Masukฉันลืมตาขึ้นก่อนฟ้าสาง..
เสียงเอะอะโวยวายจากซอยด้านล่างดังทะลุขึ้นมาถึงชั้นสองของคอนโด แสงนีออนจากป้ายโฆษณาริมทางด่วนลอดผ่านม่านขาวบางพาดแถบแสงลงบนผ้าห่มอย่างแผ่วเบาฉันพลิกตัว ลุกขึ้นไปยืนที่หน้าต่าง
มือค่อย ๆ เลื่อนม่าน เปิดบานเกร็ดกระจกออก ทอดมองเบื้องล่างคือภาพชีวิตในตรอกแคบกลางกรุง หญิงสาวในชุดเดรสเกาะอกสีดำเดินอย่างอ่อนแรงผ่านหน้าร้านสะดวกซื้อ ไม่ไกลกัน ชายไร้บ้านนอนขดอยู่บนพื้น มีสุนัขตัวหนึ่งเฝ้าอยู่ข้างกายแสงนีออนจากป้ายริมถนนสะท้อนบนใบหน้าของหญิงอีกคนในชุดวาบวาม เธอยืนพิงเสาไฟอย่างเงียบงัน เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
บางอย่าง...ที่อาจไม่มีวันมาถึงประกายในหัวเริ่มก่อรูปเป็นภาพชัดเจน
ฉันเอื้อมมือคว้ากล้องคู่ใจ ปลายนิ้วแตะเนื้อโลหะเย็นเฉียบ สัมผัสคุ้นเคยที่ปลุกให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกับลมหายใจยกกล้องขึ้นแนบตา
ผ่านกรอบชัตเตอร์ โลกทั้งใบหดเหลือเพียงภาพตรงหน้าหญิงสาวในชุดดำยืนพิงเสาไฟ
แสงนีออนสีชมพูทอดแถบแสงอ่อนบนไหล่เปลือยของเธอ ชายเร่ร่อนใต้ผ้าห่มเก่าขาดขยับตัวเล็กน้อย ร่างสั่นสะท้านกับอากาศเย็นใกล้รุ่ง ไอร้อนจากฝาท่อค่อย ๆ ลอยขึ้นเป็นหมอกบาง ตัดผ่านขอบเลนส์อย่างช้า...งามดั่งเฟรมภาพโมเดิร์น ฉันหมุนเลนส์… ซูมลึกเข้าไปใน ‘ความจริง’ ตรงหน้า ความจริงที่ใครหลายคนเลือกจะหลับตาหนีปลายนิ้วแตะชัตเตอร์แชะ!
เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมขณะที่ภาพถูกตรึงไว้ในเฟรม ภาพที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราว ความเหน็บหนาว และอารมณ์ของเมืองที่ไม่เคยหลับ..
และในจังหวะที่ฉันเลื่อนกล้องลง…ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! เสียงทัพพีกระทบหม้อ กลิ่นอาหารลอยมาแตะจมูก สัญชาติญาณบอกได้ทันที แม่กำลังทำกับข้าว ฉันรีบวางกล้องลงบนโต๊ะข้างกาย แล้วตรงไปยังโซนครัวแม่ยืนอยู่หน้าเตา มืออีกข้างกุมหลังที่เริ่มงอเอาไว้
ฉันก้าวยาวรีบเข้าไปประคอง“แม่คะ… ไม่ต้องตื่นมาทำอาหารแต่เช้านะ เดี๋ยวหนูจัดการเองค่ะ”
ไอร้อนจากหม้อข้าวต้มหมูสับลอยคลุ้ง ฉันรีบคว้าทัพพีในมือแม่วางลงบนโต๊ะแล้วพยุงร่างที่เริ่มงอของท่านไปนั่งบนโซฟาเดี่ยวสีซีดในโซนห้องนั่งเล่น
ฉันทรุดตัวนั่งลงที่พื้น เอาหัวแนบกับต้นขาอุ่น ๆ ของแม่เงยหน้าขึ้นมองแววตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยรอยย่นของเวลา แต่ในดวงตาคู่นั้น… ยังอบอุ่นเหมือนเดิม มือเหี่ยวย่นลูบหัวฉันเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบางบนริมฝีปาก“แม่รู้แล้วจ้ะ… แม่สบายดี อย่ากังวลไปเลยลูก
เวลาไม่เคยรอใคร… แต่แม่ก็อยากอยู่กับหนูให้นานที่สุดเหมือนกันนะแม่คือแสงสว่างยามเช้าของฉัน ฉันอยากดูแลแม่ให้ดีที่สุด
“แม่รอตรงนี้นะคะ เดี๋ยวหนูยกข้าวต้มมาเสิร์ฟให้เองจ้ะ”..หลังจากจัดการให้แม่ได้พักผ่อน ฉันรีบเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดใส่กระเป๋า เสียงซิปดัง แกร๊ก เบา ๆ ในห้องที่เงียบมือจับลูกบิดประตู หมุนเปิดออกช้า ๆฉันค่อย ๆ ย่องก้าวไปตามโถงทางเดินก่อนรุ่งอรุณแล้วสายตาก็สะดุดเข้ากับป้ายหน้าลิฟต์
‘ลิฟต์เสีย’ฉันถอนหายใจ พลางพึมพำเบา ๆ
“โอ้ย... อีกแล้วเหรอ”ไม่มีเวลาให้คิดมาก ฉันรีบวิ่งขึ้นบันไดมุ่งหน้าสู่ดาดฟ้า
หัวใจเต้นแรง... ต้องให้ทันแสงแรกของเมืองเมื่อแสงทองเริ่มละเลียด แผ่ประกายผ่านยอดตึก
ฉันหยุดหายใจ สูดลมเข้าลึก… นับหนึ่ง…สอง…สาม…ถึงสิบ ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงัด เหลือเพียงเงาและแสงสาดแชะ!
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นพอดีกับแสงทองปลั่งที่แตะขอบตึก ภาพนั้นถูกตรึงไว้.. โลกทั้งใบเหมือนหยุดนิ่งอยู่ในเฟรม***ยามสายของวันเดียวกัน แดดอ่อนสาดผ่านกระจกบานสูงของห้องประชุมบนตึกสำนักงานใหญ่ผนังกระจกทั้งสี่ด้านเผยวิวเมืองกว้าง แม่น้ำผืนยาวตัดผ่าน ท้องถนนและทางด่วนรถเคลื่อนเป็นสาย เหมือนมดตัวเล็ก ๆ บนผืนผ้าใบเมืองบรรยากาศในห้องจริงจังและคมชัด ทุกสายตาจับจ้องไปที่จอภาพขนาดใหญ่ด้านหน้า
หัวข้อประชุม: งานกาล่าของบริษัท Stride X International Co., Ltd. งานจะเริ่มพรุ่งนี้ชายหนุ่มมาดเข้ม สุขุมนิ่งสง่า ใบหน้าคมสันราวกับพระเจ้าปั้นแต่ง ผิวพรรณเปล่งปลั่งสะท้อนแสงเช้า เขานั่งอยู่หัวโต๊ะ สายตาคมเฉียบกวาดมองรอบห้อง
รับฟังทุกคำพูดอย่างมีสติและพินิจพิเคราะห์ทุกรายละเอียดอารัญ ฟอร์ด (Alan ford) ชายหนุ่มวัยสามสิบสาม ผู้เป็นทั้งทายาทเพียงคนเดียวของมหาเศรษฐี และประธานบริษัทผู้ผลิตรองเท้าและอุปกรณ์กีฬาระดับโลก ซึ่งกำลังขยายอิทธิพลไปสู่แวดวงแฟชั่นระดับไฮเอนด์ ด้วยวิสัยทัศน์เฉียบคม และไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนใครเขาไม่ใช่แค่ผู้บริหารหนุ่มแต่เขายังเป็นประธานบริษัท ผู้ซึ่งทุกคู่ตาต่างสะกดอยู่กับเขา ทั้งน่าเกรงขาม… และยากจะละสายตา
การประชุมดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย อารัญฟังทุกคำพูดด้วยสายตาแหลมคม ภายใต้ท่าทีสงบเยือกเย็นเมื่อถึงช่วงสรุป เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงและหนักแน่น
“ทุกประเด็นเรียบร้อยตามแผนงาน ขอบคุณทุกท่านสำหรับความร่วมมือ วันนี้เราจบประชุมเพียงเท่านี้ครับ”
ผู้ร่วมประชุมค่อย ๆ เก็บเอกสารและลุกขึ้นจากที่นั่ง บางคนแลกสายตาแวบหนึ่งก่อนก้าวออกจากห้อง แต่สายตาคมกริบของอารัญยังคงติดตามทุกความเคลื่อนไหวทันใดนั้น เลขาส่วนตัวเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง แล้วก้มลงกระซิบข้างหูเขา
“เจ้านายครับ… ช่างภาพชื่อดังจากอิตาลียกเลิกที่จะบินมาทำงาน ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพกะทันหันครับ”อารัญนิ่งไปชั่วครู่ ราวกับกำลังประมวลบางอย่างในหัว ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ แต่ชัดเจน
“ช่างภาพคนไทยก็ได้ครับ”เลขาชายชะงักไปเล็กน้อย ละล่ำละลักตอบ
“ผม… ผมลองเปิดดูแล้วครับ โปรไฟล์ส่งมาเยอะมาก ภาพสวยทุกคน… ผมคัดไม่ถูกเลยครับ”อารัญใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ส่งภาพตัวอย่างของแต่ละคนมาให้ผม… ผมจะเลือกเอง”“ครับ” เลขาหนุ่มในสูทเข้มขานรับ
เขาถอยหลังหนึ่งก้าว ก้มศีรษะเล็กน้อย แล้วหมุนตัวออกจากห้องความสงบกลับคืนสู่ห้องกว้าง
อารัญยืดตัวขึ้นช้า ๆ สายตาทอดมองวิวเมืองอันกว้างไกล แสงอุ่นสาดกระทบผืนน้ำแม่น้ำทอดยาว เงาสะท้อนระยิบระยับ ราวกับทั้งเมืองกำลังส่องประกายเหนือจินตนาการ***แดดบ่ายวันนี้ร้อนอบอ้าว… มะพร้าวอ่อนสักลูกก็ดีนะ ฉันเดินวนไปมารอบถนนพระนคร กล้อง Leica M6 แขวนอยู่ที่คอ สายตาสะดุดเข้ากับหญิงชราขายมะพร้าวน้ำหอมใกล้ ๆ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมะพร้าวสดลอยมาตามลม ใบหน้าเธออ่อนโยน ต่างกับร่างกายที่อ่อนล้าเสียงสับมีดอีโต้กระทบเปลือกมะพร้าวดัง แกร๊ก… แกร๊ก… เป็นจังหวะเรียบง่าย ความคิดผุดขึ้นในหัวฉันทันใด“คุณยายคะ ขอถ่ายรูปสักใบได้ไหมคะ”
“ได้สิจ๊ะ แม่หนูคนสวย”ใช่… ฉันต้องการภาพนั้น
หญิงชราถือมีด เจาะมะพร้าวด้วยรอยยิ้ม น้ำมะพร้าวฉ่ำ ๆ ไหลออกมาเป็นเส้นบาง ๆ ทันที ภาพนั้นกลายเป็นเฟรมที่สมบูรณ์แบบสำหรับฉัน
มะพร้าวที่เหลือน้อยนิด ฉันก็เหมาเรียบ “เปิดให้หนูลูกหนึ่ง ที่เหลือเจาะใส่ถุงกลับบ้านค่ะ จะเอาไปฝากแม่ค่ะ”ฉันถือมะพร้าว เอาปากดูดน้ำหวานเย็น ๆ หวานฉ่ำชื่นใจ
สายตาลอยขึ้นมองยอดปรางค์สูงเด่น ท่ามกลางแสงแดดบ่าย ลมร้อนพัดผ่านถนน พัดกลิ่นฝุ่นและใบมะขามแห้งปะปนมา เสียงรถราเบา ๆ เป็นฉากหลัง เสริมความสงบและความงดงามของภาพตรงหน้าพลัน… ติ้ง… ติ้ง… ติ้ง…
ตามสัญชาตญาณ ฉันล้วงมือถือจากกระเป๋า นิ้วเรียวสไลด์หน้าจอ แล้วแนบหูทันที“ฮัลโหล… สวัสดีค่ะ”
น้ำเสียงปลายสายชัดเจนและเป็นทางการ “สวัสดีครับ คุณลิลินใช่ไหมครับ? ผมมาจากบริษัท Stride X เราต้องการคุณสำหรับงานพิเศษ… ระดับประเทศ รายละเอียดส่งให้ทางอีเมลนะครับ รบกวนยืนยันกลับด้วย”“รับทราบค่ะ ขอบคุณค่ะ”
หัวใจฉันเต้นแรงเกินควบคุม รีบวางลูกมะพร้าวลง เหมือนพระเจ้าตอบรับคำอธิษฐาน… หรืออาจเป็นโชคชะตา หรือความมุ่งมั่นของฉันเองก็เป็นได้ฉันรีบเปิดกล่องอีเมล ข้อความปรากฏชัดเจน:
“งานถ่ายภาพงาน Gala StrideX พรุ่งนี้เที่ยง ติดต่อด่วน”ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้ แต่ไม่เคยสร้างตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง..ความเชื่อนั้นอยู่กับฉันมาตลอด จนถึงวันที่ฉันเริ่มหันกลับมามองตัวเอง และตั้งคำถามว่า บางสิ่งอาจไม่เป็นอย่างที่ฉันเคยเข้าใจในแฟ้มประวัติของฉัน ทุกเรื่องราวถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูสมบูรณ์แบบราวกับชีวิตที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้วแต่ยิ่งค้นหา ฉันกลับยิ่งรู้สึกห่างไกล ราวกับกำลังมองชีวิตของใครบางคนที่หน้าตาคล้ายฉันทว่า…
ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”(อีโวรา คลับ แอนด์ คาสิโน สำหรับสมาชิกเท่านั้น)คริส ฟอร์ดในสูทเข้มก้าวลงจากรถท่วงท่าเข้มนิ่งคล้ายเจ้าพ่อใต้ดิน มีลูกน้องคอยอารักขาอยู่รอบตัว ข้างกายเขา อเล็กซี่เดินเคียงคู่ในเดรสเกาะอกสั้นสีดำ เผยเรียวขาท่อนบน ดุจชุดไม้ตายที่เธอตั้งใจเตรียมมาเพื่อคืนนี้โดยเฉพาะขณะเดียวกัน นักสืบมืออาชีพของอารัญแฝงตัวติดตามอยู่ไม่ไกล ทั้งคู่สวมสูทเนี้ยบ และโชว์บัตรสมาชิกปลอมอย่างแนบเนียน ก่อนก้าวเข้าสู่ด้านใน ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังแว่นเลนส์ชาจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวด้วยความแยบยลคริสและอเล็กซี่ตรงไปยังโต๊ะใหญ่ในมุมลึกของคลับ
มือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิตเราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน เหลือเพียงเขากับฉันเท่านั้นฉันแอบหันไปมองใบหน้าเย็นชาที่ใคร ๆ ว่าเข้าถึงยาก ทว่าในแววตาและทุกการปกป้องของเขากลับซ่อนความอ่อนโยนไว้เบื้องหลังฉันรู้ดีว่าเขาดูแลฉันมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่บางมุมของเขาก็ยังไม่เข้าใจ เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่หลังสายตาเรียบนิ่งนั้นทว่า ณ ตอนนี้… ฉันไม่อยากค้นหาสิ่งใดเพียงปล่อยให้ความอบอุ่นของเขาห่อหุ้มฉันไว้ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เย็นเฉียบระหว่างที่ความคิดยังวนเวียน อารัญหยุดเดินกะทันหัน
เช้าวันใหม่เหมือนพาให้ฉันได้หายใจอีกครั้ง อากาศสดชื่นจนแทบลืมไปว่าในใจยังมีเรื่องค้างคา ปริศนาของโฮชิคาวะ… ตระกูลฟอร์ด พ่อของฉันอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง.. ฉันต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงแค่ไหนทว่าวันนี้กลับแปลก… ปกติอารัญจะเข้ามาทักตั้งแต่เช้า แต่ทำไมถึงยังไม่มา?ฉันเดินออกไปที่ระเบียง ปล่อยสายตามองเมืองที่ทอดยาวไกลสุดสายตา ลมพัดแตะผิวเบา ๆ คล้ายอ้อมแขนของใครสักคนที่เฝ้าดูอยู่บนท้องฟ้าแต่พอฉันหันกลับมา เขายืนอยู่ตรงนั้นแล้ว
“ผมตามคุณลิลินไปครับ… แล้วเจอเธอนอนหมดสติอยู่ที่คอนโดของพ่อเธอ ‘โฮชิคาวะ’ ครับ ”วรากรรายงานอารัญด้วยเสียงเรียบ แต่สัมผัสได้ถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึก ๆเขายื่นซองสีน้ำตาลให้ อักษรบนหน้าซองเขียนไว้ว่า H.F. Project“แล้วนี่ครับ… สิ่งที่ผมเจอ”อารัญมองวรากรด้วยสายตาคมราวกับพยายามค้นความหมายจากใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนรับซองมาไว้ในมือและค่อย ๆ แกะออก ความเงียบรอบตัวหนาแน่นจนเหมือนอากาศหยุดไหล.ภายในซองคือ แผ่นฟิล์มเก่าบนขอบฟิล์มมีตัวเลขเขียนด้วยลายมือ… ปี
นิ้วเรียวดันบานประตูให้เปิดออกภายในห้องเงียบสงบ ทุกอย่างยังคงวางอยู่อย่างเรียบง่ายในตำแหน่งเดิม ทว่ากลับให้ความรู้สึกว่างเปล่า ราวกับเวลาได้ถูกตรึงไว้ตั้งแต่วันที่ใครบางคนจากไปฉันก้าวไปอย่างช้า ๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง แสงนีออนจากป้ายริมทางด่วนลอดผ่านผ้าม่านเป็นเส้นเรื่อบาง สะท้อนบนกรอบรูปที่ยังแขวนเด่นอยู่บนผนังฉันยื่นมือไปแตะสวิตช์ไฟในรูปนั้น… หญิงชราผู้มีใบหน้าอ่อนโยนกำลังยิ้มให้หญิงสาวคนหนึ่ง ‘ตัวฉันเอง’ เพียงสบตากับภาพนั้น ความอบอุ่นก็ซัดเข้ามาจนหัวใจสั่นวูบ..ฉันเคลื่อนกายไปยังอีกห้อง






