LOGINเมื่อตระกูลอวี๋ที่เคยรุ่งเรืองต้องตกต่ำลงจนถึงขีดสุด เพราะความใจดีเกินเหตุของบิดา อวี๋เซี่ยวซิน บุตรีเพียงคนเดียวจึงต้องแบกรับชะตากรรมเพื่อกอบกู้ฐานะครอบครัว นางจำใจเข้าร่วมการคัดเลือกพระชายาของ รุ่ยอ๋อง หรงเยี่ยน ท่านอ๋องผู้เย็นชาและทรงอำนาจ แม้ในใจจะปรารถนาเพียงชีวิตอิสระและอยากถูกคัดออกใจจะขาด ทว่ายิ่งนางพยายามทำตัวให้ไร้ค่าหรือซอมซ่อเพียงใด กลับยิ่งไปสะดุดตาบุรุษหนุ่มผู้มองทะลุทุกหน้ากากอย่างรุ่ยอ๋องเข้าอย่างจัง จากความตั้งใจที่จะเป็นเพียง "ไม้ประดับ" กลับต้องกลายเป็น "หมากสำคัญ" ในวังวนแห่งอำนาจ เมื่อท่านอ๋องจอมเจ้าเล่ห์ไม่ยอมปล่อยนางไปง่ายๆ เซี่ยวซินจะหาทางรอดจากกรงทองนี้ หรือจะยอมแพ้ให้แก่ลิขิตรักที่นางไม่เคยต้องการ
View Moreท่ามกลางกลิ่นอายฤดูใบไม้ผลิที่ควรจะสดใส ทว่าบรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลอวี๋กลับอึมครึมราวกับถูกปกคลุมด้วยเมฆฝน อวี๋เซี่ยวซิน ยืนอยู่หน้าบานกระจกทองเหลืองเก่าคร่ำคร่า นางมองเงาสะท้อนของดรุณีน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ซีดจางไปตามกาลเวลา แม้เครื่องหน้าจะงดงามหมดจด ดวงตากลมโตสุกใสราวกับผลอิงเถา (เชอร์รี่) แต่แววตาคู่ที่เคยร่าเริงกลับฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด
วันนี้คือวันที่ทางการส่งรถม้าขบวนใหญ่มาเพื่อรับเหล่าบุตรีจากตระกูลขุนนางและคหบดีไปเข้าพิธีคัดเลือก "พระชายา" ของ "รุ่ยอ๋อง" ท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจและขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาประดุจน้ำแข็งขั้วโลก "เซี่ยวซิน... พ่อขอโทษ" เสียงแหบพร่าของ อวี๋ฮั่น ผู้เป็นบิดาดังขึ้นที่หน้าประตู เขาคืออดีตคหบดีผู้มั่งคั่งที่ครั้งหนึ่งเคยใจกว้างประดุจมหาสมุทร ใครเดือดร้อนมาเขาก็หยิบยื่นเงินทองให้กู้ยืมโดยไม่เคยทวงถาม ใครลำบากเขาก็ช่วยค้ำประกันให้จนสุดท้ายความใจดีเหล่านั้นกลับกลายเป็นดาบสองคม คนที่เขาเคยช่วยต่างหันหลังให้ ทรัพย์สินถูกยึด บ้านหลังใหญ่ถูกขาย จนตอนนี้ต้องมาอาศัยอยู่ในเรือนเก่าๆ ท้ายเมือง "ท่านพ่ออย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ" เซี่ยวซินหันไปฉีกยิ้มที่ฝืนใจที่สุดในชีวิต "การได้เป็นพระชายาก็เหมือนหนูตกถังข้าวสารไม่ใช่หรือ? ต่อไปท่านพ่อและท่านแม่จะได้ไม่ต้องลำบากอีก" นางพูดพลางบีบมือที่สั่นเทาของตนเองไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง ในใจของนางนั้นไม่ได้โหยหาอำนาจวาสนาเลยแม้แต่น้อย นางปรารถนาเพียงชีวิตที่สงบสุข ได้นั่งอ่านตำราพืชพรรณและปรุงยาในสวนเล็กๆ ของตนเอง แต่ในเมื่อหนี้สินก้อนโตกำลังคืบคลานมาคร่าชีวิตคนในครอบครัว นางจึงไม่มีสิทธิ์เลือก การเดินทางสู่วังวนแห่งอำนาจ เสียงล้อรถม้าบดขยี้ไปบนพื้นถนนหินขรุขระ เซี่ยวซินนั่งรวมกับคุณหนูตระกูลอื่นๆ ที่แต่งกายจัดจ้านประชันความงามกันสุดฤทธิ์ คุณหนูหลิน: ปัดแก้มแดงระเรื่อ บ่นเรื่องอากาศร้อนที่ทำให้นางแป้งหลุด คุณหนูจาง: คอยจัดทรงผมประดับปิ่นระย้าแก้วมณีตลอดเวลา คนเหล่านั้นมองเซี่ยวซินด้วยสายตาดูแคลน ตระกูลอวี๋ที่ล้มละลายใครๆ ก็รู้กันทั่วเมือง พวกนางต่างคิดว่าเซี่ยวซินเป็นเพียง "ไม้ประดับ" ที่มาเพื่อให้ครบจำนวนเท่านั้น "ดูนางสิ สวมเพียงผ้าฝ้ายชั้นดีแต่เก่าเก็บเช่นนั้น คิดจะไปยั่วยวนท่านอ๋องด้วยความยากไร้อย่างนั้นหรือ?" เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมา เซี่ยวซินทำเพียงหลับตาลง นางไม่ได้โกรธเคือง แต่กลับหวังอยู่ในใจลึกๆ ว่า... ขอให้ท่านอ๋องรังเกียจนาง ขอให้เขาไม่ต้องตาความซอมซ่อนี้ แล้วส่งนางกลับบ้านไปเสีย ประตูวังหลวงและบททดสอบแรก เมื่อขบวนรถม้าหยุดลงที่หน้าประตูวังรุ่ยอ๋อง ความโอ่อ่าอลังการทำเอาเหล่าคุณหนูต่างพากันเงียบกริบ กำแพงสีแดงชาดและหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองสะท้อนแสงแดดเจิดจ้า ที่นี่คือสถานที่ที่สวยงามที่สุด และน่าอึดอัดที่สุดในเวลาเดียวกัน "กงกง" ผู้ดูแลวังนำเหล่าสตรีทั้งสามสิบคนไปยังลานกว้างหน้าตำหนักรับรอง เขาเดินสำรวจแต่ละคนด้วยสายตาคมกริบ ก่อนจะประกาศกติกา "การคัดเลือกพระชายาในครั้งนี้ ท่านอ๋องมิได้เน้นเพียงโฉมสะคราญ แต่ต้องการสตรีที่มี 'ปัญญา' และ 'ความสงบนิ่ง' บททดสอบแรกคือการชงชาให้ท่านอ๋องด้วยตนเอง" เซี่ยวซินใจกระตุก การชงชาเป็นศาสตร์ที่นางถนัดที่สุด เพราะสมัยที่บ้านยังรุ่งเรือง นางมักจะชงชาให้บิดาที่ชอบสะสมใบชาอยู่เสมอ แต่นางกลับตัดสินใจในวินาทีนั้น... ข้าจะแกล้งทำกาน้ำชาหลุดมือ หรือใส่ใบชามากเกินไปจนขมปี๋ดีนะ? สายตาที่มองทะลุปรุโปร่ง ขณะที่เซี่ยวซินกำลังวางแผนทำลายโอกาสของตนเอง ทันใดนั้น สายลมเย็นเยียบสายหนึ่งก็พัดผ่านลานกว้าง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในชุดฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรสี่เล็บด้วยดิ้นทอง แววตาของเขานิ่งสงบประดุจบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้น "รุ่ยอ๋อง" หรือ หรงเยี่ยน เดินผ่านแถวสตรีไปอย่างเชื่องช้า เขาไม่ได้หยุดมองใครเลยจนกระทั่งเดินมาถึงเบื้องหน้าของเซี่ยวซิน เขาสังเกตเห็นมือของนางที่กุมกันแน่น และรอยปะเล็กๆ ที่ชายเสื้อที่พยายามซ่อนไว้ แววตาของหญิงสาวผู้นี้ต่างจากคนอื่น นางไม่มีความกระหายอำนาจ มีเพียงความหม่นหมองและความรู้สึกที่อยากจะหนีไปให้พ้นๆ "เจ้าชื่ออะไร?" เสียงทุ้มต่ำทรงพลังถามขึ้น "หม่อมฉัน... อวี๋เซี่ยวซิน เพคะ" นางก้มหน้าตอบ เสียงแผ่วเบา หรงเยี่ยนกระตุกยิ้มที่มุมปากเพียงนิด เป็นยิ้มที่ดูไม่ออกว่าพึงพอใจหรือสมเพช "ลูกสาวของอวี๋ฮั่น ผู้ที่แจกเงินจนตัวเองเหลือเพียงบ้านเปล่าหลังหนึ่งนั่นน่ะหรือ?" คำถากถางนั้นทำให้เซี่ยวซินเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยความลืมตัว ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความปกป้องครอบครัว "ท่านพ่อของหม่อมฉันอาจจะล้มเหลวในฐานะวาณิช แต่เขาคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจหม่อมฉันเพคะ" บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด คุณหนูคนอื่นๆ ต่างพากันสูดหายใจด้วยความตกใจที่เซี่ยวซินกล้าต่อปากต่อคำกับท่านอ๋องผู้โหดเหี้ยม "งั้นหรือ..." หรงเยี่ยนขยับเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิจากตัวนาง "เช่นนั้น ข้าจะดูว่าปัญญาของเจ้า จะยิ่งใหญ่เหมือนใจของพ่อเจ้าหรือไม่" ความรู้สึกที่สวนทาง หลังจากการประจันหน้าครั้งนั้น เซี่ยวซินถูกพาไปยังโต๊ะชงชา นางมองชุดน้ำชาหยกขาวเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง หากนางทำพลาด ตระกูลอวี๋อาจจะถูกตราหน้าว่าหมิ่นเบื้องสูง แต่หากนางทำดีเกินไป นางอาจจะต้องติดอยู่ในกรงทองนี้ไปตลอดกาล นางเริ่มหยิบใบชาขึ้นมา แสงแดดที่ส่องลงมาทำให้ใบหน้าด้านข้างของนางงดงามราวกับภาพวาด ท่ามกลางความวุ่นวายของการคัดเลือก เซี่ยวซินกลับตกอยู่ในภวังค์ของตนเอง นางเริ่มร่ายรำกระบวนการชงชาอย่างเป็นธรรมชาติ ท่วงท่าอ่อนช้อยที่เกิดจากการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กโดยไม่รู้ตัว ทว่า ในจังหวะที่นางกำลังจะรินน้ำชาถ้วยแรก สายตาของนางดันไปประสบเข้ากับหรงเยี่ยนที่นั่งอยู่บนแท่นสูง เขากำลังจ้องมองนางอยู่ก่อนแล้ว สายตาของเขาไม่ได้มีความเย็นชาเหมือนตอนแรก แต่มันเต็มไปด้วยความสนใจและบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น ใจของเซี่ยวซินเต้นผิดจังหวะ... นี่มันไม่ใช่สิ่งที่นางวางแผนไว้เลยสักนิด! โปรดติดตามตอนต่อไป...วันเวลาผันผ่านดั่งไวสายน้ำหลาก... ยามนี้ สองแฝดแห่งวังบูรพาเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มสาววัยสิบห้าปีเต็ม องค์ชายใหญ่ หรงเจิ่น ได้รับการสถาปนาเป็น ‘รุ่ยอ๋องน้อย’ ควบตำแหน่งแม่ทัพหน้าคุมกองทัพม้าเหล็กทมิฬ รูปโฉมหล่อเหลาดุดันประดุจบิดาในอดีต เป็นที่หมายปองของสตรีทั่ววังหลวง ทว่าเขากลับสนใจเพียงแต่การฝึกรบและศึกสงคราม ส่วน องค์หญิงรอง หรงเซียน บัดนี้กลายเป็นสตรีงามสะพรั่งผู้คุมระบบเศรษฐกิจและการคลังเบื้องหลังของแผ่นดินต้าโจวร่วมกับท่านตาอวี๋ฮั่น ความฉลาดของนางทำให้ไม่มีขุนนางคนใดกล้าโกงกินแม้แต่ตำลึงเดียวทว่า วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่ง เพราะฮ่องเต้ผู้ชราภาพได้ทรงสละราชบัลลังก์เพื่อไปพักผ่อน ณ พระราชวังฤดูร้อน และยามนี้... ไท่จื่อ หรงเยี่ยน กำลังจะเข้าพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็น ‘ฮ่องเต้หรงเยี่ยน’ อย่างเป็นทางการ และ อวี๋เซี่ยวซิน จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ‘ฮองเฮาคู่บัลลังก์’ มารดาแห่งแผ่นดิน!ในห้องประกอบพิธี... สองแฝดในชุดพิธีการเต็มยศยืนมองบิดามารดาด้วยรอยยิ้ม“พี่ใหญ่... ท่านพ่อกับท่านแม่ผ่านอะไรมามากมายเหลือเกินนะเพคะ จากสตรีตระกูลล้มละลาย สู่ฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่” หรงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซ
2 ปีต่อมา...28 เติบโตขึ้นเป็นเด็กวัย 8 ขวบที่เฉลียวฉลาดทวีคูณ หรงเจิ่นเริ่มเข้าฝึกปรือวรยุทธกับหรงเยี่ยนอย่างจริงจัง ร่างกายของเขาเริ่มสูงใหญ่ แข็งแกร่งและมีฝีมือก้าวกระโดดจนแม่ทัพหลายคนยังต้องทึ่ง ส่วนหรงเซียน บัดนี้กลายเป็น 'ผู้นำตลาดมืด' ในสำนักศึกษาหลวง นางนำระบบฝากเงินและระบบสลากออมทรัพย์ตระกูลอวี๋มาประยุกต์ใช้กับบรรดาเด็กๆ จนมีเงินเก็บในคลังส่วนตัวนับร้อยตำลึง! ทว่า...ความแสบของหรงเซียนยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น วันหนึ่ง ณ พระราชวังต้องห้าม ฮ่องเต้ผู้ชราภาพทรงมีอาการประชวรด้วยโรคเบื่ออาหารและบรรทมไม่หลับ หมอหลวงต่างพากันจัดยาบำรุงรสขมหม้อใหญ่ถวาย ทว่า...ฮ่องเต้กลับไม่ยอมเสวยจนร่างกายเริ่มซูบผอม สร้างความกังวลใจให้แก่หรงเยี่ยนและเซี่ยวซินยิ่งนัก "ท่านแม่เพคะ...ข้ารู้วิธีรักษาเสด็จปู่แล้วเพคะ!" หรงเซียนวิ่งหน้าตั้งเข้ามาในห้องทรงงานของเซี่ยวซิน เซี่ยวซินเงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชีภาษี "เซียนเอ๋อร์...เจ้าอย่าบอกนะว่าเจ้าจะเอาพริกไทยป่าไปให้เสด็จปู่กิน? เสด็จปู่ป่วยอยู่นะลูก" “ไม่ใช่เพคะ!” หรงเซียนยืดอก “ในตำราแพทย์โบราณของตระกูลอวี๋กล่าวไว้ว่า ‘ปลาหลีฮื้อทองคำเก้าเกล็ด’ ที่เลี้ยงใ
เสียงนกร้องจิบจับยามเช้าเหนือวังหลวงช่างแสนสดใส ทว่าบรรยากาศภายในตำหนักบูรพายามนี้กลับวุ่นวายดังศึกสงครามย่อยๆ ไม่ใช่เพราะมีกบฏฝ่ายใดบุกโจมตี แต่เป็นเพราะวันแรกของการเข้าเรียน 'สำนักศึกษาหลวง'ของสองแฝดแห่งวังบูรพาได้มาถึงแล้ว! "หรงเจิ่น! เจ้าหยุดกินซาลาเปาลูกที่ 4 เดี๋ยวนี้แล้วไปใส่สายคาดเอว! หรงเซี่ยน!เจ้าแอบเอาเบ็ดตกปลาไปซ่อนไว้ในแขนเสื้อคัมภีร์อีกแล้วใช่ไหม!" เสียงหวานทรงพลังของ ไท่จื่อเฟย อวี๋เซี่ยวซิน ดังก้องมาแต่ไกล ยามนี้นางในวัยยี่สิบปลายๆ ยังคงงดงามสะคราญตา ทว่าฝีปากและพลังทำลายล้างในการคุมลูกทวีคูณขึ้นหลายเท่า หญิงสาวท้าวสะเอวมอง ‘ผลผลิต’ ทั้งสองของตนด้วยความกุมขมับองค์ชายใหญ่ หรงเจิ่น วัยหกขวบ ผู้มีใบหน้าคมคาย ถอดแบบถอดพิมพ์มาจากไท่จื่อหรงเยี่ยนราวกับแกะ ดวงตาเรียวรีดุดัน ท่าทางองอาจเกินเด็ก ยามนี้กำลังเคี้ยวซาลาเปาแก้มตุ่ย พยัคฆ์น้อยผู้เงียบขรึมแต่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจรีบกลืนซาลาเปาลงคอแล้วคุกเข่ารับผิดอย่างนอบน้อม “ท่านแม่... ลูกเพียงแต่กลัวว่ากองทัพเดินด้วยท้อง หากศิษย์พี่ในสำนักศึกษาแย่งอาหาร ลูกจะได้มีแรงปกป้องน้องรองพะยะค่ะ”“ข้ออ้าง!” เซี่ยวซินตบหน้าผากตนเอง ก่อน
ท้องฟ้าวังหลวงในเช้าวันนี้แจ่มใสไร้เมฆหมอก เสียงระฆังเงินและระฆังทองดังกังวาลแว่วมาจากยอดหอคำหลวงถึง 9 ครั้ง เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงวันมงคลที่แผ่นดินต้าโจวรอคอย ถนนสายหลักทุกสายถูกโรยด้วยกลีบดอกไม้หลากสี ราษฎรนับหมื่นต่างพากันมาเฝ้ารอรับเสด็จเต็ม 2 ฝั่งทางด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ภายในตำหนักบูรพา...อวี๋เซี่ยวซิน ในชุดพิธีการ 'ไท่จื่อเฟย' สีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์ฟ้าสยายปีกด้วยเส้นไหมทองคำระยิบระยับกำลังยืนนิ่งให้ลู่เอ๋อร์และเหล่านางกำนัลช่วยกันจัดแจงสวมมงกุฎหงส์ทองคำฝังมุกราตรีเก้าเม็ด ซึ่งมีน้ำหนักไม่น้อยเลยทีเดียว " พระชายา...เอ้ย! ไท่จื่อเฟยของหม่อมฉันงดงามที่สุดในใต้หล้าเลยเพคะ " ลู่เอ๋อร์เอ่ยพลางปาดน้ำตาแห่งความปิติ ตระกูลอวี๋ที่เคยล้มละลายหนีหนี้ในวันนั้น ใครจะคิดว่าคุณหนูของนางจะก้าวมาไกลถึงเพียงนี้ เซี่ยวซินมองเงาตัวเองในกระจกทองเหลืองแล้วยิ้มบางๆ พลางยกมือขึ้นรูปหน้าท้องที่ยามนี้เริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยตามอายุครรภ์ที่ย่างเข้าสู่เดือนที่ 5 "เจ้าตัวเล็ก...วันนี้เจ้าต้องเข้าพิธีใหญ่พร้อมแม่ อย่าดื้อรั้นกลางท้องพระโรงเชียวนะ " นางกระซิบกับลูกในท้องด้วยความเอ็นดู 'หมับ..'
แสงตะวันสาดส่องผ่านหน้าต่างตำหนักสัตตบงกช บาดแผลที่ต้นแขนของอวี๋เซี่ยวซินได้รับการดูแลจากหมอหลวงอย่างดีจนเริ่มตกสะเก็ด ทว่าสิ่งที่ตื่นตัวยิ่งกว่าร่างกายคือปัญญาของนาง ดรุณีน้อยนั่งมองแผนผังเมืองหลวงและที่ตั้งของเหมืองแร่เหล็กทางใต้ที่ฉีกขาดจากม้วนตำราโบราณ พลางขยับยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “พร
ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีอันมืดมิด เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านต้นท้อสวรรค์ในอุทยานหลวงทำให้บรรยากาศรอบตำหนักสัตตบงกชดูวังเวงขึ้นกว่าปกติ 'อวี๋เซี่ยวซิน' นั่งอยู่บนตั่งไม้ภายในห้องนอน นางพยายามข่มตาหลับทว่าหัวใจกลับเต้นรัวอย่างไม่มีสาเหตุ คำเตือนในจดหมายลับและความแค้นขององค์ชายรองหรงสี่ที่ถูกพังทลายลง
โถงจัดเลี้ยงพระราชทานในวังหลวงค่ำคืนนี้สว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมไฟระย้าหลายร้อยดวง กลิ่นเหล้าหมักรสเลิศและอาหารคาวหวานโชยอบอวล เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่และเชื้อพระวงศ์ต่างแต่งกายเต็มยศมาร่วมงานเลี้ยงฉลองเทศกาลล่าสัตว์ประจำปี ทว่าสายตาทุกคู่กลับจับจ้องไปที่ประตูทางเข้า... รอคอยการปรากฏตัวของพระชายาเอกคนให
แสงจันทร์นวลตาที่เคยดูงดงามบัดนี้กลับให้ความรู้สึกหนาวเยือกจับขั้วหัวใจ อวี๋เซี่ยวซิน นั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ลวดลายหงส์ มือของนางยังคงกำเศษกระดาษจดหมายลับที่ขยำจนยับยู่ยี่ไว้แน่น ข้อความที่บอกว่าความล่มสลายของตระกูลอวี๋มิใช่เรื่องบังเอิญ และ รุ่ยอ๋อง หรงเยี่ยน อาจมีส่วนรู้เห็น ดังก้องอยู่ในหัวของนางซ