ภายในสำนักงานใหญ่ บริษัท วรโชติเมธี กรุ๊ป...
บรรยากาศภายในห้องประชุมใหญ่ชั้นบนสุดของตึกเก่าแก่ใจกลางเมืองเต็มไปด้วยความตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด พนักงานระดับผู้บริหารนั่งก้มหน้าเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าสบตาวิไล ที่กำลังเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจ ขณะที่บัญชาประธานบริษัทผู้แก่ชราลงไปมาก นั่งกุมขมับอยู่ที่หัวโต๊ะด้วยสีหน้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก
“คุณแน่ใจนะคุณวิไล... ว่าทาง ‘ฟีนิกซ์ แคปปิตอล’ จะยอมเซ็นสัญญาเพิ่มทุนวันนี้?” บัญชาเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง “ถ้าพวกเขาไม่ยอม... เราจบเห่แน่ พรุ่งนี้ธนาคารจะยึดตึกนี้ขายทอดตลาดแล้วนะ”
“โอ๊ย! คุณก็เลิกบ่นเป็นหมีกินผึ้งสักทีได้ไหม!” วิไลตวาดแว้ดอย่างหัวเสีย “ฉันคุยกับตัวแทนของเขาแล้ว พวกนั้นมันเป็นกองทุนต่างชาติหน้าโง่ที่เพิ่งเข้ามาลงทุน มันคงอยากได้แบรนด์เก่าแก่ของเราไปประดับพอร์ตเท่านั้นแหละ เดี๋ยวพอมันอัดฉีดเงินเข้ามา เราก็รอดแล้ว”
“แต่หุ้นที่เราขายไปให้เขา... มันเกินครึ่งบริษัทแล้วนะ เท่ากับเราเสียอำนาจการบริหารไปแล้ว”
“เสียอำนาจแต่มีเงินใช้ ก็ดีกว่ากอดเก้าอี้เน่า ๆ แล้วอดตาย!” วิไลสวนกลับทันควัน ก่อนจะหันไปสั่งเลขาฯ
“ไปดูซิ แขกวีไอพีของเรามาหรือยัง ฉันอุตส่าห์เชิญคุณดลลวิญ์ อัครเดชา มาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย เผื่อฟีนิกซ์มันเล่นตุกติก เราจะได้มีคนคุ้มกะลาหัว”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของหล่อน ร่างสูงสง่าของดลลวิญ์ก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมผู้ช่วยคนสนิท... บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที รังสีความกดดันแผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มจนอากาศดูเหมือนจะเย็นลงไปหลายองศา
ดลลวิญ์ในวัย 32 ปี ดูสุขุมและน่าเกรงขามกว่าเมื่อ 6 ปีก่อนเป็นอย่างมาก เขาเพียงแค่พยักหน้าทักทายบัญชาเล็กน้อยด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้มุมห้อง ยกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นดู
“ผมมีเวลาแค่ 15 นาที” ดลลวิญ์เอ่ยเสียงเรียบ “หวังว่าทางฟีนิกซ์จะตรงเวลานะครับ”
“แน่นอนค่ะท่านประธานดล อีกเดี๋ยวก็คง...”
ปัง!
ประตูห้องประชุมบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกขัดจังหวะ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรีบวิ่งมาเปิดประตู พร้อมกับร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสีกรมท่าดูภูมิฐานเดินนำเข้ามาด้วยท่าทีของผู้มีอำนาจ... ชายคนนั้นคือกวินทร์
และผู้หญิงที่เดินตามมาคือหญิงสาวร่างระหงในชุดสูททำงานสีดำสนิท เธอก้มหน้าเล็กน้อย มือถือแฟ้มเอกสารและแท็บเล็ต ท่าทางเหมือนเลขานุการมืออาชีพ
“ขอโทษที่ให้รอครับ” กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง “ผมกวินทร์... ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจาก ฟีนิกซ์ แคปปิตอล”
วิไลรีบปรี่เข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง “ยินดีต้อนรับค่ะคุณกวินทร์! เชิญนั่งค่ะ เชิญ ๆ... แหม ยังหนุ่มยังแน่นแต่เก่งจังเลยนะคะ” สายตาของวิไลเหลือบไปเห็นหญิงสาวที่เดินตามหลังมา พอเห็นใบหน้านั้นชัดเจนรอยยิ้มบนหน้าวิไลก็แข็งค้างไปทันที
“ระ... ระรินธร!?” บัญชาที่นั่งอยู่หัวโต๊ะลุกพรวดขึ้น อุทานชื่อลูกสาวด้วยความตกตะลึง
หญิงสาวในชุดเลขาฯ ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับคนในห้องด้วยแววตาเรียบเฉย ใบหน้าสวยเฉี่ยวถูกแต่งแต้มอย่างประณีตแต่ไร้ซึ่งรอยยิ้ม เธอไม่ใช่ใครอื่น... คือระรินธรที่ทุกคนคิดว่าหายสาบสูญไปแล้ว
“นังริน!” วิไลกรีดร้องเสียงแหลม “แก... แกมาทำบ้าอะไรที่นี่! นี่มันห้องประชุมผู้บริหารนะ ยาม! ใครปล่อยให้คนนอกเข้ามา!”
“หากคุณพูดแบบนี้แสดงว่าคุณคงไม่อยากร่วมงานกับเราใช่ไหมครับ คุณวิไล” กวินทร์พูดขึ้นเสียงเข้มจนวิไลหน้าซีด
ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยแนะนำระรินธรออกมา “เธอไม่ใช่คนนอก... แต่คุณระรินธรเธอคือผู้ช่วยส่วนตัวของผมเอง”
“ผู้ช่วยส่วนตัว?” วิไลทวนคำเสียงสูง ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน “อ๋อ... ที่แท้หายหัวไป 6 ปี นึกว่าจะไปได้ดิบได้ดี ที่ไหนได้... ไปเป็นขี้ข้าเขาอยู่นี่เอง”
สายตาดูถูกเหยียดหยามจากแม่เลี้ยงและสายตาผิดหวังจากพ่อถูกส่งมาที่ระรินธรอย่างจัง แม้กระทั่งดลลวิญ์ที่นั่งสังเกตการณ์อยู่มุมห้องก็ยังจ้องมองเธอด้วยความประหลาดใจ... คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ผู้หญิงคนนั้นที่หายตัวไป... กลับมาในฐานะผู้ช่วยงั้นเหรอ?
ระรินธรยังคงยืนนิ่งไม่แสดงอาการโกรธเคืองตามบทบาทที่เตี๊ยมกันมา เธอเพียงแค่กระชับแฟ้มในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย
“เอาละครับ เข้าเรื่องกันดีกว่า” กวินทร์ตัดบทดึงความสนใจกลับมาที่ตัวเอง
“ในนามของฟีนิกซ์ แคปปิตอล ผู้ถือหุ้น 55% ของบริษัทนี้... ผมได้รับคำสั่งจากบอร์ดบริหารชุดใหม่ ให้มาแจ้งมติที่ประชุม”
“มติอะไรคะ?” วิไลถามอย่างกระตือรือร้น “เรื่องเพิ่มทุนใช่ไหมคะ?”
“เปล่าครับ” กวินทร์ยิ้มเย็น “มติเรื่องการปรับโครงสร้างองค์กร... เราขอสั่งปลดคณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบันทั้งหมด รวมถึงประธานกรรมการ คุณบัญชา วรโชติเมธี ออกจากตำแหน่งทันที”
“อะไรนะ!!!” บัญชาและวิไลตะโกนออกมาพร้อมกัน
“แกจะบ้าเหรอ! ฉันเป็นเจ้าของบริษัทนะ!” วิไลโวยวาย “แกไม่มีสิทธิ์! แล้วนังริน... แกยืนบื้ออยู่ทำไม! ช่วยพูดอะไรหน่อยสิ หรือแกสมรู้ร่วมคิดกับเจ้านายแกจะมาฮุบบริษัทพ่อแก!”
ระรินธรค่อย ๆ ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ตามสัญญาณสายตาของกวินทร์ เธอวางเอกสารซองขาวลงบนโต๊ะตรงหน้าบิดาและแม่เลี้ยงอย่างนิ่มนวล
“ดิฉันไม่มีอำนาจตัดสินใจหรอกค่ะ คุณวิไล” ระรินธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ห่างเหิน
“ดิฉันเป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือนที่ทำตามคำสั่งเจ้านายเท่านั้น... และคำสั่งก็คือ ให้พวกคุณเซ็นเอกสารลาออก แล้วรีบเก็บของส่วนตัวออกไปภายในวันนี้ค่ะ”
“นังลูกเนรคุณ!” วิไลปราดเข้ามาจะตบหน้าระรินธร “แกกล้าพูดแบบนี้กับแม่เลี้ยงแกเหรอ! แกใช้นามสกุลวรโชติเมธีแท้ ๆ แต่กลับช่วยคนอื่นมาทำลายตระกูลตัวเอง!”
มือของวิไลชะงักค้างกลางอากาศเมื่อระรินธรยกมือขึ้นรับข้อมือนั้นไว้ได้ทัน ดวงตาที่เคยเรียบเฉย แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าววาวโรจน์ขึ้นมาชั่วขณะ
“เข้าใจผิดแล้วค่ะ” ระรินธรสะบัดมือวิไลออกอย่างรังเกียจ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดมือตัวเองต่อหน้าทุกคน ราวกับเพิ่งไปจับของสกปรกมา
“ประการแรก... หน้าที่ของดิฉันคือรักษาผลประโยชน์ของบริษัทนายจ้าง ไม่ใช่รักษาเก้าอี้ให้กาฝาก” “ประการที่สอง...” เธอเชิดหน้าขึ้น มองสบตาบัญชาผู้เป็นพ่อ
“กรุณาอย่าเรียกฉันว่า ‘วรโชติเมธี’ อีก... เพราะนามสกุลนั้นมันเน่าเฟะและน่าขยะแขยงเกินกว่าที่ฉันจะใช้”
“แก...!” บัญชาหน้าซีดเผือด กัดฟันกรอดด้วยความไม่พอใจ
“ดิฉันเปลี่ยนชื่อแซ่เรียบร้อยแล้วค่ะ ตามกฎหมาย” เธอยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “กรุณา เรียกดิฉันว่า... ระรินธร สิริมันตรา”
ชื่อสกุล ‘สิริมันตรา’ ของอดีตภรรยาผู้ล่วงลับกระแทกใจบัญชาอย่างจังจนเขาแทบล้มทั้งยืน
“คุณกวินทร์คะ” ระรินธรหันไปพูดกับเจ้านาย (กำมะลอ)ของเธอเสียงอ่อนลงแต่ชัดเจน “ดิฉันแจ้งข้อเสนอของบริษัทเรียบร้อยแล้วค่ะ ถ้าอดีตผู้บริหารยังดื้อดึง ดิฉันขออนุญาตเรียก รปภ. นะคะ”
“ตามสบายครับ คุณเลขาฯ” กวินทร์อนุญาตด้วยรอยยิ้ม
วิไลกรีดร้องอย่างเสียสติ บัญชาทรุดลงกับเก้าอี้อย่างหมดสภาพ ท่ามกลางความโกลาหลดลลวิญ์ลุกขึ้นยืน เขาเดินตรงเข้ามาหาระรินธรที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกวินทร์
ชายหนุ่มมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า... ชุดสูทเรียบง่ายแต่ดูดี นามสกุลใหม่ที่ฟังดูทะนงตัว และแววตาที่อ่านไม่ออก
“ระรินธร...” เขาเรียกชื่อเธอเสียงต่ำ “ไม่เจอกัน 6 ปี... ตกต่ำถึงขนาดต้องมาเป็นเบี้ยล่างให้คนอื่นเชิดเลยอย่างนั้นเหรอ?”
คำพูดดูถูกของดลลวิญ์ไม่ได้ทำให้ระรินธรเจ็บปวดเหมือนในอดีตอีกแล้ว เธอหันมาสบตาเขา ยิ้มรับอย่างมืออาชีพ
“คนเราต้องกินต้องใช้นี่คะ ท่านประธานดล” เธอตอบกลับอย่างฉะฉาน “เป็น ‘เบี้ยล่าง’ ที่ทำงานแลกเงินด้วยสมอง... ก็ยังดีกว่าเป็น ‘คนรวย’ ที่ดีแต่ใช้เงินฟาดหัวคนอื่นแล้วดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นคนนะคะ”
ดลลวิญ์ชะงัก กรามแกร่งขบเข้าหากันแน่น เขารู้ทันทีว่าเธอกำลังด่ากระทบเรื่องในคืนนั้น
“ปากเก่งขึ้นเยอะนี่... คุณผู้ช่วยสิริมันตรา”
“ขอบคุณที่ชมค่ะ” เธอก้มหัวให้เขาเล็กน้อยตามมารยาท “หวังว่าในอนาคต... บริษัทฟีนิกซ์ฯ ของเจ้านายดิฉัน จะได้มีโอกาส ‘แข่งขัน’ กับอัครเดชากรุ๊ปของท่านประธานนะคะ”
เธอเน้นคำว่าแข่งขันด้วยน้ำเสียงท้าทาย ก่อนจะเดินถอยหลังไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่หลังกวินทร์ตามเดิม ปล่อยให้ดลลวิญ์มองตามด้วยความหงุดหงิดและสงสัย
เขาไม่รู้เลยว่า... เบี้ยล่างตัวน้อยที่เขากำลังดูถูก แท้จริงแล้วคือ ‘ราชินี’ ที่ถือกระดานหมากเกมนี้อยู่ทั้งกระดาน!