ะ” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเหม่ยพยักหน้าเบาๆ และยิ้มอ่อนให้โดยไม่ได้พูดอะไรมาก เธอรู้สึกถึงความไม่เต็มใจของครอบครัวหลี่ที่จะต้อนรับเธอกลับมา แต่พวกเขาจำต้องพูดขอโทษเพราะได้คุยกับเว่ยเจียมาก่อนหน้านี้พี่สาวฉิงอี้สังเกตเห็นเหม่ยสวมเสื้อผ้าสวยงามและเครื่องประดับหลายชิ้น “ดูเหมือนคนรวยจริงๆ” เธอพึมพำเบาๆ ให้แม่และน้องสาวได้ยินแม่
เหม่ยมองเขาด้วยความประหลาดใจ "แล้วพวกเขายอมเหรอคะ?"เว่ยเจียยิ้ม "ไม่ยอมง่ายๆ หรอกครับ แต่ผมจัดการเรื่องนี้ได้ ไม่ต้องห่วง"พวกเขานั่งคุยกันต่อ เว่ยเจียเล่าถึงเรื่องของจางจวนที่เหม่ยได้เตือนไว้ในจดหมาย "คุณพูดถูกทุกอย่าง จางจวนขโมยของไปหลายอย่าง ผมให้คนตามจับตัวเขาเข้าคุกไปแล้ว แม้ว่าของที่ขโมยไปจะไม่ได้คืนเพราะถูกขายไปหมดแล้ว แต่ผมขอบคุณคุณมากนะ แม้ว่าทางบ้านผมจะทำเรื่องไม่ดีกับคุณ แต่คุณก็ยังคิดจะช่วยพวกเขา"เหม่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน "ฉันแค่อยากให้คุณปลอดภัย ฉันรู้ว่าคุณรักครอบครัวของคุณมาก ฉันก็เลยทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเขาไม่ต้องเดือดร้อน"เว่ยเจียยิ้มและพูดขึ้นอย่างจริงใจ "ของที่หายไปก็ให้เป็นบทเรียนกับแม่และพี่ๆ นั่นแหละ ผมเชื่อว่าพวกเขาคงได้เรียนรู้จากเรื่องนี้มากพอสมควร"ความเข้าใจและความรักระหว่างพวกเขากลับคืนมาอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านม่านหน้าต่างให้ห้องนอนของเหม่ยดูอบอุ่นและเป็นส่วนตัว เว่ยเจียจ้องมองเหม่ยด้วยแววตาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น เหม่ยเองก็จ้องมองกลับด้วยสายตาที่ไม่ต่างกัน ทั้งสองต่างรู้สึกถ
“ไม่สำคัญว่าคุณมาช้าไหมขอแค่คุณมาก็พอแล้วค่ะ ฉันและลูกน้อยรอคุณเสมอ...”ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปากของเหม่ย เว่ยเจียรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน เขาตกใจจนพูดไม่ออก เขารู้ทันทีว่าภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ข่าวนี้ ความรู้สึกหลากหลายไหลท่วมท้นเข้าไปในใจของเขา ทั้งความดีใจ ความรู้สึกผิด และความซาบซึ้งจนมันกลั่นเป็นน้ำตาของลูกผู้ชายชาติทหาร น้ำตาที่ไม่ได้ไหลออกมานานแล้ว แต่ตอนนี้มันกลับกลั่นจากหัวใจของเขาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เว่ยเจียคิดย้อนไปถึงเวลาที่เขาอยู่ในสนามรบ เขาทำเพื่อชาติ ทุ่มเททุกอย่างเพื่อหน้าที่โดยไม่คิดถึงชีวิตของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน เหม่ย ภรรยาที่เขารักก็ทำเพื่อครอบครัวของเขาเช่นกัน เธอต้องอดทนกับครอบครัวของเขา เผชิญหน้ากับความยากลำบากและความอึดอัดใจ รวมทั้งต้องหนีออกจากบ้านที่เธอเคยอยู่เพื่อปกป้องลูกในครรภ์ และเดินทางข้ามเมืองมาอย่างลำบากความรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งทำให้เว่ยเจียรู้สึกเหมือนถูกทับทมด้วยหินหนัก เขาไม่สามารถยืนได้อีกต่อไป ขาของเขาอ่อนแรงจนต้องคุกเข่าลงตรงหน้าภรรยา น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของเขาอย่างไม่อาจห้าม เหม่ยมองสามีที่ค
25วันนี้ที่รอคอย...หลี่เหม่ยเดินทางมาเมืองเซินเจิ้นหลังจากออกมาจากบ้านหลี่แล้ว เพราะเธอรู้ว่าเมืองที่ติดชายทะเลนี้จะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลจีนจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ที่นี่จะมีการกำหนดนโยบายพิเศษต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุน เช่น การลดภาษีและข้อบังคับที่ผ่อนคลายมากขึ้นเหม่ยรู้ว่าเมืองเซินเจิ้นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในขณะนี้ แต่เธอมีความรู้และวิสัยทัศน์ว่าเมืองนี้จะเจริญรุ่งเรืองในอนาคต เธอจึงรีบเดินทางมาก่อนที่รัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะต้องการมาดูลาดราวและศึกษาพื้นที่ทำมาหากิน เธอใช้เวลาช่วงแรก ๆ ในการทำเรื่องขอเช่าบ้านและร้านค้าในพื้นที่ที่ยังไม่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ ทำให้สามารถเช่าได้ในราคาที่ถูก นอกจากนี้ เธอยังได้เลือกทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดก่อนใคร พร้อมเจรจาธุรกิจกับคนในท้องถิ่นที่ผลิตวัตถุดิบที่เธอต้องการ และเจรจาเชื่อมสัมพันธ์กับโรงงานเล็ก ๆ บางแห่งที่รัฐเริ่มปล่อยให้ชาวเมืองดูแลเองเธอเริ่มสำรวจพื้นที่รอบ ๆ และพบว่ามีร้านค้าเล็ก ๆ และบ้านเก่าหลายหลังที่เจ้าของ
24ความจริงที่เจ็บปวดหลายเดือนผ่านไป ในที่สุดสงครามก็สิ้นสุดลง เสียงปืนใหญ่และเสียงระเบิดเงียบสงบ ปล่อยให้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิเริ่มแต่งแต้มท้องฟ้าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เว่ยเจียยืนมองทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองจ้านเจียงจากหน้าต่างรถขบวนทหารที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน ความรู้สึกอบอุ่นและความตื่นเต้นพุ่งพล่านในใจของเขาเมื่อคิดถึงการได้กลับไปพบกับเหม่ย ภรรยาสุดที่รักของเขาใจของเว่ยเจียคะนึงหาเหม่ยมากเหลือเกิน เขาจินตนาการถึงรอยยิ้มหวานๆ ของเธอที่เขาคิดถึงตลอดเวลาที่อยู่ในสนามรบ เธอเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตของเขา เป็นคนที่ทำให้เขารู้สึกมีความหวังและมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อกลับมาอยู่กับเธออีกครั้ง ในระหว่างที่เขารับหน้าที่เป็นพันตรีในสนามรบ เสื้อกันกระสุนที่เหม่ยมอบให้เขาก็ได้ช่วยชีวิตเขาหลายครั้ง หากไม่มีเสื้อเกราะกันกระสุนของเธอ เขาอาจจะตายไปแล้ว ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณเหม่ยมากขึ้นกว่าเดิม"เหม่ยจะรู้สึกอย่างไรนะ เมื่อเห็นฉันกลับมาโดยไม่แจ้งข่าวล่วงหน้า?" เว่ยเจียคิดในใจด้วยความคาดหวังเขาหลับตาลงสักครู่เพื่อจินตนาการถึงภาพของเหม่ยที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน
“เหม่ย หยุดก่อน! ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”แม้เหม่ยจะรู้สึกไม่ดีแต่ก็ยอมหันกลับมายืนรอฟังสิ่งที่แม่สามีอยากพูดด้วย“ฉันสงสัยว่าหล่อนขโมยเครื่องประดับของฉันไป...” แม่หลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความสงสัยและความโกรธ “เครื่องประดับของฉันหายไปหลายชิ้นในช่วงนี้ และจางจวนบอกว่าเห็นเธอออกมาจากห้องทำงานของฉันตอนดึกๆ หลายครั้ง”เหม่ยตกใจเล็กเล็กน้อยกับเรื่องที่ได้ยิน ร่างกายรู้สึกอ่อนแรงมากขึ้นแต่พยายามรักษาสีหน้าให้คงที่“ฉันไม่เคยเข้าไปในห้องทำงานของคุณเลยค่ะ แม่หลี่”“อย่ามาปฏิเสธเลย” ฉิงอี้พูดเสริม “จางจวนมีหลักฐาน เธอทำผ้าเช็ดหน้าตกไว้ในห้องทำงานของแม่หลี่เมื่อคืนนั้นเอง”จางจวนยิ้มเยาะ ยื่นผ้าเช็ดหน้าที่มีคนเห็นว่าเหม่ยใช้เป็นประจำปักอยู่ขึ้นมาให้ดู “นี่คือผ้าเช็ดหน้าของคุณ ใช่ไหมคะ?”เหม่ยพยายามจะหาคำอธิบาย แต่รู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนแรงและเหนื่อยมากเกินไปที่จะพูดอะไรออกมาได้“ใช่... แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันเข้าไปขโมยอะไร อาจเป็นเธอเองที่ใส่ร้ายฉันก็ได้”“หน้าซีดเชียวนะ ดูเหมือนเธอจะกลัวที่พวกเราจับได้สินะ”แม่หลี่กล่าวอย่างเย็นชา “เธอคิดว่าจะโกหกและทำให้หลงเชื่อคำพูดปากเปล่าของเธอง







