แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระย้าส่องประกายระยิบระยับ แข่งกับแสงแฟลชจากกล้องของบรรดานักข่าวที่รัวชัตเตอร์อยู่หน้าทางเข้าห้องบอลรูมสุดหรูของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพมหานคร เสียงพูดคุยจอแจเคล้าเสียงดนตรีบรรเลงแว่วหวาน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้จิตใจของระรินธรสงบลงได้เลยแม้แต่น้อย
หญิงสาวในชุดราตรีเกาะอกสีครีมยาวกรอมเท้า ซึ่งขับผิวขาวผ่องให้ดูนวลเนียนราวกับไข่มุกยืนหลบมุมอยู่หลังเสาต้นใหญ่ มือเรียวบางกำกระเป๋าคลัทช์ใบเล็กแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ดวงตากลมโตทอประกายความกังวลอย่างไม่อาจปิดบังขณะลอบมองประตูทางเข้าหลัก
วันนี้คืองานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของดลลวิญ์ อัครเดชา ทายาทเพียงคนเดียวของอัครเดชากรุ๊ป... และเป็นคู่หมั้นที่เธอไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาตลอดสามปี
“มายืนบื้ออะไรตรงนี้ยายริน!”
เสียงกระซิบกระชากอารมณ์ดังขึ้นจากด้านหลัง ระรินธรสะดุ้งโหยง... เมื่อหันไปมองเธอก็พบเข้ากับวิไล แม่เลี้ยงของเธอที่เดินเข้ามาพร้อมกับบัญชาผู้เป็นพ่อ วิไลอยู่ในชุดผ้าไหมสีแดงเพลิง แต่งหน้าจัดจ้านท่าทางดูร้อนรน ขณะที่คนเป็นบิดาของเธอมีสีหน้าเคร่งเครียดและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
“คุณแม่... คุณพ่อ...” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว
“แกจะมายืนหลบทำเป็นนางเอกมิวสิควิดีโออยู่ทำไม!” วิไลจิกสายตามองลูกเลี้ยงอย่างขัดใจ “คืนนี้เป็นโอกาสชี้ชะตาของบริษัทเรานะ แกจำไม่ได้เหรอว่าพ่อแกต้องวิ่งเต้นขนาดไหนกว่าจะได้บัตรเชิญงานนี้มา”
ระรินธรก้มหน้าลงเล็กน้อย ความรู้สึกขมขื่นแล่นริ้วขึ้นมาในอก “รินจำได้ค่ะ แต่ริน... รินกลัวว่าเขาจะจำรินไม่ได้ อีกอย่าง เราไม่ได้เจอกันมาตั้งสามปี จู่ ๆ จะให้เดินเข้าไปทักเขายังไงล่ะคะ”
“จำไม่ได้ก็ทำให้จำสิ!” บัญชาพูดแทรกขึ้นมาเสียงเครียด “บริษัทเรากำลังจะขาดสภาพคล่อง ถ้าเดือนนี้ไม่มีเงินก้อนใหม่เข้ามา พนักงานทุกคนจะตกงาน และตระกูลวรโชติเมธีของเราจะต้องล้มละลาย แกอยากเห็นพ่อล้มตายไปต่อหน้าต่อตาหรือไง! แกไม่คิดจะตอบแทนที่ฉันเลี้ยงแกมาจนโตขนาดนี้เลยหรือไง”
คำว่ากตัญญูเหมือนโซ่ตรวนที่ล่ามคอเธอไว้ ระรินธรเม้มปากแน่น เธอเรียนจบเกียรตินิยมด้านการออกแบบตกแต่งภายใน มีฝันอยากเปิดสตูดิโอเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง แต่ความจริงที่โหดร้ายคือเธอต้องแบกรับภาระหนี้สินและความอยู่รอดของครอบครัวเอาไว้บนบ่า
การหมั้นหมายเมื่อสามปีก่อน เกิดขึ้นเพราะคุณปู่ของดลลวิญ์... เจ้าสัวเกียรติต้องการตอบแทนที่เธอเคยช่วยชีวิตท่านไว้ตอนหัวใจกำเริบ ท่านจึงสู่ขอเธอให้หลานชายโดยแลกกับเงินทุนก้อนโตที่ช่วยพยุงบริษัทพ่อของเธอไว้ในตอนนั้น ทว่าฝ่ายชายกลับต่อต้านหัวชนฝา เขาบินหนีไปต่างประเทศทันทีหลังวันหมั้น และไม่เคยติดต่อกลับมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สำหรับเขา... เธอคงเป็นแค่ปลิงที่เกาะกินตระกูลเขา แต่สำหรับเธอ... สถานะคู่หมั้นนี้คือกรงขังที่ไร้ทางออก
“เอานี่” วิไลยื่นแก้วไวน์ทรงสูงที่บรรจุน้ำสีอำพันส่งให้เธอ รอยยิ้มหวานหยดย้อยเคลือบยาพิษปรากฏบนใบหน้าแม่เลี้ยง... (หากฉันไม่คิดว่าแกช่วยบริษัทได้ฉันคงจะไม่มอบโอกาสนี้ให้แกหรอก) หล่อนคิด
“แม่เตรียมไวน์แก้วนี้มาให้แกโดยเฉพาะ เป็นไวน์ชั้นดีปีลึก ดื่มย้อมใจซะหน่อยจะได้กล้าเข้าไปคุยกับคุณดล แล้วก็ถือไปเผื่อเขาแก้วหนึ่งด้วย ถือเป็นการไปแสดงความยินดี... เชื่อแม่สิ ผู้ชายร้อยทั้งร้อยแพ้มารยาหญิงทั้งนั้นแหละ”
ระรินธรมองแก้วไวน์ในมืออย่างลังเล ปกติเธอไม่ใช่คนดื่มเก่ง แต่แรงกดดันจากสายตาคาดคั้นของพ่อทำให้เธอจำยอมต้องรับมันมา
“แค่เข้าไปทักทาย... แล้วก็กลับใช่ไหมคะ?”
“ใช่จ้ะ แค่ทักทาย ทำให้เขาประทับใจ ถ้าคืนนี้เขาพอใจ พรุ่งนี้เรื่องเงินกู้ก้อนใหม่ก็คงไม่ใช่ปัญหา” วิไลแสยะยิ้มมุมปาก แววตาเป็นประกายวาววับแปลก ๆ ที่ระรินธรไม่ทันสังเกตเห็น
“ไปสิ... พระเอกของงานมาแล้ว”
เสียงฮือฮาดังขึ้นที่หน้าประตู ร่างสูงสง่าในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิทก้าวเข้ามาในงาน บรรยากาศรอบตัวเขาดูเย็นเยียบและทรงอำนาจจนผู้คนรอบข้างต้องแหวกทางให้ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักเทพเจ้ากรีกเรียบสนิทไร้อารมณ์ ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มมองผ่านฝูงชนราวกับมองเห็นแต่ความว่างเปล่า
เขาคนนี้... นี่แหละดลลวิญ์ อัครเดชา ระรินธรสูดหายใจเข้าลึกเธอ... รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีก้าวเท้าที่ไม่ค่อยมั่นใจเดินตรงเข้าไปหาเขา ตามแรงผลักดันของครอบครัว
ดลลวิญ์กำลังยืนถือแก้วแชมเปญ ฟังคำเยินยอจากนักธุรกิจสูงวัยหลายคนด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเต็มทน เขาเกลียดงานสังคมจอมปลอมแบบนี้ เกลียดการปั้นหน้ายิ้ม และที่เกลียดที่สุดคือการที่ปู่พยายามจะจับคู่เขากับผู้หญิงหิวเงินคนนั้น... คู่หมั้นที่เขาไม่เคยแม้แต่จะจำชื่อ
“เอ่อ... สวัสดีค่ะ คุณดลลวิญ์”
เสียงหวานใสค่อนข้างสั่นเล็กน้อยเรียกความสนใจของเขา ชายหนุ่มปรายตามองหญิงสาวตรงหน้าแวบหนึ่ง สวย... นั่นคือความรู้สึกแรก แต่ความเย็นชาในใจก็ปัดความรู้สึกนั้นทิ้งทันทีเมื่อเห็นสายตาแบบจงใจทอดสะพานที่เธอส่งมา (ในความคิดของเขา)
“คุณเป็นใคร?” น้ำเสียงของเขาทุ้มลึกแต่บาดลึกไปถึงขั้วหัวใจคนฟัง
ระรินธรหน้าชาไปครึ่งแถบ ทั้งที่หมั้นกันมาสามปีเขากลับถามว่าเธอเป็นใคร... แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้ ในเมื่อรูปถ่ายงานหมั้นวันนั้นมีแค่รูปตัดต่อ เพราะเจ้าตัวไม่ได้มาร่วมงาน
“ฉัน... ฉันชื่อระรินธรค่ะ เป็น...” เธอลังเลที่จะเอ่ยสถานะคู่หมั้น เพราะกลัวเขาจะรังเกียจกลางงาน “เป็นตัวแทนจากวรโชติเมธี มาแสดงความยินดีที่คุณกลับมาเมืองไทยค่ะ”
“อ้อ” เขาตอบรับสั้น ๆ เพียงคำเดียว มุมปากยกยิ้มหยัน “วรโชติเมธี... ตระกูลที่เกาะคุณปู่ผมกินนั่นนะเหรอ”
ระรินธรสะอึกเหมือนโดนตบหน้า อยากจะสาดไวน์ใส่หน้าเขาแล้วเดินหนีไปเดี๋ยวนี้ แต่ภาพหน้าพ่อที่ซีดเผือดลอยเข้ามาในหัว เธอจึงฝืนยิ้มสู้
“คุณพ่อฝากไวน์แก้วนี้มาให้คุณค่ะ ท่านบอกว่าเป็นปีที่ดีมาก อยากให้คุณได้ลอง” เธอยื่นแก้วไวน์ที่แม่เลี้ยงเตรียมไว้ให้เขา
ดลลวิญ์มองแก้วไวน์นั้นสลับกับใบหน้าหวาน เขารู้สึกหงุดหงิดที่ถูกตอแยไม่เลิก จึงรับมาถือไว้ส่ง ๆ แล้วหยิบแก้วในมือเธอขึ้นมาแทน
“งั้นแลกกัน... ถือว่าเป็นเกียรติที่คุณอุตส่าห์เดินฝ่าดงคนมาหาผม”
เขาจงใจสลับแก้วไม่ใช่เพราะระแวง แต่เพราะอยากแกล้งให้เธอรับรู้ว่าเขาไม่ได้สนใจไวน์ของเธอเลยแม้แต่น้อย ระรินธรแสดงสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อยกับการกระทำของเขาแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ เมื่อเขาชูแก้วขึ้นรอชนเธอจึงต้องยกแก้ว (ที่เดิมทีตั้งใจจะให้เขา) ขึ้นจรดริมฝีปาก
เสียงแก้วคริสตัลกระทบกันเบา ๆ ระรินธรกลั้นใจกระดกไวน์รสมุ่มนวลแต่แฝงความร้อนแรงลงคอจนหมดแก้ว เพื่อหวังจะรีบจบหน้าที่นี้
“หมดแก้ว... ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะ”
ดลลวิญ์มองท่าทางรีบร้อนของเธอด้วยความแปลกใจเพียงชั่วครู่ ก่อนจะจิบไวน์ในแก้วตัวเองเพียงนิดเดียว แล้ววางทิ้งไว้บนถาดบริกรที่เดินผ่านมา
“ขอบคุณ เชิญคุณตามสบาย ผมขอตัว” เขาตัดบทอย่างไร้เยื่อใย แล้วหันหลังเดินจากไปหาแขกกลุ่มอื่น ทิ้งให้หญิงสาวผู้เป็นคู่หมั้นที่เจ้าตัวจำไม่ได้ยืนเคว้งอยู่กลางฟลอร์
ระรินธรพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยเธอก็ทำตามคำสั่งพ่อแล้ว... หญิงสาวหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปหาครอบครัวเพื่อขอกลับบ้าน
แต่ทว่า... เพียงไม่กี่ก้าว โลกทั้งใบก็เริ่มโคลงเคลง
“อึก...” ความร้อนวูบวาบประหลาดแล่นปราดจากท้องน้อยแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว ขาที่เคยเรียวสวยเริ่มอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ภาพงานเลี้ยงตรงหน้าเริ่มพร่ามัว แสงไฟระยิบระยับกลายเป็นเส้นสายที่หมุนวนน่าเวียนหัว
นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ไวน์แก้วนั้น...
“คุณคะ? เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เสียงหวานแฝงความเคลือบแคลงบางอย่างของพนักงานต้อนรับหญิงคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับมือที่เข้ามาประคองร่างเธอไว้
“ฉ... ฉันเวียนหัว... ร้อน...” ระรินธรพึมพำเสียงแหบพร่า ลำคอแห้งผากราวกับทะเลทราย ร่างกายต้องการน้ำ... และต้องการอะไรบางอย่างที่เธอเองก็อธิบายไม่ได้
“สงสัยคุณน่าจะเมาไวน์นะคะ หน้าแดงเชียว เดี๋ยวฉันพาไปพักที่ห้องรับรองนะคะ ทางเจ้าภาพเปิดห้องไว้สำหรับแขกวีไอพีพอดี” พนักงานสาวยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะกึ่งจูงกึ่งลากระรินธรที่สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนรางออกจากงานทันที
ระรินธรพยายามจะขัดขืนแต่เรี่ยวแรงทั้งหมดเหมือนถูกดูดหายไป สมองสั่งการช้าลงทุกที กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของพนักงานผสมกับความร้อนในกายทำให้เธออยากจะอาเจียนและอยากจะปลดปล่อยความทรมานนี้ในเวลาเดียวกัน
ภายในห้องเพรสซิเดนเชียลสวีท ชั้นบนสุดของโรงแรมประตูห้องถูกเปิดออก พนักงานสาวพาร่างระหงของระรินธรเข้ามาวางลงบนเตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีน้ำเงินเข้มสะอาดตาตามความต้องการของเจ้าของเงิน แอร์เย็นฉ่ำในห้องไม่ได้ช่วยดับความร้อนรุ่มในกายเธอได้เลย กลับยิ่งทำให้ผิวเนื้อของเธอไวต่อสัมผัสมากขึ้นไปอีก
“นอนพักสักหน่อยนะคะ เดี๋ยวก็หาย” พนักงานสาวพูดทิ้งท้าย ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไป แล้วจัดการล็อกประตูจากด้านนอกอย่างแน่นหนา ตามคำสั่งลับ ๆ ที่ได้รับมาจากใครบางคน
ปัง!
เสียงประตูปิดลง พร้อมกับสติเส้นสุดท้ายของระรินธรที่ขาดผึง
“ร้อน... ทรมาน...” มือบางปัดป่ายไปทั่วร่าง พยายามดึงทึ้งชุดเกาะอกที่รัดแน่นให้ออกไปเพื่อระบายความร้อน
ผิวขาวเนียนเริ่มขึ้นสีระเรื่อ เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพรายตามไรผมและลำคอ เธอพลิกตัวไปมาบนเตียงด้วยความทรมานที่ไม่อาจบรรยาย มันคือความต้องการที่ดิบเถื่อนและรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในขณะเดียวกันที่หน้าประตูห้อง ดลลวิญ์เดินโซเซมาตามทางเดินด้วยความหงุดหงิดและมึนเมา วันนี้เขาถูกมอมเหล้าโดยพวกลุง ๆ ในบอร์ดบริหารเพื่อหวังผลประโยชน์
แถมไวน์แก้วสุดท้ายที่แย่งมาจากผู้หญิงคนนั้นก็ดูเหมือนจะมีฤทธิ์แรงมากกว่าปกติ เขาปลดเนกไทออกอย่างรำคาญ เหวี่ยงสูทตัวนอกพาดบ่า แล้วหยิบคีย์การ์ดที่ผู้ช่วยยัดใส่มือมาให้ รูดเปิดประตูห้องพักประจำตัว
ติ๊ด... แกร๊ก
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกกุหลาบและวานิลลาลอยมาแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศของโรงแรม แต่เป็นกลิ่นหอมหวานเย้ายวนที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวเขาอย่างประหลาด
“ใคร...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามกับความมืดที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากหัวเตียง สายตาของเขาปรับโฟกัสไปที่เตียงนอนกว้าง... และภาพที่เห็นก็ทำให้ลมหายใจของเขาขาดห้วง
ร่างบอบบางของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนอนบิดเร่าอยู่บนเตียง ผิวขาวจัดตัดกับผ้าปูที่นอนสีเข้มของตัวเอง ชุดราตรีเกาะอกสีครีมหลุดลุ่ยลงมาจนเผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจหอบกระเส่า ผมยาวสยายแผ่เต็มหมอน ใบหน้าหวานแดงระเรื่อ ริมฝีปากอิ่มเผยอออกเล็กน้อยส่งเสียงครางแผ่วเบาที่แทบจะทำให้สติของเขาแตกกระเจิง
“นี่มันใครกล้าเล่นตลกอะไร” ดลลวิญ์ขบกรามแน่น เข้าใจทันทีว่านี่คงเป็นของขวัญที่ใครบางคนส่งมาเอาใจเขา เขาควรจะผลักไสเธอออกไป... ควรจะเรียก รปภ. มาลากตัวเธอออกไปโยนหน้าโรงแรม แต่ขาทั้งสองข้างกลับก้าวเข้าไปหาเตียงนั้นราวกับต้องมนต์สะกด
ฤทธิ์แอลกอฮอล์ในเลือดผสมกับความร้อนรุ่มที่ก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้เหตุผลในสมองของเขาเริ่มพร่าเลือน
“ร้อน... ช่วยด้วย...” ระรินธรเพ้อออกมาโดยไม่รู้ตัว มือเรียวไขว่คว้าหาความเย็น เมื่อสัมผัสได้ถึงมือหนาที่ยื่นเข้ามาใกล้ เธอก็รีบคว้ามือเขาทันทีแล้วแนบแก้มร้อนผ่าวลงไปถูไถ
“ช่วยฉันที... ได้โปรด” เสียงของเธอแสดงความเว้าวอน
สัมผัสนุ่มนิ่มและความร้อนที่ส่งผ่านมาทางฝ่ามือทำเอาดลลวิญ์คำรามในลำคอ เส้นความอดทนของเขาขาดผึงลงในวินาทีนั้น
“เธอเรียกร้องเองนะ... อย่ามาโทษฉันทีหลังล่ะ”
เขาก้มลงทาบทับร่างบางบนเตียง กลิ่นกายหอมกรุ่นของเธอมอมเมาเขายิ่งกว่าไวน์รสเลิศที่เคยได้ลิ้มลอง... สัมผัสที่แตะต้องกันเหมือนเปลวไฟที่ราดด้วยน้ำมัน
ดวงตาที่เคยเย็นชากลับลุกโชนด้วยไฟปรารถนา เขาโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่อง สูดดมกลิ่นหอมหวานที่ทำให้ตัวเองแทบคลั่ง มือหนาลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าของเรือนร่าง ปลดเปลื้องพันธนาการแห่งอาภรณ์ที่เกะกะออกไปทีละชิ้น... ทีละชิ้น...
“อื้อ...” ระรินธรครางประท้วงเมื่อความเย็นจากอากาศกระทบผิว แต่เพียงครู่เดียวความอบอุ่นจากร่างแกร่งก็เข้ามาแทนที่ ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาบดขยี้ลงมาที่ริมฝีปากเธออย่างดุดันและเรียกร้อง เธอไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร... รู้แต่ว่าสัมผัสของเขาคือสิ่งที่เธอโหยหา คือสายฝนที่ตกลงมาดับไฟในกาย
ค่ำคืนแห่งความเข้าใจผิด คละเคล้าด้วยฤทธิ์ยาและสุรา เปลี่ยนคนแปลกหน้าสองคนให้กลายเป็นหนึ่งเดียว เสียงลมหายใจหอบกระเส่า เสียงเนื้อกระทบเนื้อ และเสียงครวญครางแห่งความสุขสมดังก้องไปทั่วห้องหรู
โดยที่ทั้งสองไม่อาจล่วงรู้เลยว่า... ท่ามกลางความเร่าร้อนนี้ ชะตากรรมได้ผูกมัดพวกเขาไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา และมันจะเป็นจุดเริ่มต้นของบ่วงรักที่จะกักขังหัวใจของพวกเขาไปตลอดกาล...
แสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา ส่องกระทบใบหน้าของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความหลงใหล และหญิงสาวที่จมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความฝัน... ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลง เหลือเพียงความรู้สึกวาบหวามที่สลักลึกลงในจิตวิญญาณของทั้งคู่... ตราบนานเท่านาน