เข้าสู่ระบบเมื่อพ่อจางและคนอื่นๆ เห็นตุ่มน้ำแดงใสๆ ที่ขึ้นตามแขนของเหม่ย พวกเขาต่างสะดุ้งและถอยห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว ความรังเกียจที่สะท้อนในสายตาของพวกเขาทำให้เหม่ยรู้สึกว่าคำโกหกของเธอได้ผล
"ฉันแค่คิดว่ามันเป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ตอนนี้ฉันเริ่มกลัวว่ามันอาจเป็นโรคติดต่อ ฉันอยากไปหาหมอประจำหมู่บ้านเพื่อให้เขาตรวจดูว่าเป็นอะไร หากคุณพ่อไม่ว่าอะไรค่ะ" เหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัวแต่ลึกๆในใจเต็มไปด้วยความสนุกสนาน พ่อจางที่เป็นคนที่รักหน้าตาและภาพลักษณ์ของตนในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านมาก คนในครอบครัวสำคัญแค่ไหนในใจของเขานั้นจางเหม่ยไม่รู้ เขาเริ่มมีความกังวลในใจขึ้นมาแล้ว ถ้าลูกสาวตรงหน้าป่วยเป็นโรคติดต่อจริงๆ บ้านจางก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย ความกลัวว่าคนในหมู่บ้านจะนินทาและมองบ้านจางในแง่ร้ายทำให้พ่อจางต้องคิดหนัก แม่จางและจางจวนก็พยายามหาคำพูดมาเสริมสถานการณ์ แต่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้เหม่ยเพราะกลัวว่าตัวเองจะติดเชื้อไปด้วย จวนถึงกับแอบเปิดเสื้อของตัวเองดูว่ามีตุ่มแบบเดียวกับเหม่ยหรือไม่ในทันที ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีแต่ความกลัวในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นยิ่งทำให้พวกเขาแสดงออกถึงความรังเกียจต่อเหม่ยมากขึ้น หากเป็นไปได้ทุกคนแทบอยากไปอาบน้ำและอยู่ห่างจากผู้หญิงขี้โรคให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยด้วยซ้ำ พ่อจางคิดอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจ "แกไม่ต้องไปหาหมอหรอก ครอบครัวเราไม่ได้มีเงินมากเพียงนี้ นับจากนี้แกไม่ต้องทำอะไรในบ้านอีกแล้ว พักในห้องให้หายก่อน ฉันไม่อยากให้คนไร้ประโยชน์เช่นแกทำให้คนในครอบครัวติดเชื้อไปด้วย" เหม่ยรู้ว่าคำขู่ที่เธอแฝงอยู่ในน้ำเสียงของเธอได้ผล พ่อจางที่กลัวภาพลักษณ์ของครอบครัวเสียหายไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเสี่ยงนี้ "ถ้าคุณพ่อเป็นห่วงเรื่องการติดเชื้อ ฉันว่าส่งฉันไปอยู่แยกในบ้านเก่าที่ท้ายหมู่บ้านที่ว่างอยู่ก็น่าจะดีนะคะ จะได้ไม่เป็นภาระกับครอบครัวอีกด้วย" ข้อเสนอของจางเหม่ยทำให้พ่อจางหยุดคิดไปชั่วขณะ บ้านเก่าที่ท้ายหมู่บ้านนั้นอยู่ในที่ห่างไกลจากบ้านจาง และมีสภาพที่ทรุดโทรม แต่ถ้าเหม่ยย้ายไปอยู่ที่นั่นก็จะไม่มีใครมาเห็นหรือได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เรื่องนี้แพร่กระจายไปในหมู่บ้านได้ดีทีเดียว หรือหากโรคนี้ไม่หายไปจริงๆก็ปล่อยให้ลูกสาวขี้โรคผู้นี้ตายไปเงียบๆก็ดีเหมือนกัน แม่จางและจวนที่ได้ยินข้อเสนอนี้ต่างพยักหน้าเห็นด้วย ความรังเกียจในตุ่มน้ำที่เห็นบนแขนเมื่อครู่ทำให้คนรักสวยรักงามไม่อยากแม้อยู่ใกล้จนลืมสิ่งสำคัญที่พวกเธอต้องเผชิญยามไม่มีผู้หญิงอย่างเหม่ยที่เป็นดั่งคนรับใช้ด้วยซ้ำ จางเหม่ยยิ้มในใจ ขณะที่เธอเดินกลับไปที่ห้องของตนเอง เธอรู้ว่านี่คือก้าวแรกของการปลดแอกตัวเองจากครอบครัวที่กดขี่และข่มเหงจางเหม่ยผู้นี้มานานหลายปี หลังจากที่เธอเข้าสู่ห้องของตัวเอง เธอก็เริ่มเก็บข้าวของเล็กน้อยที่เธอคิดว่าจำเป็น และเตรียมต้อนรับอิสระที่อยู่ไม่ไกล เรื่องการจัดการให้คนๆหนึ่งไปอีกที่บ้านว่างเปล่านั้นหากเป็นคนทั่วไปอาจยากแต่สำหรับคนที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านอย่างพ่อจางนั้นง่ายเสียยิ่งกว่าหว่านเมล็ดลงหลุมเสียอีก จางเหม่ยเก็บของและเตรียมตัวไปยังบ้านเก่าที่เธอเคยสำรวจไว้ก่อนหน้านี้ บ้านที่เงียบสงบและอยู่ห่างไกลจากความวุ่นวายของหมู่บ้านแห่งนี้คือที่พักพิงที่เธอวางแผนจะใช้ในการฝึกฝนและเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินแผนการของเธอต่อไป เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เหม่ยก็เดินออกจากบ้านของตระกูลจาง มุ่งหน้าไปยังบ้านใหม่ของเธอที่ท้ายหมู่บ้าน ในขณะที่พ่อจาง แม่จาง และจวนยืนดูเธอจากระยะไกล ทุกคนต่างมีความรู้สึกโล่งใจที่ให้เหม่ยออกจากบ้าน โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว จางเหม่ยที่เดินจากไปอย่างคอตกนี้กำลังยิ้มในใจ เธอพร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แตกต่างออกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง จางเหม่ยตั้งใจจัดระเบียบบ้านหลังใหม่ในทันทีที่มาถึง บ้านเก่าที่ท้ายหมู่บ้านถูกทิ้งร้างมานาน ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหายจากสภาพอากาศและกาลเวลาที่ผ่านไป แต่เหม่ยไม่กังวล เธอมีวิธีการจัดการที่แตกต่างออกไปจากทุกคนในยุคที่ทรัพยากรมีจำกัดนี้ การใช้ของจากมิติองค์กรทำให้การซ่อมแซมบ้านเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เธอเริ่มต้นด้วยการหยิบไม้จากห้องเก็บของของมิติองค์กร ด้วยไม้ที่มีเหล่านี้ เธอสามารถซ่อมแซมหลังคาและทำความสะอาดบ้านได้อย่างรวดเร็ว ทุกชิ้นงานที่ทำจะถูกจัดเก็บกลับไปในมิติว่างทันทีหลังจากเสร็จสิ้น ทำให้พื้นที่ในบ้านยังคงสะอาดและไม่ยุ่งเหยิง เมื่อภาพรวมบ้านเริ่มมีสภาพดีขึ้น เหม่ยก็ใช้ผ้าห่มที่ได้กลิ่นหอมสดชื่นจากมิติองค์กรวางลงบนเตียงเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการพักผ่อนของเธอ นอกจากนี้เธอยังใช้ผ้าปูที่นอนและผ้าห่มที่มีคุณภาพสูงกว่าห้องรูหนูที่บ้านจางมาก อยู่ที่นี่เธอมีเตียงของเธอมันมีความสะดวกสบายและน่าพอใจเป็นพิเศษ ในตอนกลางคืนของวันที่สองหลังจากเธอเริ่มอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ ขณะที่เหม่ยกำลังล้างชามที่ใช้สำหรับมื้อเย็น เสียงน้ำที่ไหลออกจากชามสร้างความเงียบสงบให้กับช่วงเวลานี้ แต่ท่ามกลางความเงียบสงบ เธอกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาด เหมือนมีใครกำลังแอบมองเธอจากด้านนอกไกลออกไป เหม่ยหันไปมองข้างๆ สายตาของเธอสอดส่ายในความมืด ท่ามกลางความมืดและความเงียบสงบ เธอเห็นเงาแปลกตายืนอยู่ที่ชายป่าฝั่งมาจากหมู่บ้าน เป็นเงาของคน พอร่างนั้นเข้ามาใกล้จางเหม่ยจึงรู้ว่าเงานั้นคือคุณแม่จางที่มายืนดูเธอจากภายนอก “คุณแม่?” เหม่ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจ แม่จางยืนอยู่หน้าบ้าน สายตาของเธอสอดส่องสำรวจบ้านหลังใหม่ของเหม่ยด้วยความเหนื่อยล้า สีหน้าของเธอแสดงถึงความวิตกและความหงุดหงิด เหม่ยสามารถอ่านความคิดของแม่จางได้อย่างชัดเจนว่าผู้หญิงใจร้ายตรงหน้านี้มาทำไม “ทำไมแม่ถึงมาที่นี่คะ?” เหม่ยถามเสียงเรียบแม้จะพอเดาได้บ้างแล้วว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงรักสบายฝืนร่างกายเดินไกลถึงที่นี่คืออะไร แม่จางเดินเข้ามาใกล้บ้านและมองไปรอบๆ อย่างรังเกียจ เพราะเหม่ยเน้นปรับปรุงบ้านจากข้างในส่วนด้านนอกนั้นพยายามคงสภาพเก่าทรุดโทรมอย่างเดิม “ก็แค่คิดถึงลูกสาวที่จากบ้านมาอยู่ข้างนอกน่ะ ฉันไม่ได้เจอแกในบ้านสักพักแล้ว คิดว่าจะมาเยี่ยมสักหน่อย” เหม่ยไม่ตอบอะไร แต่ในใจของเธอรู้ดีว่าแม่จางมาที่นี่เพราะเธอรู้ว่าการทำงานบ้านในบ้านจางที่ยังมีการใช้งานเป็นเรื่องหนักหนาสำหรับแม่จางเพียงคนเดียว โดยเฉพาะเมื่อลูกสาวคนอื่นๆ อย่างจางจวนที่รักความสะอาดและไม่ยอมทำงานบ้านอย่างที่ควร “แม่ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันสบายดีที่นี่ ฉันจะพักรักษาตัวอย่างดีหากเป็นไปได้แม่ไม่ควรมาหาฉันเลยฉันกลัวว่า...” เหม่ยพูดไปตั้งใจเน้นย้ำเรื่องที่เธอกำลังมีโรคติดต่อทั้งที่ตุ่มแดงน้ำใสในวันนี้คือผลจากการที่เธอใช้สปอร์เห็ดพิษทาทิ้งไว้เท่านั้น แม่จางถอยห่างทันใด เธออยากจะรีบกลับออกไปเช่นเดียวกันแต่ที่เธอมาในวันนี้มีเรื่องมากกว่านั้นน่ะสิบทส่งท้ายหลังจากนั้นไม่ถึงเดือน เหม่ยและเว่ยเจียตัดสินใจที่จะกลับไปที่บ้านหลี่ในเมืองจ้านเจียงเพื่อให้เหม่ยได้คลอดลูกที่นั่น เว่ยเจียต้องการอยู่เคียงข้างเธอและดูแลอย่างใกล้ชิด เขาต้องกลับไปรับยศพันโทใหม่ในค่ายทหารใกล้ๆ จึงคิดว่าเป็นการดีที่จะกลับไปเยี่ยมครอบครัวไปด้วยเมื่อรถของพวกเขาจอดลงหน้าบ้านหลี่ เหม่ยรู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย แม้เธอจะพยายามเตรียมใจมาแล้ว แต่ความทรงจำที่ผ่านมาก็ยังทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจนัก เมื่อพวกเขาลงจากรถ เธอก็เห็นแม่หลี่ พี่สาวฉิงอี้ และน้องสาวยืนรออยู่หน้าบ้าน แต่พวกเธอไม่กล้าสบตาเหม่ยโดยตรง แววตาของพวกเธอแสดงถึงความระมัดระวังและรู้สึกผิดอยู่ลึกๆแม่หลี่เป็นคนแรกที่พูดขึ้น “เอ่อ... เหม่ย ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะจ๊ะ” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเหม่ยพยักหน้าเบาๆ และยิ้มอ่อนให้โดยไม่ได้พูดอะไรมาก เธอรู้สึกถึงความไม่เต็มใจของครอบครัวหลี่ที่จะต้อนรับเธอกลับมา แต่พวกเขาจำต้องพูดขอโทษเพราะได้คุยกับเว่ยเจียมาก่อนหน้านี้พี่สาวฉิงอี้สังเกตเห็นเหม่ยสวมเสื้อผ้าสวยงามและเครื่องประดับหลายชิ้น “ดูเหมือนคนรวยจริงๆ” เธอพึมพำเบาๆ ให้แม่และน้องสาวได้ยินแม่
เหม่ยมองเขาด้วยความประหลาดใจ "แล้วพวกเขายอมเหรอคะ?"เว่ยเจียยิ้ม "ไม่ยอมง่ายๆ หรอกครับ แต่ผมจัดการเรื่องนี้ได้ ไม่ต้องห่วง"พวกเขานั่งคุยกันต่อ เว่ยเจียเล่าถึงเรื่องของจางจวนที่เหม่ยได้เตือนไว้ในจดหมาย "คุณพูดถูกทุกอย่าง จางจวนขโมยของไปหลายอย่าง ผมให้คนตามจับตัวเขาเข้าคุกไปแล้ว แม้ว่าของที่ขโมยไปจะไม่ได้คืนเพราะถูกขายไปหมดแล้ว แต่ผมขอบคุณคุณมากนะ แม้ว่าทางบ้านผมจะทำเรื่องไม่ดีกับคุณ แต่คุณก็ยังคิดจะช่วยพวกเขา"เหม่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน "ฉันแค่อยากให้คุณปลอดภัย ฉันรู้ว่าคุณรักครอบครัวของคุณมาก ฉันก็เลยทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเขาไม่ต้องเดือดร้อน"เว่ยเจียยิ้มและพูดขึ้นอย่างจริงใจ "ของที่หายไปก็ให้เป็นบทเรียนกับแม่และพี่ๆ นั่นแหละ ผมเชื่อว่าพวกเขาคงได้เรียนรู้จากเรื่องนี้มากพอสมควร"ความเข้าใจและความรักระหว่างพวกเขากลับคืนมาอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านม่านหน้าต่างให้ห้องนอนของเหม่ยดูอบอุ่นและเป็นส่วนตัว เว่ยเจียจ้องมองเหม่ยด้วยแววตาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น เหม่ยเองก็จ้องมองกลับด้วยสายตาที่ไม่ต่างกัน ทั้งสองต่างรู้สึกถ
“ไม่สำคัญว่าคุณมาช้าไหมขอแค่คุณมาก็พอแล้วค่ะ ฉันและลูกน้อยรอคุณเสมอ...”ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปากของเหม่ย เว่ยเจียรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน เขาตกใจจนพูดไม่ออก เขารู้ทันทีว่าภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ข่าวนี้ ความรู้สึกหลากหลายไหลท่วมท้นเข้าไปในใจของเขา ทั้งความดีใจ ความรู้สึกผิด และความซาบซึ้งจนมันกลั่นเป็นน้ำตาของลูกผู้ชายชาติทหาร น้ำตาที่ไม่ได้ไหลออกมานานแล้ว แต่ตอนนี้มันกลับกลั่นจากหัวใจของเขาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เว่ยเจียคิดย้อนไปถึงเวลาที่เขาอยู่ในสนามรบ เขาทำเพื่อชาติ ทุ่มเททุกอย่างเพื่อหน้าที่โดยไม่คิดถึงชีวิตของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน เหม่ย ภรรยาที่เขารักก็ทำเพื่อครอบครัวของเขาเช่นกัน เธอต้องอดทนกับครอบครัวของเขา เผชิญหน้ากับความยากลำบากและความอึดอัดใจ รวมทั้งต้องหนีออกจากบ้านที่เธอเคยอยู่เพื่อปกป้องลูกในครรภ์ และเดินทางข้ามเมืองมาอย่างลำบากความรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งทำให้เว่ยเจียรู้สึกเหมือนถูกทับทมด้วยหินหนัก เขาไม่สามารถยืนได้อีกต่อไป ขาของเขาอ่อนแรงจนต้องคุกเข่าลงตรงหน้าภรรยา น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของเขาอย่างไม่อาจห้าม เหม่ยมองสามีที่ค
25วันนี้ที่รอคอย...หลี่เหม่ยเดินทางมาเมืองเซินเจิ้นหลังจากออกมาจากบ้านหลี่แล้ว เพราะเธอรู้ว่าเมืองที่ติดชายทะเลนี้จะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลจีนจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ที่นี่จะมีการกำหนดนโยบายพิเศษต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุน เช่น การลดภาษีและข้อบังคับที่ผ่อนคลายมากขึ้นเหม่ยรู้ว่าเมืองเซินเจิ้นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในขณะนี้ แต่เธอมีความรู้และวิสัยทัศน์ว่าเมืองนี้จะเจริญรุ่งเรืองในอนาคต เธอจึงรีบเดินทางมาก่อนที่รัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะต้องการมาดูลาดราวและศึกษาพื้นที่ทำมาหากิน เธอใช้เวลาช่วงแรก ๆ ในการทำเรื่องขอเช่าบ้านและร้านค้าในพื้นที่ที่ยังไม่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ ทำให้สามารถเช่าได้ในราคาที่ถูก นอกจากนี้ เธอยังได้เลือกทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดก่อนใคร พร้อมเจรจาธุรกิจกับคนในท้องถิ่นที่ผลิตวัตถุดิบที่เธอต้องการ และเจรจาเชื่อมสัมพันธ์กับโรงงานเล็ก ๆ บางแห่งที่รัฐเริ่มปล่อยให้ชาวเมืองดูแลเองเธอเริ่มสำรวจพื้นที่รอบ ๆ และพบว่ามีร้านค้าเล็ก ๆ และบ้านเก่าหลายหลังที่เจ้าของ
24ความจริงที่เจ็บปวดหลายเดือนผ่านไป ในที่สุดสงครามก็สิ้นสุดลง เสียงปืนใหญ่และเสียงระเบิดเงียบสงบ ปล่อยให้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิเริ่มแต่งแต้มท้องฟ้าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เว่ยเจียยืนมองทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองจ้านเจียงจากหน้าต่างรถขบวนทหารที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน ความรู้สึกอบอุ่นและความตื่นเต้นพุ่งพล่านในใจของเขาเมื่อคิดถึงการได้กลับไปพบกับเหม่ย ภรรยาสุดที่รักของเขาใจของเว่ยเจียคะนึงหาเหม่ยมากเหลือเกิน เขาจินตนาการถึงรอยยิ้มหวานๆ ของเธอที่เขาคิดถึงตลอดเวลาที่อยู่ในสนามรบ เธอเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตของเขา เป็นคนที่ทำให้เขารู้สึกมีความหวังและมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อกลับมาอยู่กับเธออีกครั้ง ในระหว่างที่เขารับหน้าที่เป็นพันตรีในสนามรบ เสื้อกันกระสุนที่เหม่ยมอบให้เขาก็ได้ช่วยชีวิตเขาหลายครั้ง หากไม่มีเสื้อเกราะกันกระสุนของเธอ เขาอาจจะตายไปแล้ว ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณเหม่ยมากขึ้นกว่าเดิม"เหม่ยจะรู้สึกอย่างไรนะ เมื่อเห็นฉันกลับมาโดยไม่แจ้งข่าวล่วงหน้า?" เว่ยเจียคิดในใจด้วยความคาดหวังเขาหลับตาลงสักครู่เพื่อจินตนาการถึงภาพของเหม่ยที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน
“เหม่ย หยุดก่อน! ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”แม้เหม่ยจะรู้สึกไม่ดีแต่ก็ยอมหันกลับมายืนรอฟังสิ่งที่แม่สามีอยากพูดด้วย“ฉันสงสัยว่าหล่อนขโมยเครื่องประดับของฉันไป...” แม่หลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความสงสัยและความโกรธ “เครื่องประดับของฉันหายไปหลายชิ้นในช่วงนี้ และจางจวนบอกว่าเห็นเธอออกมาจากห้องทำงานของฉันตอนดึกๆ หลายครั้ง”เหม่ยตกใจเล็กเล็กน้อยกับเรื่องที่ได้ยิน ร่างกายรู้สึกอ่อนแรงมากขึ้นแต่พยายามรักษาสีหน้าให้คงที่“ฉันไม่เคยเข้าไปในห้องทำงานของคุณเลยค่ะ แม่หลี่”“อย่ามาปฏิเสธเลย” ฉิงอี้พูดเสริม “จางจวนมีหลักฐาน เธอทำผ้าเช็ดหน้าตกไว้ในห้องทำงานของแม่หลี่เมื่อคืนนั้นเอง”จางจวนยิ้มเยาะ ยื่นผ้าเช็ดหน้าที่มีคนเห็นว่าเหม่ยใช้เป็นประจำปักอยู่ขึ้นมาให้ดู “นี่คือผ้าเช็ดหน้าของคุณ ใช่ไหมคะ?”เหม่ยพยายามจะหาคำอธิบาย แต่รู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนแรงและเหนื่อยมากเกินไปที่จะพูดอะไรออกมาได้“ใช่... แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันเข้าไปขโมยอะไร อาจเป็นเธอเองที่ใส่ร้ายฉันก็ได้”“หน้าซีดเชียวนะ ดูเหมือนเธอจะกลัวที่พวกเราจับได้สินะ”แม่หลี่กล่าวอย่างเย็นชา “เธอคิดว่าจะโกหกและทำให้หลงเชื่อคำพูดปากเปล่าของเธอง







