مشاركة

บทที่ 2

แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระย้าส่องประกายระยิบระยับ แข่งกับแสงแฟลชจากกล้องของบรรดานักข่าวที่รัวชัตเตอร์อยู่หน้าทางเข้าห้องบอลรูมสุดหรูของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพมหานคร เสียงพูดคุยจอแจเคล้าเสียงดนตรีบรรเลงแว่วหวาน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้จิตใจของระรินธรสงบลงได้เลยแม้แต่น้อย

หญิงสาวในชุดราตรีเกาะอกสีครีมยาวกรอมเท้า ซึ่งขับผิวขาวผ่องให้ดูนวลเนียนราวกับไข่มุกยืนหลบมุมอยู่หลังเสาต้นใหญ่ มือเรียวบางกำกระเป๋าคลัทช์ใบเล็กแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ดวงตากลมโตทอประกายความกังวลอย่างไม่อาจปิดบังขณะลอบมองประตูทางเข้าหลัก

วันนี้คืองานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของดลลวิญ์ อัครเดชา ทายาทเพียงคนเดียวของอัครเดชากรุ๊ป... และเป็นคู่หมั้นที่เธอไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาตลอดสามปี

“มายืนบื้ออะไรตรงนี้ยายริน!”

เสียงกระซิบกระชากอารมณ์ดังขึ้นจากด้านหลัง ระรินธรสะดุ้งโหยง... เมื่อหันไปมองเธอก็พบเข้ากับวิไล แม่เลี้ยงของเธอที่เดินเข้ามาพร้อมกับบัญชาผู้เป็นพ่อ วิไลอยู่ในชุดผ้าไหมสีแดงเพลิง แต่งหน้าจัดจ้านท่าทางดูร้อนรน ขณะที่คนเป็นบิดาของเธอมีสีหน้าเคร่งเครียดและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

“คุณแม่... คุณพ่อ...” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว

“แกจะมายืนหลบทำเป็นนางเอกมิวสิควิดีโออยู่ทำไม!” วิไลจิกสายตามองลูกเลี้ยงอย่างขัดใจ “คืนนี้เป็นโอกาสชี้ชะตาของบริษัทเรานะ แกจำไม่ได้เหรอว่าพ่อแกต้องวิ่งเต้นขนาดไหนกว่าจะได้บัตรเชิญงานนี้มา”

ระรินธรก้มหน้าลงเล็กน้อย ความรู้สึกขมขื่นแล่นริ้วขึ้นมาในอก “รินจำได้ค่ะ แต่ริน... รินกลัวว่าเขาจะจำรินไม่ได้ อีกอย่าง เราไม่ได้เจอกันมาตั้งสามปี จู่ ๆ จะให้เดินเข้าไปทักเขายังไงล่ะคะ”

“จำไม่ได้ก็ทำให้จำสิ!” บัญชาพูดแทรกขึ้นมาเสียงเครียด “บริษัทเรากำลังจะขาดสภาพคล่อง ถ้าเดือนนี้ไม่มีเงินก้อนใหม่เข้ามา พนักงานทุกคนจะตกงาน และตระกูลวรโชติเมธีของเราจะต้องล้มละลาย แกอยากเห็นพ่อล้มตายไปต่อหน้าต่อตาหรือไง! แกไม่คิดจะตอบแทนที่ฉันเลี้ยงแกมาจนโตขนาดนี้เลยหรือไง”

คำว่ากตัญญูเหมือนโซ่ตรวนที่ล่ามคอเธอไว้ ระรินธรเม้มปากแน่น เธอเรียนจบเกียรตินิยมด้านการออกแบบตกแต่งภายใน มีฝันอยากเปิดสตูดิโอเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง แต่ความจริงที่โหดร้ายคือเธอต้องแบกรับภาระหนี้สินและความอยู่รอดของครอบครัวเอาไว้บนบ่า

การหมั้นหมายเมื่อสามปีก่อน เกิดขึ้นเพราะคุณปู่ของดลลวิญ์... เจ้าสัวเกียรติต้องการตอบแทนที่เธอเคยช่วยชีวิตท่านไว้ตอนหัวใจกำเริบ ท่านจึงสู่ขอเธอให้หลานชายโดยแลกกับเงินทุนก้อนโตที่ช่วยพยุงบริษัทพ่อของเธอไว้ในตอนนั้น ทว่าฝ่ายชายกลับต่อต้านหัวชนฝา เขาบินหนีไปต่างประเทศทันทีหลังวันหมั้น และไม่เคยติดต่อกลับมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

สำหรับเขา... เธอคงเป็นแค่ปลิงที่เกาะกินตระกูลเขา แต่สำหรับเธอ... สถานะคู่หมั้นนี้คือกรงขังที่ไร้ทางออก

“เอานี่” วิไลยื่นแก้วไวน์ทรงสูงที่บรรจุน้ำสีอำพันส่งให้เธอ รอยยิ้มหวานหยดย้อยเคลือบยาพิษปรากฏบนใบหน้าแม่เลี้ยง... (หากฉันไม่คิดว่าแกช่วยบริษัทได้ฉันคงจะไม่มอบโอกาสนี้ให้แกหรอก) หล่อนคิด

“แม่เตรียมไวน์แก้วนี้มาให้แกโดยเฉพาะ เป็นไวน์ชั้นดีปีลึก ดื่มย้อมใจซะหน่อยจะได้กล้าเข้าไปคุยกับคุณดล แล้วก็ถือไปเผื่อเขาแก้วหนึ่งด้วย ถือเป็นการไปแสดงความยินดี... เชื่อแม่สิ ผู้ชายร้อยทั้งร้อยแพ้มารยาหญิงทั้งนั้นแหละ”

ระรินธรมองแก้วไวน์ในมืออย่างลังเล ปกติเธอไม่ใช่คนดื่มเก่ง แต่แรงกดดันจากสายตาคาดคั้นของพ่อทำให้เธอจำยอมต้องรับมันมา

“แค่เข้าไปทักทาย... แล้วก็กลับใช่ไหมคะ?”

“ใช่จ้ะ แค่ทักทาย ทำให้เขาประทับใจ ถ้าคืนนี้เขาพอใจ พรุ่งนี้เรื่องเงินกู้ก้อนใหม่ก็คงไม่ใช่ปัญหา” วิไลแสยะยิ้มมุมปาก แววตาเป็นประกายวาววับแปลก ๆ ที่ระรินธรไม่ทันสังเกตเห็น

“ไปสิ... พระเอกของงานมาแล้ว”

เสียงฮือฮาดังขึ้นที่หน้าประตู ร่างสูงสง่าในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิทก้าวเข้ามาในงาน บรรยากาศรอบตัวเขาดูเย็นเยียบและทรงอำนาจจนผู้คนรอบข้างต้องแหวกทางให้ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักเทพเจ้ากรีกเรียบสนิทไร้อารมณ์ ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มมองผ่านฝูงชนราวกับมองเห็นแต่ความว่างเปล่า

เขาคนนี้... นี่แหละดลลวิญ์ อัครเดชา ระรินธรสูดหายใจเข้าลึกเธอ... รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีก้าวเท้าที่ไม่ค่อยมั่นใจเดินตรงเข้าไปหาเขา ตามแรงผลักดันของครอบครัว

ดลลวิญ์กำลังยืนถือแก้วแชมเปญ ฟังคำเยินยอจากนักธุรกิจสูงวัยหลายคนด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเต็มทน เขาเกลียดงานสังคมจอมปลอมแบบนี้ เกลียดการปั้นหน้ายิ้ม และที่เกลียดที่สุดคือการที่ปู่พยายามจะจับคู่เขากับผู้หญิงหิวเงินคนนั้น... คู่หมั้นที่เขาไม่เคยแม้แต่จะจำชื่อ

“เอ่อ... สวัสดีค่ะ คุณดลลวิญ์”

เสียงหวานใสค่อนข้างสั่นเล็กน้อยเรียกความสนใจของเขา ชายหนุ่มปรายตามองหญิงสาวตรงหน้าแวบหนึ่ง สวย... นั่นคือความรู้สึกแรก แต่ความเย็นชาในใจก็ปัดความรู้สึกนั้นทิ้งทันทีเมื่อเห็นสายตาแบบจงใจทอดสะพานที่เธอส่งมา (ในความคิดของเขา)

“คุณเป็นใคร?” น้ำเสียงของเขาทุ้มลึกแต่บาดลึกไปถึงขั้วหัวใจคนฟัง

ระรินธรหน้าชาไปครึ่งแถบ ทั้งที่หมั้นกันมาสามปีเขากลับถามว่าเธอเป็นใคร... แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้ ในเมื่อรูปถ่ายงานหมั้นวันนั้นมีแค่รูปตัดต่อ เพราะเจ้าตัวไม่ได้มาร่วมงาน

“ฉัน... ฉันชื่อระรินธรค่ะ เป็น...” เธอลังเลที่จะเอ่ยสถานะคู่หมั้น เพราะกลัวเขาจะรังเกียจกลางงาน “เป็นตัวแทนจากวรโชติเมธี มาแสดงความยินดีที่คุณกลับมาเมืองไทยค่ะ”

“อ้อ” เขาตอบรับสั้น ๆ เพียงคำเดียว มุมปากยกยิ้มหยัน “วรโชติเมธี... ตระกูลที่เกาะคุณปู่ผมกินนั่นนะเหรอ”

ระรินธรสะอึกเหมือนโดนตบหน้า อยากจะสาดไวน์ใส่หน้าเขาแล้วเดินหนีไปเดี๋ยวนี้ แต่ภาพหน้าพ่อที่ซีดเผือดลอยเข้ามาในหัว เธอจึงฝืนยิ้มสู้

“คุณพ่อฝากไวน์แก้วนี้มาให้คุณค่ะ ท่านบอกว่าเป็นปีที่ดีมาก อยากให้คุณได้ลอง” เธอยื่นแก้วไวน์ที่แม่เลี้ยงเตรียมไว้ให้เขา

ดลลวิญ์มองแก้วไวน์นั้นสลับกับใบหน้าหวาน เขารู้สึกหงุดหงิดที่ถูกตอแยไม่เลิก จึงรับมาถือไว้ส่ง ๆ แล้วหยิบแก้วในมือเธอขึ้นมาแทน

“งั้นแลกกัน... ถือว่าเป็นเกียรติที่คุณอุตส่าห์เดินฝ่าดงคนมาหาผม”

เขาจงใจสลับแก้วไม่ใช่เพราะระแวง แต่เพราะอยากแกล้งให้เธอรับรู้ว่าเขาไม่ได้สนใจไวน์ของเธอเลยแม้แต่น้อย ระรินธรแสดงสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อยกับการกระทำของเขาแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ เมื่อเขาชูแก้วขึ้นรอชนเธอจึงต้องยกแก้ว (ที่เดิมทีตั้งใจจะให้เขา) ขึ้นจรดริมฝีปาก

เสียงแก้วคริสตัลกระทบกันเบา ๆ ระรินธรกลั้นใจกระดกไวน์รสมุ่มนวลแต่แฝงความร้อนแรงลงคอจนหมดแก้ว เพื่อหวังจะรีบจบหน้าที่นี้

“หมดแก้ว... ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะ”

ดลลวิญ์มองท่าทางรีบร้อนของเธอด้วยความแปลกใจเพียงชั่วครู่ ก่อนจะจิบไวน์ในแก้วตัวเองเพียงนิดเดียว แล้ววางทิ้งไว้บนถาดบริกรที่เดินผ่านมา

“ขอบคุณ เชิญคุณตามสบาย ผมขอตัว” เขาตัดบทอย่างไร้เยื่อใย แล้วหันหลังเดินจากไปหาแขกกลุ่มอื่น ทิ้งให้หญิงสาวผู้เป็นคู่หมั้นที่เจ้าตัวจำไม่ได้ยืนเคว้งอยู่กลางฟลอร์

ระรินธรพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยเธอก็ทำตามคำสั่งพ่อแล้ว... หญิงสาวหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปหาครอบครัวเพื่อขอกลับบ้าน

แต่ทว่า... เพียงไม่กี่ก้าว โลกทั้งใบก็เริ่มโคลงเคลง

“อึก...” ความร้อนวูบวาบประหลาดแล่นปราดจากท้องน้อยแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว ขาที่เคยเรียวสวยเริ่มอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ภาพงานเลี้ยงตรงหน้าเริ่มพร่ามัว แสงไฟระยิบระยับกลายเป็นเส้นสายที่หมุนวนน่าเวียนหัว

นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ไวน์แก้วนั้น...

“คุณคะ? เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เสียงหวานแฝงความเคลือบแคลงบางอย่างของพนักงานต้อนรับหญิงคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับมือที่เข้ามาประคองร่างเธอไว้

“ฉ... ฉันเวียนหัว... ร้อน...” ระรินธรพึมพำเสียงแหบพร่า ลำคอแห้งผากราวกับทะเลทราย ร่างกายต้องการน้ำ... และต้องการอะไรบางอย่างที่เธอเองก็อธิบายไม่ได้

“สงสัยคุณน่าจะเมาไวน์นะคะ หน้าแดงเชียว เดี๋ยวฉันพาไปพักที่ห้องรับรองนะคะ ทางเจ้าภาพเปิดห้องไว้สำหรับแขกวีไอพีพอดี” พนักงานสาวยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะกึ่งจูงกึ่งลากระรินธรที่สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนรางออกจากงานทันที

ระรินธรพยายามจะขัดขืนแต่เรี่ยวแรงทั้งหมดเหมือนถูกดูดหายไป สมองสั่งการช้าลงทุกที กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของพนักงานผสมกับความร้อนในกายทำให้เธออยากจะอาเจียนและอยากจะปลดปล่อยความทรมานนี้ในเวลาเดียวกัน

ภายในห้องเพรสซิเดนเชียลสวีท ชั้นบนสุดของโรงแรมประตูห้องถูกเปิดออก พนักงานสาวพาร่างระหงของระรินธรเข้ามาวางลงบนเตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีน้ำเงินเข้มสะอาดตาตามความต้องการของเจ้าของเงิน แอร์เย็นฉ่ำในห้องไม่ได้ช่วยดับความร้อนรุ่มในกายเธอได้เลย กลับยิ่งทำให้ผิวเนื้อของเธอไวต่อสัมผัสมากขึ้นไปอีก

“นอนพักสักหน่อยนะคะ เดี๋ยวก็หาย” พนักงานสาวพูดทิ้งท้าย ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไป แล้วจัดการล็อกประตูจากด้านนอกอย่างแน่นหนา ตามคำสั่งลับ ๆ ที่ได้รับมาจากใครบางคน

ปัง!

เสียงประตูปิดลง พร้อมกับสติเส้นสุดท้ายของระรินธรที่ขาดผึง

“ร้อน... ทรมาน...” มือบางปัดป่ายไปทั่วร่าง พยายามดึงทึ้งชุดเกาะอกที่รัดแน่นให้ออกไปเพื่อระบายความร้อน

ผิวขาวเนียนเริ่มขึ้นสีระเรื่อ เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพรายตามไรผมและลำคอ เธอพลิกตัวไปมาบนเตียงด้วยความทรมานที่ไม่อาจบรรยาย มันคือความต้องการที่ดิบเถื่อนและรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ในขณะเดียวกันที่หน้าประตูห้อง ดลลวิญ์เดินโซเซมาตามทางเดินด้วยความหงุดหงิดและมึนเมา วันนี้เขาถูกมอมเหล้าโดยพวกลุง ๆ ในบอร์ดบริหารเพื่อหวังผลประโยชน์

แถมไวน์แก้วสุดท้ายที่แย่งมาจากผู้หญิงคนนั้นก็ดูเหมือนจะมีฤทธิ์แรงมากกว่าปกติ เขาปลดเนกไทออกอย่างรำคาญ เหวี่ยงสูทตัวนอกพาดบ่า แล้วหยิบคีย์การ์ดที่ผู้ช่วยยัดใส่มือมาให้ รูดเปิดประตูห้องพักประจำตัว

ติ๊ด... แกร๊ก

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกกุหลาบและวานิลลาลอยมาแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศของโรงแรม แต่เป็นกลิ่นหอมหวานเย้ายวนที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวเขาอย่างประหลาด

“ใคร...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามกับความมืดที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากหัวเตียง สายตาของเขาปรับโฟกัสไปที่เตียงนอนกว้าง... และภาพที่เห็นก็ทำให้ลมหายใจของเขาขาดห้วง

ร่างบอบบางของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนอนบิดเร่าอยู่บนเตียง ผิวขาวจัดตัดกับผ้าปูที่นอนสีเข้มของตัวเอง ชุดราตรีเกาะอกสีครีมหลุดลุ่ยลงมาจนเผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจหอบกระเส่า ผมยาวสยายแผ่เต็มหมอน ใบหน้าหวานแดงระเรื่อ ริมฝีปากอิ่มเผยอออกเล็กน้อยส่งเสียงครางแผ่วเบาที่แทบจะทำให้สติของเขาแตกกระเจิง

“นี่มันใครกล้าเล่นตลกอะไร” ดลลวิญ์ขบกรามแน่น เข้าใจทันทีว่านี่คงเป็นของขวัญที่ใครบางคนส่งมาเอาใจเขา เขาควรจะผลักไสเธอออกไป... ควรจะเรียก รปภ. มาลากตัวเธอออกไปโยนหน้าโรงแรม แต่ขาทั้งสองข้างกลับก้าวเข้าไปหาเตียงนั้นราวกับต้องมนต์สะกด

ฤทธิ์แอลกอฮอล์ในเลือดผสมกับความร้อนรุ่มที่ก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้เหตุผลในสมองของเขาเริ่มพร่าเลือน

“ร้อน... ช่วยด้วย...” ระรินธรเพ้อออกมาโดยไม่รู้ตัว มือเรียวไขว่คว้าหาความเย็น เมื่อสัมผัสได้ถึงมือหนาที่ยื่นเข้ามาใกล้ เธอก็รีบคว้ามือเขาทันทีแล้วแนบแก้มร้อนผ่าวลงไปถูไถ

“ช่วยฉันที... ได้โปรด” เสียงของเธอแสดงความเว้าวอน

สัมผัสนุ่มนิ่มและความร้อนที่ส่งผ่านมาทางฝ่ามือทำเอาดลลวิญ์คำรามในลำคอ เส้นความอดทนของเขาขาดผึงลงในวินาทีนั้น

“เธอเรียกร้องเองนะ... อย่ามาโทษฉันทีหลังล่ะ”

เขาก้มลงทาบทับร่างบางบนเตียง กลิ่นกายหอมกรุ่นของเธอมอมเมาเขายิ่งกว่าไวน์รสเลิศที่เคยได้ลิ้มลอง... สัมผัสที่แตะต้องกันเหมือนเปลวไฟที่ราดด้วยน้ำมัน

ดวงตาที่เคยเย็นชากลับลุกโชนด้วยไฟปรารถนา เขาโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่อง สูดดมกลิ่นหอมหวานที่ทำให้ตัวเองแทบคลั่ง มือหนาลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าของเรือนร่าง ปลดเปลื้องพันธนาการแห่งอาภรณ์ที่เกะกะออกไปทีละชิ้น... ทีละชิ้น...

“อื้อ...” ระรินธรครางประท้วงเมื่อความเย็นจากอากาศกระทบผิว แต่เพียงครู่เดียวความอบอุ่นจากร่างแกร่งก็เข้ามาแทนที่ ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาบดขยี้ลงมาที่ริมฝีปากเธออย่างดุดันและเรียกร้อง เธอไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร... รู้แต่ว่าสัมผัสของเขาคือสิ่งที่เธอโหยหา คือสายฝนที่ตกลงมาดับไฟในกาย

ค่ำคืนแห่งความเข้าใจผิด คละเคล้าด้วยฤทธิ์ยาและสุรา เปลี่ยนคนแปลกหน้าสองคนให้กลายเป็นหนึ่งเดียว เสียงลมหายใจหอบกระเส่า เสียงเนื้อกระทบเนื้อ และเสียงครวญครางแห่งความสุขสมดังก้องไปทั่วห้องหรู

โดยที่ทั้งสองไม่อาจล่วงรู้เลยว่า... ท่ามกลางความเร่าร้อนนี้ ชะตากรรมได้ผูกมัดพวกเขาไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา และมันจะเป็นจุดเริ่มต้นของบ่วงรักที่จะกักขังหัวใจของพวกเขาไปตลอดกาล...

แสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา ส่องกระทบใบหน้าของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความหลงใหล และหญิงสาวที่จมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความฝัน... ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลง เหลือเพียงความรู้สึกวาบหวามที่สลักลึกลงในจิตวิญญาณของทั้งคู่... ตราบนานเท่านาน

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 106

    ดลลวิญ์โอบเอวภรรยาแน่น ประกาศเสียงดังฟังชัดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลัง“ใช่ครับ... ผมขอประกาศวางมืออย่างเป็นทางการ! ต่อไปนี้หน้าที่หาเงินบริหารอาณาจักรหมื่นล้าน เป็นของเจ้าคิรินและน้อง ๆ ... ส่วนหน้าที่ใช้เงินพาเมียเที่ยวรอบโลก... เป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว!”สิ้นเสียงประกาศ พลุกระดาษสีทองถูกยิงขึ้

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 105

    กวินทร์กวาดสายตามองไปรอบงาน รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้า เขาไม่ได้มาในฐานะคู่แข่งทางธุรกิจ หรือศัตรูหัวใจอีกต่อไป แต่มาในฐานะ ‘พี่ชาย’ และ ‘ครอบครัว’ ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่ง ดลลวิญ์ที่เห็นเขาเดินเข้ามา รีบเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปต้อนรับทันที พร้อมกับระรินธรที่ยังคงความงดงามราวกับนางพญาในชุดราตรีสีทองอร่าม“ไง

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 104

    ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยาถูกแต่งแต้มไปด้วยแสงสีจากพลุดอกไม้ไฟนับพันนัดที่ถูกจุดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญ แสงไฟจากโรงแรมหรูระดับห้าดาวส่องสว่างไสว สะท้อนผิวน้ำระยิบระยับราวกับเพชรนับล้านเม็ดที่ร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ภายในห้องรอยัล บอลรูม ซึ่งเป็นห้องจัดเลี้ยงที่หรูหราและเก่าแก่ที่สุด

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 103

    “เอ่อ... ครับ ๆ ไม่เป็นไร” รุ่นพี่หน้าเจื่อน ยอมถอยทัพไปอย่างงง ๆ ดีแลนแอบแสยะยิ้มมุมปากใส่รุ่นพี่ลับหลังน้ำหวาน ‘เสร็จโจร...’เมื่อมาถึงคอนโด... น้ำหวานก็ยังคงช่วยพยุงคนร่างสูงที่แกล้งเดินกะเผลกทิ้งน้ำหนักตัวใส่เธอเต็ม ๆ เข้ามาในห้องนอนกว้างขวางที่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น “ค่อย ๆ นั่งนะ...” เธอประคองเข

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 102

    เจ็ดปีต่อมา... เสียงเชียร์ดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วสเตเดียมขนาดใหญ่ที่จุคนได้นับพัน การแข่งขันบาสเกตบอลประเพณีรอบชิงชนะเลิศกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดในช่วงควอเตอร์สุดท้าย สกอร์บอร์ดแสดงคะแนนที่สูสีกันชนิดหายใจรดต้นคอ แต่ดูเหมือนว่าสายตาของผู้ชมสาว ๆ กว่าครึ่งสนามจะไม่ได้โฟกัสที่ลูกบาสหากแต่โฟกัสไปที่ร่

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 101

    คำตอบเรียบง่ายนั้นกระแทกใจกลางความรู้สึกของกวินทร์อย่างจัง โลกของเขาเต็มไปด้วยผลประโยชน์และหน้ากาก... แต่กับผู้หญิงคนนี้ เขากลับเป็นแค่ผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง... เป็นแค่ ‘คุณกวินทร์’ ของเธอ เขาลุกขึ้นเดินไปหาเธอที่เพิ่งปีนลงจากบันไดด้วยความเหนื่อยอ่อน“ขอบคุณนะครับ... ที่มองผมเป็นแค่ผม” กวินทร์ถือวิส

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 69

    เพล้ง! เสียงแจกันใบหรูราคาแพงระยับถูกขว้างกระแทกผนังจนแตกกระจายเกลื่อนพื้นภายในห้องรับแขกของคฤหาสน์วรโชติเมธี ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโวยวายของวิไลที่บัดนี้สภาพไม่ต่างจากคนบ้า ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและความสูญเสีย“คุณมันไร้น้ำยา! ไอ้คนขี้ขลาด!” วิไลชี้หน้าด่ากราดใส่บัญชา ชายวัยกลา

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 68

    หลังจบงานเลี้ยง ทันทีที่ดลลวิญ์พาระรินธรผละออกมาจากงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จและพาขึ้นลิฟต์ส่วนตัวตรงดิ่งมายังห้องพักสุดหรูชั้นบนสุดที่เขาจองไว้ บรรยากาศแห่งชัยชนะและความสุขก็แปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาที่รุนแรงจนแทบจะเผาไหม้คนทั้งคู่ปัง! กริ๊ก! เสียงประตูห้องหรูถูกปิดลงและล็อกอย่างแน่นหนา ดลลวิญ์ไม่รอช

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 67

    ที่อาคารสำนักงานใหญ่ อัครเดชา กรุ๊ป... เช้าวันจันทร์ ซึ่งเป็นเช้าวันแรกของการทำงานดูเหมือนจะสดใส แต่บรรยากาศภายในชั้นผู้บริหารกลับมาคุอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเอมิกาที่ได้รับตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษาพิเศษ’ เข้ามาทำงานวันแรก เธอไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมกับคุณหญิงรัสมี ที่เดินเข้ามาส่งถึงหน้าห้องทำงานของดลลวิญ์

  • เร้นรักจองจำร้าย   บทที่ 66

    ที่โกดังร้างชานเมือง ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลมืดจึงทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเฉียดกายเข้ามาใกล้ซ่า!!!น้ำเย็นจัดผสมน้ำแข็งถังใหญ่ถูกสาดโครมเข้าใส่ร่างของพิมดาว ที่หมดสติอยู่กลางห้องโถงกว้าง “เฮือก!” นางเอกสาวสะดุ้งตื่นสุดตัว สำลักน้ำหน้าตาตื่น ความหนาวเหน็บแล่นพล่านไปทั่วร่างจนสั่นสะท้าน เธอพยายามจะยกมือขึ้นป

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status