로그인เช้าวันใหม่มาถึง ภายในบ้านจาง เสียงฝีเท้าและเสียงจานชามกระทบกันดังขึ้นเตือนให้รู้ว่าเวลามื้อเช้าได้มาถึงแล้ว บนโต๊ะอาหาร มีเพียงอาหารง่ายๆ ผักดองเจ้าประจำ เนื้อตากแห้งที่เก็บไว้นานแล้ว แล้วข้าวต้มรสชาติจืดสนิท อาหารมื้อสำคัญของวันวางอยู่ตรงกลางโต๊ะ พ่อจางนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ มองอาหารที่ถูกเตรียมไว้ด้วยสายตาหนักใจ แม่จางและจางจวนนั่งอยู่ด้วยกันที่อีกฝั่งของโต๊ะ แต่บรรยากาศกลับเงียบกว่าที่เคยเป็น
พ่อจางตักเข้าปากแล้วถอนหายใจเบาๆ เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ "ข้าวเช้าวันนี้ทำไมมันถึงจืดชืดขนาดนี้ รสชาติเหมือนแค่ข้าวสุกใส่น้ำเฉยๆ ขาดเครื่องปรุงไปหมด เฮ้อ..."
แม่จางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงแผ่วเบา "จางเหม่ยไม่อยู่แล้ว ใครจะทำอาหารได้ดีเท่าเธอกันล่ะฉันก็ทำได้เท่านี้แหละค่ะ"
จางจวนที่นั่งฟังอยู่นาน แอบกลอกตาเล็กน้อย แต่ไม่เอ่ยอะไรออกมา คำบ่นของพ่อทำให้เธออดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องของจางเหม่ยที่ถูกไล่ออกไปอยู่บ้านเดี่ยว เธอไม่ชอบความรู้สึกที่เหมือนต้องพึ่งพาใครซักคนเช่นนี้เลย เหมือนว่าการย้ายออกไปของจางเหม่ยทำให้ทุกคนในบ้านจางต้องรับรู้ถึงความสำคัญของเธอในแบบที่จางจวนเองก็ไม่คาดคิด
พ่อจางเปลี่ยนเรื่องพูดเมื่อเห็นว่าไม่มีใครโต้ตอบอีกทั้งของที่มีก็ไม่สามารถกินทิ้งกินขว้างได้ “เมื่อวานฉันก็ได้ยินมาว่า หัวหน้าคอมมูนกำลังจะหาภรรยาให้ลูกชายพิการที่เพิ่งกลับมาจากบ้านในเมืองปักกิ่ง ภรรยาที่หย่าไปแล้วของเขาแหละ”
แม่จางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ลูกชายพิการ? ฉันไม่เคยได้ยินข่าวเลยนะคะ แต่ถ้าลูกชายเขาพิการจริงจะหาภรรยาได้ยังไง? ลูกชายคนนั้นอาจจะพิการจนไม่สามารถมีลูกได้ก็เป็นได้นะ พิการทั้งกายใช้สืบทอดสกุลไม่ได้เช่นนี้คงไม่เป็นที่สนใจของใครหรอกค่ะ”
พ่อจางพยักหน้า “นั่นสิ ฉันก็สงสัยว่าเขาจะทำเช่นไร หัวหน้าคอมมูนเองก็มีเมียคนที่สองอยู่แล้ว ลูกชายจากภรรยาคนแรกคงไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของภรรยาคนที่สองแน่”
แม่จางเสริม "หัวหน้าคอมมูนคงอายุมากแล้วไม่อยากเลี้ยงลูกชายพิการอีกต่อไปถึงอยากหาเมียให้เขาแหละนะ อีกหน่อยก็คงหาผู้หญิงสักคนแต่งออกไป อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราเสียหน่อยนี่คะ"
พ่อจางพยักหน้าเห็นด้วยในขณะยกชามข้าวต้มขึ้นเทเข้าปากทีเดียวหมด ส่วนอีกคนที่นั่งร่วมโต้ะแต่ไร้การมีส่วนร่วมอย่างจางจวนนั้นเธอตั้งใจนั่งฟังมาตลอด ในหัวคิดบางอย่างได้ก็รีบเอ่ยถาม
"แล้วมีลูกสาวบ้านไหนสนใจบ้างหรือยังคะคุณพ่อ ?"
พ่อจางส่ายหัว "ยังไม่มีเลย ข่าวมันเพิ่งแพร่ออกมาได้ไม่นาน แต่ฉันว่าสำหรับบางคนอาจจะพอรับได้นะ... ถ้าครอบครัวของฝ่ายหญิงยินดีที่จะแลกเปลี่ยนกับบางสิ่งครอบครัวหัวหน้าคอมมูนก็ไม่ใช่จนอย่างเราๆ"
จางจวนฟังแล้วหัวเราะเบาๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “อย่างนั้นหรอ...”
...
เมื่อพ่อจางกินข้าวเสร็จก็ออกไปทำงาน จนในบ้านเหลือเพียงแม่ลูกสกุลจางสองคนเท่านั้น เป็นจางจวนดึงแม่จางมากระซิบกระซาบเสียงเบา “แม่จาง ฉันมีบางอย่างจะบอก...” จางจวนหยักยิ้มเบาๆ อย่างมีแผนร้ายในใจ
แม่จางเข้าไปใกล้จางจวนลูกสาวหัวไวและมากแผนการ ทั้งสองนั่งกระซิบกระซาบกันด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและเจ้าเล่ห์ในเวลาเดียวกัน เสียงสนทนาเบาลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถจับใจความได้ชัดเจน ในแววตาของจางจวนกลับแฝงไปด้วยแผนการที่ซับซ้อนส่วนคนได้ฟังแผนการนั้นตาลุกวาวอย่างคนกำลังจินตนาการถึงสิ่งที่ชอบว่ามันอยู่ตรงหน้า
บทส่งท้ายหลังจากนั้นไม่ถึงเดือน เหม่ยและเว่ยเจียตัดสินใจที่จะกลับไปที่บ้านหลี่ในเมืองจ้านเจียงเพื่อให้เหม่ยได้คลอดลูกที่นั่น เว่ยเจียต้องการอยู่เคียงข้างเธอและดูแลอย่างใกล้ชิด เขาต้องกลับไปรับยศพันโทใหม่ในค่ายทหารใกล้ๆ จึงคิดว่าเป็นการดีที่จะกลับไปเยี่ยมครอบครัวไปด้วยเมื่อรถของพวกเขาจอดลงหน้าบ้านหลี่ เหม่ยรู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย แม้เธอจะพยายามเตรียมใจมาแล้ว แต่ความทรงจำที่ผ่านมาก็ยังทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจนัก เมื่อพวกเขาลงจากรถ เธอก็เห็นแม่หลี่ พี่สาวฉิงอี้ และน้องสาวยืนรออยู่หน้าบ้าน แต่พวกเธอไม่กล้าสบตาเหม่ยโดยตรง แววตาของพวกเธอแสดงถึงความระมัดระวังและรู้สึกผิดอยู่ลึกๆแม่หลี่เป็นคนแรกที่พูดขึ้น “เอ่อ... เหม่ย ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะจ๊ะ” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเหม่ยพยักหน้าเบาๆ และยิ้มอ่อนให้โดยไม่ได้พูดอะไรมาก เธอรู้สึกถึงความไม่เต็มใจของครอบครัวหลี่ที่จะต้อนรับเธอกลับมา แต่พวกเขาจำต้องพูดขอโทษเพราะได้คุยกับเว่ยเจียมาก่อนหน้านี้พี่สาวฉิงอี้สังเกตเห็นเหม่ยสวมเสื้อผ้าสวยงามและเครื่องประดับหลายชิ้น “ดูเหมือนคนรวยจริงๆ” เธอพึมพำเบาๆ ให้แม่และน้องสาวได้ยินแม่
เหม่ยมองเขาด้วยความประหลาดใจ "แล้วพวกเขายอมเหรอคะ?"เว่ยเจียยิ้ม "ไม่ยอมง่ายๆ หรอกครับ แต่ผมจัดการเรื่องนี้ได้ ไม่ต้องห่วง"พวกเขานั่งคุยกันต่อ เว่ยเจียเล่าถึงเรื่องของจางจวนที่เหม่ยได้เตือนไว้ในจดหมาย "คุณพูดถูกทุกอย่าง จางจวนขโมยของไปหลายอย่าง ผมให้คนตามจับตัวเขาเข้าคุกไปแล้ว แม้ว่าของที่ขโมยไปจะไม่ได้คืนเพราะถูกขายไปหมดแล้ว แต่ผมขอบคุณคุณมากนะ แม้ว่าทางบ้านผมจะทำเรื่องไม่ดีกับคุณ แต่คุณก็ยังคิดจะช่วยพวกเขา"เหม่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน "ฉันแค่อยากให้คุณปลอดภัย ฉันรู้ว่าคุณรักครอบครัวของคุณมาก ฉันก็เลยทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเขาไม่ต้องเดือดร้อน"เว่ยเจียยิ้มและพูดขึ้นอย่างจริงใจ "ของที่หายไปก็ให้เป็นบทเรียนกับแม่และพี่ๆ นั่นแหละ ผมเชื่อว่าพวกเขาคงได้เรียนรู้จากเรื่องนี้มากพอสมควร"ความเข้าใจและความรักระหว่างพวกเขากลับคืนมาอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านม่านหน้าต่างให้ห้องนอนของเหม่ยดูอบอุ่นและเป็นส่วนตัว เว่ยเจียจ้องมองเหม่ยด้วยแววตาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น เหม่ยเองก็จ้องมองกลับด้วยสายตาที่ไม่ต่างกัน ทั้งสองต่างรู้สึกถ
“ไม่สำคัญว่าคุณมาช้าไหมขอแค่คุณมาก็พอแล้วค่ะ ฉันและลูกน้อยรอคุณเสมอ...”ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปากของเหม่ย เว่ยเจียรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน เขาตกใจจนพูดไม่ออก เขารู้ทันทีว่าภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ข่าวนี้ ความรู้สึกหลากหลายไหลท่วมท้นเข้าไปในใจของเขา ทั้งความดีใจ ความรู้สึกผิด และความซาบซึ้งจนมันกลั่นเป็นน้ำตาของลูกผู้ชายชาติทหาร น้ำตาที่ไม่ได้ไหลออกมานานแล้ว แต่ตอนนี้มันกลับกลั่นจากหัวใจของเขาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เว่ยเจียคิดย้อนไปถึงเวลาที่เขาอยู่ในสนามรบ เขาทำเพื่อชาติ ทุ่มเททุกอย่างเพื่อหน้าที่โดยไม่คิดถึงชีวิตของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน เหม่ย ภรรยาที่เขารักก็ทำเพื่อครอบครัวของเขาเช่นกัน เธอต้องอดทนกับครอบครัวของเขา เผชิญหน้ากับความยากลำบากและความอึดอัดใจ รวมทั้งต้องหนีออกจากบ้านที่เธอเคยอยู่เพื่อปกป้องลูกในครรภ์ และเดินทางข้ามเมืองมาอย่างลำบากความรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งทำให้เว่ยเจียรู้สึกเหมือนถูกทับทมด้วยหินหนัก เขาไม่สามารถยืนได้อีกต่อไป ขาของเขาอ่อนแรงจนต้องคุกเข่าลงตรงหน้าภรรยา น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของเขาอย่างไม่อาจห้าม เหม่ยมองสามีที่ค
25วันนี้ที่รอคอย...หลี่เหม่ยเดินทางมาเมืองเซินเจิ้นหลังจากออกมาจากบ้านหลี่แล้ว เพราะเธอรู้ว่าเมืองที่ติดชายทะเลนี้จะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลจีนจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ที่นี่จะมีการกำหนดนโยบายพิเศษต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุน เช่น การลดภาษีและข้อบังคับที่ผ่อนคลายมากขึ้นเหม่ยรู้ว่าเมืองเซินเจิ้นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในขณะนี้ แต่เธอมีความรู้และวิสัยทัศน์ว่าเมืองนี้จะเจริญรุ่งเรืองในอนาคต เธอจึงรีบเดินทางมาก่อนที่รัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะต้องการมาดูลาดราวและศึกษาพื้นที่ทำมาหากิน เธอใช้เวลาช่วงแรก ๆ ในการทำเรื่องขอเช่าบ้านและร้านค้าในพื้นที่ที่ยังไม่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ ทำให้สามารถเช่าได้ในราคาที่ถูก นอกจากนี้ เธอยังได้เลือกทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดก่อนใคร พร้อมเจรจาธุรกิจกับคนในท้องถิ่นที่ผลิตวัตถุดิบที่เธอต้องการ และเจรจาเชื่อมสัมพันธ์กับโรงงานเล็ก ๆ บางแห่งที่รัฐเริ่มปล่อยให้ชาวเมืองดูแลเองเธอเริ่มสำรวจพื้นที่รอบ ๆ และพบว่ามีร้านค้าเล็ก ๆ และบ้านเก่าหลายหลังที่เจ้าของ
24ความจริงที่เจ็บปวดหลายเดือนผ่านไป ในที่สุดสงครามก็สิ้นสุดลง เสียงปืนใหญ่และเสียงระเบิดเงียบสงบ ปล่อยให้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิเริ่มแต่งแต้มท้องฟ้าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เว่ยเจียยืนมองทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองจ้านเจียงจากหน้าต่างรถขบวนทหารที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน ความรู้สึกอบอุ่นและความตื่นเต้นพุ่งพล่านในใจของเขาเมื่อคิดถึงการได้กลับไปพบกับเหม่ย ภรรยาสุดที่รักของเขาใจของเว่ยเจียคะนึงหาเหม่ยมากเหลือเกิน เขาจินตนาการถึงรอยยิ้มหวานๆ ของเธอที่เขาคิดถึงตลอดเวลาที่อยู่ในสนามรบ เธอเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตของเขา เป็นคนที่ทำให้เขารู้สึกมีความหวังและมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อกลับมาอยู่กับเธออีกครั้ง ในระหว่างที่เขารับหน้าที่เป็นพันตรีในสนามรบ เสื้อกันกระสุนที่เหม่ยมอบให้เขาก็ได้ช่วยชีวิตเขาหลายครั้ง หากไม่มีเสื้อเกราะกันกระสุนของเธอ เขาอาจจะตายไปแล้ว ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณเหม่ยมากขึ้นกว่าเดิม"เหม่ยจะรู้สึกอย่างไรนะ เมื่อเห็นฉันกลับมาโดยไม่แจ้งข่าวล่วงหน้า?" เว่ยเจียคิดในใจด้วยความคาดหวังเขาหลับตาลงสักครู่เพื่อจินตนาการถึงภาพของเหม่ยที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน
“เหม่ย หยุดก่อน! ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”แม้เหม่ยจะรู้สึกไม่ดีแต่ก็ยอมหันกลับมายืนรอฟังสิ่งที่แม่สามีอยากพูดด้วย“ฉันสงสัยว่าหล่อนขโมยเครื่องประดับของฉันไป...” แม่หลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความสงสัยและความโกรธ “เครื่องประดับของฉันหายไปหลายชิ้นในช่วงนี้ และจางจวนบอกว่าเห็นเธอออกมาจากห้องทำงานของฉันตอนดึกๆ หลายครั้ง”เหม่ยตกใจเล็กเล็กน้อยกับเรื่องที่ได้ยิน ร่างกายรู้สึกอ่อนแรงมากขึ้นแต่พยายามรักษาสีหน้าให้คงที่“ฉันไม่เคยเข้าไปในห้องทำงานของคุณเลยค่ะ แม่หลี่”“อย่ามาปฏิเสธเลย” ฉิงอี้พูดเสริม “จางจวนมีหลักฐาน เธอทำผ้าเช็ดหน้าตกไว้ในห้องทำงานของแม่หลี่เมื่อคืนนั้นเอง”จางจวนยิ้มเยาะ ยื่นผ้าเช็ดหน้าที่มีคนเห็นว่าเหม่ยใช้เป็นประจำปักอยู่ขึ้นมาให้ดู “นี่คือผ้าเช็ดหน้าของคุณ ใช่ไหมคะ?”เหม่ยพยายามจะหาคำอธิบาย แต่รู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนแรงและเหนื่อยมากเกินไปที่จะพูดอะไรออกมาได้“ใช่... แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันเข้าไปขโมยอะไร อาจเป็นเธอเองที่ใส่ร้ายฉันก็ได้”“หน้าซีดเชียวนะ ดูเหมือนเธอจะกลัวที่พวกเราจับได้สินะ”แม่หลี่กล่าวอย่างเย็นชา “เธอคิดว่าจะโกหกและทำให้หลงเชื่อคำพูดปากเปล่าของเธอง







