LOGINฉันลืมตาขึ้นก่อนฟ้าสาง..
เสียงเอะอะโวยวายจากซอยด้านล่างดังทะลุขึ้นมาถึงชั้นสองของคอนโด แสงนีออนจากป้ายโฆษณาริมทางด่วนลอดผ่านม่านขาวบางพาดแถบแสงลงบนผ้าห่มอย่างแผ่วเบาฉันพลิกตัว ลุกขึ้นไปยืนที่หน้าต่าง
มือค่อย ๆ เลื่อนม่าน เปิดบานเกร็ดกระจกออก ทอดมองเบื้องล่างคือภาพชีวิตในตรอกแคบกลางกรุง หญิงสาวในชุดเดรสเกาะอกสีดำเดินอย่างอ่อนแรงผ่านหน้าร้านสะดวกซื้อ ไม่ไกลกัน ชายไร้บ้านนอนขดอยู่บนพื้น มีสุนัขตัวหนึ่งเฝ้าอยู่ข้างกายแสงนีออนจากป้ายริมถนนสะท้อนบนใบหน้าของหญิงอีกคนในชุดวาบวาม เธอยืนพิงเสาไฟอย่างเงียบงัน เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
บางอย่าง...ที่อาจไม่มีวันมาถึงประกายในหัวเริ่มก่อรูปเป็นภาพชัดเจน
ฉันเอื้อมมือคว้ากล้องคู่ใจ ปลายนิ้วแตะเนื้อโลหะเย็นเฉียบ สัมผัสคุ้นเคยที่ปลุกให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกับลมหายใจยกกล้องขึ้นแนบตา
ผ่านกรอบชัตเตอร์ โลกทั้งใบหดเหลือเพียงภาพตรงหน้าหญิงสาวในชุดดำยืนพิงเสาไฟ
แสงนีออนสีชมพูทอดแถบแสงอ่อนบนไหล่เปลือยของเธอ ชายเร่ร่อนใต้ผ้าห่มเก่าขาดขยับตัวเล็กน้อย ร่างสั่นสะท้านกับอากาศเย็นใกล้รุ่ง ไอร้อนจากฝาท่อค่อย ๆ ลอยขึ้นเป็นหมอกบาง ตัดผ่านขอบเลนส์อย่างช้า...งามดั่งเฟรมภาพโมเดิร์น ฉันหมุนเลนส์… ซูมลึกเข้าไปใน ‘ความจริง’ ตรงหน้า ความจริงที่ใครหลายคนเลือกจะหลับตาหนีปลายนิ้วแตะชัตเตอร์แชะ!
เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมขณะที่ภาพถูกตรึงไว้ในเฟรม ภาพที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราว ความเหน็บหนาว และอารมณ์ของเมืองที่ไม่เคยหลับ..
และในจังหวะที่ฉันเลื่อนกล้องลง…ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! เสียงทัพพีกระทบหม้อ กลิ่นอาหารลอยมาแตะจมูก สัญชาติญาณบอกได้ทันที แม่กำลังทำกับข้าว ฉันรีบวางกล้องลงบนโต๊ะข้างกาย แล้วตรงไปยังโซนครัวแม่ยืนอยู่หน้าเตา มืออีกข้างกุมหลังที่เริ่มงอเอาไว้
ฉันก้าวยาวรีบเข้าไปประคอง“แม่คะ… ไม่ต้องตื่นมาทำอาหารแต่เช้านะ เดี๋ยวหนูจัดการเองค่ะ”
ไอร้อนจากหม้อข้าวต้มหมูสับลอยคลุ้ง ฉันรีบคว้าทัพพีในมือแม่วางลงบนโต๊ะแล้วพยุงร่างที่เริ่มงอของท่านไปนั่งบนโซฟาเดี่ยวสีซีดในโซนห้องนั่งเล่น
ฉันทรุดตัวนั่งลงที่พื้น เอาหัวแนบกับต้นขาอุ่น ๆ ของแม่เงยหน้าขึ้นมองแววตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยรอยย่นของเวลา แต่ในดวงตาคู่นั้น… ยังอบอุ่นเหมือนเดิม มือเหี่ยวย่นลูบหัวฉันเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบางบนริมฝีปาก“แม่รู้แล้วจ้ะ… แม่สบายดี อย่ากังวลไปเลยลูก
เวลาไม่เคยรอใคร… แต่แม่ก็อยากอยู่กับหนูให้นานที่สุดเหมือนกันนะแม่คือแสงสว่างยามเช้าของฉัน ฉันอยากดูแลแม่ให้ดีที่สุด
“แม่รอตรงนี้นะคะ เดี๋ยวหนูยกข้าวต้มมาเสิร์ฟให้เองจ้ะ”..หลังจากจัดการให้แม่ได้พักผ่อน ฉันรีบเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดใส่กระเป๋า เสียงซิปดัง แกร๊ก เบา ๆ ในห้องที่เงียบมือจับลูกบิดประตู หมุนเปิดออกช้า ๆฉันค่อย ๆ ย่องก้าวไปตามโถงทางเดินก่อนรุ่งอรุณแล้วสายตาก็สะดุดเข้ากับป้ายหน้าลิฟต์
‘ลิฟต์เสีย’ฉันถอนหายใจ พลางพึมพำเบา ๆ
“โอ้ย... อีกแล้วเหรอ”ไม่มีเวลาให้คิดมาก ฉันรีบวิ่งขึ้นบันไดมุ่งหน้าสู่ดาดฟ้า
หัวใจเต้นแรง... ต้องให้ทันแสงแรกของเมืองเมื่อแสงทองเริ่มละเลียด แผ่ประกายผ่านยอดตึก
ฉันหยุดหายใจ สูดลมเข้าลึก… นับหนึ่ง…สอง…สาม…ถึงสิบ ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงัด เหลือเพียงเงาและแสงสาดแชะ!
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นพอดีกับแสงทองปลั่งที่แตะขอบตึก ภาพนั้นถูกตรึงไว้.. โลกทั้งใบเหมือนหยุดนิ่งอยู่ในเฟรม***ยามสายของวันเดียวกัน แดดอ่อนสาดผ่านกระจกบานสูงของห้องประชุมบนตึกสำนักงานใหญ่ผนังกระจกทั้งสี่ด้านเผยวิวเมืองกว้าง แม่น้ำผืนยาวตัดผ่าน ท้องถนนและทางด่วนรถเคลื่อนเป็นสาย เหมือนมดตัวเล็ก ๆ บนผืนผ้าใบเมืองบรรยากาศในห้องจริงจังและคมชัด ทุกสายตาจับจ้องไปที่จอภาพขนาดใหญ่ด้านหน้า
หัวข้อประชุม: งานกาล่าของบริษัท Stride X International Co., Ltd. งานจะเริ่มพรุ่งนี้ชายหนุ่มมาดเข้ม สุขุมนิ่งสง่า ใบหน้าคมสันราวกับพระเจ้าปั้นแต่ง ผิวพรรณเปล่งปลั่งสะท้อนแสงเช้า เขานั่งอยู่หัวโต๊ะ สายตาคมเฉียบกวาดมองรอบห้อง
รับฟังทุกคำพูดอย่างมีสติและพินิจพิเคราะห์ทุกรายละเอียดอารัญ ฟอร์ด (Alan ford) ชายหนุ่มวัยสามสิบสาม ผู้เป็นทั้งทายาทเพียงคนเดียวของมหาเศรษฐี และประธานบริษัทผู้ผลิตรองเท้าและอุปกรณ์กีฬาระดับโลก ซึ่งกำลังขยายอิทธิพลไปสู่แวดวงแฟชั่นระดับไฮเอนด์ ด้วยวิสัยทัศน์เฉียบคม และไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนใครเขาไม่ใช่แค่ผู้บริหารหนุ่มแต่เขายังเป็นประธานบริษัท ผู้ซึ่งทุกคู่ตาต่างสะกดอยู่กับเขา ทั้งน่าเกรงขาม… และยากจะละสายตา
การประชุมดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย อารัญฟังทุกคำพูดด้วยสายตาแหลมคม ภายใต้ท่าทีสงบเยือกเย็นเมื่อถึงช่วงสรุป เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงและหนักแน่น
“ทุกประเด็นเรียบร้อยตามแผนงาน ขอบคุณทุกท่านสำหรับความร่วมมือ วันนี้เราจบประชุมเพียงเท่านี้ครับ”
ผู้ร่วมประชุมค่อย ๆ เก็บเอกสารและลุกขึ้นจากที่นั่ง บางคนแลกสายตาแวบหนึ่งก่อนก้าวออกจากห้อง แต่สายตาคมกริบของอารัญยังคงติดตามทุกความเคลื่อนไหวทันใดนั้น เลขาส่วนตัวเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง แล้วก้มลงกระซิบข้างหูเขา
“เจ้านายครับ… ช่างภาพชื่อดังจากอิตาลียกเลิกที่จะบินมาทำงาน ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพกะทันหันครับ”อารัญนิ่งไปชั่วครู่ ราวกับกำลังประมวลบางอย่างในหัว ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ แต่ชัดเจน
“ช่างภาพคนไทยก็ได้ครับ”เลขาชายชะงักไปเล็กน้อย ละล่ำละลักตอบ
“ผม… ผมลองเปิดดูแล้วครับ โปรไฟล์ส่งมาเยอะมาก ภาพสวยทุกคน… ผมคัดไม่ถูกเลยครับ”อารัญใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ส่งภาพตัวอย่างของแต่ละคนมาให้ผม… ผมจะเลือกเอง”“ครับ” เลขาหนุ่มในสูทเข้มขานรับ
เขาถอยหลังหนึ่งก้าว ก้มศีรษะเล็กน้อย แล้วหมุนตัวออกจากห้องความสงบกลับคืนสู่ห้องกว้าง
อารัญยืดตัวขึ้นช้า ๆ สายตาทอดมองวิวเมืองอันกว้างไกล แสงอุ่นสาดกระทบผืนน้ำแม่น้ำทอดยาว เงาสะท้อนระยิบระยับ ราวกับทั้งเมืองกำลังส่องประกายเหนือจินตนาการ***แดดบ่ายวันนี้ร้อนอบอ้าว… มะพร้าวอ่อนสักลูกก็ดีนะ ฉันเดินวนไปมารอบถนนพระนคร กล้อง Leica M6 แขวนอยู่ที่คอ สายตาสะดุดเข้ากับหญิงชราขายมะพร้าวน้ำหอมใกล้ ๆ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมะพร้าวสดลอยมาตามลม ใบหน้าเธออ่อนโยน ต่างกับร่างกายที่อ่อนล้าเสียงสับมีดอีโต้กระทบเปลือกมะพร้าวดัง แกร๊ก… แกร๊ก… เป็นจังหวะเรียบง่าย ความคิดผุดขึ้นในหัวฉันทันใด“คุณยายคะ ขอถ่ายรูปสักใบได้ไหมคะ”
“ได้สิจ๊ะ แม่หนูคนสวย”ใช่… ฉันต้องการภาพนั้น
หญิงชราถือมีด เจาะมะพร้าวด้วยรอยยิ้ม น้ำมะพร้าวฉ่ำ ๆ ไหลออกมาเป็นเส้นบาง ๆ ทันที ภาพนั้นกลายเป็นเฟรมที่สมบูรณ์แบบสำหรับฉัน
มะพร้าวที่เหลือน้อยนิด ฉันก็เหมาเรียบ “เปิดให้หนูลูกหนึ่ง ที่เหลือเจาะใส่ถุงกลับบ้านค่ะ จะเอาไปฝากแม่ค่ะ”ฉันถือมะพร้าว เอาปากดูดน้ำหวานเย็น ๆ หวานฉ่ำชื่นใจ
สายตาลอยขึ้นมองยอดปรางค์สูงเด่น ท่ามกลางแสงแดดบ่าย ลมร้อนพัดผ่านถนน พัดกลิ่นฝุ่นและใบมะขามแห้งปะปนมา เสียงรถราเบา ๆ เป็นฉากหลัง เสริมความสงบและความงดงามของภาพตรงหน้าพลัน… ติ้ง… ติ้ง… ติ้ง…
ตามสัญชาตญาณ ฉันล้วงมือถือจากกระเป๋า นิ้วเรียวสไลด์หน้าจอ แล้วแนบหูทันที“ฮัลโหล… สวัสดีค่ะ”
น้ำเสียงปลายสายชัดเจนและเป็นทางการ “สวัสดีครับ คุณลิลินใช่ไหมครับ? ผมมาจากบริษัท Stride X เราต้องการคุณสำหรับงานพิเศษ… ระดับประเทศ รายละเอียดส่งให้ทางอีเมลนะครับ รบกวนยืนยันกลับด้วย”“รับทราบค่ะ ขอบคุณค่ะ”
หัวใจฉันเต้นแรงเกินควบคุม รีบวางลูกมะพร้าวลง เหมือนพระเจ้าตอบรับคำอธิษฐาน… หรืออาจเป็นโชคชะตา หรือความมุ่งมั่นของฉันเองก็เป็นได้ฉันรีบเปิดกล่องอีเมล ข้อความปรากฏชัดเจน:
“งานถ่ายภาพงาน Gala StrideX พรุ่งนี้เที่ยง ติดต่อด่วน”ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้
เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “
หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว
เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่
หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
ฉันเงยหน้าขึ้น สบตาคู่นั้นตรง ๆ แววตาฉันว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเชื่อใจ มีเพียงคำถามที่ค้างคา“คุณเป็นใครกันแน่…
ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้
ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”
มือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิตเราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุด







