LOGIN"นังซูเหยา! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!"
เป็นเสียงของแม่จางดังขึ้นจากอีกฟากของประตู น้ำเสียงฟังดูร้อนรนและรีบร้อนผิดปกติ ไม่เหมือนทุกครั้งที่เธอเคยได้ยิน เมื่อไม่ได้รับการตอบรับเสียงเคาะประตูดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับคนข้างนอกกำลังไม่สบายใจอะไรบางอย่างจนไม่สนใจว่าตนเองจะเจ็บมือหรือไม่เลย ซูเหยาเดินมาหยุดนิ่งอยู่หลังประตู ฟังเสียงแม่จางและเพิ่งมีเสียงของผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่คนสกุลจางคุยกันอยู่หน้าประตู เสียงผู้ชายไม่คุ้นหูนั้นนิ่งและขรึม แต่น้ำเสียงของแม่จางกลับฟังดูหวาดกลัว "ลูกสาวเธออยู่ไหน?" "ขะ... ข้างในค่ะ ข้างในห้อง!" แม่จางตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ซูเหยานิ่งฟัง เธอขมวดคิ้วพิจารณาดูจนมั่นใจว่าผู้ชายเจ้าของเสียงไม่น่าจะใช่คนที่บ้านหลี่เรียกมาดูตัวเธอแน่ๆ เสียงของเขาไม่มีความสนใจหรืออารมณ์แบบพวกตาแก่พวกนั้น เธอตัดสินใจผลักประตูเปิดออกมาช้าๆ ภาพที่เห็นทำให้เธอขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เบื้องหน้าของเธอคือชายในชุดเครื่องแบบทหารยืนอยู่หน้าห้อง ด้านหลังยังมีทหารอีกหลายคน เธอเหลือบเห็นเว่ยจง พี่สะใภ้หลิว และพ่อหลี่ยืนเกาะกลุ่มกันที่มุมไกลๆ ดูกลัวทหารพวกนี้กันหมด ทหารนายหนึ่งหันมามองเธอด้วยสายตานิ่งๆ แล้วเอ่ยถาม "คุณคือซูเหยาใช่ไหมครับ?" พอได้ยินชื่อเธอ พ่อหลี่กับเว่ยจงก็รีบวิ่งมาข้างหน้า พ่อหลี่ชี้มาที่เธอทันที "ใช่ๆ คนนี้แหละ! พวกเราไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหล่อนเลยนะ หล่อนเป็นลูกอกตัญญู นิสัยแย่มาก คงแอบทำเรื่องผิดกฎหมายไว้แน่ๆ พวกคุณเอาไปได้เลย พวกเราไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น!" เว่ยจงกับหลิวหลิงก็เสริม "ใช่ๆ น้องสาวคนนี้นิสัยแย่มาก นำเรื่องลำบากมาให้พวกเราตลอดเลยค่ะ!" ซูเหยายืนนิ่งฟังทุกอย่างด้วยความสงบ ไม่สะทกสะท้านกับคำพูดที่ดูหมิ่นตนเองของครอบครัว เธอมองไปที่ทหารนายหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นผู้นำ "พวกคุณมาหาฉันมีเรื่องอะไรหรอคะ?" "มีคนอยากพบคุณ" หัวหน้าทหารตอบสั้นๆ "กรุณาไปกับพวกเราหน่อยครับ" ในใจเธอนึกไปถึงเรื่องที่เธอฆ่าคนไปเมื่อคืนวานนี้ แต่เมื่อเห็นท่าทางของทหารพวกนี้ดูไม่เหมือนพามาเพื่อจับกุมเพราะทำผิด เธอจึงยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เธอคิดจะถูกสักเท่าไหร่ เช่นนั้นแล้วเธอตามพวกเขาไปก็คงจะรู้เรื่องเองนั่นล่ะ "ฉันขอเวลาเปลี่ยนชุดก่อนค่ะ" ซูเหยาพูดอย่างใจเย็น "ได้โปรดไปรอที่หน้าบ้านสักครู่ ฉันพร้อมแล้วจะไปกับพวกคุณค่ะ" ทหารพยักหน้าตอบรับแล้วถอยไปที่หน้าบ้านตามที่ซูเหยาขอไว้ การตอบรับเช่นนี้ช่วยยืนยันสิ่งที่เธอคิดได้ว่าพวกเขาไม่ได้มาจับกุมเธอแน่นอน เพราะมีอย่างที่ไหนพวกเขาจะปล่อยให้คนร้ายคาดสายตา พอทหารออกไปเท่านั้นเองครอบครัวหลี่ก็กรูเข้ามาหาเธอทันที เป็นเว่ยจงเดินเข้ามาต่อว่าเธอด้วยความโกรธก่อนคนแรก "ทำไมเธอต้องทำเรื่องแบบนี้ให้คนทั้งบ้านเดือดร้อนอีกด้วย หายไปตั้งสองปีกลับมาก็ยังไม่เลิกก่อปัญหาอีกหรอ!" พี่สะใภ้หลิวก็เสริมต่อมา "พวกเราไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของแกเลยนะ อย่ามาโยนความผิดให้พวกเราล่ะตอนที่พวกทหารสอบสวน!" แน่นอนว่าพ่อแม่ของหลี่ซูเหยาก็พ่นคำต่อว่ามากมายจนคนยืนฟังอดที่จะขบขันในความตื่นตูมของพวกเขาไปไม่ได้ หากพวกเขามีสติสักนิดย่อมมองเจตนาของทหารพวกนั้นออก แต่การที่บ้านหลี่ไม่ฉลาดนี่ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อเธอนั่นล่ะ เธอจะใช้เหตุการณ์นี้ให้เกิดประโยชน์เสียเลย สีหน้าสงบนิ่งเปลี่ยนเป็นโศกเศร้าและต่อมาก็ส่งเสียงสะอื้น เธอแสร้งยกมือปาดน้ำตาแล้วพูดเสียงสั่นเครือ “ก็ได้ค่ะ ถ้าพวกคุณไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับฉันอีก...แต่ก่อนที่ฉันจะไป ขอเงินหรือของมีค่าติดตัวไปหน่อยได้ไหมคะ? ฉันจะไม่กลับมาให้เป็นภาระของบ้านหลี่อีกเลย” คำขอนี้ทำให้ทั้งพ่อหลี่และแม่จางดูเหมือนจะไม่ยอมในตอนแรก แต่แล้วพ่อหลี่ก็คิดได้ว่าถ้าให้ซูเหยาติดมือไปบ้างก็น่าจะเป็นการขับไล่เธอออกไปอย่างสมบูรณ์ ไม่มีเหตุผลใดให้กลับมาเรียกร้องอะไรอีกในภายหลัง เขาจึงพยักหน้าอย่างโดยพลันก่อนจะเดินไปยังห้องเก็บของที่อยู่ในสุดของบ้าน ซูเหยาฉวยโอกาสนี้แอบสังเกตดูอย่างที่เธอวางแผนไว้ เธอรู้ว่าบ้านหลี่ไม่เอาของมีค่าอะไรมากนักหรอกแต่เธอหวังจะรู้ที่เก็บสมบัติของพวกเขาต่างหาก เธอมองตามพ่อหลี่จนเห็นเขาหยิบกุญแจออกจากกระเป๋าเสื้อที่ถูกซ่อนมันไว้ในมุมเสื้อด้านใน จากนั้นพ่อหลี่ก็เปิดประตูห้องเก็บของได้ ดูเหมือนห้องนี้จะเป็นห้องเก็บสมบัติสำคัญของครอบครัวหลี่ ซูเหยาแสร้งทำเป็นร้องไห้สะอื้นต่อไป แต่ในใจกลับคำนวณอย่างเฉียบแหลม จำตำแหน่งห้องและกุญแจได้อย่างแม่นยำ เธอวางแผนในใจว่าจะกลับมาเอาของมีค่าจากครอบครัวหลี่ทั้งหมดในภายหลัง ให้สมกับที่พวกเขาไม่เคยคิดดีกับร่างเดิมเลย พ่อหลี่เดินกลับมาพร้อมกำไลหยกธรรมดาๆ วงหนึ่ง วางมันลงในมือของซูเหยาอย่างไม่สนใจนัก “นี่ก็พอแล้วกับลูกสาวไม่ได้เรื่องอย่างแก ไปเถอะ พวกเขารอแกอยู่หน้าบ้านนู่น” "ขอบคุณค่ะ..." ซูเหยาตอบเสียงแผ่วพลางแอบยิ้มในใจ เธอรับกำไลมาและเดินออกจากบ้านไป พอออกมาถึงลานหน้าบ้าน แม่จางกับพี่สะใภ้หลิวก็ยืนรออยู่ก่อนแล้ว หลิวหลิงมองซูเหยาด้วยสายตาเย้ยหยันและกอดอกด้วยท่าทางหยิ่งผยอง ก่อนที่พ่อหลี่จะเดินตามออกมาประกาศต่อชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่อย่างเป็นทางการ “วันนี้ฉันขอตัดขาดซูเหยาอย่างเป็นทางการ ครอบครัวหลี่ไม่เกี่ยวข้องกับหล่อนอีกต่อไป!” เสียงฮือฮาดังขึ้นจากชาวบ้านที่เริ่มพูดคุยกันถึงเหตุการณ์นี้ ซูเหยาเพียงแค่ยิ้มบางๆ ก่อนจะก้มศีรษะให้เหมือนยอมรับชะตากรรม เธอเดินตามพวกทหารไปที่รถยนต์ของพวกเขา ทหารกลุ่มนี้ไม่ได้ปฏิบัติต่อเธออย่างนักโทษเลยสักนิด พวกเขาดูสุภาพและให้เกียรติเธออยู่ไม่น้อย แต่จะเดาต่อไปก็เปลืองพื้นที่สมองเปล่า เธอเอาเวลาระหว่างรถยนต์เคลื่อนคิดถึงแผนการชีวิตของเธอนับจากหลุดพ้นจากสกุลหลี่เสียจะดีกว่า16 ฤทธิ์ยากำหนัดทำนางแย่แล้ว“นี่คุณหนะ...เห้ย! ไยเป็นเจ้าได้กัน!”สตรีที่ร่วมหลับนอนกับเจี้ยนเหาเมื่อครู่เงยหน้าขึ้นมาแล้ว ทำเอาเหล่าเจ้าของแผนร้ายผงะตกใจไปตามๆกัน เจี้ยนเหานั้นตกใจจนเผลอหลุดความคิดตนออกมาเลยล่ะจงชินที่เมื่อครู่หวาดหวั่นตอนนี้บรรเทาลงแล้วเขาคือคนแรกที่เอ่ยสิ่งที่ตนเองคิดออกไป“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าควรเป็นผู้ใดเล่า! ท่านพ่อขอรับลูกว่าคุณชายท่านนี้มีจุดประสงค์ต้องการให้พี่หญิงใหญ่เสื่อมเสียชื่อเสียงนะขอรับ”ใช่แล้ว เมื่อครู่พวกเขาต่างได้ยินเหมือนๆกันว่าเจี้ยนเหาเอ่ยถึงคุณหนูสักคน หากฟังแต่เสียงไม่เข้ามาดูเองกับตาล้วนเข้าใจผิดไปแล้ว แต่สตรีที่ร่วมหลับนอนที่แท้ก็คือบ่าวคนหนึ่งต่างหากจงชินไม่ยินยอมให้ใครมาทำลายชื่อเสียงพี่สาวของตนได้หรอก!“คุณชายสามข้าน้อยมิได้คิดเช่นนั้นเลยขอรับ เพียงแต่ว่าระ...เอ่อ ข้าน้อยไม่รู้สติว่าเอ่ยอันใดในช่วงเวลานั้นเท่านั้นขอรับ”เจี้ยนเหายั้งปากทันเพราะได้รับสายตาปรามอย่างรุนแรงจากสตรีเจ้าของแผนการที่ยืนจ้องเขาเขม็งเบื้องหลังท่านแม่ทัพใหญ่ เขารีบแถไปโทษอย่างอื่นอย่างรวดเร็วส่วนซื่ออิงนั้นเมื่อรู้ว่าแผนการของตนพลาดไปแล้วก็ไม่ปล่อยให้หลานไม่ได้เร
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านเป็นอันใดมากไหมเจ้าคะ!”เชียนอี้รู้สึกคอแห้งไปหมด ร่างกายที่ร้อนรุ่มนี้เริ่มทำให้ขาของนางไร้แรงเดินเข้าไปทุกที คาดว่าอาหลานคนเดียวก็น่าจะพยุงเชียนอี้ไปไม่ไหวด้วย แต่จะให้ย้อนกลับไปขอความช่วยเหลือพวกที่ประสงค์ร้ายกับตนตลอดเวลาอย่างข้างในก็กลัวจะกลายเป็นเข้าแผนของใคร เชียนอี้มีความคิดว่านางต้องถูกวางยาบางอย่างแน่“อาหลาน อา จะเจ้าพยุงข้าไปแอบตรงนู้นแล้วรีบวิ่งไปตามคนของเรามาช่วยพาข้าไปเรือนที เร็วที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้นะ แฮ่ก ๆ”เชียนอี้ใช้พลังมากร่างกายก็ยิ่งอ่อนแรง ตอนนี้นางรับรู้ได้ว่าผิวกายใต้เสื้อผ้าแทบทุกที่มีเหงื่อผุดออกแล้ว แม้นจะสงสารอาหลานที่ต้องเหน็ดเหนื่อยพยายามพาตนไปแอบตรงมุมเรือนแห่งหนึ่งแต่ก็ช่วยอันใดไม่ได้เลย ตอนนี้นางทำได้แค่ขยับปากเท่านั้น แรงกายหายไปหมดยากขยับตัวเชียนอี้พยายามรักษาสติให้คงอยู่เพื่อรอจนกว่าอาหลานจะพาคนมาช่วยนางให้ได้ ทว่าเพียงอาหลานวิ่งจากไปไม่นานเชียนอี้ก็ถูกค้นพบเสียแล้ว!“ที่แท้คุณหนูใหญ่ก็มาพักอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง พวกข้าตามหาท่านตั้งนานเจ้าค่ะ”สตรีสองนางนี้เชียนอี้จำได้ว่าพวกนางคือบ่าวของซื่ออิงที่ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลเจี้ยนเห
15 งานเลี้ยงต้นเหตุตลอดหลายวันที่เชียนอี้หลบในห้องนอนนั้นก็มีคนของซื่ออิงมาตามหรือทำทีมาเยี่ยมไข้บ้าง แต่แม่นมเฉียนก็จัดการได้ดีจนผ่านมาวันที่สามแล้ว ซึ่งวันนี้หากเชียนอี้ใช้แต่ข้ออ้างว่าเป็นไข้เย็นยังไม่หายเสียทีคาดว่าฮูหยินรองที่มีแผนร้ายต้องถึงขั้นนำหมอมาตรวจอาการแน่ นางจึงออกมารับลมได้ปกติ อีกทั้งวันนี้เป็นวันที่บิดาแจ้งไว้ว่าจะกลับมาจวนแล้ว อย่างน้อยเชียนอี้ก็จะได้เขาไว้พึ่งพิงเห็นว่าวันนี้ซื่ออิงจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับบิดา เย็นนี้เชียนอี้จึงจำเป็นต้องไปร่วมมื้อเย็นด้วยแม้อยากจะเลี่ยงให้มากที่สุดก็ตามเท่าที่แม่นมเฉียนมารายงานในทุกวันตามที่เชียนอี้ให้บ่าวในเรือนเฝ้าดูเจี้ยนเหาพบว่าเขาพักอยู่เรือนแขกอีกทั้งมิได้ออกไปไหนเลย วันๆหากไม่มีคนของซื่ออิงไปหาก็ไม่เห็นเขาออกมาจากห้องเท่าไร มีแต่เรียกบ่าวรับใช้ที่ได้รับหน้าที่ดูแลเขาในฐานะแขก สามารถเข้าออกในเรือนได้ตามอัชฌาสัยแล้วจงชินก็มิได้เข้าไปข้องแวะกับคนผู้นี้อย่างที่เชียนอี้กำชับไว้ จิตใจแสนหวั่นวิตกในตอนแรกก็เริ่มสงบลงแล้ว“พี่หญิงใหญ่ ท่านมาแล้วนั่งลงสิเจ้าคะ”เชียนเอ้อเอ่ยเสียงหวาน หากเป็นยามที่บิดานั่งร่วมวงอยู่ด้วยเชียนอี้จะไม่
“เจ้าค่ะคุณหนู”อาหลาน บ่าวอีกคนอันเป็นหลานของแม่นมเฉียนที่เพิ่งหายป่วยรับคำสั่งเสร็จก็วิ่งเร็วออกไปทันที สวนกับผู้เป็นญาติผู้ใหญ่อย่างเฉียนมู่พอดี“นางนี่ ข้าบอกให้เดินอย่างสงบเสงี่ยมสอนอย่างไรก็มิจำเลย!”เชียนอี้มองภาพนี้จนชินตาแล้ว นางออกจะชอบธรรมชาติของการกระทบกระทั่งของสองย่าหลานด้วยซ้ำ เป็นสิ่งที่นางโหยหามากกว่าการพูดดีจอมปลอม แต่ลับหลังหาทางทำร้ายกันไม่หยุดอีก พอแม่นมเฉียนเห็นเชียนอี้มองมาก็ส่งยิ้มจืดเจื่อนให้“แม่นมท่านก็อย่าเอ็ดอาหลานมากเลย นางยังเด็กนักให้นางได้สนุกบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ข้าออกจะชอบที่นางทำอันใดรวดเร็วด้วยซ้ำ”แม่นมเฉียนส่งรังนกต้มน้ำตาลมาให้ถ้วยหนึ่ง สิ่งนี้หายากแต่นางในฐานะคุณหนูใหญ่ย่อมได้มาอยู่แล้ว พ่อบ้านฉีฮุ่ยจัดการได้อย่างเป็นธรรมนัก ระหว่างที่พักจากการปักผ้าชิมรังนกไปเรื่อยๆตามองชมทิวทัศน์นอกหน้าต่างอยู่นั้น บ่าวน้อยนามอาหลานก็วิ่งกลับมาแล้ว สีหน้าตื่นเต้นดีใจนี้คงเพราะได้เรื่องแล้วกระมัง“แฮก ๆ คุณหนูเจ้าคะ บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะว่าใครมา!”“ดื่มน้ำก่อนข้าไม่รีบ”อาหลานรับน้ำจากย่าตนดื่มดังอึกๆทันควัน พอกลับมาหายใจปกติได้ก็เปิดปากทันที“ผู้ที่ฮูหยินรองไปต้
14 แผนกำจัดของน้องรอง“ท่านแม่ลูกไม่ยอมนะเจ้าคะ เหตุใดคุณชายซวี่หนานถึงได้เมินลูกแล้วไปสนใจนางเชี้ยนอี้นั่น!!!”ถ้วยชาที่บ่าวรับใช้เพิ่งรินชาร้อนๆลงไม่เมื่อครู่ตอนนี้ถูกปัดกระเด็น น้ำร้อนด้านในสาดใส่บ่าวแถวนั้นจนพากันสะดุ้งหลบแทบไม่ทัน ดีที่เชียนเอ้อกำลังระบายอารมณ์ให้ห้องของซื่ออิงจึงไม่มีแส้คู่กายวางไว้ จึงอาละวาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นซื่ออิงเดินตามมาก็มิได้เอ่ยดุด่าอย่างใด นางพยักหน้าให้บ่าวคนสนิทสั่งคนให้ไปนำชามาใหม่แทน ส่วนตัวเองก็ตามลูกสาวไปนั่งบนตั่งไม้สีเข้มเงางาม“แม่ก็มิรู้ว่าทางตระกูลหวงกำลังเล่นอันใดเช่นกัน เมื่อวันก่อนยังมีท่าทีสนใจลูกแม่อยู่เลย เหตุใดวันนี้เจิ้งฮูหยินถึงมีท่าทีเปลี่ยนไป นางเอาแต่ถามถึงเชียนอี้จนแม่หน้าชาไปหมด”ยิ่งเชียนเอ้อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งปะทุอารมณ์โกรธ นางคว้าแจกันของมารดาขึ้นเหนือหัวเตรียมจะเหวี่ยงลงพื้นคลายความแค้นทว่ากลับถูกซื่ออิงรั้งไว้“นี่มันแจกันเก่าหายาก เจ้าคลายอารมณ์โกรธกับพวกนางแทนจะดีกว่า”ไม่รู้ว่าแส้ประจำกายของเชียนเอ้อมาอยู่ในห้องแต่เมื่อใด ตอนนี้ถูกมารดาจับยัดใส่มือและพยักหน้าให้บุตรีของตนมุ่งคลายความโกรธลงบ่าวที่หน้าผากแนบพื้นตัวสั
เชียนอี้มองนิ้วชี้ของนางที่ตอนนี้มีรอยฟันเห็นจางๆ พอมองสบสายตาฉีหมิงก็ต้องรีบเบนหลบโดยพลันเมื่อครู่เหตุใดนางรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกเกี้ยวพาทางสายตาได้ สายตาที่นางเห็นเมื่อครู่เหมือนไม่ใช่ต้าไท่ฝูจอมอหังการแต่เป็นคุณชายเสเพลชอบเข้าหอคณิกาเป็นประจำเสียมากกว่า“เจ้าป้อนช้าเกินไปข้าหิวก็เท่านั้น”หิวแล้วมากินนิ้วของนางหรืออย่างไรกัน! เหตุผลนี้เชียนอี้มิอาจยอมได้จริงๆหึ หากต้าไท่ฝูหิวเดี๋ยวนางจะตั้งใจป้อนให้เขาอิ่มจนท้องแตกเอง...ช่วงเวลาที่นางถูกกลั่นแกล้งจากโจวฉีหมิงสิ้นสุดลงแล้ว นางภาวนาให้ตอนที่ตนลุกจากการนั่งทับขาของเขาแล้ว อย่างน้อยก็ให้ขาเขาชาหรือใช้การไม่ได้ชั่วคราวเสียเถอะ ทว่าพอนางลุงขึ้นแล้วโจวฉีหมิงก็ลุกขึ้นตามทันที อีกทั้งท่าทางการเดินของเขาก็ปกติไร้ความเจ็บปวดใด จนเชียนอี้เผยสีหน้าประหลาดใจชัดเจน“หรือว่าคุณหนูใหญ่เหลียงติดใจตักอุ่นๆของข้าแล้วกัน เสียใจด้วยนะที่หมดเวลาลงเสียแล้ว”คำพูดนี้อย่าว่าแต่เชียนอี้รับไม่ได้เลย ลูกสมุนสนิทอย่างเหยาเลอก็อ้าปากค้างอย่างลืมรักษาท่าทีเคร่งขรึมเช่นกันเมื่อครู่เจ้านายเอ่ยอันใดมาหูเขาไร้ความสามารถไปเสียแล้ว!มิรู้ว่าเจ้านายแสนจะเยือกเย็นคนเ







