Share

เร้นรักจองจำร้าย
เร้นรักจองจำร้าย
Penulis: เฟยเทียน / เงาจันทราสีหมึก / กัญญ์ญาภัค

บทที่ 1

บรรยากาศภายในโถงผู้โดยสารขาเข้า ของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิในวันนี้ดูคึกคักและวุ่นวายเป็นพิเศษ แสงแฟลชวูบวาบสาดส่องจนพื้นที่บริเวณนั้นสว่างจ้าจนแสบตา เสียงรัวชัตเตอร์ดังระงมราวกับปืนกล แข่งกับเสียงกรีดร้องของกลุ่มแฟนคลับที่มายืนออพร้อมป้ายไฟ และกองทัพนักข่าวจากทุกสำนักที่เบียดเสียดยัดเยียดกันจนแทบไม่มีทางเดิน

เป้าหมายของความสนใจทั้งหมดพุ่งตรงไปยังประตูทางออก VIP เพื่อเฝ้ารอใครบางคน... และในที่สุดร่างระหงในชุดเดรสรัดรูปสีแดงเพลิง สวมแว่นกันแดดโอเวอร์ไซส์แบรนด์หรู กำลังเดินเชิดหน้าออกมาด้วยท่วงท่าที่มั่นใจประหนึ่งกำลังเดินอยู่บนรันเวย์

หญิงสาวคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เธอคือพิมดาวซูเปอร์โมเดลและดีไซเนอร์สาวไฮโซ... เมื่อเธอเห็นกองทัพของฝูงชนหญิงสาวก็โบกมือทักทายแฟนคลับด้วยรอยยิ้มที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อหน้ากล้อง แต่หากสังเกตให้ดี ภายใต้กรอบแว่นสีชานั้น แววตาของเธอฉายแววรำคาญใจเล็กน้อยเมื่อมีคนพยายามเข้าประชิดตัวมากเกินไป

“คุณพิมครับ! ได้ข่าวว่า... การกลับมาคราวนี้ของคุณเพื่อที่จะมาร่วมโปรเจกต์ใหญ่กับอัครเดชา กรุ๊ป โดยเฉพาะจริงไหมครับ?” นักข่าวคนหนึ่งยื่นไมค์จ่อปากถามเสียงดัง

ยังไม่ทันที่นักข่าวคนแรกจะได้รับคำตอบ ก็ตามมาด้วยนักข่าวสายบันเทิงที่แทรกขึ้นมา “แล้วข่าวลือที่ว่าถ่านไฟเก่ากับคุณดลลวิญ์เริ่มคุขึ้นมาอีกรอบ มีมูลความจริงไหมคะ?”

พิมดาวแสร้งทำท่าเขินอาย ยกมือเรียวขึ้นป้องปากหัวเราะเบา ๆ อย่างมีจริตจะก้านแพรวพราวสมกับเป็นดาราหน้ากล้อง “อุ๊ย ข่าวไวกันจังเลยนะคะ... เรื่องงานพิมขออุบไว้ก่อน แต่เรื่องคุณดล... เราก็คุย ๆ กันอยู่ค่ะ แต่ในฐานะเพื่อนสนิทที่รู้ใจเท่านั้นเองค่ะ”

คำตอบที่จงใจทิ้งปมให้คิดต่อ เรียกเสียงฮือฮาและแสงแฟลชให้รัวกระหน่ำมากขึ้นไปอีก พิมดาวยิ้มรับความสนใจเหล่านั้นอย่างผู้ชนะ เธอชอบที่เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลแบบนี้

ทว่า... ในขณะที่สปอตไลท์ทั้งหมดส่องไปที่นางพญาจอมปลอม ห่างออกไปไม่ไกลนักที่ประตูทางออกฝั่งผู้โดยสารทั่วไปซึ่งไร้ผู้คนสนใจ ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเข็นรถเข็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกมาอย่างเงียบเชียบ ท่วงท่าการก้าวเดินของเธอนั้นสง่างามและมั่นคงเสียยิ่งกว่านางแบบที่กำลังโพสท่าอยู่ตรงนั้นเสียอีก

รองเท้าส้นสูงสีครีมยี่ห้อดังจรดลงบนพื้นหินขัดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสื้อโค้ทตัวยาวสีเบจคัตติ้งเนี๊ยบห่อหุ้มเรือนร่างสมส่วน ใบหน้าสวยเฉี่ยวถูกบดบังด้วยหมวกปีกกว้างและหน้ากากอนามัย เหลือให้เห็นเพียงดวงตากลมโตที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวและลึกลับ...

ระรินธรหรือที่คนในวงการออกแบบระดับโลกเรียกขานเธอว่าไอรีน ปรายตามองความวุ่นวายทางฝั่งนั้นเพียงแวบเดียว ริมฝีปากภายใต้หน้ากากยกยิ้มหยัน

พิมดาว... ผู้หญิงที่เคยหัวเราะเยาะเธอเมื่อ 7 ปีก่อน ยังคงโหยหาแสงไฟและสร้างภาพเก่งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

“เสียงดังหนวกหูจังเลยค่ะหม่ามี้”

เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งแกว่งขาอยู่บนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เอ่ยขึ้น... คารินคือชื่อของเด็กหญิง... เจ้าตัวน้อยอยู่ในชุดเอี๊ยมยีนส์ขาสั้น ผมเปียสองข้างผูกโบว์สีชมพู ยกมือป้อม ๆ ขึ้นปิดหู ทำหน้ายู่

“ป้าคนนั้นเขาเป็นใครคะ ทำไมต้องใส่แว่นกันแดดในร่มด้วย ตาเขาแพ้แสงเหรอ?”

“ชู่ว... เบา ๆ สิคาริน” คิรินแฝดผู้พี่ที่เดินลากกระเป๋าใบเล็กขนาบข้างมารดา เอ่ยปรามน้องสาวเสียงขรึมด้วยมาดเกินวัย 6 ขวบ

“นั่นเขาเรียกว่าการสร้าง Publicity/พับ-บลิ-ซิ-ตี้ เรียกร้องความสนใจทางการตลาด... ถึงแม้ว่าชุดสีแดงนั่นจะดูไม่เข้ากับสีพื้นสนามบินเลยก็เถอะ ค่าความเด่นชัดมันสูงเกินไปจนดูเหมือนป้ายไฟจราจรเดินได้มากกว่า”

ระรินธรหลุดขำพรืดออกมาเบา ๆ กับคำวิจารณ์แสนแสบสันของลูกชายอัจฉริยะและลูกสาวจอมช่างสังเกต

“เด็ก ๆ อย่าไปวิจารณ์คนอื่นเสียงดังสิลูก เดี๋ยวใครได้ยินเข้าจะดูไม่งาม” เธอก้มลงกระซิบสอนลูกพลางลูบศีรษะทุย ๆ ของคิริน แต่แววตากลับพราวระยับอย่างชอบใจ

“เราต้องรีบไปกันแล้วจ้ะ คุณอากวินทร์รออยู่ที่จุดจอดรถตู้” จบคำคุณแม่ยังสาวพร้อมกับลูกน้อยวัยน่ารักก็พากันเดินไปยังจุดหมายของตน โดยที่นักข่าวเหล่านี้ไม่มีใครระแคะระคายเลยว่าภายในสนามบินวันนี้มีไอรีน ดีไซเนอร์ดาวรุ่งจากอิตาลีที่วงการกำลังจับตามอง เพราะเป้าหมายของการกลับมาครั้งนี้ของหญิงสาว ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง... แต่เพื่อทวงคืน

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เธอหนีไปพร้อมกับลูกในท้องที่เธอเพิ่งมารู้ตัวภายหลัง ชีวิตในต่างแดนลำบากยากเข็ญเป็นอย่างมากในช่วงแรก แต่ด้วยความช่วยเหลือของอาจารย์ที่ มิลานและพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ ทำให้เธอถีบตัวเองขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ

ในขณะที่ทางเมืองไทย... วิไลแม่เลี้ยงจอมวางแผน และรินดาน้องสาวจอมมารยา คงคิดว่าเธอตายจากโลกนี้ไปแล้ว หรือไม่ก็คงตกต่ำจนไม่กล้าโผล่หัวกลับมา จึงเสวยสุขบนกองมรดกของแม่เธออย่างสบายใจ

หึ... ฝันหวานกันไปก่อนเถอะ

“หม่ามี้ครับ...” คิรินกระตุกชายเสื้อโค้ทของผู้ให้กำเนิดเบา ๆ แล้วชี้ไปที่จอโฆษณา LED ขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง “ผู้ชายคนนั้น... หน้าเหมือนผมตอนส่องกระจกเลยครับ”

ระรินธรชะงักเท้า ลมหายใจสะดุดไปจังหวะหนึ่งเมื่อเงยหน้ามองตามนิ้วป้อม ๆ ของลูกชาย บนจอ LED ขนาดมหึมานั้น ฉายภาพโฆษณาโครงการคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีพรีเซนเตอร์กิตติมศักดิ์เป็นเจ้าของโครงการเอง ดลลวิญ์ อัครเดชา

กาลเวลา 6 ปีไม่ได้ทำให้เขาดูแก่ลง แต่กลับเพิ่มความสุขุมและดูทรงอำนาจมากขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักเทพเจ้านั้นยังคงเรียบนิ่งและเย็นชา ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มมองตรงมาข้างหน้าราวกับจะทะลุจอออกมา เขายังคงดูดีเหมือนเดิม... เหมือนกับคนใจร้ายที่โยนบัตรเครดิตใส่หน้าเธอในเช้าวันนั้น

มือของระรินธรเผลอกำเข้าหากันแน่น ดวงตาของเธอไม่ได้โฟกัสไปที่พาดหัวข่าวตัววิ่งด้านล่างที่เขียนว่า ‘อัครเดชา กรุ๊ป ประกาศกำไรไตรมาสแรกทะลุเป้า เตรียมผุดโปรเจกต์หมื่นล้าน’ หากจะบอกให้ถูกก็คือดวงตาของเธอได้ย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อนมากกว่า

“เขาดูรวยจังเลยค่ะ แต่หน้าดุเหมือนยักษ์” คารินเอียงคอวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา “ไม่เห็นหล่อเหมือนลุงวินเลย ลุงวิน ยิ้มสวยกว่าตั้งเยอะ” คำพูดของบุตรสาวทำให้ระรินธรหลุดจากภวังค์

“คนบางคน... หน้าตาดีแค่เปลือกนอกจ้ะลูก” เธอตอบเสียงเรียบ พยายามข่มความรู้สึกเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก มือที่จับรถเข็นบีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว “แต่ข้างใน... ว่างเปล่าและเย็นชา”

เธอเคยเจ็บปวดเพราะเขา เคยถูกเขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนจมดิน แต่ระรินธรคนเก่าที่อ่อนแอ หัวอ่อน และยอมคนได้ตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ก้าวขาออกจากประเทศไทย ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงนี้ คือคุณแม่ลูกสองที่เข้มแข็งและเป็นดีไซเนอร์มืออาชีพที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

“ไปกันเถอะเด็ก ๆ” ระรินธรละสายตาจากภาพอดีตคู่หมั้น แล้วเข็นรถเข็นเดินฝ่าฝูงชนออกไปทางประตูอีกฝั่ง สวนทางกับแสงแฟลชที่ยังคงรุมล้อมพิมดาว

เธอกลับมาในเงามืด... เพื่อรอวันที่เหมาะสมที่จะจุดไฟเผาคนที่เคยทำร้ายเธอให้วอดวาย... ทันทีที่ประตูอัตโนมัติเปิดออก ไอร้อนของอากาศเมืองไทยก็ปะทะใบหน้า แต่ยังไม่ทันที่ เด็ก ๆ จะบ่นร้อน เสียงทุ้มที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

“ทางนี้ครับหลาน ๆ!”

กวินทร์ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยืนพิงรถตู้สีดำคันหรู เขาสวมเสื้อยืดสีขาวสวมทับด้วยเชิ้ตยีนส์สบาย ๆ สวมหมวกแก๊ปสีดำกดต่ำเพื่ออำพรางใบหน้า แต่รอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งมาให้หลานสาวชายหญิงนั้นสว่างไสวกว่าแดดเมืองไทยเสียอีก

“ลุงวิน!” สองแฝดประสานเสียงอย่างดีใจ วิ่งเข้าไปหาคุณลุงคนโปรดทันที

“ไงครับตัวแสบ! ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ” กวินทร์อ้าแขนรับร่างเล็ก ๆ สองร่างที่วิ่งเข้ามากอด ก่อนจะเงยหน้าสบตาหญิงสาวที่เดินตามมาทีหลังด้วยแววตาอ่อนโยน “เหนื่อยไหมริน?”

“ไม่เหนื่อยหรอกวิน... พร้อมมากต่างหาก” ระรินธรถอดหมวกปีกกว้างออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ขอบคุณนะที่มารับ”

“สำหรับคุณกับหลานผมว่างเสมอครับ เชิญครับคุณผู้หญิง” กวินทร์ผายมือเชื้อเชิญให้เธอขึ้นรถ พร้อมช่วยจัดการยกกระเป๋าสัมภาระใบโตให้อย่างคล่องแคล่ว

เมื่อประตูรถตู้สไลด์ปิดลง ความเงียบสงบและความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศก็เข้ามาแทนที่ กวินทร์ขยับตัวไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับระรินธร พร้อมกับเปิดตู้เย็นเล็กข้างเบาะ หยิบน้ำผลไม้และช็อกโกแลตที่เขาเตรียมไว้ส่งให้เธอและเด็ก ๆ

“กินรองท้องไปก่อนนะ ลุงวินเตรียมไว้ให้ ของโปรดคิรินกับคารินทั้งนั้น”

ระรินธรมองดูลูก ๆ ที่ดูมีความสุขดี แล้วจึงหันกลับมาสบตาเพื่อนสนิท แววตาของเธอเปลี่ยนจากความเป็นแม่ผู้ใจดี เป็นนักธุรกิจสาวผู้เฉียบคมทันที

“สถานการณ์ทางฝั่งนั้นเป็นยังไงบ้างวิน?”

กวินทร์รู้ดีว่าเธอหมายถึงใคร เขาปรับท่าทีให้จริงจังขึ้น หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดไฟล์ข้อมูลบางอย่างส่งให้เธอดู “เป็นไปตามที่เธอคาดไว้ วรโชติเมธีกำลังเข้าขั้นโคม่า คุณบัญชาพ่อของเธอพยายามวิ่งเต้นหากู้เงินจากทุกธนาคารแต่ไม่มีใครปล่อยกู้ เพราะเครดิตเสียหมดแล้วตั้งแต่ที่คุณหนีไป ส่วนแม่เลี้ยง... คนนั้น”

กวินทร์แค่นหัวเราะ “กำลังพยายามขายหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัททิ้งเพื่อเอาเงินสดมาหมุน แต่กดราคาต่ำจนน่าเกลียด เรียกว่ากำลังทุบหม้อข้าวตัวเองชัด ๆ”

“ขายสมบัติแม่ฉันกิน... นิสัยไม่เปลี่ยนเลยนะ” ระรินธรกำมือแน่น ดวงตาวาวโรจน์เมื่อนึกถึงน้ำพักน้ำแรงที่แม่ผู้ล่วงลับของเธอสร้างไว้กำลังจะถูกคนพวกนั้นผลาญจนหมด

“แล้วทางอัครเดชาล่ะ”

“ดลลวิญ์ยังนิ่งอยู่” กวินทร์เอ่ยชื่อนี้ด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง พลางลอบสังเกตสีหน้าของระรินธร “เขาดูเหมือนจะไม่สนใจที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยวรโชติเมธีเลย ทั้งที่เมื่อก่อนพ่อคุณพยายามเอาชื่อเขาไปอ้างเพื่อขอกู้เงิน แต่ทางอัครเดชาประกาศชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง... ดูเหมือนเขาจะตัดขาดครอบครัวคุณแบบไร้เยื่อใย”

“ดี...” ระรินธรเหยียดยิ้มเย็น “ยิ่งเขาเมินเฉยเท่าไหร่ ยิ่งเข้าทางเรามากเท่านั้น เขาคงคิดว่าวรโชติเมธีเป็นแค่ขยะที่ไร้ค่างั้นฉันจะทำให้เขาเห็นเองว่าขยะชิ้นนี้แหละที่จะกลับมาทิ่มแทงเขา”

“ริน...” กวินทร์เรียกชื่อเธอเบา ๆ เอื้อมมือมาแตะหลังมือเธอเพื่อให้กำลังใจ “คุณแน่ใจนะว่าจะทำแบบนี้? ถ้าคุณเปิดเผยตัวตนว่าคือไอรีนเมื่อไหร่... คนพวกนั้นต้องวิ่งเข้าหาคุณแน่”

“นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ วิน” เธอมองตอบเขาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว “ฉันจะให้พวกมันวิ่งเข้ามาหาฉันเอง เข้ามาอ้อนวอนขอความเมตตาจากฉัน เหมือนที่ฉันเคยขอร้องพวกมัน... แล้วตอนนั้นแหละ ฉันจะกระชากหน้ากากพวกมันออกมาทีละคนแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา”

“โอเค ผมเข้าใจแล้ว” กวินทร์พยักหน้ายิ้มรับ “ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจยังไง ผมอยู่ข้างคุณเสมอ... อ้อ เรื่องประวัติของคุณที่มิลาน ผมจัดการปิดข้อมูลส่วนตัวให้หมดแล้ว ไม่มีทางที่ใครจะขุดเจอว่าคุณคือระรินธร ลูกสาวที่หายสาบสูญไปของวรโชติเมธี ตอนนี้คุณคือไอรีน ดีไซเนอร์ลูกครึ่งผู้ลึกลับเท่านั้น”

“ขอบใจมากนะวิน ถ้าไม่ได้นาย ฉันคง...”

“เลิกขอบคุณผมได้แล้วน่า” กวินทร์ตัดบทด้วยรอยยิ้มขี้เล่น “บอกแล้วไงว่าผมเต็มใจ”

ท่ามกลางบทสนทนา... รถตู้ก็เคลื่อนตัวฝ่าการจราจรที่คับคั่งของกรุงเทพฯ เข้าสู่คอนโดมิเนียมหรูใจกลางย่านสุขุมวิท ซึ่งเป็นหนึ่งในอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัวที่กวินทร์แอบซื้อไว้ในนามนอมินี

เพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย การตกแต่งภายในเป็นสไตล์โมเดิร์นลักชัวรี่ที่เรียบหรู ซึ่งเขาออกแบบเองกับมือเพื่อให้ถูกใจดีไซเนอร์อย่างเธอ เด็กแฝดตื่นเต้นกับห้องใหม่ วิ่งสำรวจกันสนุกสนาน จนกระทั่งเหนื่อยและหลับไป

เมื่อจัดการให้เด็ก ๆ เข้านอนเรียบร้อยแล้ว ระรินธรก็เดินออกมาที่ระเบียงกว้าง ลมยามค่ำคืนพัดผ่านร่างบาง แสงไฟจากตึกสูงระยิบระยับราวกับดวงดาวบนดิน มันช่างแตกต่างจากวิวแม่น้ำที่เงียบสงบในมิลานเหลือเกิน

หญิงสาวเหม่อมองออกไปไกล มือเรียวถือแก้วไวน์แดงขึ้นมาหมุนเล่น... ของเหลวสีเลือดนกในแก้วทรงสูงสะท้อนแสงไฟวูบวาบ ภาพความทรงจำบางอย่างซ้อนทับขึ้นมาในหัว แก้วไวน์งานเลี้ยงคืนนั้น... และผู้ชายคนนั้น...

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ ยายริน” เธอพึมพำกับตัวเอง ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ รสฝาดเฝื่อนของมันเหมือนกับรสชาติชีวิตของเธอที่ผ่านมา

6 ปีที่แล้ว... ในคืนนั้น คืนที่เปลี่ยนชีวิตเด็กสาวผู้ใสซื่อให้กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุน คืนที่เธอถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงแพศยา และถูกคู่หมั้นของตัวเองยัดเยียดความอัปยศให้พร้อมกับเงินฟาดหัว

ระรินธรหลับตาลง ปล่อยให้ความทรงจำอันขมขื่นย้อนกลับมา... ภาพเหตุการณ์ในคืนที่เธออยากจะลืม แต่กลับจำได้แม่นยำอย่างที่สุด ค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 106

    ดลลวิญ์โอบเอวภรรยาแน่น ประกาศเสียงดังฟังชัดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลัง“ใช่ครับ... ผมขอประกาศวางมืออย่างเป็นทางการ! ต่อไปนี้หน้าที่หาเงินบริหารอาณาจักรหมื่นล้าน เป็นของเจ้าคิรินและน้อง ๆ ... ส่วนหน้าที่ใช้เงินพาเมียเที่ยวรอบโลก... เป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว!”สิ้นเสียงประกาศ พลุกระดาษสีทองถูกยิงขึ้

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 105

    กวินทร์กวาดสายตามองไปรอบงาน รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้า เขาไม่ได้มาในฐานะคู่แข่งทางธุรกิจ หรือศัตรูหัวใจอีกต่อไป แต่มาในฐานะ ‘พี่ชาย’ และ ‘ครอบครัว’ ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่ง ดลลวิญ์ที่เห็นเขาเดินเข้ามา รีบเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปต้อนรับทันที พร้อมกับระรินธรที่ยังคงความงดงามราวกับนางพญาในชุดราตรีสีทองอร่าม“ไง

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 104

    ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยาถูกแต่งแต้มไปด้วยแสงสีจากพลุดอกไม้ไฟนับพันนัดที่ถูกจุดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญ แสงไฟจากโรงแรมหรูระดับห้าดาวส่องสว่างไสว สะท้อนผิวน้ำระยิบระยับราวกับเพชรนับล้านเม็ดที่ร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ภายในห้องรอยัล บอลรูม ซึ่งเป็นห้องจัดเลี้ยงที่หรูหราและเก่าแก่ที่สุด

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 103

    “เอ่อ... ครับ ๆ ไม่เป็นไร” รุ่นพี่หน้าเจื่อน ยอมถอยทัพไปอย่างงง ๆ ดีแลนแอบแสยะยิ้มมุมปากใส่รุ่นพี่ลับหลังน้ำหวาน ‘เสร็จโจร...’เมื่อมาถึงคอนโด... น้ำหวานก็ยังคงช่วยพยุงคนร่างสูงที่แกล้งเดินกะเผลกทิ้งน้ำหนักตัวใส่เธอเต็ม ๆ เข้ามาในห้องนอนกว้างขวางที่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น “ค่อย ๆ นั่งนะ...” เธอประคองเข

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 102

    เจ็ดปีต่อมา... เสียงเชียร์ดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วสเตเดียมขนาดใหญ่ที่จุคนได้นับพัน การแข่งขันบาสเกตบอลประเพณีรอบชิงชนะเลิศกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดในช่วงควอเตอร์สุดท้าย สกอร์บอร์ดแสดงคะแนนที่สูสีกันชนิดหายใจรดต้นคอ แต่ดูเหมือนว่าสายตาของผู้ชมสาว ๆ กว่าครึ่งสนามจะไม่ได้โฟกัสที่ลูกบาสหากแต่โฟกัสไปที่ร่

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 101

    คำตอบเรียบง่ายนั้นกระแทกใจกลางความรู้สึกของกวินทร์อย่างจัง โลกของเขาเต็มไปด้วยผลประโยชน์และหน้ากาก... แต่กับผู้หญิงคนนี้ เขากลับเป็นแค่ผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง... เป็นแค่ ‘คุณกวินทร์’ ของเธอ เขาลุกขึ้นเดินไปหาเธอที่เพิ่งปีนลงจากบันไดด้วยความเหนื่อยอ่อน“ขอบคุณนะครับ... ที่มองผมเป็นแค่ผม” กวินทร์ถือวิส

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 94

    หลายเดือนต่อมา... บรรยากาศยามบ่ายที่แสนอบอุ่น ภายในห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์อัครเดชาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของ เด็ก ๆ คิรินและคารินในวัยซุกซนกำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนาน ในขณะที่น้องดีแลน วัยเกือบขวบกำลังนั่งอยู่บนตักของคุณแม่ผู้ยังสาวกำลังหัดหยิบขนมเข้าปากอย่างตั้งใจ โดยมี ท่านเจ้าสัวและดลลวิญ์น

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 93

    หลังจากที่โครงการ The Hidden Sanctuary ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ยอดจองพุ่งทะลุเป้าจนต้องปิดการขายภายใน 3 วัน ดลลวิญ์จึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ... และแน่นอนว่าเมื่ออารมณ์ดี ความต้องการบางอย่างของเขาก็มักจะพุ่งสูงตามไปด้วย“รินครับ... เอาเอกสารสรุปยอดขายเข้ามาให้ผมหน่อย” เสียงทุ้มสั่งผ่านอินเตอร์คอมที่เ

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 92

    “สุขสันต์วันครบรอบครับ... ยอดรักของผม” ดลลวิญ์เอ่ยเสียงทุ้ม เดินเข้ามาหาภรรยาแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่งเหมือนวันขอแต่งงาน เขายื่นช่อดอกไม้ให้เธอ ระรินธรรับมาด้วยมือที่ค่อนข้างสั่น“ขอบคุณค่ะดล... คุณยังจำได้...” “ผมจำได้ทุกอย่าง... จำวันที่เราเจอกันครั้งแรก จำวันที่คุณยอมเป็นแฟนผม จำวันที่ลูกเราเกิด...

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 90

    ทว่าความฝันอันสวยหรูของดลลวิญ์ที่วาดฝันไว้ว่าจะได้กลับมาทวงบัลลังก์บนเตียงทันทีที่ภรรยาพักฟื้นเสร็จ กลับพังทลายลงไม่เป็นท่า... ไม่ใช่เพราะร่างกายของระรินธรไม่พร้อม แต่เป็นเพราะ “เจ้าตัวแสบคนเล็ก” ต่างหาก!น้องดีแลน ลูกชายคนสุดท้องดูเหมือนจะรู้ว่าพ่อจ้องจะงาบแม่ เลยแผลงฤทธิ์ความหิวระดับสิบ หิวบ่อย หิ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status