LOGIN‘เกิดอะไรขึ้น!?’
“ซินเอ๋อร์ เป็นอะไร” หนิงถงไท่ตกใจหน้าถอดสี เขาหันไปเร่งหมออีกครั้ง “หมอ นางเป็นอันใดไปอีกแล้ว!”
หมอสูงวัยกุลีกุจอเข้ามา ไม่ทันจับชีพจรอีกครั้งหลี่เสวี่ยซินก็ยกมือปราม “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ คงเพราะเพิ่งฟื้นไม่นานร่างกายเลยยังไม่ชิน”
หลี่เสวี่ยซินรู้สึกว่าร่างกายใหม่นี้อ่อนแอเกินไป เมื่อครู่ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ปรากฏเป็นเพราะใบหน้าของคนผู้หนึ่งล่องลอยเข้ามา นั่นไม่ใช่ความทรงจำของนาง ทว่าเป็นของหนิงเสวี่ยซิน
‘ฮั่วเหวินหลง เขาต้องมีเรื่องผิดปกติแน่ ท่านหญิงถึงได้โมโหเช่นนี้’
“แล้วเอ่อ…ท่านพี่ฮั่วไปที่ใดแล้วเจ้าคะ”
“ฝ่าบาทเรียกตัวเข้าเฝ้า น่าเสียดายที่พี่เขามาครู่เดียวเจ้าก็หมดสติไปก่อน ไม่เช่นนั้นคงได้รั้งอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกัน” หนิงเข่อเหรินตอบ
ใบหน้าของหลี่เสวี่ยซินกระตุก รอยยิ้มของนางเริ่มประหลาดโดยไม่รู้ตัว เพราะเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างหนิงเสวี่ยซินกับฮั่วเหวินหลงกลายเป็นปริศนาในคลังสมองของนางเป็นที่เรียบร้อย
ความทรงจำที่หลงเหลือไว้เกี่ยวกับชายผู้นั้นในตอนนี้ก็คือ เขาเป็นบุตรชายจากจวนป๋อ เขาสอบได้จอหงวน [1] เมื่อหนึ่งปีก่อน ที่สำคัญไปกว่านั้น เขาคือคู่หมั้นของหนิงเสวี่ยซิน
“เจ้าอยากพบพี่เขาหรือ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงได้เจอ ตอนที่เจ้าหมดสติไปนานพี่เขาเฝ้าแวะเวียนมาเยี่ยมเจ้าทุกวันเชียวนะ” หนิงเข่อเหรินปลอบประโลม นางกำลังเข้าใจผิด เพราะคิดว่าบุตรสาวผิดหวังที่ไม่เห็นคู่หมั้นของตนอยู่ตรงหน้า
หลี่เสวี่ยซินยิ้มตาปิด “ลูกไม่ได้อยากพบเจ้าค่ะ”
หนิงถงไท่ถอนหายใจ หนึ่งปีก่อนเหมือนเด็กทั้งสองจะมีปากเสียงกัน หนิงถงไท่ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บให้ลูกสาวต้องเจ็บปวดในตอนนี้ เขารีบตัดบท “ฮูหยิน ให้ลูกพักผ่อนเถิด”
“เจ้าค่ะ”
เนื่องจากได้เวลาสำรับเย็นแล้ว หม่าเซียวกับหลิวอี้จึงขอตัวไปเตรียมอาหารและโอสถ ครั้นกลับมาถึงห้องของเจ้านายพวกนางก็ถึงขั้นอุทานเสียงหลง เมื่อพบว่าคนในห้องลุกเดินไปมาด้วยเท้าเปลือยเปล่า
“ตายจริง ท่านหญิงทำอันใดเจ้าคะ พื้นเย็นมากประเดี๋ยวป่วยอีกนะเจ้าคะ” หม่าเซียวและหลิวอี้วางถาดอาหารและโอสถลงบนโต๊ะ พร้อมใจกันถลาเข้ามาหน้าตื่น
“ตกใจอะไรกัน ข้าดีขึ้นแล้ว ก็แค่เดินเท้าเปล่าสร้างภูมิคุ้มกัน เท้าของข้าไม่ได้สัมผัสพื้นนานแล้ว คิดจะให้ข้าเป็นง่อยหรือ”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง หลิวอี้กล่าว “แต่ทำเช่นนี้ไม่เหมาะนะเจ้าคะ มาเจ้าค่ะสวมถุงเท้าก็ยังดี”
“ได้ ๆ” หลี่เสวี่ยซินกลับไปนั่งอย่างว่าง่าย
หลิวอี้ช่วยสวมถุงเท้าให้อย่างคล่องมือ จากนั้นจึงถาม “ว่าแต่ท่านหญิงกำลังหาสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ”
“บันทึกของข้าน่ะ ข้าจำได้ว่าเก็บไว้ตรงนี้ แต่หาอย่างไรก็หาไม่เจอ”
หลี่เสวี่ยซินนึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนหนิงเสวี่ยซินมักจดบันทึกกิจวัตรประจำวันของตนเอาไว้ บางทีในนั้นอาจมีคำตอบว่าเหตุใดนางจึงไม่อยากแต่งงานกับฮั่วเหวินหลง
หม่าเซียวใคร่ครวญครู่หนึ่ง “อ้อ...ตอนนั้นท่านหญิงบอกว่ามันหายไปแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ อีกอย่างผ่านมาตั้งหนึ่งปีแล้วด้วย พวกเราเก็บกวาดห้องท่านหญิงทุกวันไม่เคยพบบันทึกเล่มนั้นเลยเจ้าค่ะ”
หลี่เสวี่ยซินหน้าม่อยคอตก “เช่นนี้เอง น่าเสียดายจัง”
หลิวอี้สงสัย “แล้วท่านหญิงจะหาไปทำไมหรือเจ้าคะ”
“ข้าหลับไปนาน เรื่องบางเรื่องก็จำไม่ค่อยได้แล้ว เลยคิดว่าบันทึกเล่มนั้นอาจช่วยได้บ้าง”
หม่าเซียว “เช่นนั้นพวกบ่าวเล่าให้ฟังก็ได้นะเจ้าคะ บางทีอาจช่วยได้บ้าง”
หลี่เสวี่ยซินยิ้มออก “จริงด้วย เหตุใดข้าถึงคิดไม่ได้นะ ขอบใจมากนะอาเซียว”
หม่าเซียวหน้าแดงก่ำ ยากยิ่งนักกว่าท่านหญิงของนางจะเอ่ยปากชมสักหน ได้สติคราวนี้หม่าเซียวรู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้านิสัยไม่ชวนอึดอัดคล้ายเมื่อก่อนแล้ว
“ท่านหญิงอยากทราบเรื่องใดก่อนหรือเจ้าคะ”
“เรื่องแรกที่ข้าอยากรู้ก็คือความสัมพันธ์ของข้าและคุณชาย เอ่อ แฮ่ม…” หญิงสาวกระแอมกลบเกลื่อน “เรื่องระหว่างข้าและท่านพี่ฮั่วเป็นอย่างไรบ้าง เอาให้ละเอียดยิบเลยนะ”
“เจ้าค่ะ แต่ว่าพรุ่งนี้คุณชายฮั่วก็มาแล้ว ไม่อยากถามจากปากคุณชายโดยตรงหรือเจ้าคะ”
“ไม่อยาก ข้าจะฟังเรื่องของเขาเดี๋ยวนี้ตอนนี้เท่านั้น อ้อ...อีกหนึ่งเรื่องที่ข้าอยากรู้ พวกเจ้าทั้งสองเคยได้ยินเรื่องของคนตระกูลลั่วหรือไม่”
หม่าเซียวขมวดคิ้ว “ตระกูลลั่ว…” ไม่นานก็ตาโต “อย่าบอกว่าท่านหญิงสนใจเรื่องของฮูหยินใต้เท้าลั่วด้วยเช่นกัน”
หลี่เสวี่ยซินเลิกคิ้ว “ใต้เท้าลั่ว? เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
หลิวอี้สำทับ “ก็ต้องใต้เท้าลั่วสิเจ้าคะ เพราะว่าใต้เท้าลั่วผู้นั้นได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าองครักษ์อวี่หลิน [2] แล้ว”
หลี่เสวี่ยซินทำหน้าดุจกลืนยาขม เมื่อก่อนลั่วเทียนเฉินก็เป็นเพียงมือปราบตำแหน่งเล็ก ๆ ระยะเวลาสามปีที่เขาจากนางไปทำงานต่างเมือง นึกไม่ถึงว่าจะสามารถไต่ขึ้นตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์อวี่หลินอย่างรวดเร็ว หรือในวันนั้นที่เขาเร่งร้อนจากไปไม่ทันมาพบนางก็เพื่อสิ่งนี้ ถ้าเช่นนั้นเขาจะต่างอันใดกับพวกบ้าอำนาจ
หม่าเซียวสังเกตสีหน้าประหลาดของหลี่เสวี่ยซินพลางครุ่นคิด “เอ่อ…ว่าแต่…ท่านหลับไปพร้อมวันที่นางสิ้นลมนะเจ้าคะ แล้วเหตุใดจึงสนใจเรื่องของ…”
“ข้ายังไม่ได้บอกเลยว่าอยากรู้เรื่องผู้ใด แต่ในเมื่อเจ้าเกริ่นมาเช่นนี้ ถ้างั้นเอาเรื่องตระกูลลั่วก่อนก็แล้วกัน”
“หา!” สองสาวใช้อุทานโดยพร้อมเพรียง
เมื่อก่อนท่านหญิงหนิงเสวี่ยซินเคยสนใจเรื่องราวของผู้อื่นเสียเมื่อใด อีกอย่างนางก็เพิ่งตื่น ไฉนจึงอยากรู้เรื่องของตระกูลลั่วที่ตนไม่เคยรู้จักมาก่อน
สองสาวใช้มองหน้ากันตาปริบ ๆ ทั้งงุนงงและก็สงสัย
หลิวอี้กระซิบ “น่าแปลก”
หม่าเซียวขมวดคิ้ว “แปลกเรื่องใด”
“ก็ชื่อของท่านหญิงและฮูหยินใต้เท้าลั่วเหมือนกันไม่ผิดเลย ถึงแม้จะคนละสกุลก็เถอะ อีกอย่างฮูหยินใต้เท้าลั่วผู้นั้นก็ยังมาสิ้นใจตรงกันกับวันที่ท่านหญิงหลับไป”
หลี่เสวี่ยซินตกตะลึงกับสิ่งที่แอบได้ยิน หม่าเซียวเหลียวมองสีหน้าซีดขาวของผู้เป็นนายพลันตะครุบปากหลิวอี้ไม่ให้พูดซ้ำ “เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด ฮูหยินใต้เท้าลั่วตายไปแล้ว แต่ท่านหญิงของเรายังสุขสบายดี อีกอย่างคนเราชื่อคล้ายกันได้จะแปลกอย่างไร”
เสียงของหม่าเซียวกลายเป็นอากาศธาตุในบัดดล ยามนี้หลี่เสวี่ยซินติดอยู่ในภวังค์ดุจกำลังเดินวนอยู่ท่ามกลางเขาวงกต
นางกับข้าชื่อเหมือนกัน วันตายของข้าและวันที่นางหมดสติก็วันเดียวกันอย่างนั้นหรือ...
^จอหงวน (狀元) : ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบคัดเลือกขุนนางระดับสูงของจีน
^"อวี่หลิน" (羽林) หมายถึง "ป่าฝน" หรือ "ปีกของป่า" ซึ่งสื่อถึงความแข็งแกร่งและเกรียงไกรของหน่วยทหาร. ภารกิจหลักคือการอารักขาองค์จักรพรรดิและราชวงศ์ รวมถึงการรักษาสันติสุขและความสงบเรียบร้อยภายในราชสำนัก
สองข้างทางของถนนสายหลักในเมืองหลวง เนืองแน่นไปด้วยบรรดาผู้คนที่มายืนรอชมขบวนมงคลแห่แหนอย่างเอิกเกริก เสียงบรรเลงเพลงกระหึ่มดังสะท้านทั้งแยกซ้ายขวา“ขบวนขันหมากยิ่งใหญ่เพียงนี้เชียวหรือ แต่เหตุใดจึงมีถึงสองขบวนเล่า”“เจ้าไม่รู้หรือ นี่เป็นสมรสพระราชทานเชียวนะ”“สมรสพระราชทาน? ข้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เหตุใดต้องแยกเป็นสองขบวน”“เจ้านี่ไม่รู้อะไรเอาเสียเลย ขบวนหนึ่งเป็นของใต้เท้าฮั่ว ส่วนอีกขบวนก็เป็นของแม่ทัพจูเชว่อย่างไรเล่า”“หา…พวกเขากำลังจะแต่งฮูหยินคนเดียวกันรึ”ป๊าบ!เสียงฝ่ามือตบศีรษะสหายดังลั่น อีกฝ่ายถึงขั้นลูบหัวตนป้อย ๆ“เจ้าโง่ มีสตรีใดแต่งบุรุษพร้อมกันถึงสองคนได้ ใต้เท้าฮั่วแต่งกับบุตรีท่านเจ้าเมืองตงหยาง ส่วนแม่ทัพจูเชว่แต่งกับบุตรีหนิงโหว ได้ยินมาว่าพวกเขาต่างสร้างผลงานโดดเด่นทั้งคู่ เมื่อหลายเดือนก่อนแม่ทัพจูเชว่ออกทำสงครามจนศัตรูปราชัย ส่วนใต้เท้าฮั่วใช้สติปัญญาช่วยไขคดีร่วมกับหนิงโหวเรื่องค้าเกลือเถื่อน และคดีโรคระบาดเมื่อปีก่อน ฝ่าบาทก็เลยประทานสมรสให้กับพวกเขา งานแต่งครั้งนี้วังหลวงเป็นเถ้าแก่จัดงานทั้งหมดอีกด้วย
หลี่เสวี่ยซินหันไปยังต้นเสียงก็พบเข้ากับบุรุษองอาจนั่งอยู่บนหลังอาชาตัวสูง“ท่านมาได้อย่างไร”“ข้ามารับเจ้า ไปกันเถิด” ชายหนุ่มลดมือของตนลงมาหลี่เสวี่ยซินยิ้มไปจนถึงดวงตา นางวางมือลงบนฝ่ามือกว้าง ลั่วเทียนเฉินดึงเบา ๆ ร่างระหงก็ถลาขึ้นไปนั่งอยู่ด้านหน้าของเขา อ้อมแขนแกร่งกอดเอวคอดไว้แน่น จากนั้นจึงควบม้าทะยานจากไป“เป็นอย่างไรบ้าง”หลี่เสวี่ยซินทิ้งกายพิงอยู่บนอกแกร่ง “เป็นเช่นนี้ดีแล้ว ข้าหวังเพียงท่านพ่อจะปล่อยวางอดีตแล้วก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง”ลั่วเทียนเฉินจุมพิตไรผมอันหอมกรุ่น “แน่นอน ท่านพ่อของเจ้าจะต้องเข้าใจ”หลี่เสวี่ยซินพยักหน้า เปลือกตาบางหลับพริ้มซึมซับความอบอุ่นจากร่างของเขา“ท่านช่วยข้าหนึ่งเรื่องได้หรือไม่”“ต่อให้บุกไฟฝ่าทะเลเพลิงข้าก็ทำให้เจ้าได้ทุกสิ่ง”หลี่เสวี่ยซินขบขัน “ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกเจ้าค่ะ ข้าก็แค่อยากให้ท่านส่งข่าวให้กับคนผู้หนึ่งได้หรือไม่”คิ้วเข้มเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง “เจ้าอยากส่งข่าวไปหาใคร”“โม่หลานซิ่น”ม้าที่กำลังโผทะยานชะงักฝีเท้าลงเดี๋ยวนั้น อ้อมแขนชายหน
หลี่เจิงเวยลังเล เรือนของเขาหลังเล็กคับแคบ หนำซ้ำเขาเองก็เพิ่งพรวนดินเพื่อปลูกพืชผัก ทำให้ทั้งตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นสาบ“ที่เรือนของข้าเกรงว่าจะไม่เหมาะ เพราะทั้งแคบและสกปรก หากท่านหญิงมีธุระช่วยรอก่อนได้หรือไม่ แล้วไปคุยกันที่โรงน้ำชา”หลี่เสวี่ยซินส่ายหน้า “ไม่จำเป็น จะแคบหรือสกปรกข้าก็อยู่ได้ ข้างนอกอากาศร้อนแดดแรง ท่านพอจะให้ข้าเข้าไปอาศัยร่มด้านในได้หรือไม่”หลี่เจิงเวยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาไม่เคยต้องรับผู้สูงศักดิ์เช่นนี้มาก่อน ความรู้สึกประหม่าถาโถมเข้ามา ทว่าเมื่อเขาจ้องตาของสตรีรุ่นลูกตรงหน้าก็ยิ่งทำให้จิตใจสับสน แววตาของนางเหมือนบุตรสาวของเขาไม่มีผิด“หากท่านหญิงไม่รังเกียจ เชิญด้านในขอรับ”“ขอบคุณเจ้าค่ะ”หลี่เสวี่ยซินเดินตรงไปยังโต๊ะไม้ตัวเก่า แม้สภาพโทรมลงไปมากทว่ากลับดูสะอาดทีเดียว ราวกับว่าที่ตรงนี้ถูกเช็ดถูอยู่เสมอ แม้อยู่ท่ามกลางพื้นที่ฝุ่นจับโดยง่ายหญิงสาวหย่อนร่างลงนั่งอย่างคุ้นเคย หลี่เจิงเวยถึงกับตกตะลึงไปพักหนึ่ง เมื่อครู่ดวงตาของเขาราวกับเห็นภาพของบุตรสาวซ้อนทับเข้ามา“ท่านนายกองหลี่นั่งลงเถิด ยืนเช่น
เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น หนิงถงไท่วางมือจากม้วนไม้ไผ่ตรงหน้า“ผู้ใด”“ข้าเองเจ้าค่ะท่านพ่อ”“ซินซินเองหรือ เข้ามาสิ”ขาเสลาขยับเดินเข้าไปในห้อง ไม่นานก็มาหยุดลงที่ตรงหน้าอีกฝ่าย“นั่งสิ”“ขอบคุณเจ้าค่ะ”หลี่เสวี่ยซินวางถาดขนมและน้ำชาลงบนโต๊ะ พลางจัดแจงและยื่นให้กับเขา“ช่วงนี้งานยุ่งมากหรือเจ้าคะ เห็นท่านพ่อออกไปแต่เช้ากลับมาก็ค่ำมืดทุกวัน”หนิงถงไท่ยิ้ม “ก็นิดหน่อย แต่ตอนนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ว่าแต่วันนี้เจ้ามาพบพ่อได้มีเรื่องใดหรือ คงมิได้มาส่งขนมรินน้ำชาเพียงอย่างเดียวกระมัง”หลี่เสวี่ยซินยิ้มตอบ “ยังเป็นท่านพ่อที่รู้ใจลูกที่สุด”“เช่นนั้นเจ้าก็ว่าเรื่องของเจ้ามาเถิด”ในเมื่อโอกาสมาถึงหลี่เสวี่ยซินก็ไม่อยากประวิงเวลา “ท่านพ่อเจ้าคะ ข้าอยากถามท่านเรื่องโรคระบาดเมื่อปีก่อน”คิ้วเข้มกระตุกเล็กน้อย “เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร”“ก็จากสหายของข้าเจ้าค่ะ ตอนนั้นลูกได้ยินมาว่าท่านพ่อสั่งให้เผาคนติดเชื้อหรือเจ้าคะ”หนิงถงไท่ถอนหายใจ เขาหยิบชาตรงหน้าขึ้นจิบ “เจ้าเชื่อจริงหรือว่า
“ที่นี่คือ…”“นี่เป็นเรือนที่ข้าซื้อเอาไว้ เดิมทีข้าคิดจะพาเจ้าแยกเรือนหลังกลับมาจากต่างเมือง แต่แล้ว…”หลี่เสวี่ยซินยิ้ม “ข้าก็มาแล้วไม่ใช่หรือ”ลั่วเทียนเฉินกุมมือของนางไว้แน่น “เช่นนั้นก็ใช้เรือนนี้เป็นเรือนหอของเราดีหรือไม่ บังเอิญว่าข้าเองก็ซื้อเรือนนี้ไว้ไม่ห่างจากจวนหนิงโหวด้วย”“เจ้าค่ะ”ฝนด้านนอกเริ่มบางลง กระนั้นท้องฟ้าพลันอาบย้อมด้วยสีดำสนิทดุจน้ำหมึกไปแล้วโคมไฟในห้องถูกจุดขึ้นจนส่องสว่าง จวนแห่งนี้มีผู้ดูแลอยู่สองคน พวกเขาเป็นคู่สามีภรรยาวัยกลางคนท่าทางใจดีเสียงเคาะประตูดังขึ้น“นายท่านต้องการสิ่งใดเพิ่มหรือไม่เจ้าคะ”“เจ้าไปเตรียมอาหารที เสร็จแล้วไม่ต้องมาตามนะ ไว้ข้าจะออกไปเอง”“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”เสียงฝีเท้าเคลื่อนห่างจากบานประตูสงัดลงอีกครั้ง ลั่วเทียนเฉินกลับมาสนใจหญิงสาวตรงหน้าต่อหลี่เสวี่ยซินถูกจ้องมากเข้าก็เริ่มขัดเขิน นางสาดน้ำในอ่างเพื่อหยอกล้อเขา “มองอะไรของท่าน”ลั่วเทียนเฉินรวบมือทั้งสองไว้มั่น เขารั้งร่างนุ่มนิ่มเข้ามาสวมกอด “ข้าคิดถึงเจ้า”ปลายนิ้วเรียวช้อนปล
เพราะหลี่เสวี่ยซินอ่อนเพลียทั้งร่างกายและจิตใจนางจึงผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของลั่วเทียนเฉิน หลังจากส่งนางกลับจวนเรียบร้อยชายหนุ่มจึงเร่งไปพบลั่วเหมิงต่อ“เฉินเอ๋อร์ กลับมาแล้วหรือลูก วันนี้แม่หาอาเหยาทั้งวันแต่ไม่พบนางเลย ไม่รู้เด็กคนนี้หายตัวไปที่ใด เจ้าเห็นนางบ้างหรือไม่”ลั่วเทียนเฉินพยักหน้า“แล้วเหตุใดไม่พานางกลับมาด้วย ดูสิวันทั้งวันแม่ทำงานบ้านคนเดียวจนเมื่อยล้าไปหมด เจ้าเองก็มีเงินทองมากมายก่ายกองแล้ว เหตุใดจึงไม่จ้างบ่าวไพร่เพิ่มเสียหน่อย”ลั่วเทียนเฉินนั่งฟังเงียบ ๆ สีหน้าของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์ หลังจิบชาจนคอโล่งชายหนุ่มจึงกล่าว “ข้ากำลังจะออกเรือน”ลั่วเหมิงยิ้ม “ก็ดีแล้วนี่ลูก แม่รู้ว่าเจ้าจะออกเรือนแล้ว อีกหน่อยท่านหญิงก็ต้องมาอยู่ที่นี่ สินเดิมของนางต้องมากมายจนนับไม่ไหว เช่นนั้นเราก็ต้องเตรียมต้อนรับนางให้ดี อ้อ…แล้วหนังสือหย่านั่นเจ้าอย่าลืมไปลงนามเสีย เหตุใดจะต้องยึดติดกับคนที่ตายไปแล้วให้ได้”ลั่วเทียนเฉินกำถ้วยชาจนเส้นโลหิตบนหลังมือปูดโปน เขาตวัดตามองเข้ม “เรื่องนี้ท่านไม่ต้องมายุ่ง อีกอย่างข้าจะแต่งออก ไม่ใช่แต่งสะใภ้เข้าบ้า




![ตำนานรักแผ่นดินกงซุน [NC25+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


