บรรยากาศภายในโถงผู้โดยสารขาเข้า ของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิในวันนี้ดูคึกคักและวุ่นวายเป็นพิเศษ แสงแฟลชวูบวาบสาดส่องจนพื้นที่บริเวณนั้นสว่างจ้าจนแสบตา เสียงรัวชัตเตอร์ดังระงมราวกับปืนกล แข่งกับเสียงกรีดร้องของกลุ่มแฟนคลับที่มายืนออพร้อมป้ายไฟ และกองทัพนักข่าวจากทุกสำนักที่เบียดเสียดยัดเยียดกันจนแทบไม่มีทางเดิน
เป้าหมายของความสนใจทั้งหมดพุ่งตรงไปยังประตูทางออก VIP เพื่อเฝ้ารอใครบางคน... และในที่สุดร่างระหงในชุดเดรสรัดรูปสีแดงเพลิง สวมแว่นกันแดดโอเวอร์ไซส์แบรนด์หรู กำลังเดินเชิดหน้าออกมาด้วยท่วงท่าที่มั่นใจประหนึ่งกำลังเดินอยู่บนรันเวย์
หญิงสาวคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เธอคือพิมดาวซูเปอร์โมเดลและดีไซเนอร์สาวไฮโซ... เมื่อเธอเห็นกองทัพของฝูงชนหญิงสาวก็โบกมือทักทายแฟนคลับด้วยรอยยิ้มที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อหน้ากล้อง แต่หากสังเกตให้ดี ภายใต้กรอบแว่นสีชานั้น แววตาของเธอฉายแววรำคาญใจเล็กน้อยเมื่อมีคนพยายามเข้าประชิดตัวมากเกินไป
“คุณพิมครับ! ได้ข่าวว่า... การกลับมาคราวนี้ของคุณเพื่อที่จะมาร่วมโปรเจกต์ใหญ่กับอัครเดชา กรุ๊ป โดยเฉพาะจริงไหมครับ?” นักข่าวคนหนึ่งยื่นไมค์จ่อปากถามเสียงดัง
ยังไม่ทันที่นักข่าวคนแรกจะได้รับคำตอบ ก็ตามมาด้วยนักข่าวสายบันเทิงที่แทรกขึ้นมา “แล้วข่าวลือที่ว่าถ่านไฟเก่ากับคุณดลลวิญ์เริ่มคุขึ้นมาอีกรอบ มีมูลความจริงไหมคะ?”
พิมดาวแสร้งทำท่าเขินอาย ยกมือเรียวขึ้นป้องปากหัวเราะเบา ๆ อย่างมีจริตจะก้านแพรวพราวสมกับเป็นดาราหน้ากล้อง “อุ๊ย ข่าวไวกันจังเลยนะคะ... เรื่องงานพิมขออุบไว้ก่อน แต่เรื่องคุณดล... เราก็คุย ๆ กันอยู่ค่ะ แต่ในฐานะเพื่อนสนิทที่รู้ใจเท่านั้นเองค่ะ”
คำตอบที่จงใจทิ้งปมให้คิดต่อ เรียกเสียงฮือฮาและแสงแฟลชให้รัวกระหน่ำมากขึ้นไปอีก พิมดาวยิ้มรับความสนใจเหล่านั้นอย่างผู้ชนะ เธอชอบที่เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลแบบนี้
ทว่า... ในขณะที่สปอตไลท์ทั้งหมดส่องไปที่นางพญาจอมปลอม ห่างออกไปไม่ไกลนักที่ประตูทางออกฝั่งผู้โดยสารทั่วไปซึ่งไร้ผู้คนสนใจ ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเข็นรถเข็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกมาอย่างเงียบเชียบ ท่วงท่าการก้าวเดินของเธอนั้นสง่างามและมั่นคงเสียยิ่งกว่านางแบบที่กำลังโพสท่าอยู่ตรงนั้นเสียอีก
รองเท้าส้นสูงสีครีมยี่ห้อดังจรดลงบนพื้นหินขัดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสื้อโค้ทตัวยาวสีเบจคัตติ้งเนี๊ยบห่อหุ้มเรือนร่างสมส่วน ใบหน้าสวยเฉี่ยวถูกบดบังด้วยหมวกปีกกว้างและหน้ากากอนามัย เหลือให้เห็นเพียงดวงตากลมโตที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวและลึกลับ...
ระรินธรหรือที่คนในวงการออกแบบระดับโลกเรียกขานเธอว่าไอรีน ปรายตามองความวุ่นวายทางฝั่งนั้นเพียงแวบเดียว ริมฝีปากภายใต้หน้ากากยกยิ้มหยัน
พิมดาว... ผู้หญิงที่เคยหัวเราะเยาะเธอเมื่อ 7 ปีก่อน ยังคงโหยหาแสงไฟและสร้างภาพเก่งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
“เสียงดังหนวกหูจังเลยค่ะหม่ามี้”
เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งแกว่งขาอยู่บนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เอ่ยขึ้น... คารินคือชื่อของเด็กหญิง... เจ้าตัวน้อยอยู่ในชุดเอี๊ยมยีนส์ขาสั้น ผมเปียสองข้างผูกโบว์สีชมพู ยกมือป้อม ๆ ขึ้นปิดหู ทำหน้ายู่
“ป้าคนนั้นเขาเป็นใครคะ ทำไมต้องใส่แว่นกันแดดในร่มด้วย ตาเขาแพ้แสงเหรอ?”
“ชู่ว... เบา ๆ สิคาริน” คิรินแฝดผู้พี่ที่เดินลากกระเป๋าใบเล็กขนาบข้างมารดา เอ่ยปรามน้องสาวเสียงขรึมด้วยมาดเกินวัย 6 ขวบ
“นั่นเขาเรียกว่าการสร้าง Publicity/พับ-บลิ-ซิ-ตี้ เรียกร้องความสนใจทางการตลาด... ถึงแม้ว่าชุดสีแดงนั่นจะดูไม่เข้ากับสีพื้นสนามบินเลยก็เถอะ ค่าความเด่นชัดมันสูงเกินไปจนดูเหมือนป้ายไฟจราจรเดินได้มากกว่า”
ระรินธรหลุดขำพรืดออกมาเบา ๆ กับคำวิจารณ์แสนแสบสันของลูกชายอัจฉริยะและลูกสาวจอมช่างสังเกต
“เด็ก ๆ อย่าไปวิจารณ์คนอื่นเสียงดังสิลูก เดี๋ยวใครได้ยินเข้าจะดูไม่งาม” เธอก้มลงกระซิบสอนลูกพลางลูบศีรษะทุย ๆ ของคิริน แต่แววตากลับพราวระยับอย่างชอบใจ
“เราต้องรีบไปกันแล้วจ้ะ คุณอากวินทร์รออยู่ที่จุดจอดรถตู้” จบคำคุณแม่ยังสาวพร้อมกับลูกน้อยวัยน่ารักก็พากันเดินไปยังจุดหมายของตน โดยที่นักข่าวเหล่านี้ไม่มีใครระแคะระคายเลยว่าภายในสนามบินวันนี้มีไอรีน ดีไซเนอร์ดาวรุ่งจากอิตาลีที่วงการกำลังจับตามอง เพราะเป้าหมายของการกลับมาครั้งนี้ของหญิงสาว ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง... แต่เพื่อทวงคืน
ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เธอหนีไปพร้อมกับลูกในท้องที่เธอเพิ่งมารู้ตัวภายหลัง ชีวิตในต่างแดนลำบากยากเข็ญเป็นอย่างมากในช่วงแรก แต่ด้วยความช่วยเหลือของอาจารย์ที่ มิลานและพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ ทำให้เธอถีบตัวเองขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ
ในขณะที่ทางเมืองไทย... วิไลแม่เลี้ยงจอมวางแผน และรินดาน้องสาวจอมมารยา คงคิดว่าเธอตายจากโลกนี้ไปแล้ว หรือไม่ก็คงตกต่ำจนไม่กล้าโผล่หัวกลับมา จึงเสวยสุขบนกองมรดกของแม่เธออย่างสบายใจ
หึ... ฝันหวานกันไปก่อนเถอะ
“หม่ามี้ครับ...” คิรินกระตุกชายเสื้อโค้ทของผู้ให้กำเนิดเบา ๆ แล้วชี้ไปที่จอโฆษณา LED ขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง “ผู้ชายคนนั้น... หน้าเหมือนผมตอนส่องกระจกเลยครับ”
ระรินธรชะงักเท้า ลมหายใจสะดุดไปจังหวะหนึ่งเมื่อเงยหน้ามองตามนิ้วป้อม ๆ ของลูกชาย บนจอ LED ขนาดมหึมานั้น ฉายภาพโฆษณาโครงการคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีพรีเซนเตอร์กิตติมศักดิ์เป็นเจ้าของโครงการเอง ดลลวิญ์ อัครเดชา
กาลเวลา 6 ปีไม่ได้ทำให้เขาดูแก่ลง แต่กลับเพิ่มความสุขุมและดูทรงอำนาจมากขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักเทพเจ้านั้นยังคงเรียบนิ่งและเย็นชา ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มมองตรงมาข้างหน้าราวกับจะทะลุจอออกมา เขายังคงดูดีเหมือนเดิม... เหมือนกับคนใจร้ายที่โยนบัตรเครดิตใส่หน้าเธอในเช้าวันนั้น
มือของระรินธรเผลอกำเข้าหากันแน่น ดวงตาของเธอไม่ได้โฟกัสไปที่พาดหัวข่าวตัววิ่งด้านล่างที่เขียนว่า ‘อัครเดชา กรุ๊ป ประกาศกำไรไตรมาสแรกทะลุเป้า เตรียมผุดโปรเจกต์หมื่นล้าน’ หากจะบอกให้ถูกก็คือดวงตาของเธอได้ย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อนมากกว่า
“เขาดูรวยจังเลยค่ะ แต่หน้าดุเหมือนยักษ์” คารินเอียงคอวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา “ไม่เห็นหล่อเหมือนลุงวินเลย ลุงวิน ยิ้มสวยกว่าตั้งเยอะ” คำพูดของบุตรสาวทำให้ระรินธรหลุดจากภวังค์
“คนบางคน... หน้าตาดีแค่เปลือกนอกจ้ะลูก” เธอตอบเสียงเรียบ พยายามข่มความรู้สึกเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก มือที่จับรถเข็นบีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว “แต่ข้างใน... ว่างเปล่าและเย็นชา”
เธอเคยเจ็บปวดเพราะเขา เคยถูกเขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนจมดิน แต่ระรินธรคนเก่าที่อ่อนแอ หัวอ่อน และยอมคนได้ตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ก้าวขาออกจากประเทศไทย ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงนี้ คือคุณแม่ลูกสองที่เข้มแข็งและเป็นดีไซเนอร์มืออาชีพที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร
“ไปกันเถอะเด็ก ๆ” ระรินธรละสายตาจากภาพอดีตคู่หมั้น แล้วเข็นรถเข็นเดินฝ่าฝูงชนออกไปทางประตูอีกฝั่ง สวนทางกับแสงแฟลชที่ยังคงรุมล้อมพิมดาว
เธอกลับมาในเงามืด... เพื่อรอวันที่เหมาะสมที่จะจุดไฟเผาคนที่เคยทำร้ายเธอให้วอดวาย... ทันทีที่ประตูอัตโนมัติเปิดออก ไอร้อนของอากาศเมืองไทยก็ปะทะใบหน้า แต่ยังไม่ทันที่ เด็ก ๆ จะบ่นร้อน เสียงทุ้มที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
“ทางนี้ครับหลาน ๆ!”
กวินทร์ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยืนพิงรถตู้สีดำคันหรู เขาสวมเสื้อยืดสีขาวสวมทับด้วยเชิ้ตยีนส์สบาย ๆ สวมหมวกแก๊ปสีดำกดต่ำเพื่ออำพรางใบหน้า แต่รอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งมาให้หลานสาวชายหญิงนั้นสว่างไสวกว่าแดดเมืองไทยเสียอีก
“ลุงวิน!” สองแฝดประสานเสียงอย่างดีใจ วิ่งเข้าไปหาคุณลุงคนโปรดทันที
“ไงครับตัวแสบ! ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ” กวินทร์อ้าแขนรับร่างเล็ก ๆ สองร่างที่วิ่งเข้ามากอด ก่อนจะเงยหน้าสบตาหญิงสาวที่เดินตามมาทีหลังด้วยแววตาอ่อนโยน “เหนื่อยไหมริน?”
“ไม่เหนื่อยหรอกวิน... พร้อมมากต่างหาก” ระรินธรถอดหมวกปีกกว้างออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ขอบคุณนะที่มารับ”
“สำหรับคุณกับหลานผมว่างเสมอครับ เชิญครับคุณผู้หญิง” กวินทร์ผายมือเชื้อเชิญให้เธอขึ้นรถ พร้อมช่วยจัดการยกกระเป๋าสัมภาระใบโตให้อย่างคล่องแคล่ว
เมื่อประตูรถตู้สไลด์ปิดลง ความเงียบสงบและความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศก็เข้ามาแทนที่ กวินทร์ขยับตัวไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับระรินธร พร้อมกับเปิดตู้เย็นเล็กข้างเบาะ หยิบน้ำผลไม้และช็อกโกแลตที่เขาเตรียมไว้ส่งให้เธอและเด็ก ๆ
“กินรองท้องไปก่อนนะ ลุงวินเตรียมไว้ให้ ของโปรดคิรินกับคารินทั้งนั้น”
ระรินธรมองดูลูก ๆ ที่ดูมีความสุขดี แล้วจึงหันกลับมาสบตาเพื่อนสนิท แววตาของเธอเปลี่ยนจากความเป็นแม่ผู้ใจดี เป็นนักธุรกิจสาวผู้เฉียบคมทันที
“สถานการณ์ทางฝั่งนั้นเป็นยังไงบ้างวิน?”
กวินทร์รู้ดีว่าเธอหมายถึงใคร เขาปรับท่าทีให้จริงจังขึ้น หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดไฟล์ข้อมูลบางอย่างส่งให้เธอดู “เป็นไปตามที่เธอคาดไว้ วรโชติเมธีกำลังเข้าขั้นโคม่า คุณบัญชาพ่อของเธอพยายามวิ่งเต้นหากู้เงินจากทุกธนาคารแต่ไม่มีใครปล่อยกู้ เพราะเครดิตเสียหมดแล้วตั้งแต่ที่คุณหนีไป ส่วนแม่เลี้ยง... คนนั้น”
กวินทร์แค่นหัวเราะ “กำลังพยายามขายหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัททิ้งเพื่อเอาเงินสดมาหมุน แต่กดราคาต่ำจนน่าเกลียด เรียกว่ากำลังทุบหม้อข้าวตัวเองชัด ๆ”
“ขายสมบัติแม่ฉันกิน... นิสัยไม่เปลี่ยนเลยนะ” ระรินธรกำมือแน่น ดวงตาวาวโรจน์เมื่อนึกถึงน้ำพักน้ำแรงที่แม่ผู้ล่วงลับของเธอสร้างไว้กำลังจะถูกคนพวกนั้นผลาญจนหมด
“แล้วทางอัครเดชาล่ะ”
“ดลลวิญ์ยังนิ่งอยู่” กวินทร์เอ่ยชื่อนี้ด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง พลางลอบสังเกตสีหน้าของระรินธร “เขาดูเหมือนจะไม่สนใจที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยวรโชติเมธีเลย ทั้งที่เมื่อก่อนพ่อคุณพยายามเอาชื่อเขาไปอ้างเพื่อขอกู้เงิน แต่ทางอัครเดชาประกาศชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง... ดูเหมือนเขาจะตัดขาดครอบครัวคุณแบบไร้เยื่อใย”
“ดี...” ระรินธรเหยียดยิ้มเย็น “ยิ่งเขาเมินเฉยเท่าไหร่ ยิ่งเข้าทางเรามากเท่านั้น เขาคงคิดว่าวรโชติเมธีเป็นแค่ขยะที่ไร้ค่างั้นฉันจะทำให้เขาเห็นเองว่าขยะชิ้นนี้แหละที่จะกลับมาทิ่มแทงเขา”
“ริน...” กวินทร์เรียกชื่อเธอเบา ๆ เอื้อมมือมาแตะหลังมือเธอเพื่อให้กำลังใจ “คุณแน่ใจนะว่าจะทำแบบนี้? ถ้าคุณเปิดเผยตัวตนว่าคือไอรีนเมื่อไหร่... คนพวกนั้นต้องวิ่งเข้าหาคุณแน่”
“นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ วิน” เธอมองตอบเขาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว “ฉันจะให้พวกมันวิ่งเข้ามาหาฉันเอง เข้ามาอ้อนวอนขอความเมตตาจากฉัน เหมือนที่ฉันเคยขอร้องพวกมัน... แล้วตอนนั้นแหละ ฉันจะกระชากหน้ากากพวกมันออกมาทีละคนแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา”
“โอเค ผมเข้าใจแล้ว” กวินทร์พยักหน้ายิ้มรับ “ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจยังไง ผมอยู่ข้างคุณเสมอ... อ้อ เรื่องประวัติของคุณที่มิลาน ผมจัดการปิดข้อมูลส่วนตัวให้หมดแล้ว ไม่มีทางที่ใครจะขุดเจอว่าคุณคือระรินธร ลูกสาวที่หายสาบสูญไปของวรโชติเมธี ตอนนี้คุณคือไอรีน ดีไซเนอร์ลูกครึ่งผู้ลึกลับเท่านั้น”
“ขอบใจมากนะวิน ถ้าไม่ได้นาย ฉันคง...”
“เลิกขอบคุณผมได้แล้วน่า” กวินทร์ตัดบทด้วยรอยยิ้มขี้เล่น “บอกแล้วไงว่าผมเต็มใจ”
ท่ามกลางบทสนทนา... รถตู้ก็เคลื่อนตัวฝ่าการจราจรที่คับคั่งของกรุงเทพฯ เข้าสู่คอนโดมิเนียมหรูใจกลางย่านสุขุมวิท ซึ่งเป็นหนึ่งในอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัวที่กวินทร์แอบซื้อไว้ในนามนอมินี
เพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย การตกแต่งภายในเป็นสไตล์โมเดิร์นลักชัวรี่ที่เรียบหรู ซึ่งเขาออกแบบเองกับมือเพื่อให้ถูกใจดีไซเนอร์อย่างเธอ เด็กแฝดตื่นเต้นกับห้องใหม่ วิ่งสำรวจกันสนุกสนาน จนกระทั่งเหนื่อยและหลับไป
เมื่อจัดการให้เด็ก ๆ เข้านอนเรียบร้อยแล้ว ระรินธรก็เดินออกมาที่ระเบียงกว้าง ลมยามค่ำคืนพัดผ่านร่างบาง แสงไฟจากตึกสูงระยิบระยับราวกับดวงดาวบนดิน มันช่างแตกต่างจากวิวแม่น้ำที่เงียบสงบในมิลานเหลือเกิน
หญิงสาวเหม่อมองออกไปไกล มือเรียวถือแก้วไวน์แดงขึ้นมาหมุนเล่น... ของเหลวสีเลือดนกในแก้วทรงสูงสะท้อนแสงไฟวูบวาบ ภาพความทรงจำบางอย่างซ้อนทับขึ้นมาในหัว แก้วไวน์งานเลี้ยงคืนนั้น... และผู้ชายคนนั้น...
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ ยายริน” เธอพึมพำกับตัวเอง ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ รสฝาดเฝื่อนของมันเหมือนกับรสชาติชีวิตของเธอที่ผ่านมา
6 ปีที่แล้ว... ในคืนนั้น คืนที่เปลี่ยนชีวิตเด็กสาวผู้ใสซื่อให้กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุน คืนที่เธอถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงแพศยา และถูกคู่หมั้นของตัวเองยัดเยียดความอัปยศให้พร้อมกับเงินฟาดหัว
ระรินธรหลับตาลง ปล่อยให้ความทรงจำอันขมขื่นย้อนกลับมา... ภาพเหตุการณ์ในคืนที่เธออยากจะลืม แต่กลับจำได้แม่นยำอย่างที่สุด ค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน